Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โอซาก้า ปารีส เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ถูกใจกลุ่ม Gen Z ไทย

    โอซาก้า ปารีส เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ถูกใจกลุ่ม Gen Z ไทย

    ผลสำรวจเทรนด์การท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ ในเจนเนอเรชั่น Z หรือ Gen Z (เกิด ปี พ.ศ.2538 – 2552) พบว่า ในประเทศไทย จังหวัดที่ Gen Z ชอบไปที่สุด คือ เชียงใหม่ ส่วนต่างประเทศ Gen Z ชอบไปประเทศญี่ปุ่น และใช้เวลาไปเที่ยวต่อทริปนานขึ้น

    นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Airbnb กล่าวว่า Gen Z ไทยสนใจความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึง และต้องการใช้เวลาการท่องเที่ยวต่างประเทศหลายวันในแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งเทรนด์การท่องเที่ยวนี้ บ่งบอกว่า Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่นิยมการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เน้นแหล่งที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ เป็นความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ และมุมมองต่อโลกในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยเลือกไปเที่ยวประเทศไกลขึ้น 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น ไทเป บาหลี และยุโรป และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศด้วย

    ในรายละเอียดของการเที่ยวญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม คือ โอซาก้า โตเกียวในย่านอารากาวะ โทชิมะ เกาะโอกินาวะ ภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย ส่วนในยุโรป เมืองยอดนิยมคือ ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่มีจุดเด่นงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหาร

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในไทย ผลสำรวจพบว่า เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ และแน่นอน กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็เป็นเมืองยอดนิยมด้วย

    นอกจากนี้ยังพบข้อมูลการค้นหาที่พักของนักเดินทาง Gen Z ไทยในไตรมาส 2 ปี 2567 สำหรับท่องเที่ยวช่วงวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 เปรียบเทียบกับการค้นหาในไตรมาส 2 ปี 2567 พบว่า มีการใช้เวลาในทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป และมีการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2887112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JiecwoxjLwR7gs0IsipyA

  • ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย

    ไปรษณีย์ไทย ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” เพิ่มคุณค่า 2 ความคลาสสิกในตำนานสู่นักท่องเที่ยว พร้อมเตรียมขยายสู่อีกหลากพื้นที่ในอนาคต

    บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ปลุกกระแสย่านตลาดน้อยริมเจ้าพระยาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่าน “5 ตู้ไปรฯ สตอรี่” ตู้ไปรษณีย์สีแดงคลาสสิกอยู่คู่คนไทยมายาวนาน มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยในรูปแบบ 5 Touch Point ประสบการณ์ ทั่วย่านตลาดน้อย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ที่ผสานสองความคลาสสิก ทั้งตู้จดหมายในตำนานและย่านชุมชนเก่าแก่เข้าด้วยกัน เปลี่ยนโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่เติมสีสันให้กับเมือง และปลุกชีวิตชีวาของย่านตลาดน้อยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมเตรียมขยายสู่แลนด์มาร์กและย่านท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ตู้ไปรษณีย์ สีแดง แม้จะถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของการสื่อสาร แต่ยังคงความมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา เป็นเครื่องหมายที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันดี ทุกวันนี้ตู้ไปรษณีย์นี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นจุดฝากจดหมาย หากแต่ยังกลายเป็น คอนเทนต์คัลเจอร์ (Content Culture) ที่ถูกหยิบมาถ่ายรูป แชร์บนโซเชียล และกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมที่ทุกคนเข้าถึงได้

    ไปรษณีย์ไทยจึงต่อยอดจากเสน่ห์นี้ พลิกโฉมตู้แดงให้เป็น Touch Point ใหม่ที่สามารถเล่าเรื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว โดยเลือกย่าน “ตลาดน้อย” เป็นพื้นที่นำร่อง นับเป็นการเชื่อมโยง 2 ความคลาสสิกระหว่างตู้ไปรฯ สีแดง กับตลาดน้อยชุมชนเก่าแก่ริมเจ้าพระยา ให้กลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย และเกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผสมผสานอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

