Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เช็กดวงประจำวันที่ 5 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “ตุล” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “สิงห์” | เดลินิวส์

    เช็กดวงประจำวันที่ 5 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “ตุล” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “สิงห์” | เดลินิวส์

    สุริยคติกาล วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025จันทรคติกาล ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.08 น. เที่ยงจริง เวลา 12.07 น. อาทิตย์ตก เวลา 18.06 น. จันทร์ตก เวลา 04.56 น.

    วันนี้ เวลา 00.00-05.30 น. ดาวจันทร์เสวยศตภิสัชนักษัตรฤกษ์ที่ 24 ประกอบด้วยเทวีแห่งฤกษ์ เทวี แปลว่า นางพญา หมายถึง สตรีผู้มีฐานะและตำแหน่งสูง เวลา 05.31-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยปุรพภัทรบทนักษัตรฤกษ์ที่ 25 ประกอบด้วยเพชฌฆาตแห่งฤกษ์ เพชฌฆาต แปลว่า ผู้ฆ่า ทำการเพื่อให้สิ่งที่เข้ามาพ่ายแพ้ ข่มขวัญ น่ายำเกรง มีความขลังและมีความศักดิ์สิทธิ์ วันอาทิตย์-โลกาวินาศตามกาลโยค เวลา 00.00-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-ทักษิณ (ใต้) ทิศอัปมงคล-อุดร (เหนือ) สีประจำวัน-แดง สีสิริมงคล-เขียวสด สีอัปมงคล-ฟ้า น้ำเงิน ราศีที่ดาวศรีสถิต-ตุล ราศีที่ดาวกาลีสถิต-สิงห์

    เกิดวันนี้ เด็กชาย รักความยุติธรรม มีความเจริญก้าวหน้าทางสังคม มีมิตรสหายมาก มีการศึกษาดี รับผิดชอบสูง มีเสน่ห์ รักษาคำพูด คารมคมคาย เฉลียวฉลาด ชอบศึกษา ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ชอบต่อสู้ มักจากถิ่นที่อยู่ไปอยู่ที่อื่น อนาคตแจ่มใส สร้างหลักฐานได้เร็ว จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง เด็กหญิง รักสวยรักงาม พูดจริงทำจริง จิตใจสูง มีเสน่ห์ มีผู้อุปถัมภ์ ชอบการศึกษา รักศิลปะการตกแต่ง วัยเด็กจะต่อสู้แต่อนาคตจะดี มีเหตุผล ละเอียดลออนุ่มนวลน่ารัก มีความรับผิดชอบสูง ชอบการสมาคมเพื่อนฝูงมาก ติดต่อเจรจาทางการค้าดี คู่ครองช่วยเสริมเรื่องฐานะความเป็นอยู่

    เกิดวันอาทิตย์ การไม่ยับยั้งชั่งใจเอาแต่อารมณ์หรือมีโทสะบ่อยครั้ง ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง การใจอ่อนและไม่รอบคอบจะเป็นเหตุทำให้ต้องเสียเงินโดยไม่เกิดประโยชน์ มีรายได้จากผลงานเก่า ๆ แต่เงินทองที่ได้มาจะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงการทำงาน เงินทองถูกใช้ไปเกี่ยวกับการรักษาหน้าตาในสังคม

    เกิดวันจันทร์ คนรักมีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควรลดอาการจู้จี้ ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ มีงานพิเศษด้านการบริการสังคม เป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย การเจรจาติดต่อทางธุรกิจจะดำเนินไปได้ด้วยดี ปัญหาที่จะเกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลก ๆ ส่วนท่านที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานทำที่พึงพอใจ

    เกิดวันอังคาร มีโอกาสได้เดินทางเพราะหน้าที่การงาน จะเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย มีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก การเจรจาเกี่ยวกับการงานจะได้รับผลดี แต่ควรระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อน การไม่ยับยั้งชั่งใจหรือเอาแต่อารมณ์หรือมีโทสะบ่อยครั้ง ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย มีเงินผ่านมือเข้ามามาก แต่ก็มีรายจ่ายมาก จึงไม่ค่อยมีเงินเก็บ ควรดูแลเรื่องสุขภาพให้ดี

