Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แรงงานสูงวัย : พลังหรือภาระของเศรษฐกิจ

    แรงงานสูงวัย : พลังหรือภาระของเศรษฐกิจ

    องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ปี ค.ศ. 2024 ประชากรโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีประมาณ 770 ล้านคน หรือราว 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,600 ล้านคน ภายในปี 2050 ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในหกของโลก 

    ที่สำคัญคือ ในช่วงปลายทศวรรษ 2070 ผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นั่นหมายความว่า โลกของเรากำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

    สำหรับประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุเกิน 13 ล้านคน หรือเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และในปี 2031 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) และในปี 2050 ผู้สูงอายุไทยคาดว่าจะมีจำนวนเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด เทียบได้กับญี่ปุ่นในปัจจุบัน 

    อัตราพึ่งพิงผู้สูงอายุ หรือ Old-age Dependency Ratio ของไทยก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันอยู่ที่ 20 คนต่อวัยแรงงาน 100 คน และจะเพิ่มเป็นเกือบ 50 คนต่อวัยแรงงาน 100 คน ในปี 2050 

    สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ทั้งแรงงานวัยทำงานลดลง ภาระงบประมาณด้านบำนาญ และสาธารณสุขสูงขึ้น หากไม่มีการปรับตัว เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่าปัจจุบันที่ราว 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในระยะยาว 

    เมื่อประชากรสูงวัยมากขึ้น โครงสร้างแรงงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สามารถแบ่งเป็น 3 มิติหลัก 

    1.การสูงวัยของแรงงาน (Workforce Ageing) – อายุเฉลี่ยของแรงงานสูงขึ้น

    2.การหดตัวของแรงงาน (Workforce Decline) – ผู้เกษียณเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง

    3.อัตราพึ่งพิงผู้สูงอายุ (Old-age Dependency Ratio) – ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวัยทำงาน

    กลไกของแรงงานสูงวัยที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่องทางหลัก 

    1. ช่องทางด้านผลิตภาพ (Productivity Channel)

    โดยทั่วไป พบว่า ผลิตภาพของแรงงานสูงวัยมีแนวโน้มลดลงตามอายุ มีลักษณะเป็นกราฟโค้ง U คว่ำ สูงสุดราวช่วงอายุ 40–49 ปี หลังจากนั้นผลิตภาพเฉลี่ยลดลง สาเหตุหลักคือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์และการสร้างนวัตกรรมที่มักจะถึงจุดสูงสุดในวัยกลางคน ขณะที่วัยสูงอายุอาจมีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพและความเร็วในการทำงาน

    อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุยังมีคุณค่าในงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ ความรอบคอบ และ บางครั้งยังทำได้ดีกว่าคนหนุ่มสาว 

    หากผู้สูงอายุได้รับการใช้ทักษะที่เหมาะสม เช่น งานที่ต้องการประสบการณ์ ความรอบคอบ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์  และทักษะการสื่อสาร ผลิตภาพของพวกเขาก็ยังสูง และอาจสร้างประโยชน์แก่บริษัทได้เช่นกัน 

    2. ช่องทางด้านอุปทานแรงงาน (Labor-supply Channel) 

    บางมุมมองกังวลว่า การที่ผู้สูงอายุทำงานนานขึ้น อาจแย่งงานคนรุ่นใหม่ แต่หลักฐานหลายชิ้นชี้ว่า นี่อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือที่เรียกว่า Lump of Labor Fallacy เพราะในความเป็นจริง ทักษะของแรงงานสองกลุ่มไม่เหมือนกัน และมักจะเสริมกันมากกว่าทดแทนกัน 

    ที่สำคัญ ในระดับครอบครัวก็มีความซับซ้อน เช่น ถ้าผู้สูงอายุยังทำงานอยู่ ก็อาจมีเวลาช่วยเลี้ยงดูหลานน้อยลง ทำให้ลูกหลานต้องลดชั่วโมงทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากผู้สูงอายุมีรายได้ ก็สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เช่นกัน 

    ในระดับองค์กร การมีแรงงานสูงอายุมีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางงานวิจัยพบว่า หากแรงงานสูงอายุมีมากเกินไป อาจลดมูลค่าเพิ่มของบริษัทโดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรมสูง เช่น ICT แต่บางงานวิจัยชี้ว่าความหลากหลายด้านอายุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะคนรุ่นเก่ามีประสบการณ์ ส่วนคนรุ่นใหม่มีทักษะดิจิทัล เกิดการเสริมกัน 

    ด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการ พบว่า เมื่อสังคมสูงอายุ นวัตกรรมอาจลดลง เช่น จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรต่อประชากรลดลง 15–30% เพราะนักประดิษฐ์และผู้ก่อตั้งธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน ช่วงอายุ 38–45 ปี หากสังคมสูงอายุเกินไป อาจทำให้ธุรกิจใหม่ชะลอตัวและลดพลวัตเศรษฐกิจ

    คำถามสำคัญคือ หากผู้สูงอายุทำงานนานขึ้น จะ “แย่งงาน” คนรุ่นใหม่หรือไม่?

    บางงานวิจัยตอบว่า ใช่ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจชะลอตัว แต่หลายงานวิจัยโต้แย้งว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะทักษะและตำแหน่งงานมักต่างกัน แรงงานสูงวัยและคนรุ่นใหม่ มักเสริมกันมากกว่าทดแทนกัน 
    ในครอบครัว ผลกระทบสองด้านเช่นกัน หากผู้สูงอายุทำงานต่อ อาจมีเวลาช่วยเลี้ยงหลานน้อยลง แต่หากมีรายได้ ก็สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่าย ทำให้ลูกหลานทำงานเต็มเวลาได้

    คำตอบสำคัญคือ สุขภาพ  

    งานวิจัยเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวมองว่าสุขภาพ คือ การลงทุนในทุนมนุษย์ หากรัฐลงทุนด้านสาธารณสุขมากขึ้น ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้นานขึ้น ผลิตภาพสูงขึ้น และลดอัตราเกษียณก่อนวัย ตัวอย่างเช่น การลดอัตราความพิการของผู้สูงอายุ 5% สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ต่อหัวได้ 0.2–0.4% 