    จุดเด่นของกิจกรรมอยู่ที่ 5 Touch Point Experience ที่กระจายอยู่ทั่วชุมชน ไม่ว่าจะเป็น “ตู้ไปรฯ ดูธรรมชาติ” ที่มอบพลังใจผ่านภาพและเสียงธรรมชาติภายในตู้ ช่วยรีเซ็ตความรู้สึกและย้ำเตือนว่าธรรมชาติยังคงเป็นที่พักพิงของทุกคน ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสตรีทอาร์ตของย่านเก่า ต่อด้วย “ตู้ไปรฯ เต้นได้” ที่เพิ่มสีสันและความสนุกด้วยเกมเต้นธีม “ขยับร่างกายส่งพัสดุ” เพื่อปลดปล่อยพลังและคลายอาการออฟฟิศซินโดรม ณ ตึกสีน้ำเงิน

    ปลุกความคึกคักย่านตลาดน้อยกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” สู่เรื่องเล่าใหม่ที่ทันสมัย ตู้ไปรฯดูธรรมชาติ

    ขณะที่ “ตู้ไปรฯ เปิดโลก” สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยเทคโนโลยี AR เปิดมุมมองใหม่ไม่ซ้ำใคร พร้อมพาผู้มาเยือนวาร์ปไปเช็กอินทั่วโลกจากหน้าร้าน 32 Bar ด้าน “ตู้ไปรฯ พลังบวก” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่อบอุ่นหัวใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนเขียนจดหมายส่งกำลังใจ ความหวัง หรือความฝันถึงตัวเอง ครอบครัว และคนที่รัก ณ ศาลเจ้าโรงเกือก

    ปิดท้ายด้วย “ตู้ไปรฯ สดชื่น” ที่จะพาทุกคนผ่อนคลายด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ จาก POST Café พร้อมซึมซับบรรยากาศคึกคักของตลาดตะลักเกี้ยะอย่างเต็มอิ่ม และทุกจุดล้วนถูกออกแบบให้กลายเป็น Storytelling Landmark ที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้จริง

    สำหรับไปรษณีย์ไทย การรักษาเอกลักษณ์ของตู้ไปรษณีย์สีแดงควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์บทบาทใหม่ ถือเป็นการตอกย้ำว่าตู้ไปรฯ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในความทรงจำ แต่ยังก้าวสู่การเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมเมืองได้จริง เป็นการเพิ่มสีสันทางวัฒนธรรม ทั้งยังสามารถจุดประกายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนจะไม่เพียงได้เก็บภาพเช็กอินหรือสนุกกับกิจกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าให้กับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อีกด้วย

    นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนแบรนด์ไปรษณีย์ไทยให้เข้าไปใกล้ชิดกับวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น ผ่านการสร้างพื้นที่ที่ทั้งสนุก สร้างสรรค์ และมีความหมาย โดยใช้สัญลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม และสร้างคุณค่าใหม่ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

    ไปรษณีย์ไทย เตรียมแผนขยายโครงการ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ไปยังย่านเมืองสำคัญและแลนด์มาร์กในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยคงแนวคิดการผสานความคลาสสิกกับความทันสมัย เพื่อสร้างเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดได้ทั้งในเชิงเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/731446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WrD1obX1Uo93gUjKaNZYV

  • CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด โล่งมาก ร้านดังมาขายยังไม่มีคน เป็นเพราะอะไร ?

    CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด โล่งมาก ร้านดังมาขายยังไม่มีคน เป็นเพราะอะไร ?

              CEO ดัง เปิดสภาพ Porto Chino ล่าสุด เคว้งมาก แม้กระทั่งร้านดังมาขายยังไม่มีคน ชาวเน็ตวิเคราะห์เป็นเพราะอะไร มีหลายปัจจัยด้วยกัน

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

              หนึ่งในสถานที่ที่เป็นทางผ่านและจุดท่องเที่ยวสำคัญ ในการขับรถลงภาคใต้ ย่อมมี Porto Chino อยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน

              วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt ของ ดร. อสมา กุลวานิชไชยนันท์ หรือ ดร.แป้ง มีการโพสต์การไปสถานที่ดังกล่าวล่าสุด พบความเปลี่ยนแปลงมากมายว่า วันนี้ขับรถพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวหัวหิน แวะทานข้าวที่ Porto Chino ถึงกับตกใจ คนน้อยมาก ห้างร้างมาก ส่วนใหญ่เป็นห้องว่าง