    เกิดวันพุธ การที่เป็นคนอ่อนไหวต่อความรักจึงมีเรื่องวุ่นวายในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อยู่เสมอ ควรรับฟังคำแนะนำของคนรอบข้างบ้าง เงินทองหามาได้มากก็ใช้ไปมาก ไม่ควรให้ใครหยิบยืมในช่วงนี้ เพราะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับการชำระหนี้สูง การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ มีรายได้พิเศษหรือได้เงินคืน จะมีการเดินทางไปร่วมกิจกรรมสำคัญ

    เกิดวันพฤหัสบดี จะได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานด้วยดี ควรมอบหมายหน้าที่การงานให้กับบริวารอย่างชัดเจน มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่ จะได้ร่วมงานในองค์กรการกุศลได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย งานที่ทำต้องใช้จินตนาการและการวิเคราะห์เป็นสำคัญ เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำ จะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ

    เกิดวันศุกร์ การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ คนรักหรือเพศตรงข้ามญาติมิตรจะนำโชคดีมาสู่ท่าน มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง ตนเองมักจะไม่ได้ใช้จ่ายของตน แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อคนอื่น การใจอ่อนและไม่รอบคอบจะเป็นเหตุทำให้ต้องเสียเงินโดยไม่จำเป็น ควรยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามความจำเป็น ควรรอบคอบและระมัดระวังอารมณ์ให้ดี

    เกิดวันเสาร์ มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถ ควรมอบหมายหน้าที่การงานให้กับบริวารอย่างชัดเจน คนที่ยังไม่มีงานทำก็จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ จะได้ทรัพย์สินเงินทองและของเก่าซึ่งมีผลทางจิตใจ การรู้จักบริหารเงินทองไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การเงินจะดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น จะได้อิทธิมงคลวัตถุ มีการเดินทางไปสถานที่สำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5172017/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20VFBejgCWHQvEhqXwV3JD

  • ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5174714/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iPafKQ9OIXF-6bXBRKsJo

  • สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

    สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

    สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

    สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

    5 ตุลาคม 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก

    ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร

    https://tdri.or.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2013/01/po4.pdf

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/918872&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUfGV2u2RzmU5IIv3c5tz

  • ลูกใครมี “ของดี” กูรูอเมริกันชี้ 4 สัญญาณบ่งชี้ “เด็ก EQ สูง” โตมาสำเร็จง่ายๆ เหนือคนอื่น!

    ลูกใครมี “ของดี” กูรูอเมริกันชี้ 4 สัญญาณบ่งชี้ “เด็ก EQ สูง” โตมาสำเร็จง่ายๆ เหนือคนอื่น!

     ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันเผย 4 สัญญาณของ “เด็กที่มี EQ สูง”  ลูกใครมีครบก็ยินดีด้วย โตขึ้นมีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้ง่าย!

    เด็กที่มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สูง มักจะมีข้อได้เปรียบในการสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และส่งผลดีต่อการเรียนรู้ ตลอดจนการทำงานในอนาคต

    ในการเลี้ยงดูเด็ก ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยมักให้ความสำคัญกับผลการเรียนมากกว่า และยังไม่ใส่ใจในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) อย่างเพียงพอ ทั้งที่จริงแล้ว งานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า EQ สามารถเป็นตัวพยากรณ์ความสำเร็จในอนาคต ทั้งในด้านความสัมพันธ์ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี

    ศาสตราจารย์ Daniel Goleman แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า EQ คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในชีวิตและการทำงานของคนคนหนึ่ง โดยงานวิจัยในปี 2017 พบว่า เด็กที่มี EQ สูงมักมีผลการเรียนที่ดีกว่า มีส่วนร่วมในกิจกรรมโรงเรียนมากกว่า และมีแนวโน้มเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า เมื่อเติบโตขึ้น คนที่มี EQ สูงก็จะมีสุขภาพจิตดี และมีมุมมองเชิงบวกต่อการทำงานของตนเอง

    ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุลักษณะร่วมของเด็กที่มี EQ สูงไว้ 4 ข้อ ซึ่งผู้ปกครองสามารถสังเกตและฝึกฝนให้ลูกได้ดังนี้:

    1. มีความสามารถในการรับรู้ตนเอง

    การรับรู้ตนเองช่วยให้บุคคลเข้าใจว่าการกระทำของตนส่งผลต่อมุมมองของผู้อื่นอย่างไร รู้จักจุดแข็งของตัวเองและสามารถระบุจุดอ่อนเพื่อปรับปรุงได้

