Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธ.ก.ส. ส่งเงินฝากทองนพคุณ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.15% จ่ายรายเดือน

    ธ.ก.ส. ส่งเงินฝากทองนพคุณ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.15% จ่ายรายเดือน

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุด 2.15% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย

    • ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 เมษายน 2569 อัตราดอกเบี้ย  1.30% ต่อปี
    • ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 – 15 กรกฎาคม 2569 อัตราดอกเบี้ย 1.35% ต่อปี
    • ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 – 13 สิงหาคม 2569  อัตราดอกเบี้ย 2.15% ต่อปี

    เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี  เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.65% ต่อปี ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 – 15 พฤศจิกายน 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก 

    นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝาก ที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝากเงินฝากทองชมพูนุชที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธันวาคม 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/641222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zHG-BicbMmxw4W9FWsYa-

  • “จีนไม่กลัว” ชาวกรุงปักกิ่งไม่หวั่นหลังทรัมป์เตรียมเก็บภาษีเพิ่มอีก 100%

    “จีนไม่กลัว” ชาวกรุงปักกิ่งไม่หวั่นหลังทรัมป์เตรียมเก็บภาษีเพิ่มอีก 100%

    ชาวกรุงปักกิ่งของจีนแสดงความเฉยเมยและท้าทายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อสำนักข่าว AFP ถามถึงภัยคุกคามล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่จะกำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่รุนแรงต่อจีน เพื่อตอบโต้การควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธของจีน

    เมื่อวันศุกร์ทรัมป์ประกาศอย่างกะทันหันว่าสหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนทั้งหมดเพิ่มอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน “หรือเร็วกว่านั้น” และยังแสดงความไม่แน่ใจว่าการประชุมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่

    หลิวหมิง พนักงานในบริษัทซอฟต์แวร์วัย 48 ปีเผยว่า “ผมไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่เห็นข่าวครั้งแรก ทรัมป์มักจะมีนโยบายแบบเด็กๆ หรือเอาแต่ใจแบบนี้เสมอ จีนไม่กลัวมาตรการคว่ำบาตรหรือนโยบายใดๆ ของสหรัฐฯ ที่มุ่งจำกัดเรา เรามีความมั่นใจและความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น”

    หลิวมองว่าทรัมป์เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นเดียวกับชาวกรุงปักกิ่งคนอื่นๆ ที่ AFP สัมภาษณ์

    หลิวบอกว่า “จากมุมมองของคนจีน เขาไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไร เขาเปลี่ยนจากนโยบายนี้ไปนโยบายนั้นอยู่เสมอ ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลก ไม่แน่วแน่”

    ไอรีน หวัง พนักงานบริษัทประกันภัยในวัยเลข 3 เผยในทำนองเดียวกันว่า “วันนี้เขาพูดอย่างหนึ่ง แต่บางทีหลังงีบไปตื่นหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง อายุเท่านี้ (79) เขาน่าจะใจเย็นกว่านี้หน่อย!”

    หวังเชื่อว่าภาษีทรัมป์อัตราสูงลิ่วนี้อาจส่งผลตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ “สำหรับชาวอเมริกัน มันอาจส่งผลกระทบได้” เนื่องจากภาษีศุลกากรต่อสินค้าของจีนอาจทำให้ราคาในสหรัฐฯ สูงขึ้น”

    สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในจีน หวังยอมรับว่าเธอไม่อาจเพิกเฉยต่อข่าวนี้ได้อย่างสิ้นเชิง “พูดตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ดังนั้นเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร”

    ชาวกรุงปักกิ่งบางคนเผยกับ AFP ว่า พวกเขาหวังว่าจะเกิดผลกระทบไม่มากกับเศรษฐกิจของจีนหากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

    เจสสิกา หยี วัย 40 ปีบอกว่า “ภาคการนำเข้าส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจต่างๆ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระดับหนึ่ง” แต่ “สำหรับคนทั่วไปในจีน ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันคิดว่าชีวิตประจำวันของพวกเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก”

    หยียังรำพึงรำพันถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ว่า “ยิ่งสถานการณ์สงบสุขมากเท่าไหร่ การพัฒนาเศรษฐกิจก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น เราหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ”

    ลิซา หลิว เพื่อนร่วมงานของหยีบอกว่า เธอเห็นข้อดีหนึ่งอย่างในความคาดเดาไม่ได้ของทรัมป์ “เขาทำให้เรามีเรื่องพูดคุยมากมายบนโต๊ะอาหาร”

    Photo by Andrew Harnik / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-is-not-afraid-beijingers-shrug-off-trump-tariff-threat&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nmOJgNftqVBIhVTI_9jRr

  • เอส ‘จ้าเกินเบลอร์’ น้ำอัดลมเรืองแสง รุกตลาด Gen ซ่า

    เอส ‘จ้าเกินเบลอร์’ น้ำอัดลมเรืองแสง รุกตลาด Gen ซ่า

    แบรนด์น้ำอัดลม ‘เอส’ ภายใต้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จุดประกายตลาดน้ำอัดลมสีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ‘est Glow Edition’ – น้ำอัดลมสีที่ ‘เรืองแสงเมื่อส่องไฟ’ ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แคมเปญใหญ่ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์ (Too Awesome to Dim)” เจาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่รักความสนุก สดใส และกล้าเป็นตัวเอง

    สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดน้ำอัดลมสีในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 17,391 ล้านบาท โดยภาพรวมตลาดหดตัวลง -6% แต่ ‘เอส’ ยังคงเติบโตสวนทางตลาดถึง 6% และครองส่วนแบ่งในช่องทางโมเดิร์นเทรดสูงถึง 24.6% ตามข้อมูลนีลเส็นไอคิว (ก.ย. 67–ส.ค. 68)

    “เอสสามารถรักษาการเติบโตเหนือคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยรสชาติที่หลากหลาย การสื่อสารที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และนวัตกรรมที่แตกต่าง”

    — สุภรณ์ กล่าว

    ล่าสุด เอสเดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัดลมสี ด้วย “est Glow Edition” น้ำอัดลมเรืองแสง 4 สี 4 รสชาติ ที่มิกซ์ผลไม้หลากชนิดอย่างลงตัว ได้แก่
    • est Electric Green (แอปเปิ้ลผสมกีวี่) จำหน่ายทั่วประเทศ
    • est Sigma Blue (มิกซ์เบอร์รี่ผสมพีช) วางขายเฉพาะ Lotus’s และ Makro
    • est Pinky Winky (พีชและดอกซากุระ) จำหน่ายเฉพาะ 7-Eleven
    • est Flashy Yellow (แคนตาลูปผสมสาลี่หิมะ) วางเฉพาะ Big C

    est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เอส ยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์สุดฮอต ‘GELBOYS’ 4 หนุ่มซ่า-นิว ชยภัค, ไปป์ มนธภูมิ, พีเจ มหิดล และเลออน เซ็ค ในภาพยนตร์โฆษณา ‘แลปจ้า’ ที่เล่นกับเทคนิค Glow in the Dark ถ่ายทอดความซ่าในแบบ Gen Z

    แคมเปญ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์” ยังขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่
    1. สร้างรสชาติผลไม้ใหม่สุดครีเอต
    2. สร้างประสบการณ์ดื่มน้ำอัดลมเรืองแสงครั้งแรกในไทย
    3. ใช้พรีเซนเตอร์ที่โดนใจกลุ่ม Gen Z
    4. สื่อสารครบทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่าน TikTok Challenge, LED Glow Billboard และกิจกรรมเรืองแสงทั่วกรุง

