© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5161023/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_GfNNQVuhxVa7RkXFmu3I

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5161023/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_GfNNQVuhxVa7RkXFmu3I


การทำ“สปา” ไม่ใช่เพียงเพื่อการผ่อนคลาย แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ในยุคที่ผู้คนทำงานหนัก เร่งรีบ จึงหันมาใส่ใจสุขภาพและความงามมากขึ้น การทำสปาและนวดแผนโบราณจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายหรือการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่แค่ช่วยเพียงคลายความเมื่อยล้า แต่ยังช่วยบำบัดและจัดการกับความเครียด ผ่านกระบวนการที่หลากหลาย ทั้งการนวด การอบสมุนไพร การใช้กลิ่นบำบัด การใช้ดนตรี และการฝึกสมาธิ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
นอกจากบทบาทด้านสุขภาพ สปายังเป็นธุรกิจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานผ่านโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards:TTA) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 ซึ่งมีการมอบรางวัลใน 5 ประเภทใหญ่ และหนึ่งในนั้นคือ “ประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ครอบคลุมทั้ง Day Spa, Hotel & Resort Spa และ Destination Spa & Wellness โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลถึง 14 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ บาว่า สปา ออน ดิ เอท (BHAWA SPA on the eight) ที่ได้รับรางวัลดีเด่นประจำสาขา Day Spa
บาว่า สปา ออน ดิ เอท เดย์สปาระดับพรีเมียมที่เปิดให้บริการมากว่า 12 ปี ตั้งอยู่ในสุขุมวิท ซอย 8 ใจกลางกรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบไทย ไม่ว่าจะเป็นการนวดแผนไทยโบราณหรือทรีตเมนต์หลากหลายรูปแบบ ตรงกับคำว่า “BHAWA” มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง สถานะแห่งการดำรงอยู่กับปัจจุบัน ที่สะท้อนแนวคิดของสปาในการชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดพักจากความเร่งรีบ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และความสงบ ทั้งร่างกายและจิตใจ

กฤษณา เรืองศรี เจ้าของบาว่า สปา ออน ดิ เอท เล่าว่า ทำธุรกิจสปาเป็นเวลากว่า 27-28 ปี ได้สั่งสมประสบการณ์และคลุกคลีอยู่ในวงการสปาอย่างต่อเนื่อง จนในปี พ.ศ. 2556 จึงตัดสินใจเปิดสปาเป็นของตัวเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากการเดินทางไปสัมผัสผลงานของเจฟฟรีย์ บาว่า สถาปนิกชื่อดังชาวศรีลังกา ผู้ซึ่งออกแบบงานสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความเชื่อและวิถีชีวิตที่ตนอยากสร้าง จึงเลือกใช้ชื่อ “บาว่า” มาเป็นชื่อของสปา เพื่อสะท้อนความเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ และการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างกาย ใจ และสิ่งรอบตัว
กฤษณา กล่าวต่อว่า เทคนิคการนวดของบาว่าเน้นศาสตร์ไทยเป็นหลัก และนำความรู้จากการเรียนนวดเทคนิคต่างในหลายๆที่มาผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การนวดไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่ต้องลงเส้นลึกเหมือนนวดไทยแท้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้คลายเส้นที่ร่างกาย หรือการนวดไทยประยุกต์ร่วมกับสมุนไพรโบราณ เช่น การใช้ “เกลือสตุ” หรือเกลืออบร้อน โดยนำเกลือไปผ่านความร้อนแบบโบราณซึ่งเป็นเทคนิคโบราณ ที่ทำหน้าที่คล้ายเส้นลึกถึงกล้ามเนื้อทำหน้าที่เปรียบเสมือนยา กระบวนการนี้มีการทำที่บ้านเกิดตนจ.ลำปาง จากนั้นจะส่งมายังร้านเพื่อนำมาใช้ในทรีตเมนต์ หรือนวดร่วมกับน้ำมันเลมอนกราส และประคบด้วยลูกประคบสมุนไพร เหมาะมากสำหรับคนที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม โดยเฉพาะบริเวณศีรษะและบ่าไหล่