    หากลูกของคุณเข้าใจจุดเด่น/จุดด้อยของตนเอง มีความมั่นใจในตัวเอง และกล้าแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง แสดงว่าเขามีทักษะการรับรู้ตนเองดี ผู้ปกครองสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้โดยการแสดงความใส่ใจในความรู้สึกและคำพูดของลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็ก

    2. เข้าใจและรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นได้ง่าย

    เด็กที่มี EQ สูงสามารถจับความรู้สึกของผู้อื่นได้แม่นยำ มักจะมองเห็นจากภาษากายหรือสัญญาณเล็กๆ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม

    นักจิตวิทยาด้านการศึกษาชาวอเมริกัน Michele Borba กล่าวว่า ความสามารถในการอ่านอารมณ์ของคนรอบข้างจะช่วยให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และรู้วิธีสื่อสารหรือวางตัวได้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ

    เด็กที่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จะสามารถมองเห็นเหตุการณ์จากมุมมองของคนอื่น ลดความขัดแย้งจากความเข้าใจผิด และจัดการกับปัญหาได้ในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เด็กกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีมุมมองที่เป็นกลางมากขึ้น

    3. ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

    นักการศึกษาชื่อ Maureen Healy กล่าวว่า เด็กที่มี EQ สูงมักจะใส่ใจคนรอบข้าง พยายามช่วยเหลือเมื่อมีโอกาส และให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความต้องการส่วนตัว

    เด็กเหล่านี้มักสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า หรือแม้แต่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ช่วยเพื่อน หรือครูในโรงเรียน

    ผู้ปกครองสามารถฝึกนิสัยนี้ให้ลูกได้ โดยเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความห่วงใยต่อคนรอบตัว และพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับอารมณ์ที่ลูกสังเกตเห็นในคนที่พบเจอในแต่ละวัน พร้อมแนะนำวิธีที่เด็กจะสามารถช่วยเหลือหากพบเห็นผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ไม่ดี

    4. รู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเอง

    แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังอาจมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งอาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดหรือหลุดพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด แต่เด็กที่มี EQ สูงมักสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจนแสดงพฤติกรรมรุนแรงหรือหุนหันพลันแล่น

    Maureen Healy กล่าวว่า “เด็กทุกคนล้วนมีแนวโน้มที่จะตอบสนองอย่างรุนแรงเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่พ่อแม่สามารถสอนลูกให้เริ่มจากการหายใจลึกๆ เพื่อลดอารมณ์ สอนให้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และใช้คำพูดที่เหมาะสมแทนการตะโกนเวลาโกรธ”

    หากลูกของคุณมีลักษณะเหล่านี้ แสดงว่าเขามีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากขึ้น การพัฒนา EQ ไม่เพียงแต่เป็นทักษะทางสังคม แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่มีคุณภาพทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849342/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fZGsHUiPJCCRd8JT0LJ01

  • สวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจมากที่สุด ระบุความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในระดับก้ำกึ่ง รอชมผลงานจริงก่อนการเลือกตั้ง

    สวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจมากที่สุด ระบุความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในระดับก้ำกึ่ง รอชมผลงานจริงก่อนการเลือกตั้ง

    วันนี้ (5 ตุลาคม) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2568 พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโยบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง รองลงมาร้อยละ 7.92 ด้านสังคมการปราบการพนันผิดกฎหมาย ขจัดทุจริต ส่วนร้อยละ 7.14 ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตั้งระบบเตือนภัย ช่วยผู้ประสบภัย และร้อยละ 5.13 ด้านบริหารภาครัฐ เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปฏิรูปกฎหมาย

    ในประเด็นประชาชนคิดว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาหรือไม่พบว่า ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน รองลงมาร้อยละ 32.81 ไม่แตกต่างเลย และร้อยละ 9.23 แตกต่างอย่างมาก และยังพบว่า ร้อยละ 43.78 ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทิน ส่วนร้อยละ 42.12 ระบุค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมาร้อยละ 9.40 ไม่เชื่อมั่นเลย และร้อยละ 4.70 เชื่อมั่นมาก