              ส่วนร้านอาหาร ไม่มีคนเข้าเลย ทั้ง After You, Wine Connection, และ Amazon Cafe เห็นแบบนี้แล้ว ใจหายจริงเชียวค่ะ

    ความเห็นชาวเน็ต มองเจาะถึงสาเหตุ

              ชาวเน็ตวิเคราะห์กันว่า สาเหตุที่ Porto Chino คนน้อยลงอย่างน่าใจหาย แม้กระทั่งร้านดังก็ยังแบกไม่ไหว นอกจากเป็นเรื่องสภาวะทางเศรษฐกิจแล้ว ทำเลที่ตั้งก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะที่นี่ต้องใช้ถนนพระราม 2 แต่ถนนพระราม 2 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้คนหลบไปใช้เส้นทางอื่นในการลงไปยังหัวหินแทน

              นอกจากนี้ Porto Chino พื้นที่ค่อนข้างแคบ แออัด คนจึงเลี่ยงไปเดิน Porto Go ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่ง แต่เครือข่ายเดียวกันแทน รวมถึงถูกห้างสรรพสินค้าย่านมหาชัยดูดลูกค้าไปเพิ่มเติมด้วย

    Porto Chino

    Porto Chino

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    Porto Chino
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Asama Kulvanitchaiyanunt

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249786&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0edxaPfuzKAeM73VgYCKv7

  • ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน เปิดงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด 2568 ปชช.-นักท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน เปิดงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด 2568 ปชช.-นักท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว งานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมทั้งอนุรักษ์ และสืบทอดประเพณีสำคัญของชาวไทยใหญ่

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค 68 เวลา 18.30 น. ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด (เทศกาลออกพรรษา) ประจำปี 2568 โดยมีนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาชิกสภาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต 1 นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ร่วมพิธี

    ทั้งนี้ เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมกับชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน และชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด ประจำปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริม และสืบทอดประเพณีสำคัญของชาวไทยใหญ่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 15 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณภายในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การตักบาตรเทโวโรหณะ ตลาดแสงเทียน การประกวดศิลปะพื้นบ้าน และการแข่งขันกีฬา

    โดยชาวไทใหญ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความเชื่อว่าเมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดไตรมาส เมื่อออกพรรษา ทรงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ เพื่อโปรดมนุษย์โลก ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เมื่อนั้นพระอินทร์ ได้เนรมิตบันไดแก้ว บันไดเงิน บันไดทอง จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มายังประตูเมืองสังกัส สะนคร ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลก ทําให้โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ สามารถมองเห็นและ สื่อสารกันได้ เหล่าสัตว์ทั้งหลาย อาทิ นกกิ่งกะหล่า โต ผีเสื้อ ต่างมีความยินดีปรีดา ออกมาฟ้อนรําต้อนรับพระพุทธเจ้ากลับโลกมนุษย์ เพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sUqetds6Ms44oy_w_KnhF

  • เชียงใหม่คึกคัก รับอานิสงส์หยุดยาววันชาติจีน ทัวร์เดินทางเข้าพื้นที่เพิ่ม

    เชียงใหม่คึกคัก รับอานิสงส์หยุดยาววันชาติจีน ทัวร์เดินทางเข้าพื้นที่เพิ่ม

    เชียงใหม่คึกคัก รับอานิสงส์หยุดยาววันชาติจีน ทัวร์เดินทางเข้าพื้นที่เพิ่ม ขณะที่ตามตัวเมืองนักท่องเที่ยวเนืองแน่น พากันเดินเที่ยวพักผ่อน หลังฝนทิ้งช่วง สภาพอากาศดี พบยอดจองห้องพักเพิ่มขึ้น