    ในกรณี ASEAN+3 หากรัฐใช้จ่ายด้านสุขภาพ 2% ของ GDP ก็ช่วยยืดอายุแรงงานสูงอายุให้ทำงานได้ยาวนานและมีประสิทธิภาพ
    ตรงกันข้าม หากสุขภาพไม่ดี ผู้สูงอายุมักออกจากงานเร็วขึ้น ตัวเลขในยุโรปชี้ว่า คนอายุ 50–63 ปีที่สุขภาพไม่ดีมีโอกาสเกษียณก่อนวัยสูงกว่าคนทั่วไป 18%

    สรุปได้ว่า แรงงานสูงวัยไม่ใช่ปัญหา แต่สุขภาพของแรงงานสูงวัย เป็นตัวแปรชี้ขาด การลงทุนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะงบประมาณสาธารณสุข จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจ  

    แม้มีข้อกังวล แต่แรงงานสูงอายุอาจกลายเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ที่มีคุณค่า ถ้ามีเงื่อนไขสนับสนุนที่เหมาะสม ได้แก่:

    1.การลงทุนในทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning):

    • นโยบาย Reskilling / Upskilling ให้แรงงานสูงอายุสามารถทำงานในเศรษฐกิจดิจิทัลหรือบริการมูลค่าสูง

    • การสร้างระบบฝึกอบรมที่ยืดหยุ่น เช่น Online Learning, Micro-credentials

    2.การปรับรูปแบบการทำงาน (Workplace Adaptation):

    • งาน Part-time, งานยืดหยุ่นเวลา, งานที่ใช้ประสบการณ์มากกว่าพละกำลัง

    • การใช้เทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น Automation, Digital Platforms

    3. การใช้ประโยชน์จากทุนทางสังคมและประสบการณ์ (Social & Experiential Capital):

    • แรงงานสูงอายุมีทักษะเชิงประสบการณ์ เครือข่าย และ soft skills เช่น การเจรจา บริหารจัดการ ที่สามารถถ่ายทอดสู่รุ่นใหม่

    • สามารถทำงานที่เน้น “Mentorship” หรือ “Knowledge Transfer”

    4.นวัตกรรมและสุขภาพ (Health & Innovation):

    • การลงทุนด้านสุขภาพทำให้แรงงานสูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น → ยืดอายุการทำงาน → ลดภาระสาธารณสุข

    • เทคโนโลยีด้าน Health Tech และการแพทย์ป้องกัน (Preventive Healthcare) เป็นตัวแปรสำคัญ

    บทเรียนจากต่างประเทศ

    • ญี่ปุ่น: สร้างนโยบาย Silver Economy ให้ผู้สูงอายุทำงานต่อได้ ทั้งในภาคบริการ เทคโนโลยี และธุรกิจ start-up
     

    •ยุโรป: หลายประเทศใช้ระบบ Lifelong Learning + นโยบายจ้างงานยืดหยุ่น

    •เกาหลีใต้: ส่งเสริม “Re-employment” สำหรับผู้เกษียณและใช้พลังผู้สูงวัยในงานวิจัย-ที่ปรึกษา

    แนวนโยบาย: ทำอย่างไรให้ “สูงวัย” กลายเป็น “ทุน”

    1.ปรับระบบเกษียณให้ยืดหยุ่นตามอาชีพ → เลื่อนอายุเกษียณหรือสร้างทางเลือกการจ้างงาน

    2.ส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) เช่น ธุรกิจบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การศึกษา และธุรกิจดูแลผู้สูงวัย

    3.ลงทุนใน Health + Human Capital ไปพร้อมกัน → ทำให้ผู้สูงอายุ “productive longer”

    4.การสร้างกลไกแรงจูงใจให้เอกชนจ้างแรงงานสูงอายุ เช่น มาตรการภาษี / เงินอุดหนุน 

    โลกในอนาคตจะมีผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว คำถามไม่ใช่ว่าเราจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่คือ เราจะทำให้ผู้สูงอายุมีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างไร และเราจะเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลัง” ได้หรือไม่

    คำตอบอยู่ที่ สุขภาพ การลงทุนเชิงนโยบาย และ มุมมองของสังคม

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย…รศ.ดร.มนชยา อุรุยศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/640440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ikN5kdHex73-dnVnTItGG

  • กกร.ชงพิมพ์เขียวฟื้นฟูเศรษฐกิจ ห่วงเครดิตประเทศ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่  02 ต.ค. 68

    กกร.ชงพิมพ์เขียวฟื้นฟูเศรษฐกิจ ห่วงเครดิตประเทศ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 02 ต.ค. 68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/7q48f-j13EA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eI5Sp5Y3rrtBcx13bBtv

  • กมธ.จี้แก้ กม.กันอีคอมเมิร์ซต่างชาติผูกขาด ช่วยผู้ค้าไทย

    กมธ.จี้แก้ กม.กันอีคอมเมิร์ซต่างชาติผูกขาด ช่วยผู้ค้าไทย

    กมธ.เศรษฐกิจเร่งปรับกฎหมายแข่งขันทางการค้า สกัดการผูกขาดแพลตฟอร์มต่างชาติ เสนอสร้างเครือข่าย Open Commerce หนุนผู้ค้าไทย

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การเติบโตนี้กลับทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อ “ความเป็นธรรมทางการแข่งขัน” โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นต่างชาติรายใหญ่เข้ามาครอบครองตลาดไทยในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ค้ารายย่อย ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและถูกกีดกันทางการแข่งขัน

    เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้เร่งพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งผ่านการรับหลักการแล้ว เพื่อสร้างกลไกกำกับดูแลใหม่ ลดปัญหาการผูกขาด และแก้ไขความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

    ในการประชุมวันที่ผ่านมา สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธาน กมธ. ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากจากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มต่างชาติ จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา

    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ คำชี้แจงของภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซีอีโอ Play Solution และ TARAD Dot Com ที่สะท้อนว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มต่างชาติครองส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมากกว่าร้อยละ 51 ผู้ให้บริการคนไทยแทบไม่เหลืออยู่ สินค้ากว่า 200 ล้านชิ้นในแพลตฟอร์มทำให้ผู้ผลิตท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้ ขณะเดียวกันยังต้องเจอค่าธรรมเนียมสูง การเข้าถึงข้อมูลจำกัด และบริการที่ไม่เท่าเทียม

    economic-committee-law-amendment-e-commerce-monopoly-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ภาวุธ เสนอว่า ทางออกระยะยาว “ไทยควรมี แพลตฟอร์มแห่งชาติที่ทำงานแบบ Open Commerce Network” เพื่อเชื่อมโยงผู้ค้าและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้ระบบเดียวกัน เชื่อมต่อกับบริการภาครัฐ เช่น ระบบชำระเงิน การขนส่ง รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสินค้าของไทยที่สามารถเชื่อมโยงออกสู่แพลตฟอร์มต่างประเทศได้ เพื่อกระจายโอกาส ลดการพึ่งพาตลาดที่ถูกผูกขาด และเพิ่มความเข้มแข็งให้ธุรกิจท้องถิ่น

    “ทางออก เราควรจะมีแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อเชื่อมโยงผู้ค้าของตัวเองทั่วประเทศ เป็นแพลตฟอร์มเปิด เครือข่ายทางการค้าแบบเปิด ให้ผู้ค้าและเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ภายในได้ เชื่อมโยงกับหน่วยงานและบริการภาครัฐทั้งการชำระเงิน การขนส่ง โดยมีสินค้าเป็นสินค้าไทยจริงๆ เป็น Open Commerce Network เป็นแหล่งของมูลขนาดใหญ่นำสินค้านี้ไปเชื่อมกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่ แพลตฟอร์มนี้เชื่อมโยงลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อเอาสินค้าไปช่วยกันขายเพื่อลดการผูกขาดจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ”

    การเร่งปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้าในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การปรับข้อกฎหมายเชิงเทคนิค แต่เป็น “ยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้าง” เพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ป้องกันการครอบงำตลาดจากผู้เล่นต่างชาติ และเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่

    economic-committee-law-amendment-e-commerce-monopoly-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-committee-law-amendment-e-commerce-monopoly-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-committee-law-amendment-e-commerce-monopoly&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15toPgCiUqX4qiSTogd29h

  • เศรษฐกิจไม่ดี-กำลังซื้อน้อย ‘อิเกีย’ ประกาศปรับราคาลงทุกหมวดหมู่ เตรียมบุกอีสานกลางปีหน้า

    เศรษฐกิจไม่ดี-กำลังซื้อน้อย ‘อิเกีย’ ประกาศปรับราคาลงทุกหมวดหมู่ เตรียมบุกอีสานกลางปีหน้า

    “อย่าเริ่มทำสงครามราคา เพราะถ้าทุกเจ้าแข่งกันลด ตลาดมันจะพัง” – เฮียคณิน 2025

    ikea

    ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี แถมคนไทยก็กำลังซื้อถดถอย มันอาจไม่แปลกหากธุรกิจหลายๆ เจ้าจะเริ่มลดราคาสินค้าและบริการ หรือก่อ ‘สงครามราคา’ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค

    แต่ยิ่งถูก ไม่ได้แปลว่ายิ่งดี โดย ‘ลีโอนี่ ฮอสกิ้น’ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า สินค้าราคาถูกที่มีคุณภาพต่ำกำลังทำให้ตลาดหยุดชะงัก ซึ่งสงครามราคาถือเป็นเพียงการแข่งขันไปสู่ที่โหล่เท่านั้น เพราะเมื่อแข่งกันลดราคาแล้ว คุณภาพก็จะเปลี่ยนไปด้วย

    อย่างในช่วงโปรเดือด 9.9 ที่ผ่านมา บริษัทก็ไม่ได้จัดโปรโมชันลดราคาเหมือนคนอื่นเขา แต่มาพร้อมแคมเปญ ‘ซื้อคืนสินค้าอิเกีย’ ที่ผู้บริโภคเคยซื้อไว้ โดยเสนอราคาสูงกว่าปกติถึง 2 เท่า

    อย่างไรก็ตาม ฮอสกิ้นไม่ได้หมายความว่าอิเกียไม่ให้ความสำคัญกับราคาเลย เพราะจริงๆ แล้ว ทุกสาขาทั่วโลกต่างต้องการขายในราคาที่ผู้บริโภคเอื้อมถึงง่ายทั้งนั้น เพียงแค่ว่าแต่ละประเทศอาจมีกลยุทธ์ในการตั้งราคาต่างกันไป

    แล้วกลยุทธ์ของอิเกียประเทศไทยคืออะไร? มาดูกัน

    ลดกระหน่ำทั้งปีตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ยันอาหาร เผยอยากโต 6%

    ฮอสกิ้นเล่าว่า ในปีงบประมาณ 2025 (กันยายน 2024 – สิงหาคม 2025) ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ท้าทายมากๆ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆ ทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ ‘ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค’ ลดลง

    ทั้งนี้ อิเกียก็ยังทำกำไรได้ในปีที่ผ่านมา โดยทำผลประกอบการมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 6.3% แต่สิ่งที่ฮอสกิ้นเชื่อว่ายังสามารถพัฒนาต่อไปคือยอดขายที่เติบโตเพียง 1% เท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้ สำหรับปีงบประมาณ 2026 (กันยายน 2025 – สิงหาคม 2026) อิเกียจึงหมายมั่นว่าอยากทำยอดขายให้เพิ่มขึ้นอีก 6% ผ่านกลยุทธ์หลักที่มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้าน ‘ราคา’ โดยยังคง ‘คุณภาพ’ ไว้

    ถ้าถามว่ากลยุทธ์ด้านราคาคืออะไร? ฮอสกิ้นตอบว่า อิเกียจะปรับราคาสินค้าลงและตรึงราคานี้ไว้ตั้งแต่กันยายน 2025 – สิงหาคม 2026 ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า ‘Everyday More Value คุ้มค่ากว่าในทุกวัน’ โดยบริษัทได้ทุ่มงบไปราวๆ 200-250 ล้านบาทเลย