    ส่วน สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน ต่อการทำงานในช่วง4 เดือนก่อนการเลือกตั้ง คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33 รองลงมาร้อยละ 23.11 ระบุรักษาคำพูด ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้ ร้อยละ 15.56 ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ร้อยละ 15.11 ดูแลความเป็นอยู่ของทหารและประชาชนตลอดแนวชายแดนและร้อยละ 8.44 ปฏิบัติตามข้อตกลงMOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า หลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้ ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/dusit-poll-anutin-economic-policy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E3bh0UOxgYya3dZ_hSZF_

  • เครือข่ายประชาชน ยื่น 10 ข้อ “รัฐบาลอนุทิน” แก้สารปนเปื้อนแม่น้ำกก

    เครือข่ายประชาชน ยื่น 10 ข้อ “รัฐบาลอนุทิน” แก้สารปนเปื้อนแม่น้ำกก

    วันนี้ (5 ต.ค.2568) จากกรณีของปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก จ.เชียงราย ที่เกิดขึ้นนั้น เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จะยึดข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เสนอให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ทำภายใน 4 เดือน ดังนี้ 

    1. จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง เพื่อการผลิตน้ำประปาภูมิภาค ในเขต อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ เนื่องจาก ผลการกรวดน้ำประปาจากห้องแล็บพบว่ามีสารหนูและแบเรียมในน้ำประปาถึงแม้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐานแต่ประชาชนต้องรับความเสี่ยงมีสารโลหะหนักสะสมในร่างกายทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการประปาส่วนภูมิภาคกำลังแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและใช้สารเคมีจำนวน มากขึ้นในกระบวนการผลิตน้ำประปาการจัดหาแหล่งน้ำใหม่จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า

    2. จัดหาแหล่งน้ำใหม่สำหรับการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านให้กับชาวบ้านใน ต.แม่นาวาง และต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เนื่องจากประชาชนไม่สามารถใช้น้ำกกในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านได้ และปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านตลอดลำน้ำกก สาย รวก และโขง อย่างน้อย 30 หมู่บ้าน ในเขต อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.แม่จัน อ.ดอยหลวง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่นเพื่อให้ระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านมีขีดความสามารถ กำจัดสารโลหะหนักในกระบวนการผลิตน้ำประปาที่ใช้น้ำใต้ดินใกล้กับแหล่งน้ำกก สาย รวก โขง ที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก

    3. ตรวจสอบคุณภาพดินเพื่อหาสารโลหะหนักในที่ราบลุ่มน้ำกกเนื้อที่ 12,000 ไร่ ใน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย ซึ่งเป็นพื้นที่ดินตะกอนแม่น้ำกกที่รับมาโดยตรงจากเหมืองในเมียนมา จากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ และตรวจสารโลหะหนักในผลผลิตข้าวนาปี จากพื้นที่กว่า 100,000 ไร่ ในเขตชลประทานแม่น้ำกก
    แม่น้ำสาย-รวก ก่อนการเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือน ต.ค.-พ.ย.

    การตรวจข้าวก่อนเก็บเกี่ยวเป็นประโยชน์ต่อทั้งอุตสาหกรรมข้าวและผู้บริโภค หากตรวจพบสารโลหะหนักในผลผลิตข้าว รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการการจัดการทำลายผลผลิต พร้อมทั้งชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรที่ได้ลงทุนไปและรายได้ที่สูญเสีย ในขณะเดียวกันหากผลการตรวจไม่พบสารโลหะหนักรัฐต้องออกเอกสารรับรองผลผลิตข้าว ให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

    4. จัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังตรวจสารโลหะหนักในน้ำ ตะกอนดิน ดินเพาะปลูก ผลผลิตการเกษตร ปลา สัตว์น้ำและมนุษย์ ในลุ่มน้ำกก สาย รวกโขง เนื่องจากปัจจุบันการเข้าถึงการตรวจ เป็นไปอย่างยากลำบาก มีค่าใช้จ่ายสูง และ ใช้ระยะเวลาในการตรวจยาวนาน เนื่องจากตัวอย่างทั้งหมดต้องส่งตรวจที่กรุงเทพ แม้จะมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 ที่ จ.เชียงราย ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็มีทรัพยากรไม่เพียงพอส่งผลให้ประชาชนใน จ.เชียงรายและเชียงใหม่ขาดข้อมูล ที่เป็นปัจจุบัน

    5. ยุติการนำเข้าแร่ทุกชนิดจากเมียนมา จนกว่าผู้นำเข้าจะพิสูจน์ได้ว่าแร่ที่นำเข้าจากเมียมา มิได้มาจากเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษในแม่น้ำ กก สาย รวก โขง