สำหรับการทำอโรม่าออยล์เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำสปา กฤษณา กล่าวว่า บาวายังมีฟาร์มสำหรับปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ ที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอโรม่าออยล์ เช่น ตะไคร้ โรสแมรี่ และอื่นๆ แม้ที่ฟาร์มจะยังไม่เป็นออร์แกนิกเต็มรูปแบบ แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยใช้สารเคมี ใช้น้ำหมักชีวภาพในการปรับสภาพดิน เพราะจากการศึกษา ด้านการทำอโรม่าออยล์ที่ฝรั่งเศส ที่การปลูกจะไม่ใช้สารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์โดยเด็ดขาด ทำให้เมื่ออโรม่าออยล์ซึมเข้าสู่ร่างกายจะอยู่ในผิวได้นานกว่า 4 ชั่วโมง ช่วยปรับสมดุลระบบภายใน แต่ถ้าหากเป็นน้ำหอมสังเคราะห์ก็อาจกลายเป็นสารเคมีสะสมได้ ดังนั้นส่วนหนึ่งอโรม่าออยล์จึงผลิตที่ฟาร์มของตนเอง และที่นำเข้าจากฝรั่งเศส

นอกจากนี้หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นคือ น้ำมันรังไหม ซึ่งสกัดจากรังไหมผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ในการทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าและหนังศีรษะ โดยเลือกใช้รังไหมแท้จากภาคอีสาน เช่น จังหวัดอุบลราชธานี มาพัฒนาเป็นซีรั่มออยล์สำหรับนวดหน้าและตัว อีกทั้งยังนำรังไหมมาแปรรูปเป็นสครับขัดผิวที่อ่อนโยน และยังเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น น้ำผึ้งจากโครงการหลวงและน้ำผึ้งเดือนห้า ส่วนเบสของสครับไม่ว่าจะเป็นงาดำ ชาเขียว หรือตะไคร้ ก็ล้วนมาจากวัตถุดิบไทยทั้งสิ้น รวมถึงเกลือธรรมชาติที่ใช้ ยกเว้นบางสูตรที่เลือกใช้เกลือหิมาลายันเป็นพิเศษ

“การตัดสินใจเข้าร่วมประกวดโครงการ TTA ในปีนี้ เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่มุ่งผลักดันสปาไทยสู่ระดับสากล ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว และสิ่งที่เราทำอยู่ก็สอดคล้องกับแนวทางของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับสปาไทย การพัฒนาบุคลากร รวมถึงการใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ เราตั้งใจอยากให้ที่นี่เป็นเหมือน “ห้องรับแขกของประเทศไทย” สำหรับต้อนรับลูกค้าจากทั่วโลก เพราะเชื่อว่าอาชีพนวดในไทยควรได้รับการยกย่อง และมีมาตรฐานทัดเทียมในระดับสากล” กฤษณา กล่าว

ชารินท์ สิงห์สถิตย์ Director of Operations and Spa กล่าวถึงบริการบริการซิกเนเจอร์ของบาว่า คือ Heavenly Hot Stone การนวดหินร้อนที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการใช้หินจิวเวลรี่ที่มีพลังงานในตัว ผสานกับอโรมาออยล์สูตรเฉพาะ ซึ่งไม่เพียงแค่วางหินบนร่างกาย แต่ใช้เทคนิคการนวดร่วมกับสัมผัสจากมืออย่างเชี่ยวชาญ หินจะช่วยคลายกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในจุดที่การนวดด้วยมือตามปกติอาจไม่เพียงพอ ทั้งนี้ต้องอาศัยความชำนาญของนักบำบัดในการประเมินอุณหภูมิร่างกายของลูกค้า เพราะแต่ละคนมีระดับการทนความร้อนแตกต่างกัน และครอบคลุมการนวดหลากหลายรูปแบบ เช่น นวดไทยแบบบาว่า นวดอโรม่า นวดเดรนเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง รวมถึงแพ็กเกจสปาที่มีการขัดผิวและแช่น้ำนมอุ่น อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่มีโรคประจำตัวบางประเภท เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน ลมชัก หรือความดันโลหิตสูง อาจไม่สามารถรับบริการบางโปรแกรมได้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้เข้ารับบริการ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/871329/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ny1CYhKIVUnVUhZUMJYsa