    วันที่ 5 ต.ค.68 รายงานข่าวแจ้งว่า ในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ในช่วงนี้พบว่ามีบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักมากขึ้นหลังจากที่มีฝนทิ้งช่วงและย่างเข้าสู่ช่วงปลายฝน ส่งผลทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น ประกอบกับที่ในช่วงนี้ เป็นวันเฉลิมฉลองชาติจีน ที่เป็นวันหยุดราชการของประเทศจีน ตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ในขณะนี้หลายจุดในตัวเมืองเชียงใหม่นั้น มีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ที่มีทั้งเดินทางมาแบบครอบครัว และเป็นกลุ่มคณะทัวร์ เพื่อตั้งใจมาท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวดังกล่าว

    ขณะที่ในวันนี้ ในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ หลังฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้สภาพอากาศเย็นสบายโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงค่ำ เป็นผลดีที่ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวพากันออกมาเดินท่องเที่ยวตามถนน และจุดสำคัญภายในตัวเมืองเชียงใหม่กันมากขึ้น โดนเฉพาะในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ พบว่าหายจุดในตัวเมืองเชียงใหม่นั้นมีนักท่องเที่ยวทั้งในส่วนของโซนเอเชีย และยุโรป พากันออกมาเดินเที่ยวกันจำนวนมาก

    ขณะที่บริเวณถนนสายท่าแพ และลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพ ซึ่งถือเป็นอีกจุดท่องเที่ยวสำคัญ ขึ้นชื่อของตังเมืองเชียงใหม่ในวันนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยวโซนเอเชีย ที่พากันมาท่องเที่ยวและพากันถ่ายรูป ที่มีทั้งหนุ่มสาว ไปจนถึงผู้สูงอายุ ที่บางรายพากันแต่งตัวด้วยชุดไทยโบราณ และชุดแฟชั่น มาถ่ายรูปกับประตูเชียงใหม่กันเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ จากผลการสำรวจพบว่า การท่องเที่ยวเชียงใหม่เริ่มกระเตื้อง จากยอดจองห้องพักโรงแรมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ทั้งในระดับโรงแรม 4-5 ดาว และ 3 ดาว ส่วนใหญ่จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยในช่วงเดือนตุลาคม , พฤศจิกายน และธันวาคม เป็นช่วงที่มีทัวร์นักท่องเที่ยวจองมาจากต่างประเทศค่อนข้างดี เป็นระดับที่น่าพอใจ เช่น 1-10 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วันชาติจีน มีห้องพักจองมาแล้วกว่า 80% ในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว หรือระดับ 3 ดาว ก็จะมียอดจองถึงร้อยละ 70-80 เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3786887/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L_1-hc0DHHxZHVJKNsLUS

  • “น้ำตกหวงกั่วซู่” ใหญ่ที่สุดในจีน “มณฑลกุ้ยโจว” ยิ่งชมยิ่งสวย

    “น้ำตกหวงกั่วซู่” ใหญ่ที่สุดในจีน “มณฑลกุ้ยโจว” ยิ่งชมยิ่งสวย

    “น้ำตกหวงกั่วซู่” ใหญ่ที่สุดในจีน “มณฑลกุ้ยโจว” ยิ่งชมยิ่งสวย

    “น้ำตกหวงกั่วซู่” (HuangGuoShu Waterfall: 黄果树瀑布) ตั้งอยู่บนแม่น้ำไป๋สุ่ย เมืองอันชุ่น มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ห่างจากนครกุ้ยหยาง เมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจวราว 130 กิโลเมตร ถูกจัดเป็น น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจีน และยังถือเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกด้วย ด้วยความสูง 77.8 เมตร กว้าง 101 เมตร

    ที่มาของชื่อ “หวงกั่วซู่” สามารถแปลตรงตัวได้ว่า “ต้นผลไม้สีเหลือง” ซึ่งอาจจะหมายถึง ต้นส้ม หรือ ส้มโอ ในอดีตคาดการณ์ว่า บริเวณรอบ ๆ น้ำตกเคยมีต้นส้มท้องถิ่นอยู่มาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อน้ำตกตามพืชในพื้นที่

    “หวงกั่วซู่” หรือ “ต้นผลไม้สีเหลือง”

    น้ำตกหวงกั่วซู่ ถูกรัฐบาลจีนจัดให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญชาติ ซึ่งนอกจาก จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแล้ว ยังมีประวัติศาสตร์ในอดีตอย่างยาวนานด้วย ผูกพันกับคนจีน ทั้งทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรมมาหลายพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง (ประมาณศตวรรษที่ 16–17)