    6. ยกเลิกโครงการฝายดักตะกอนหรือม่านดักตะกอนเนื่องจากมิได้มีการศึกษาว่าสามารถแก้ไข ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำได้จริงและยังจะสร้างปัญหาผลกระทบต่อที่ดินทำกิน ของชาวบ้าน ผลกระทบด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อมทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำ ก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหามลพิษแต่อย่างใด

    7. จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐ วิชาการและภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่
    – แสวงหาแนวทางปิดเหมืองในเมียนมา
    – สร้างมาตรการเฝ้าระวังสารโลหะหนักปนเปื้อน ในน้ำอุปโภค บริโภค ดิน สินค้าเกษตร สัตว์น้ำ และร่างกายมนุษย์
    – เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหมืองแร่ในเมียนมา
    – กำหนดแนวทางการฟื้นฟูแม่น้ำกก สาย รวก โขง

    8. เปิดเวทีเจรจาอย่างเป็นทางการกับประเทศเมียนมาและจีนพื่อเรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศตระหนัก ว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำเหมืองแร่จนก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งกระทบต่อประชาชนในประเทศไทย

    9. ปรับปรุงระบบการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา มีช่องทางการสื่อสารทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนมีสื่อที่สื่อสาร ได้ครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์

    10. พิจารณาชะลอสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง บนแม่น้ำโขง ในสปป.ลาว จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะหากแม่น้ำโขงต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำซึ่งการตกตะกอนของสารโลหะหนักในอ่างดังกล่าว
    จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อนิเวศและสุขภาพของประชาชน

    ทั้งนี้ในวันที่ 9 ต.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหา ในพื้นที่ ต.ท่าตอน (ศาลาข้างแม่น้ำกก) และ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

    ขณะที่ในวันที่ 11 ต.ค.รองนายกรัฐมนตรี นายธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ ฝายเชียงราย

    อ่านข่าว :

    เปิดงานวิจัย-ผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์ พบปนเปื้อนสารหนู-โลหะหนักในแม่น้ำกก มาจากแร่หายาก

    เปิดหลักฐานสำคัญ ผลวิจัย “นิติวิทยาศาสตร์ฯ” จับต้นทางมลพิษจากเหมืองแร่ในแม่น้ำกก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357272&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t_s1BmLYlIc8UE1C-ADNy

  • อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น

    อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น

    อ่วมหนัก! ไต้ฝุ่น’แมตโม’พัดถล่มจีนรับวันหยุดยาววันชาติ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.54 น.

    Tag :

    5 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นแมตโม (Matmo) ได้พัดถล่มจีนตอนใต้ในวันอาทิตย์ หลังจากที่เที่ยวบินและกิจกรรมหลายอย่างถูกยกเลิกในมณฑลไหหลำ หรือ ไห่หนาน (Hainan) ส่งผลกระทบกับช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีวันหยุดยาว

    พายุแมตโม ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ขึ้นฝั่งบนชายฝั่งตะวันออกของเขตซูเหวิน (Xuwen) ในมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลาประมาณ 14:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ ตรงกับ 13.50 น. ตามเวลาในประเทศไทย ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า ขณะที่พายุเคลื่อนเข้าใกล้แนวชายฝั่งของจีนนั้น มีความเร็วลมถึง 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    พายุไต้ฝุ่นลูกนี้พัดเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงกลางของวันหยุดยาว 8 วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันชาติเมื่อวันพุธ โดยสื่อของรัฐบาลจีนรายงานการประเมินว่า ประชาชนคาดว่าจะเดินทางในช่วงวันหยุดนี้รวมแล้วประมาณ 2.36 พันล้านเที่ยว

    เที่ยวบินต่าง ๆ และบริการเรือเฟอร์รี่ หรือ เรือข้ามฟากในมณฑลไหหลำ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เย็นวันเสาร์แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับลมกระโชกแรงและฝนตกหนักจากพายุมัตโม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/918964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hWJfnL0b-v_z2MrjtCxJt

  • ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    ธุรกิจ

    05 ต.ค. 2025 เวลา 11:11 น.