นายสุรจิตต์กล่าวต่อไปว่าชุมชนหัวตะเข้มีของดีซุกซ่อนอยู่มากมาย เช่น ร้านขายอาหารหรือขนมโบราณ ร้านทำกรอบรูปโบราณ มีเรือคายัค แมวคาเฟ่ ทั้งยังเป็นแหล่งบ่มเพาะฝีมือบุคลากรด้านสตรีทอาร์ท เนื่องด้วยมีพื้นที่ติดกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ขณะเดียวกัน นายสุรจิตต์ได้ฉายภาพเปรียบเทียบ Before & After ของสถานที่ต่าง ๆ ในเขตลาดกระบัง ที่ปัจจุบันยังมีสภาพทรุดโทรม โดยเห็นว่าถ้าปรับปรุงใหม่ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้สะอาด ปลอดภัย เข้าถึงง่าย จะเกิดประโยชน์โพดผลตามมามากมาย
สถานที่ในเขตลาดกระบังที่นายสุรจิตต์หยิบขึ้นมาฉายให้ดู มีดังนี้ สี่แยกตรงคลองลำปลาทิวและคลองประเวศบุรีรมย์ ถัดมาคือทางเข้าพื้นที่ริมน้ำ สวน และสะพานหัวตะเข้ (ฝั่งตลาดอุดมผล) ในเวอร์ชันใหม่สถานที่แห่งนี้จะมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และชาวลาดกระบังจะมีสวน 15 นาทีอยู่ใกล้บ้าน
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่น ๆ อีกที่ควรปรับปรุงใหม่ เช่น สะพานหัวตะเข้ (ฝั่งตลาดอุดมผล) ลานนั่งพักผ่อน (ฝั่งโรงเรียนมาเรียลัย) พื้นที่พักคอยเชื่อมโยงสถารถไฟหัวตะเข้ ซึ่งจะปรับปรุงทางเดินเท้าเลียบคลองให้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงพื้นที่ริมคลองแขกจากเดิมที่ทางเดินแคบ ไม่มีสะพานข้ามคลองก็จะมี และปรับปรุงสะพานข้ามคลองประเวศบุรีรัมย์ใหม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aXZNtIHkcdtzhiLTCB77_