    สำหรับผู้ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวที่น้ำตกหวงกั่วซู่ และจะเข้าถ้ำหลังน้ำตก ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะน้ำตกมีละอองน้ำมาก รองเท้าควรป้องกันการลื่นได้ และควรเตรียมร่ม หรือเสื้อกันฝนมาด้วย ส่วนราคาบัตรเข้าชม ก็มี 3 ราคาด้วยกัน โดยบางจุดจะจำกัดตามราคาบัตรเข้าชม แต่หากใครซื้อบัตรแพงที่สุด (ประมาณ 1,000 บาท) ก็จะสามารถเที่ยวชมความสวยงามของน้ำตกได้ทั้งหมด

    คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ : รายงานจากมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378967671&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eeNHziCB6YHr6dgpmA9IY

  • นักท่องเที่ยวจีน แห่เที่ยวไทยในสัปดาห์เดียว กว่า 1.2 แสนคน

    นักท่องเที่ยวจีน แห่เที่ยวไทยในสัปดาห์เดียว กว่า 1.2 แสนคน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวโกลเด้นวีคของจีน (28 ก.ย.–6 ต.ค. 2568) บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ เที่ยวบินจากเมืองใหญ่และเมืองรองของจีนมายังไทยเต็มแทบทุกไฟลท์ อัตราค่าตั๋วขากลับจีนยังพุ่งสูงขึ้น ส่วนอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยสูงถึง 99% มากกว่าช่วงปกติถึง 3 เท่า สะท้อนความนิยมไทยที่ยังสนใจในการเดินทางท่องเที่ยวไทยที่เพิ่มขึ้น

    ภาพจาก : แอตต้า
    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

    ขณะเดียวกัน ราคาตั๋วขากลับจีน โดยเฉพาะเส้นทาง “กรุงเทพฯ–ปักกิ่ง” พุ่งกระฉูดกว่า 400% จากระดับ 1,500–2,000 หยวน ขยับไปแตะ 4,000–5,800 หยวนในช่วง 7–9 ต.ค. สายการบินใหญ่ทั้ง China Eastern, Hainan Airlines, Air China รวมถึง Vietjet ที่นั่งแทบหมดสะท้อนความต้องการเดินทางกลับที่หนาแน่น

    ข้อมูลล่าสุด 26 ก.ย.–2 ต.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 586,942 คน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 123,752 คน หรือคิดเป็น 21% ของทั้งหมด โดยตัวเลขยังพุ่งต่อเนื่อง จากวันละ 11,000 คนขยับแตะเกือบ 24,000 คน ก่อนทรงตัวสูงกว่า 22,000 คนต่อวัน ในวันที่ 2 ต.ค.2568

    ปัจจัยหนุนความมั่นใจของนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ความร่วมมืออาเซียนกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ และการรายงานบวกจากสื่อจีนที่ยกให้ไทยเป็นจุดหมายปลอดภัย บริการคุณภาพ และอบอุ่นเป็นมิตร

    แม้ราคาตั๋วที่พุ่งแรงสร้างภาระต่อบางกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่ในมุมเศรษฐกิจถือเป็น “โอกาสทอง” โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และสายการบินได้อานิสงส์เต็มๆ เมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ รวมถึงเมืองรองเริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจีนอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าตลาดจีนกำลังฟื้นตัวแรง ไทยยังคงเป็น “แม่เหล็กสำคัญ” ของนักท่องเที่ยวจีน และหากต่อยอดด้วยการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ มาตรการด้านความปลอดภัย และการสร้างประสบการณ์อบอุ่น จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่องในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258500&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jQ8nIxld9G3moytzTJN2v

  • จังหวัดลำพูน แถลงข่าวการจัดงาน “โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ประจำปี 2568” | TOPNEWS

    จังหวัดลำพูน แถลงข่าวการจัดงาน “โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ประจำปี 2568” | TOPNEWS

    จังหวัดลำพูน แถลงข่าวงานเทศกาลโคมแสนดวง ประจำปี 2568 อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ลานวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร พร้อมด้วย นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน และนายพงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ประจำปี 2568”