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ตั้งเป้าดึงนักเดินทางไมซ์ (MICE) ชาวไทยสู่เกาหลี รวม 40,000 คนภายในปี 2568 เติบโต 20% เทียบกับปีก่อน ย้ำความสำคัญใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีในอาเซียน รองจากเวียดนาม พร้อมผลักดันให้เป็นหนึ่งในตลาดหลักที่สร้างการเติบโตระยะยาวของตลาดไมซ์เกาหลี

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เดินหน้าเพิ่มยอดนักท่องเที่ยว รุกตลาดไมซ์ (MICE: การจัดประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) ชาวไทย ตั้งเป้าดึงนักเดินทางกลุ่ม MICE ทั้งกลุ่ม Incentive ท่องเที่ยวดูงาน สัมมนา ฯลฯ จากไทยกว่า 40,000 คน หรือราว 400 กรุ๊ปภายในปี 2568 เล็งเพิ่มตลาดจากไทยขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยใช้ทั้งเวทีนานาชาติ IT&CMA and CTW APAC กรุงเทพฯ และเดินสายโรดโชว์ที่เชียงใหม่ ดัน Soft Power K-Culture และสิทธิพิเศษแก่องค์กร

    ในงาน IT&CMA กรุงเทพฯ KTO และเครือข่าย Korea MICE Cities นำเสนอจุดแข็งของเกาหลี ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ด้านธุรกิจ พร้อมเชื่อม Soft Power ของ K-Culture อย่าง K-pop, K-food และกิจกรรม Wellness เพื่อสร้างความแตกต่างในการดึงดูดตลาด MICE พร้อมต่อยอดผ่านอีเวนท์ ‘Korea MICE Roadshow’ ที่เชียงใหม่ ที่มีผู้แทนจากเอเจนซี่ท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ กว่า 120 รายเข้าร่วมเจรจาและขยายความร่วมมือ

    นายลี กวางซู ผู้อำนวยการบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยคือหนึ่งในตลาด MICE ที่เกาหลีให้ความสำคัญ เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้ใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปเกือบสองเท่าของนักเดินทางทั่วไป เกาหลีมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ตั้งแต่สนามบินอินชอนที่เชื่อมต่อกว่า 186 เมือง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบ Wi-Fi ครอบคลุม ไปจนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ผสานกับ K-Culture ที่มีเอกลักษณ์ ปัจจัยเหล่านี้คือข้อได้เปรียบที่ทำให้เราตั้งเป้าดึงนักเดินทาง MICE ไทยอย่างน้อย 40,000 คนภายในปี 2568”

    ข้อมูลจาก KTO ระบุว่า ผู้เข้าร่วม MICE ต่างชาติเฉลี่ยใช้จ่ายราว 2.8 ล้านวอน หรือราว 64,000 บาทต่อคน อุตสาหกรรม MICE ของเกาหลีมีสัดส่วนราว 9.2% ของรายได้ท่องเที่ยวประเทศ งานประชุมนานาชาติคิดเป็น 68.5% ของมูลค่าทั้งหมด ก่อนโควิด-19 เกาหลีเคยจัดงานได้มากถึง 230,000 งานต่อปีในปี 2019 และตลาดกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบันไทยถูกจัดเป็นตลาด MICE ใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีในอาเซียน รองจากเวียดนาม และกำลังถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในตลาดหลักที่สร้างการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรม MICE เกาหลี

    ‘ท่องเที่ยวเกาหลี’ ดึงนักเดินทางไมซ์ชาวไทย 4 หมื่นคนในปี 68 โตดี 20% ใหญ่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม

    เพื่อเจาะตลาดไทย KTO เปิดตัว Incentive Support Program ครึ่งปีหลัง 2568 ครอบคลุมการสนับสนุนงาน Gala Dinner กิจกรรม Team Building รถบัสเหมาลำ กิจกรรม K-Culture เช่น K-pop Booth และ K-food Truck รวมถึงบริการจัดทำวิดีโอทริป นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มที่เลือกเดินทางไปยังเมืองคยองจูและจังหวัดคยองบุก ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพ APEC Summit 2025

    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก KTO สำหรับตลาดท่องเที่ยวทั่วไป จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 5 ติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน สะท้อนการฟื้นตัวที่แข็งแรงของตลาด โดยหากย้อนดูปี 2019 มีนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีราว 570,000 คน และชาวเกาหลีมาไทยกว่า 1.89 ล้านคน แม้โควิด-19 จะทำให้ตัวเลขลดลง แต่ในปี 2024 การเดินทางกลับมาใกล้ระดับเดิมแล้ว โดยมีชาวเกาหลีมาไทยกว่า 1.87 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีราว 320,000 คน หรือคิดเป็น 60% ของระดับก่อนโควิด ทั้งนี้ KTO กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงระบบ K-ETA และขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1201496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33tTqXcw6c3GMwiSeVAPxy

  • ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ปลายฝนต้นหนาว จ.เลย อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฯ แล้ว ชวนชมแสงแรก สัมผัสหนาว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5174714/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iPafKQ9OIXF-6bXBRKsJo

  • ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ช่วงวันหยุดยาว Golden Week หรือวันชาติของจีน ในช่วงวันที่ 26 ก.ย. – 6 ต.ค.2568 นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 22,000 คน ตัวเลขตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. – 2 ต.ค. มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมกว่า 580,000 คน ซึ่ง 1 ใน 5 เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน

    ขณะเดียวกันพบว่า เที่ยวบินจากเมืองใหญ่และเมืองรองของจีนมายังไทยเต็มแทบทุกไฟลท์ อัตราค่าตั๋วขากลับจีนพุ่งสูงขึ้น โดย “กรุงเทพฯ–ปักกิ่ง” ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 400% จากระดับ 1,500-2,000 หยวน ขยับไปแตะ 4,000-5,800 หยวน ในช่วงวันที่ 7-9 ต.ค. สำหรับสายการบินใหญ่ทั้ง China Eastern, Hainan Airlines, Air China

    ส่วนอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 99 มากกว่าช่วงปกติถึง 3 เท่า สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนยังสนใจเที่ยวไทย แต่รัฐต้องมีมาตรการยกระดับเรื่องความปลอดภัยและประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น

    เส้นทางที่นักท่องเที่ยวจีนนิยม เช่น กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ส่วนการใช้จ่ายไม่ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยปี 2568 มีชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยแล้วราว 3.4 ล้านคน คาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 5 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 7 ล้านคน อาจต้องลุ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย หากมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 20,000 คนต่อเนื่อง เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเป็นไปตามเป้าหมาย

    ผู้ประกอบการจี้รัฐเร่งขยายตลาดดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    มัคคุเทศก์นำเที่ยวหลายคนสะท้อนว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนแบบกรุ๊บทัวร์ลดลงมาก ทำให้หลายคนตัดสินใจลาออกจากบริษัททัวร์ หันมาเดินหน้ารับงานเอง เน้นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว วันละ 1-2 กรุ๊ปต่อวัน ขณะที่บางวันก็ไม่ได้

    ด้านร้านขายของฝาก ระบุว่า สิ่งที่สะท้อนถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงได้ชัดเจน คือยอดขายสินค้ายอดฮิตอย่าง “กางเกงช้าง” ที่ลดลงมากกว่าครึ่ง ทำให้ในช่วงโกลเด้นวีค ทางร้านตัดสินใจไม่สต็อกสินค้าเพิ่ม เพราะปีที่ผ่านมาสต็อกสินค้าเพิ่มถึง 100% แต่ขายไม่ได้ นักท่องเที่ยวไม่มาตามเป้า จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำถึงความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวจีน ยกระดับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ พร้อมมอบนโยบาย Big Impact Act Fast มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่

    รมว.ท่องเที่ยว กล่าวว่า ไทยไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเพียงรายเดียว แต่ยังมีประเทศอื่นที่พัฒนาขึ้นมา โดยในช่วง 4 เดือนโค้งสุดท้ายของปี 2568 จะเร่งดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมต่างๆ สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้น 2568 ถึงวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่กว่า 24 ล้านคน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท

    นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ในระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล จะนำนโยบายจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน มาพิจารณา และหาทางออกให้เร็วที่สุด

    อ่านข่าว

    บุกปล้นร้านทองในห้างฯ สุไหงโก-ลก วางวัตถุต้องสงสัย-ตะปูเรือใบ

    รื้อโครงสร้างดาดฟ้า สน.สามเสน ลดน้ำหนักกันทรุดเพิ่ม – ปิดจราจรไม่มีกำหนด

    โพลชี้คนไม่เข้าใจ MOU 43-MOU 44 แต่ 60.76% หนุนทำประชามติยกเลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357277&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06_m8e1Unl-iq9oBphfny0