*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,136 ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค. 2568 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยได้ประกาศชัดว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลจะเน้น “การแก้ปัญหาเร่งด่วน” เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในมิติ เศรษฐกิจ ปากท้อง หนี้สิน การออม การท่องเที่ยว และ การรับมือกับผลกระทบสงครามการค้าโลก ประกอบด้วย
1.ปากท้องประชาชน-พลังงานสีเขียว : รัฐบาลประกาศจะ “สร้างรายได้-ลดรายจ่าย” เป็นวาระแรก ลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าพลังงาน น้ำสะอาด ค่าโดยสาร และ ค่าผ่านทาง พร้อมสานต่อมาตรการ “คนละครึ่ง” เสริมสภาพคล่องให้ประชาชนจับจ่ายได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาเกษตรกร-ผู้ค้ารายย่อย-SMEs ผ่านกลไกรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น และขับเคลื่อนการเรียนรู้ Reskill & Upskill เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนและการเกษตร เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ใหม่ และตอบโจทย์สังคมพลังงานสีเขียว
2.หนี้สิน-สภาพคล่อง รัฐบาลชูธง “ปลดล็อกหนี้” บนหลักความเสี่ยงที่เป็นธรรม อันได้แก่ หนี้ประชาชน: ปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ลดกับดักหนี้ที่ถ่วงรั้งคุณภาพชีวิต SMEs: เพิ่มสภาพคล่องรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เสริมโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมพัฒนาความรู้การเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับธุรกิจ นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ SMEs มีสิทธิร่วมจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อสร้างความแข็งแรงในห่วงโซ่ธุรกิจ
3.การออมของประชาชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน รัฐบาลเปิดทางให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึง พันธบัตรรัฐบาล สะดวกขึ้น พร้อมเพิ่มดอกเบี้ยจูงใจ ขณะเดียวกัน ยังพัฒนา สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจากสลากที่ไม่ถูกรางวัล ให้กลายเป็นกองทุนออมต่อเนื่อง สร้างวินัยทางการเงินให้คนไทย
4.ฟื้นท่องเที่ยว-สร้างความมั่นใจ รัฐบาลวางท่องเที่ยวเป็น “หัวจักรเศรษฐกิจ” ด้วยมาตรการยกระดับความปลอดภัย-ลดการโกงนักท่องเที่ยว-อำนวยความสะดวก กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยเฉพาะ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการภาษีจูงใจผู้ประกอบการให้ปรับปรุงโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลางพำนักระยะยาว ดึงเม็ดเงินใช้จ่ายจากชาวต่างชาติ พร้อมเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว
5.รับมือสงครามการค้า-สร้างโอกาสใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าโลก รัฐบาลจัดตั้ง “ทีมไทยแลนด์” บูรณาการกระทรวงการต่างประเทศ-พาณิชย์-ผู้แทนการค้าไทย เพื่อเปิดตลาดใหม่ : ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา, ก้าวสู่ OECD: ผลักดันการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือการค้า-การลงทุน ในมิติผู้ประกอบการ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแล SMEs -เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐ ทั้งการป้องกันทุ่มตลาด -สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมสนับสนุน Made in Thailand ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ก่อปัญหาฝุ่น PM 2.5
6.สร้างบรรยากาศลงทุน-ดึงอุตสาหกรรมอนาคต รัฐบาลตั้งเป้าสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุน “ทันสมัย โปร่งใส แข่งขันได้” โดย ปรับกฎระเบียบ-ขั้นตอนอนุญาต ให้สะดวกขึ้น รวมทั้งปรับระบบส่งเสริมการลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ ดิจิทัล & AI, เซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ยานยนต์สมัยใหม่, อาหารแห่งอนาคต, พลังงานสะอาด-ชีวภาพ พร้อมส่งเสริมการตั้ง บริษัทร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
*** การแถลงนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน” สะท้อน “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจ-สังคม” ที่รัฐบาลมุ่งผลักดัน ทั้งการดูแลปากท้อง ฟื้นฟูหนี้ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็เร่งฟื้นท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ว.เชิงดอย” มองว่าภารกิจของ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยนโยบายที่ถูกทิศทาง แต่ยังต้องอาศัย “พลังแห่งความเชื่อมั่น” จากทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชนร่วมกันขับเคลื่อน จึงจะสามารถสร้าง “ชัยชนะทางเศรษฐกิจ” ที่คนไทยกำลังเฝ้ารอ …มารอดูกันว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย อย่างที่ได้ประกาศไว้หรือไม่? ก่อนที่จะ “ยุบสภา” และ “เลือกตั้งใหม่” ในวันที่ 29 มี.ค. 2569
*** หันไปดูข้อพิพาทระหว่างภาคเอกชนไทยกับต่างชาติ ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง “มหากิจศิริ” และ “เนสท์เล่” เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2516 เมื่อ ประยุทธ มหากิจศิริ บุกเบิกโรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูปในไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในยุคที่อุตสาหกรรมนี้ยังใหม่ และเปิดโอกาสให้ “เนสท์เล่” เข้ามาร่วมทุนใน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป แบรนด์เนสกาแฟที่ครองตลาดไทยมายาวนาน
…แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทและทิศทางธุรกิจเริ่มเปลี่ยน ผู้สังเกตการณ์มองว่า ความพยายามในการ “ถือหุ้นเต็ม” ของบริษัทข้ามชาติ อาจสร้างแรงกดดันให้พันธมิตรท้องถิ่นต้องตัดสินใจยาก ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น หรือ หาทางออกที่เหมาะสม โดยมีการประเมินมูลค่าหุ้นแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างราคาที่ฝ่ายไทยคาดหวังและราคาที่ฝ่ายต่างชาติเสนอ จนท้ายที่สุดการเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปได้
*** สิ่งที่ตามมาคือ ข้อพิพาทเรื่องสัญญาและการดำเนินกิจการ QCP ที่เข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งศาลแพ่งมีนบุรีได้มีคำสั่งบางประการเกี่ยวกับการผลิตและการจำหน่าย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด …ประเด็นนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญในหลายมิติ ตั้งแต่ความสมดุลระหว่าง “การลงทุนจากต่างชาติ” กับ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ ไปจนถึงการเคารพพันธมิตรท้องถิ่น ที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนาน
ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า กรณีนี้เป็นเสมือน “บทเรียนใหญ่” ของการร่วมทุนระหว่างเอกชนไทยกับต่างชาติ ที่แม้จะสร้างความสำเร็จมหาศาลในระยะยาว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ขององค์กรระดับโลก ที่เน้นผลประกอบการสูงสุด ขณะที่สังคมไทยก็กำลังเฝ้าจับตามองว่า “ข้อพิพาท” นี้จะลงเอยอย่างไร และจะทิ้งร่องรอยต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างไรบ้าง
*** ปิดท้ายกันที่… บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี จัดคอนเสิร์ต Royal Jazz for Chaipattana Foundation เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ในวโรกาส 70 พรรษา และหารายได้สมทบ มูลนิธิชัยพัฒนา คอนเสิร์ตจัดครั้งแรก พ.ค. 2568 สามารถระดมทุนได้ 4.4 ล้านบาท ส่วน Volume 2 จัดที่ SX Grand Plenary Hall ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ขับขานบทเพลงพระราชนิพนธ์ 23 บทเพลง โดยวง Big Band ม.มหิดล และศิลปินคุณภาพ เช่น นภ พรชำนิ, รัดเกล้า, แก้ม วิชญาณี, โก้ Mr.Saxman ฯลฯ ภายในงานมีการแสดงวิดีทัศน์ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์, นิทรรศการผลงานมูลนิธิชัยพัฒนา, งานศิลปะ และร้าน “ภัทรพัฒน์” รายได้ทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสานต่อภารกิจสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/640313&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34l27s1Us1rv-LWba9RVo8


พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารีฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำโดย ดร.พรรณี สอาดฤทธิ์ รองผู้อำนวยการฯ เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 ประเภท “รางวัลแห่งความยั่งยืน” (Thailand Tourism Sustainability Awards) จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน พระราชทานรางวัลแก่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้จัดการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ขึ้นตั้งแต่ปี 2539 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีการพัฒนาคุณภาพ และรักษามาตรฐานการให้บริการที่มีความเป็นเลิศ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รางวัลนี้จึงเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่หน่วยงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยรับรองการส่งมอบประสบการณ์ทรงคุณค่าและน่าประทับใจ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความโดดเด่น ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก
รางวัลกินรี ถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดด้านการท่องเที่ยวของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริการ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “รางวัลแห่งเกียรติยศ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืน” นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสำเร็จในการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ฯ ม.อ. เพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของชาวพิพิธภัณฑ์ฯ ม.อ. ตลอดระยะเวลา 17 ปี เรายังคงมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ไม่หยุดยั้งการพัฒนาด้านธรรมชาติวิทยา เชื่อมโยงฐานข้อมูลทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ และให้ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยาของคาบสมุทรไทย แก่เยาวชนและสาธารณชนทั่วไป อีกทั้งเรายังเป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่เชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการและสาธารณชนที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยทางธรรมชาติวิทยาอีกด้วย พร้อมยังมีกิจกรรมดี ๆ ที่จะมอบให้กับผู้เข้าชมนิทรรศการและผู้ที่สนใจกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่องต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961041&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-yS0l29Oi30ZJBZNg0UVt

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์การแถลงนโยบายของรัฐบาล 29-30 ก.ย. 68 มาตรการ Quick Win ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568
รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 ก.ย. 2568 โดยนโยบาย 1 ใน 5 ด้านคือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งในระยะสั้นเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นภาคการท่องเที่ยว ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และดูแลผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะปานกลางถึงยาวเน้นการรักษาวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (Reinvent Thailand)
นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) ของรัฐบาลคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะใช้ได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2568 จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีได้บ้าง โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน)
คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมคิดเป็นราว 0.15% ของ GDP ท่ามกลาง Marginal propensity to consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อ GDP ในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว
สำหรับ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลอาจพิจารณาออกมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งต้องรอรายละเอียดที่จะออกมา โดยผลต่อเศรษฐกิจคงขึ้นอยู่กับวงเงิน ช่วงเวลา พื้นที่และเงื่อนในการใช้จ่าย โดยการออกมาตรการในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอาจช่วยหนุนการเข้าร่วมโครงการได้ดีกว่าในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอาจกระทบการพิจารณาเดินทางท่องเที่ยว
อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวในประเทศยังเผชิญปัจจัยกดดันจากการการชะลอตัวของเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงแนวโน้มการเดินทางไปต่างประเทศของคนไทยที่ปัจจุบันมีความสะดวกและคุ้มค่ามากขึ้นจากการทำตลาดของบริษัทนำเที่ยว ขณะที่ การฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความจำเป็น แต่อาจเผชิญความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
สำหรับในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น โดยมีแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง (Fiscal Consolidation Plan) ที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้ภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้นๆ ที่ต้องให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่ 1 ต.ค. 2568 อีกทั้ง การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจส่งผลต่อการผลักดันนโยบายหลัก และการเบิกจ่ายงบประมาณตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐบาลและช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลาทั้งสิ้นราว 8 เดือน
และภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน โดยการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 (เดือนมิ.ย. – ก.ย.) ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
ส่งผลให้ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568 การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 60% ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 65% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีก่อนจากปัจจัยฐานสูงจากความต่อเนื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังงบประมาณปี 2567 อนุมัติล่าช้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258238/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KTNpuvIKspUkHAr5VAeYN