    ไฮไลต์ของการเปิดตัวคืออีเวนต์ “เอส เปิดปฏิบัติการแลปซ่าจ้าเกินเบลอร์” ที่จัดขึ้น ณ สามย่านมิตรทาวน์ (10 ต.ค. 2568) พร้อมกิจกรรมทดลองมิกซ์รสชาติ Glow Edition สุดซ่า และเซอร์ไพรส์จากอินฟลูเอนเซอร์สาย Gen ซ่า

    เอส ยังเตรียมต่อยอดความแรงด้วยการร่วมสนับสนุนอีเวนต์สุดมันส์ของคนรุ่นใหม่ ทั้ง “Siam Halloween: ปิดสยาม มันส์สยอง” “Monster Music Festival 2025” และรายการวาไรตี้ ‘GELTY’ ของ 4 หนุ่ม GELBOYS

    สุภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปี 2569 เอสจะเดินหน้าสานต่อแคมเปญภายใต้แนวคิด “Born to be Awesome” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความสนุก และความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำจุดยืนแบรนด์น้ำอัดลมของภูมิภาคเอเชียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง

    est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw178EY-Q0djvwokkV1ZbJOe

  • เชื่อ เวิลด์ คัพ 2026 ดันส่งออกลูกฟุตบอลไทยโต 9.8%

    เชื่อ เวิลด์ คัพ 2026 ดันส่งออกลูกฟุตบอลไทยโต 9.8%

    กรุงเทพฯ, วันที่ 12 ต.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมผลิตลูกฟุตบอลไทย และเกี่ยวเนื่องจะได้ผลกระทบเชิงบวกจากมหกรรมฟุตบอลโลก หรือ World Cup 2026 โดยชี้ว่า ในปี 2024 ไทยติด Top 5 ผู้ส่งออกลูกฟุตบอลของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกลูกฟุตบอลไทยนั้นอยู่ที่ราว 2.9 พันล้านบาท

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ฟุตบอลโลกเป็นแรงหนุนสำคัญต่อยอดส่งออกลูกฟุตบอลทุก 4 ปี โดยคาดว่าการแข่งขันในปี 2026 จะช่วยหนุนให้การส่งออกลูกฟุตบอลไทย ขยายตัวถึง 9.8% ปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมผลิตลูกฟุตบอลมีทั้ง ข้อได้เปรียบจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ การผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และกระแสฟุตบอลในประเทศที่เติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGXisGAQ-DrcKbfjW37Cy

  • จับ 8 คนไทยไม่มีจิตสำนึก เตรียมข้ามไปทำเว็บพนันให้เขมร | เดลินิวส์

    จับ 8 คนไทยไม่มีจิตสำนึก เตรียมข้ามไปทำเว็บพนันให้เขมร | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5197077/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y_w7LFvdHuwnQocT-dJrt

  • “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

    “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

    “สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

    วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

    อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

    เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 2543-2544 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

    “หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

    นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 2544 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

    ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888646&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V1snocBvG8NExoVulIhms

  • อดีตขอทานชาวจีนเป็นโปลิโอ เริ่มเรียนหนังสืออายุ 16 ปี ปัจจุบันเป็นหมอช่วยชีวิตคน – BBC News ไทย

    อดีตขอทานชาวจีนเป็นโปลิโอ เริ่มเรียนหนังสืออายุ 16 ปี ปัจจุบันเป็นหมอช่วยชีวิตคน – BBC News ไทย

    A composite image of Dr Li on Mount Tai and as a medical student, reading a text book

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

      • Author, เบนนี ลู
      • Role, บีบีซี แผนกภาษาจีน
      • Author, วิเบเก เวเนมา
      • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

    หลี่ ชวงเย่ เป็นแพทย์วัย 37 ปี ผู้เอาชนะความยากลำบากและรักในการปีนเขา กลายเป็นกระแสไวรัลในประเทศจีน เนื่องด้วยการป่วยเป็นโรคโปลิโอ เขาจึงถูกบังคับให้เป็นขอทานตอนเป็นเด็ก และเพิ่งเริ่มหัดอ่านหนังสือตอนอายุ 16 ปี

    Dr Li at a marker on Mount Henshang, in the rain.