    สำหรับแคมเปญนี้ อิเกียปรับราคาสินค้าลงทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ยันอาหาร เพราะอย่างกาแฟเย็นเอง ไม่ว่ากาแฟดำหรือกาแฟนมก็มีราคาเพียง 29 บาทเท่านั้น แถมปัจจุบัน ยังมีสินค้ามากกว่า 2,500 รายการแล้วที่มีราคาต่ำกว่า 200 บาท

    สถานีต่อไป…อีสาน โมเดลคล้ายเชียงใหม่ มีเซเว่นและ Decathlon

    ikea
    ภาพ อิเกียสาขาเชียงใหม่

    ปรับราคาไม่พอ ยังมีข่าวดีกว่านั้น เพราะฮอสกิ้นแอบสปอยล์มาเล็กๆ ว่า ในเดือนกรกฎาคม 2026 ภาคอีสานจะมีอิเกียเป็นของตนเอง แต่เป็นจังหวัดไหน ต้องขออุบไว้ก่อน

    โดยสาเหตุที่อิเกียเลือกจุดหมายปลายทางถัดไปเป็นอีสาน ก็เพราะบริษัทเห็นโอกาสใน ‘เมืองรอง’ ของประเทศไทย อิงจากยอดขายในพื้นที่ต่างๆ ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของธุรกิจ

    ข่าวลือการเปิดตัวในภาคอีสานของอิเกียเรียกความสนใจจากผู้บริโภคไปไม่น้อย เพราะตอนที่ Brand Inside โพสต์ข่าวดังกล่าว ก็มีชาวเน็ตเข้ามาช่วยเดาโลเคชันถัดไปกันมากมาย ไม่ว่าจะขอนแก่น โคราช หรืออุดรธานี

    แม้ตอนนี้รายละเอียดเต็มยังไม่ปล่อยออกมา แต่ฮอสกิ้นเปรยมาแล้วว่า อิเกียสาขาอีสานจะมีโมเดลคล้ายๆ กับ ‘เชียงใหม่’ ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยอาจมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่ไม่เกิน 750 ตารางเมตร

    ถ้าถามว่าโมเดลอิเกียเชียงใหม่เป็นแบบไหน? หลักๆ แล้ว สาขานั้นจะเน้นความ ‘เล็กแต่ครบ’ ประกอบด้วย

    • 7-Eleven, True และ Decathlon จากความร่วมมือกับ ‘CPFC’ (บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด)
    • ห้องตัวอย่าง 12 โซนเล็กๆ
    • สินค้าพร้อมซื้อ 300 ชิ้น เน้นกลุ่มช่วยจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ
    • สินค้ากลุ่มขนมและของทานเล่นจากสวีเดน อาทิ มีตบอล ไอศกรีม หรือเยลลีตัก
    • บริการ Click and Collect สั่งสินค้าออนไลน์ แต่มารับได้ที่หน้าสาขา แบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
    • บริการที่ปรึกษาและวางแผนการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญ

    ที่สำคัญ อิเกียเชียงใหม่ถือเป็นสาขาที่ลงทุนน้อยที่สุดด้วยนะ โดยใช้งบไปเพียง 15 ล้านบาทเท่านั้น

    ฮอสกิ้นบอกว่า โมเดลสาขาเชียงใหม่ถือเป็นครั้งแรกของโลกเลย เพราะไม่เคยมีอิเกียประเทศไหนทำมาก่อน แถมยังมีเจ้าของแฟรนไชส์จากต่างชาติมาดูงานด้วย เพราะพวกเขาสนใจในคอนเซปต์ ‘ความสะดวกสบาย’ ที่สาขานี้มีให้

    “คนชอบช็อปปิ้งด้วยความสะดวกสบาย จะไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เซเว่น Decathlon หรืออิเกียก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปห้างใหญ่ๆ” ฮอสกิ้นกล่าว 

    เธอยังบอกอีกว่า คนไทยชอบความสะดวกมากกว่าราคาที่ถูกเสียอีก ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อิเกียสาขาอีสานจึงมีรูปแบบเดียวกันกับเชียงใหม่

    อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความนับตั้งแต่นี้ไป อิเกียจะเปิดแค่สาขาในรูปแบบเดียวกันกับเชียงใหม่นะ เพราะฮอสกิ้นบอกว่า มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง 

    เช่น สาขาภูเก็ตที่แม้จะใหญ่กว่าเชียงใหม่อยู่แล้ว ในขนาดประมาณ 2,000 ตารางเมตร แต่ฮอสกิ้นบอกว่า ตอนนี้กำลังเตรียมย้ายโลเคชันไปในพื้นที่ที่ใหญ่กว่า คาดว่าราวๆ 10,000 ตารางเมตรเลย

    ไม่ได้ขายแค่ลูกค้าทั่วไป แต่เปิดขายให้ธุรกิจที่อยากใช้บริการอิเกียด้วย

    ikea

    นอกจากกลยุทธ์แบบ ‘B2C’ (Business to Customer) แล้ว อิเกียยังมีอีกหนึ่งหน่วยธุรกิจ ซึ่งก็คือ ‘IKEA for Business’ สำหรับลูกค้าองค์กรด้วย

    ‘พรภัคย์ จินตโกวิท’ ผู้จัดการ IKEA for Business อิเกีย ประเทศไทย อธิบายว่า หลักๆ แล้ว ลูกค้าของ IKEA for Business คือ

    1. การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย
    2. สำนักงานและการตกแต่งภายในสำนักงาน
    3. ที่พัก 
    4. ร้านอาหารและคาเฟ่
    5. สถานศึกษา
    6. การตกแต่งภายในร้านค้าและอื่นๆ

    แม้เศรษฐกิจอาจยังไม่สู้ดีเท่าไร แต่ธุรกิจหลายๆ ภาคส่วน เช่น อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม หรือออฟฟิศ ก็ยังมีการขยายตัวหรือรีโนเวทตลอดเวลา ทำให้พรภัคย์มองว่า นี่คือโอกาสในการตีตลาดกลุ่มธุรกิจองค์กร