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ไปจนถึงเดือนมกราคม 2569 ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร และอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของชาวล้านนา ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    กิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีเปิดงานเทศกาลโคมแสนดวง วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ขบวนแห่โคมล้านนาและพิธีถวายโคมแด่องค์พระธาตุหริภุญชัย ในช่วงประเพณียี่เป็ง เทศกาลดนตรีและศิลปะ “Lamphun Art & Music Festival” งานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ตลอดจนกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “ลำพูน ลานบุญ ล้านนา”

    จังหวัดลำพูนขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมงาน “โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ประจำปี 2568” เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมล้านนา และสัมผัสบรรยากาศแห่งศรัทธาและความงดงามของโคมล้านนาที่ส่องแสงสว่างทั่วเมืองลำพูน

    แทน ต่อมสังข์ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.ลำพูน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343159&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i-nvt25R6-Kv7wiYlT77T

  • 4 บริบทโลกเปลี่ยน ‘เอกนิติ’ ขุนคลัง ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัว

    4 บริบทโลกเปลี่ยน ‘เอกนิติ’ ขุนคลัง ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Sustainability Expo 2025” (SX2025) บนเวที “TSCN Business Partner Conference 2025” ว่า บริบทของเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกขบวนโลก

    “วันนี้โลกไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน” นายเอกนิติกล่าว

    4 บริบทใหม่ที่ต้องตระหนักและปรับตัว

    นายเอกนิติ ระบุว่า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทัน หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

    1. จาก “โลกเสรี” สู่ “โลกเลือกข้าง”

    โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยอยู่ภายใต้ยุค Globalization ที่ผลักดันการค้าเสรีผ่านองค์กรอย่าง WTO แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนทิศสู่ Localization หรือ “เศรษฐกิจแบบเลือกข้าง” ที่แต่ละประเทศใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ครั้งใหญ่ มีการใช้กำแพงภาษี (Trade Barriers) และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เพิ่มขึ้น เช่น การตรวจสอบสินค้าหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวทัน ก็อาจถูกกันออกจากตลาดโลก

    2. ภาวะสังคมสูงวัยที่รุนแรงกว่าโลก

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากถึง 20% ของประชากรทั้งหมด เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพียง 15% เท่านั้น ปัญหานี้จะกระทบทั้งกำลังแรงงาน การบริโภคภายในประเทศ ระบบประกันสังคม และภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังมองว่า หากสามารถนำศักยภาพของผู้สูงวัยที่ยังมีพลังมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจอาหารสุขภาพ การแพทย์ และบริการสุขภาพเชิงคุณภาพ จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และเพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    3. จากโลกดิจิทัลสู่ยุค “AI ขับเคลื่อน”

    นายเอกนิติชี้ว่า โลกได้ก้าวจากยุคแอนะล็อกสู่ดิจิทัล และกำลังเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัวภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีหลังการเกิดขึ้นของ ChatGPT ซึ่งถือเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ของเศรษฐกิจโลก

    เทคโนโลยี AI จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อผู้ที่เข้าถึงและใช้เป็น แต่หากประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ จะยิ่งทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขยายกว้างขึ้น “รัฐจึงต้องมีนโยบายสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่ให้โลกใหม่กลายเป็นกับดักของคนกลุ่มเดิม” เขากล่าว

    4. จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกสีเขียว” (Green World)

    กระแสสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุค Green Supply Chain ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับตัวจะถูกจำกัดโอกาสในการค้าและลงทุน

    “วันนี้ธุรกิจที่ไม่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว จะยิ่งยากที่จะอยู่รอด รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจไทยเข้าสู่เส้นทางสีเขียวโดยเร็ว” นายเอกนิติกล่าว

    เศรษฐกิจไทย “ชะลอแรง” เสี่ยงติดหล่มหากไม่เร่งกระตุ้น

    ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน จากแรงส่งของการส่งออกที่เร่งขึ้นก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariff) มีผล ทำให้ไตรมาส 4 อาจมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือเพียง 0.3%

    “เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนรถยนต์ที่กำลังจะดิ่งเหว หากไม่เร่งเบรกและปรับทิศ ก็อาจเกิดผลกระทบรุนแรง” 