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อดีต รมว.สาธารณสุข เผยถึงการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่า “ในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายภาพรวมของนโยบาย ความสามารถในการบริหาร เน้นแนวทางการอภิปรายเดินเรื่องบนฐานของนโยบายรัฐภายใต้ข้อจำกัด 4 เดือนยุบสภาฯ จากการศึกษาพบว่าหลายนโยบายทำไม่ได้ หากทำได้ก็ไม่ดี เพราะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม หลายนโยบายคำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่ม ของพรรค เพื่อสร้างคะแนนนิยมเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง อีกทั้งมีการยกเลิกนโยบายที่เป็นประโยชน์ของประชาชน ถือเป็นการทำลายโอกาสของประชาชน”
นพ.ชลน่าน ยังระบุว่า “การชี้แจงของอนุทิน ต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาไม่พูดถึงการทำงาน แต่อาศัยเวลาของรัฐสภากลับมาเคลมผลงานตีกิน เป็นการนำเสนอในลักษณะสวนกลับ กดเหยียด ด้อยค่า ทำให้เกิดความเสียหายในฐานะนายกฯ ผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหาร การแสดงออกเยี่ยงนี้ถือว่าขาดภาวะผู้นำอย่างยิ่ง”
“โดยเฉพาะระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การชี้แจงของผมเป็นไปตามข้อเท็จจริง มีหลักเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ‘30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ นำสู่เป็นนโยบาย ไม่ได้มีเจตนาที่จะเคลมหรือแอบอ้างว่าใครเป็นคนทำนโยบายนี้ก่อนใคร”
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวของรัฐบาลเพื่อไทย ขับเคลื่อนแตกต่างกัน แต่การตอบชี้แจงของอนุทิน กลับขอเคลมผลงานตีกิน เปรียบเทียบในสมัยที่ อนุทินเป็น รมว.สธ. อีกทั้งอนุทินใช้ถ้อยคำในลักษณะสวนกลับ กดเหยียด ด้อยค่า ในฐานะนายกฯ ผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหาร การแสดงออกเยี่ยงนี้ถือว่าขาดภาวะผู้นำอย่างยิ่ง ผมไม่เคยคิดจะเคลม จะแข่งผลงานกับใคร และไม่คิดจะนำผลงานไปกดเหยียด เปรียบกับคนอื่นให้รู้สึกด้อยค่า เพราะเป็นการทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน การทำเพื่อให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น เป็นหน้าที่ของนักการเมืองทุกคน เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นมาตลอด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/chonlanan-criticizes-anutin-for-claiming-policies-and-lacking-leadership&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uZ9iJDWKlifBCyyhrQYVJ

โปแลนด์กับพัฒนาการของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจติดตาม ประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตอนกลาง มีประชากรราว 38 ล้านคน และยังต้องเผชิญความเสี่ยงนานัปการ ตลอดจนการแข่งขันทางการค้ากับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน แต่ยังสามารถยกระดับขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกเครื่องสำอางอันดับที่ 9 ของโลกได้ เส้นทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางโปแลนด์จึงไม่ธรรมดา ผู้ประกอบการไทยที่สนใจวงการเครื่องสำอางสามารถนำข้อมูลความรู้เหล่านี้ไปเป็นพื้นฐานต่อยอดการศึกษาเพื่อประกอบการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mwwjdvvqsjx69a03pvbu44r5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zHYTGmkPlCAfaPZgEJski