    IKEA for Business จะทำหน้าที่ในการมอบบริการครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนพื้นที่ การคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ การสั่งซื้อจำนวนมาก การจัดส่ง การประกอบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยมีบริการให้คำปรึกษาเฉพาะทางที่เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรมหรือบุคคลด้วย

    สำหรับปีงบประมาณ 2026 นี้ พรภัคย์เล่าว่า IKEA for Business จะวางกลยุทธ์ในเรื่องของการสร้างพันธมิตรกับธุรกิจต่างๆ โดยสามารถรอติดตามได้เลย

    สุดท้ายนี้ หากมองในภาพรวม อิเกียก็อาจไม่ได้สู้ด้วย ‘ราคาที่ถูกที่สุด’ จริงๆ แต่เลือกเดินเกมแบบครบวงจร ทั้งตรึงราคา รักษาคุณภาพ ขยายสู่เมืองรอง และเจาะตลาดองค์กร เพื่อสร้างสมดุลระยะยาวมากกว่าจะมาลงแข่งในสงครามราคา

    แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับกลยุทธ์ของอิเกีย?

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/ikea-fiscal-year-2026-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3303VzD2B8Ze84sHZ8h9NK

  • วิริยะประกันภัย ร่วมจัดงาน “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” ในโอกาส ครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย

    วิริยะประกันภัย ร่วมจัดงาน “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” ในโอกาส ครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย

    วันนี้, 17:43น.

       พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” โดยมี พลตำรวจโท เผ่าไทย ทองธิว กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท เมืองโบราณ จำกัด เป็นประธานการจัดงานดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และรำลึกถึงวีรกรรมของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติด้วยความเสียสละ ตลอดจนปลูกฝังความสามัคคีและความภาคภูมิใจในชาติให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยมีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ณ เมืองโบราณ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ

      ทั้งนี้ ภายในงาน ได้มีการจัดพิธีกางธงชาติไทยผืนใหญ่ที่สุดในโลก และธงประจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงนิทรรศการธงชาติไทยและพรรณไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติและท้องถิ่นของตนเอง นอกจากนี้ ผู้แทนจากองค์กรภาคีเครือข่ายและประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ยังได้ร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทยและบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 108 รูป เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่วีรชนทหารกล้า การจัดงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธงชาติไทย ในฐานะสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ควรธำรงรักษาไว้ แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมความรักและความสามัคคีของคนในชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/155165&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oCJqXF7xVefbPrc61wDdF

  • เอกอัครราชทูต สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย รับสมัครเพื่อรับทุนการศึกษาชีฟนิ่ง สำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นระยะเวลา 1 ปี

    เอกอัครราชทูต สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย รับสมัครเพื่อรับทุนการศึกษาชีฟนิ่ง สำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นระยะเวลา 1 ปี

    เอกอัครราชทูต สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย รับสมัครเพื่อรับทุนการศึกษาชีฟนิ่ง สำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นระยะเวลา 1 ปี


    1/10/2568 | 8 |

    เอกอัครราชทูต สหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย รับสมัครเพื่อรับทุนการศึกษาชีฟนิ่ง ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวนสำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาใดในมหาวิทยาลัยใดก็ได้ในสหราชอาณาจักร เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าร่วมกิจกรรมสำหรับนักเรียนทุน เพื่อสร้างเครือข่ายระดับโลก รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรม วิชาการ และด้านการค้า กับสหราชอาณาจักร โดยผู้ที่สนใจสมัครสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chevening.org และสมัครได้ที่ Chevening.org/scholarship/thailand/ จนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2568 หรือติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ทุนชีฟนิ่ง ที่ไบรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ E-mail :Chevening.thailand@fcdo.gov.uk


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/10/iid/428380&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UqccIhhoqdpziNx_44eVg

  • อำลานักอนุรักษ์ “เจน กู๊ดดอลล์” ผู้หญิงที่สอนให้มนุษย์เข้าใจ “ชิมแปนซี”

    อำลานักอนุรักษ์ “เจน กู๊ดดอลล์” ผู้หญิงที่สอนให้มนุษย์เข้าใจ “ชิมแปนซี”

    วันนี้ (2 ต.ค.2568) Jane Goodall Institute  เปิดเผยว่า ดร.เจน กู๊ดดอลล์ ผู้ก่อตั้งวัย 91 ปี เสียชีวิตอย่างสงบในลอสแอนเจลิส ขณะทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันที่ 1 ต.ค.2568 ตามเวลาสหรัฐฯ

    กู๊ดดอลล์ มีชื่อเต็ม วาเลรี เจน มอร์ริส-กู๊ดดอลล์ เกิดเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2477 ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นลูกสาวคนโตของมอร์ติเมอร์ เฮอร์เบิร์ต มอร์ริส-กู๊ดดอลล์ นักธุรกิจและนักแข่งรถ และมาร์กาเร็ต มายฟานเว โจเซฟ นักเขียน ตั้งแต่เด็ก เจนหลงใหลในสัตว์ป่า เธออ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติจนหมดเล่ม และฝันอยากไปแอฟริกาเพื่อศึกษาสัตว์และเขียนหนังสือเกี่ยวกับพวกมัน

    หลังจากทำงานเสิร์ฟเพื่อเก็บเงิน เธอเดินทางด้วยเรือไปเคนยา และได้พบหลุยส์ ลีกี นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังที่จ้างเธอเป็นเลขานุการในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไนโรบี สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เธอร่วมงานกับหลุยส์และแมรี ลีกี ที่โอลดูไรวี กอร์จ เพื่อค้นหาฟอสซิล