    รัฐบาลจึงใช้กรอบแนวคิดใหม่ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีสองระยะหลักคือ

    • กระตุ้นระยะสั้น ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจ “ติดหล่ม”
    • สร้างฐานระยะยาว ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติเน้นว่า นโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลต้องตั้งอยู่บนหลัก “วินัยการคลังและธรรมาภิบาล” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540

    “เติบโตด้วย ESG” เป้าหมายหลักของรัฐบาล

    สุดท้าย นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับหลัก ESG (Environment, Social, Governance) หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อให้การเติบโตของประเทศไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uFNAuvFFyvkz_QzL5cLEm

  • “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” | TOPNEWS

    “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” | TOPNEWS

    สันติสุข โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ราคาที่ฮุนเซน+กัมพูชา ต้องจ่าย” สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน  กำหนดท่าทีชัดเจน “พร้อมอยู่โดยไม่มีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจ”

    “สันติสุข” หนุนรัฐบาล “อนุทิน” แสดงท่าทีชัด ไทยพร้อมปิดประตูเศรษฐกิจกัมพูชา ชี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เท่าตอกตะปูปิดฝาโลง “ฮุนเซน” – Top News รายงาน

    สันติสุข

    เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวช่องท็อปนิวส์ โพสต์เฟซบุ๊ก สันติสุข มะโรงศรี ระบุว่า “ราคาที่ฮุนเซน+กัมพูชา ต้องจ่าย”

    สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน และทุกภาคส่วนของไทย กำหนดท่าทีชัดเจน “พร้อมอยู่โดยไม่มีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจ”
    เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ผู้นำกัมพูชา ยุติการเป็นภัยคุกคามประเทศไทย

    กัมพูชา เคยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าการนำเข้า 7 เดือน) เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.68 (ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ สูงถึง 289,681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจกัมพูชาง่อนแง่น การปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดการค้าขาย ส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่งวัตถุดิบ การส่งออก และการท่องเที่ยวของกัมพูชา กระเทือนเศรษฐกิจกัมพูชามากกว่าที่ฮุนเซนคาดไว้  ผู้นำกัมพูชาต้องนอนเอาตีนก่ายหน้าผาก เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า การท่องเที่ยว การเกษตร ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดกำลังเจอทางตัน

    ตอนนี้ ทุนสำรองของกัมพูชาลดเหลือเท่าไหร่ไม่อาจยืนยันได้ กัมพูชาจำต้องปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 5% (จากเดิม 6.3%)  ขณะที่ IMF คาดว่าโตได้ 4% กว่าๆ ก็หรูแล้ว

    ล่าสุด นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ชายแดน พร้อม รมว.ศุภจี ส่งสัญญาณชัด ไม่มีเปิดด่านตราบที่ไม่ยอมตามเงื่อนไขไทย และพาณิชย์ยุคนี้ไม่ได้ไปกดดันให้เปิดด่าน แต่ไปหาทางช่วยเศรษฐกิจชายแดนให้อยู่ได้แม้ไม่เปิดด่าน (เช่น หาตลาดใหม่ อุดหนุนค่าครองชีพ การจ้างงาน การท่องเที่ยวภายใน ฯลฯ)

    ตั้งแต่รัฐบาลหลานอังเคิลพ้นอำนาจไป เราเห็นท่าทีของทีมประเทศไทยเข้มขึ้น เป็นไปทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การฑูต การทหาร พาณิชย์ ป่าไม้กระทรวงทรัพย์ แรงงาน และผู้นำรัฐบาล

    ถ้าไทยเพิ่มแรงกดดันเต็มสูบ กำหนดท่าทีชัดเจน ก็จะเท่ากับตอกตะปูปิดฝาโลง การลงทุน การจ้างงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจค่าครองชีพในกัมพูชายิ่งจะอาการโคม่า ฮุนเซนไอซียู

    ยุทธศาสตร์ “ไม่ต้องมีกัมพูชาในสมการเศรษฐกิจไทย” ฮุนเซนจะแพ้ ตั้งแต่ยังไม่รบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L3T7nYHKi1tMXyHCXu_lB