แสนสิริ เดินหน้าต่อพันธกิจ “Zero Dropout ซ่อม สร้าง ทาสี” พิสูจน์พลังจิตอาสา “ไม่ปล่อยให้ใครหลุ
ย้อนกลับไป 3 ปีก่อน แสนสิริมองเห็นถึงปัญหาเรื่
Zero Dropout–เด็กทุกคนต้องได้เรียน คือพันธกิจที่แสนสิริและพันธมิ
ในช่วงปี 2565–2568 จังหวัดราชบุรีจึงได้ถูกพัฒนาขึ้
.jpg)
ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงเชิ

กิจกรรม “ซ่อม สร้าง ทาสี” จึงไม่ใช่เพียงโครงการปรับปรุ
ปัจจุบัน “Zero dropout” ของแสนสิริ ได้ขยายเป็น “Thailand Zero dropout” เมื่อวันเด็กแห่งชาติในปี 2567 และเริ่มดำเนินการอย่างเป็
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/property/448532&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23TvbUts5wSQ0V9DlEi3SK

วันพุธ ที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย นายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง เป็นประธานเปิดฤดูท่องเที่ยวภูกระดึง ประจำปี 2569 โดยมีนักท่องเที่ยว เปิดภูวันแรกร่วม 200 คน และมีนักวิ่งร่วมซ้อมวิ่งก่อนการแข่งขั้นในช่วงวันที่ 6 ตุลาคนนี้ อีกประมาณ 100 คน
.jpg)
นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า ก่อนจะเปิดภูกระดึงทางอุทยานฯ ภูกระดึงหลายวัน เราได้มีการจัดเตรียมสถานที่ และปรับปรุงที่พัก ร้านอาหาร ทางเดินตามซำต่างๆ หลังปิดมากว่า 6 เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้กลับฟื้นฟู สวยงาม หลังจากเกิดไฟไหม้ใหญ่บนภูกระดึงหลายปีที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียไปกว่า 3,400 ไร่ ธรรมชาติได้กลับมาฟื้นฟู ทุ่งหญ้า ป่าไม้กลับมาเขียวขจี รอรับนักท่องเที่ยวเปิดให้พักในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ทางอุทยานฯ ได้ปรับปรุงร้านค้าบนอุทยานฯภูกระดึงให้มีสภาพเรียบร้อย สะอาดเป็นระเบียบ กลมกลืนกับธรรมชาติ และสะอาดถูกหลักสุขาภิบาล เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าปีนี้จะเดินทางมาพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอากาศนี้จะหนาวและหนาวนาน
.jpg)
ในขณะนี้เราได้เตรียมความพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งมีการซักซ้อมการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ และได้มีการประชุมผู้ประกอบร้านค้าที่มีจำนวน 100 กว่าคน เพื่อให้เขาได้จัดเตรียมของให้เพียงพอ จัดทีมรักษาความปลอดภัยลูกหาย ให้พร้อมรองรับ จำนวนนักท่องเที่ยวทุกวัน ซึ่งในปีนี้เราจะเน้นในเรื่องให้นักท่องเที่ยวช่วยรักษาความสะอาด และให้นักท่องเที่ยวได้เข้าโครงการอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และการนำถุงพลาสติกเข้ามา เราก็จะมีถุงผ้าให้เปลี่ยน เราก็ยังมีนำขยะลงมาจากยอดภูและมีใบประกาศให้เช่นเดิมเหมือนทุกปี
.jpg)
ทางอุทยานฯมีมาตรการในการปฏิบัติงาน และมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมทางการแพทย์ฉุกเฉินและก่อนนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปบนเขาจะมีการอบรมเพื่อความรู้ความปลอดภัยในการใช้ชีวิตการท่องเที่ยวบนภูกระดึงและได้มีการจัดตั้งโครงการของหายได้คืน lost and found โดยในปีที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติภูกระดึงได้จัดทำกิจกรรมดีๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นการส่งของที่ตกหล่น/หล่นหายในระหว่างเส้นทางท่องเที่ยว และในบริเวณต่างๆ ของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คืนให้แก่เจ้าของ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีและได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ในช่วงนี้เป็นช่วง เปิดภูเขาแรกๆ ธรรมชาติจะสวยงาม มีทะเลหมอกตามผาต่างๆ เชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวภูกระดึงกันเยอะๆ
.jpg)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจอุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park หรือ โทร. 042-810833, 042-810834
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448699&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l2NrLlYDT9bnfO-uqzu6x