    ผลงานของ ดร.เจน กู๊ดดอลล์ เปลี่ยนแปลงวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์อย่างถาวร ในปี พ.ศ.2503 เธอเริ่มศึกษาชิมแปนซีป่าในอุทยานแห่งชาติกอมเบ แทนซาเนีย ซึ่งเป็นการศึกษายาวนานที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน ที่นั่น ดร.กู๊ดดอลล์ ค้นพบครั้งสำคัญว่าชิมแปนซีใช้เครื่องมือ เช่น ใบไม้ทำเหมือนเบ็ดล่อปลา และพวกมันล่าสัตว์กินเนื้อ ซึ่งท้าทายความเชื่อเดิมว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์ การค้นพบเหล่านี้ทำให้มีการกำหนดนิยามใหม่ว่า “มนุษย์คืออะไร”

    ทำให้เธอได้รับการยอมรับจากหลุยส์ ลีกี ช่วยให้เธอศึกษาปริญญาเอกด้านพฤติกรรมสัตว์ที่คอลเลจนิวแฮม แคมบริดจ์ แม้ไม่มีวุฒิปริญญาตรี เธอสำเร็จวิทยานิพนธ์เรื่องพฤติกรรมชิมแปนซีในเขตรักษาพันธุ์กอมเบ สตรีม ในปี พ.ศ.2508 การศึกษานี้ขยายจาก 3 เดือนเป็นหลายทศวรรษ และยังดำเนินต่อเนื่องวันนี้

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    เจนก่อตั้งสถาบันเจน กู๊ดดอลล์ ในปี พ.ศ.2520 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยที่กอมเบ ปัจจุบันมีสำนักงาน 25 แห่งทั่วโลก ดำเนินโครงการอนุรักษ์ที่เน้นชุมชน เช่น ทาแคร (Tacare) ที่ช่วยชุมชนรอบถิ่นที่อยู่ชิมแปนซีมากว่า 40 ปี เธอขยายโครงการไปยังสิทธิมนุษย์ สวัสดิภาพสัตว์ การปกป้องสายพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม

    ในปี พ.ศ.2534 เธอเริ่ม Roots & Shoots โครงการเยาวชนด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม จากกลุ่มนักเรียนมัธยม 12 คนในดาร์เอสซาลาม กลายเป็นเครือข่ายใน 75 ประเทศ สมาชิกเยาวชนทุกวัยได้ลงมือทำโครงการเพื่อสัตว์ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น เจนเชื่อว่าเยาวชนคือความหวัง และโครงการนี้จุดประกายให้พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

    พ.ศ.2560 เจนก่อตั้งมูลนิธิเจน กู๊ดดอลล์ เลกาซี เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงการหลักที่เธอสร้างขึ้น ตลอดชีวิต เธอเขียนหนังสือกว่า 27 เล่ม สำหรับผู้ใหญ่และเด็ก รวมถึง “หนังสือแห่งความหวัง: คู่มือรอดพ้นในยามวิกฤต” ที่แปลกว่า 20 ภาษา เจนเดินทาง 300 วันต่อปีเพื่อบรรยายและสร้างแรงบันดาลใจ เธอสอนว่า

    ทุกคนสร้างความต่างได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะสร้างแบบไหน

    รางวัลของเจนสะท้อนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในปี พ.ศ.2545 เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันติภาพแห่งสหประชาชาติ, 2 ปีต่อมา เป็น Dame Commander of the Most Excellent Order of the British Empire (DBE) ที่พระราชวังบักกิงแฮม, ได้รับเหรียญเสรีภาพ ปธน.สหรัฐฯ, เหรียญกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศส เลเจียน ดอนเนอร์, เหรียญเบนจามิน แฟรงคลิน สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ, รางวัลเกียวโตของญี่ปุ่น, รางวัลกันดิ-คิง สาขาสันติวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง, เหรียญแห่งตานซาเนีย และ ไทเลอร์ ไพรส์ สาขาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังได้รับการยกย่องจากรัฐบาลท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และองค์กรการกุศลทั่วโลก

    การจากไปของเจนได้รับคำสรรเสริญมากมาย สหประชาชาติกล่าวไว้อาลัยว่าเธอ “ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อดาวเคราะห์และทุกชีวิต ทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่ให้มนุษยชาติและธรรมชาติ” กรีนพีซกว่าวว่า “ใจสลาย” และยกย่องเธอว่า “ยักษ์ใหญ่แห่งการอนุรักษ์ตัวจริง” วิล แมคคัลลัม ผู้อำนวยการร่วมกรีนพีซสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “มรดกของดร.กู๊ดดอลล์ไม่ใช่แค่ในวิทยาศาสตร์ แต่เป็นขบวนการโลกที่เธอจุดประกายเพื่อปกป้องธรรมชาติและให้ความหวัง” นักธรรมชาติจอว์ส แพคแฮม บอกบีบีซีว่าเธอเป็นวีรบุรุษของเขา “ปฏิวัติและน่าทึ่ง” และ “การสูญเสียวีรบุรุษในยามที่เราต้องการพวกเขาบนแนวหน้าเพื่อต่อสู้เพื่อชีวิตบนโลก เป็นโศกนาฏกรรม”

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    ที่มา : Jane Goodall Institute

    มรดก 3 บทเรียนสำคัญเชิงธุรกิจ

    ประการแรก คือ ให้มีความเห็นอกเห็นใจก่อนเสมอ เธอตั้งชื่อชิมแปนซีแทนการใช้ตัวเลข เพื่อยอมรับว่าพวกมันมีอารมณ์และความสัมพันธ์ ในเชิงธุรกิจ ผู้นำควรเห็นพนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรเป็นมนุษย์ที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ตัวเลข การฟังมากกว่าวัดผล สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ และตอบสนองด้วยมนุษยธรรมต่อความเครียด ความล้มเหลว และความไม่เท่าเทียม จะจุดประกายความภักดี ความคิดสร้างสรรค์ และความยืดหยุ่นผ่านความไว้วางใจ

    ประการที่สอง คือ ความอดทนและคิดระยะยาว การวิจัยของเจนกินเวลาหลายทศวรรษ ด้วยการสังเกตอย่างละเอียดและสร้างความสัมพันธ์โดยไม่รีบร้อน ในยุคที่รายงานรายไตรมาสและ KPI กดดัน ผู้นำควรหลีกเลี่ยงทางลัดและให้เวลากับตัวแปรช้า ๆ ก่อนตัดสินใจ การลงทุนเวลาเช่นนี้จะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนเร้นของผู้คน และนำไปสู่โซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาซับซ้อน

    ประการที่สาม คือ ความถ่อมตน เจนมองตัวเองเป็นนักเรียนเสมอ ในธุรกิจ ข้อมูลสำหรับนวัตกรรม อาจมาจากพนักงานแนวหน้า ลูกจ้างรุ่นใหม่ หรือลูกค้าที่ถูกละเลย ผู้นำที่ถ่อมตนจะเชิญชวนความเห็นต่าง ถามคำถามยาก ๆ และยอมรับฟังความเห็นจากผู้อื่น เพื่อปลดล็อกเส้นทางใหม่สำหรับการปรับตัวและเติบโต

    ที่มาข้อมูล : Jane Goodall InstituteBBC

    อ่านข่าวอื่น : 

    พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก “พล.อ.จักรภพ ภูริเดช”

    “แม่ทัพภาคที่ 2” คนใหม่ ชื่นชม “พล.ท.บุญสิน” บริหารให้เป็นหน่วยงานที่ดีที่สุดของ ทบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357166&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GdiNiyV9m2lbLwcG9GPQo

  • สุรินทร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแกนครูนำโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    สุรินทร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแกนครูนำโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    สุรินทร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแกนครูนำโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


    2/10/2568 | 25 |

    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมทองธารินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแกนครูนำโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2568 โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมจำนวนกว่า 110 คน จากโรงเรียน 55 แห่ง ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 เขต 2 เขต 3 และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ เข้ารับรับการอบรม

    การอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 ตุลาคม 2568 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพครูแกนนำด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา ให้สามารถบูรณาการความรู้ ทักษะ และกระบวนการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การจัดการศึกษา รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนให้เป็นต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนและสังคม

    สำหรับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เน้น “การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” พร้อมยกย่องจังหวัดสุรินทร์ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบาย “สุรินทร์รุ่งเรือง เมืองสะอาด” จนได้รับรางวัลชนะเลิศการบริหารจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2567 ประเภทจังหวัดขนาดใหญ่ จากกระทรวงมหาดไทย

    ทั้งนี้ คาดว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและสร้างเครือข่ายการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/428329&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ju91-KAoca1_MOlIpsvul

  • รายงานเผย

    รายงานเผย

    นิตยสาร Forbes รายงานล่าสุดว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีพันล้าน บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ใกล้จะก้าวสู่การเป็น “มหาเศรษฐีล้านล้าน” คนแรกของโลก โดยตอนนี้เขาก้าวขึ้มาได้ครึ่งทางแล้ว

    ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX กลายเป็นบุคคลแรกที่มีทรัพย์สินสุทธิ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสั้นๆ ขณะที่หุ้นของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของเขาฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักในแวดวงการเมือง (หลังจากขัดแย้งกับทรัมป์อย่างรุนแรง) ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ของเขาก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    สินทรัพย์สุทธิของชายวัย 54 ปีผู้นี้พุ่งสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันพุธ ก่อนที่จะลดลงเหลือ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ “Real-Time Billionaires”

    รองลงมาคือแลร์รี เอลลิสัน ซีอีโอของ Oracle ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ 350.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta  ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิ 245.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการจัดอันดับของ Forbes

    หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและลาออกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มัสก์ก็สร้างความมั่งคั่งได้เป็นล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกเมื่อขายบริษัทซอฟต์แวร์สิ่งพิมพ์ออนไลน์ให้กับคอมแพค ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกัน ในราคาสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1999

    ในที่สุด บริษัทต่อมาก็ควบรวมกิจการกับ PayPal และหลังจากออกจากธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชาวแอฟริกาใต้ผู้นี้ได้ก่อตั้งบริษัทจรวดอวกาศ SpaceX ในปี 2002 และก้าวขึ้นเป็นประธานบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla  ในปี 2004

    Agence France-Presse

    Photo – (แฟ้มภาพ) อีลอน มัสก์ มองดูระหว่างการแถลงข่าวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ณ ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2025 นิตยสารฟอร์บส์รายงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกไปเกือบครึ่งทางแล้ว (ภาพโดย Allison ROBBERT / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/36080&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xYwfTgnWJ6wwgWgvI9WBS

  • “TSU in becoming ม.ทักษิณ ประกาศเส้นทางแห่งการเติบโต” ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “TSU in becoming ม.ทักษิณ ประกาศเส้นทางแห่งการเติบโต” ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – มหาวิทยาลัยทักษิณ เฉลิมฉลองครบรอบ 57 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย จัดงาน “TSU in Becoming บนเส้นทางแห่งการเติบโต ตอกย้ำพลังการขับเคลื่อน “ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่” สู่ปีที่ 58 พร้อมประกาศท้าทายพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ด้วย 12 เส้นทางแห่งการเติบโต มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ”

    มหาวิทยาลัยทักษิณ จัดงาน “TSU in Becoming บนเส้นทางแห่งการเติบโต” 1 ตุลาคม 2568 เฉลิมฉลองครบรอบ 57 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย บอกเล่าเรื่องราวบนเส้นทางที่ทอดยาวจาก “อดีต” ส่งต่อการดำรงอยู่ใน “ปัจจุบัน” สู่ “การกลายเป็นในอนาคต” ที่ต่อยอด แตกหน่อ ก่อใหม่ ก้าวสู่ปีที่ 58 ของมหาวิทยาลัยทักษิณอย่างภาคภูมิ ณ หอเปรมดนตรี มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

    จากจุดเริ่มต้นในการส่งมอบคุณค่า บัณฑิตคุณภาพสู่สังคมมากกว่า 80,219 คน และการสร้างนิสิตระดับปริญญาตรี  โท และ เอก จำนวน 22,270 คน ในปัจจุบัน เข้าสู่การพัฒนาการเรียนรู้ การพัฒนากำลังคน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมชั้นแนวหน้าของประเทศ” ด้วยการเป็น “มหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม” ที่มีอัตลักษณ์ “รับผิดชอบ รอบรู้ สู้งาน มีประสบการณ์เชิงปฏิบัติ”

    ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง อาจสร้างความหวาดวิตก ผันแปรไม่แน่นอนในหลากหลายด้าน เกิดประเด็นคำถามสำคัญว่า “มหาวิทยาลัยจะดำรงอยู่อย่างไร?”

    รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ใน วิกฤตมีโอกาส ใน โอกาสมีวิกฤต ในวิกฤต-โอกาส อาจเป็น “อากาศธาตุ” เพียงช้าฉวยคว้าไว้ไม่ได้ วันนี้มหาวิทยาลัยทักษิณพร้อมยืนหยัด ท้าทายพายุแห่งความอภิมหาโกลาหล บนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ และ “ความรักที่จะรู้ กระหายใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง จะพาเราเดินหน้าสู่สิ่งนั้นอย่าง ความหลงใหล (Passion) พุ่งเข้าใส่ (ปัญหา) ด้วยความกล้า กับ 12 เส้นทางแห่งการเติบโต เพื่อมุ่งสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ ภายในปี 2570″ นี้

    1. เรียนที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ต้องได้มากกว่า1ปริญญาบัตร และมากกว่า 1 ใบแสดงผลการเรียน และใบแสดงทักษะ
    2. ขยายเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาหลักสูตร2ปริญญา และหลักสูตรพรีเมี่ยม กับสถาบันในต่างประเทศ
    3. การเรียนรู้แห่งอนาคต ด้วยMicro-Credentialและพัฒนาสมรรถนะกำลังคนตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ
    4. ขยายฐานการเรียบรู้แบบNon-degree, Pre-degreeและการศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงาน (WBL) และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Paced Learning) ผ่าน TSU for All/TSU MOOC for All และ TSU Credit Bank ที่เชื่อมต่อกับ National Credit Bank
    5. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการเรียนรู้ ฉลาดรู้ และรู้เท่าทัน
    6. พัฒนาหลักสูตรใหม่ รับการพัฒนาในระบบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต และBlended Learning
      แบบMajor+
    7. พัฒนาและรับรองคุณภาพบัณฑิต โดยการสอบประมวลผลการเรียนรู้ก่อนสำเร็จการศึกษา
    8. พัฒนาแพลตฟอร์มTSU-Portfolioเพื่อเป็นแฟ้มสะสมผลงาน ผลการเรียนดิจิทัลของบัณฑิตมหาวิทยาลัยทักษิณ
    9. โครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รองรับการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ และเชื่อมโยงกับการบริการทางการแพทย์ผ่าน “ศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมมหาวิทยาลัยทักษิณ”
    10. สร้างนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการเป็นสะพานเชื่อมโยงจากท้องถิ่นกับโลกกว้าง ร่วมกับภาคี-หุ้นส่วนการพัฒนาที่“เท่าเทียม” (Inclusive Development)
    11. การทำให้พื้นที่ท้องถิ่นเข้าสู่การรับรู้ในระดับสากล ผ่านการจัดอันดับมหาวิยาลัยโลก (University World Rankings)
    12. มีระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเรียนรู้ และการสร้างวิถีชีวิตแบบ “TSU Campus Life” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพการเติบโตอย่างมีคุณค่า และสร้างสรรค์สังคมในฐานะพลเมือง และให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทเหนี่ยวนำการพัฒนาที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์การพัฒนาเพื่อ “ชีวิตที่ดีกว่า” ของทุกคน

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณเน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยยังจำเป็นในฐานะ “หนึ่งในแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในทางเลือกอันมากมาย หลากหลาย ผสมผสาน เข้าถึงง่าย ไม่ไกลเอื้อม” จากการจัดการศึกษาสู่การพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น ควบคู่กับการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและการบริการวิชาการออกสู่สังคม เพื่อสร้างองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์งเกียรติแก่บุคลากรตัวอย่างประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 5 ราย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิติมา ณ สงขลา บุคลากรในทุกมิติ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยการเคลื่อนไหวทางศิลปะ วัฒนธรรม ที่ทำให้เกิดคุณค่า มูลค่า และความสำนึกผูกพันในฐานะส่วนหนึ่งของ สังตัวอย่างด้านการเรียนการสอน

    ศาสตราจารย์ ดร.รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ บุคลากรตัวอย่างด้านการวิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.กุสุมาลย์ น้อยผา บุคลากรตัวอย่างด้านการบริการวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรวรรณ โภชนาธาร บุคลากรตัวอย่างด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และ นางสาวพิมพ์ณดา มณีวงค์ บุคลากรตัวอย่างสายสนับสนุน

    รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยทักษิณ ประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 5 ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ประสพชัย พสุนนห์ ด้านความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน ว่าที่ ร้อยตรี ดร.พรพรหม อธีตนันท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดำรงค์ ชีวะสาโร ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและมหาวิทยาลัย นางสาวดวงนภา ทองอ่อน และพันตำรวจเอก ถาวร ผลกล้า ด้านผลงานดีเด่น นิสิตดีเด่นมหาวิทยาลัยทักษิณ ประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 4 ราย ได้แก่ นางสาววรรณธิชา คงแก้ว นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และ นางสาวอัฟซา มะ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านกิจกรรมและบำเพ็ญประโยชน์ นายภานุกร ตันฑสันติสกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านนวัตกรรมสังคม และนางสาวอรปรียา กัลยา นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ด้านกีฬา นอกจากนี้ ยังได้จัดพิธีมอบ เหรียญที่ระลึก แก่ผู้ปฏิบัติงานครบ 25 ปีขึ้นไป จำนวน 26 ราย เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ

    งานครบรอบ 57 ปี ปิดท้ายอย่างงดงามด้วย TSU Blooming Beats Concert” โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ และตอกย้ำว่า “มหาวิทยาลัยทักษิณ” จะยังคงเดินบนเส้นทางการเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง ต่อยอด แตกหน่อ และก่อใหม่ สู่ปีที่ 58 อย่างมั่นคงและสร้างสรรค์

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/02/583192/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYmqltSp9iGS5wIJQUEbM