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ปีนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าแห่งของจีนและเขาหวงซาน รวมถึงกำแพงเมืองจีนด้วย

    หลี่ ชวงเย่ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1988 ในมณฑลเหอหนาน ในครอบครัวชาวนายากจน โดยเขาป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่อายุ 7 เดือน ทำให้เขาเดินไม่ได้หากไม่นั่งยอง ๆ

    ในวัยเด็ก หลี่ใฝ่ฝันที่จะไปโรงเรียนพร้อมกับกระเป๋าเป้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่เขากลับถูกเยาะเย้ยถากถาง เด็กบางคนบอกว่าเขา “ไร้ค่า” และ “ทำได้แค่กิน ไร้ประโยชน์อื่นใด”

    “เรื่องนี้ทำให้ผมเจ็บปวดมาก” หลี่กล่าว

    เมื่อเขาอายุ 9 ขวบ พ่อแม่ของเขาได้ยินว่าการผ่าตัดขาจะสามารถทำให้หลี่เดินได้ พวกเขาจึงกู้เงินเพิ่มเพื่อการผ่าตัด

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • BBC Thai/Napasin Samkaewcham

    • A boy with his face on top of a book open on a table

    • King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    • กองทัพภาคที่ 1 และ กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดถึง 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์ และกำลังสนับสนุนด้วย รถถากถางหุ้มเกราะ D5 เครื่องมือหนักเข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้าง และเข้าดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่ปฏิบัติการฝ่ายเรา บริเวณ บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยสามารถถากถางพื้นที่ปลอดภัย จากวัตถุระเบิดที่ตกค้างได้เพิ่มเติมอีก 38,256 ตารางเมตร

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลี่มีความหวังกับการผ่าตัดครั้งนี้มาก “ตอนที่ผมพักฟื้นอยู่ในหอผู้ป่วย เด็กคนอื่น ๆ ร้องไห้ แต่ผมยิ้ม เพราะรู้สึกว่าอีกไม่นานผมก็จะเดินได้เหมือนคนปกติ” เขากล่าว

    แต่การผ่าตัดครั้งนั้นกลับล้มเหลว มันทำลายความหวังที่จะเดินได้ของหลี่ และทำให้เขาจมดิ่งลงสู่ภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาไร้ความหมาย จึงบอกแม่ว่าเขาขอตายเสียดีกว่า

    แต่แม่ของหลี่บอกกับเขาว่าอย่ายอมแพ้ “เราเลี้ยงลูกมาเพื่อว่าเมื่อแก่ตัวลง เราจะมีคนคุยด้วย แมวหรือหมาพูดไม่ได้ แต่ลูกพูดได้” เธอกล่าว

    คำพูดของแม่สะเทือนใจหลี่เป็นอย่างมาก “ผมนึกถึงพ่อแม่และครอบครัวที่เสียสละเพื่อผมมากเหลือเกิน จนน้ำตาไหลออกมา ผมรู้ตัวว่าผมต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อพวกเขาด้วย” หลี่กล่าว

    ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีคนแปลกหน้าจากต่างเมืองรายหนึ่งเข้ามาในหมู่บ้านของหลี่ มองหาเด็กพิการเพื่อนำไปขายธูปที่วัด ชายคนนั้นสัญญากับหลี่ว่าเขาจะสามารถส่งเงินกลับบ้านได้เท่ากับค่าจ้างรายเดือนของพ่อของหลี่ในเวลานั้น

    “พ่อแม่ของผมคัดค้านอย่างหนัก แต่ผมมองว่ามันเป็นโอกาสที่จะหาเงินและแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้” หลี่กล่าว และเขาก็ตกลงที่จะตามชายคนนั้นไป

    Li Chuangye using his hand for extra support while he walks, using a squatting stance

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ ได้ถ่ายทอดสดการเดินเขาของตนให้แฟน ๆ หลายพันคนรับชม

    ขอทานไปตามท้องถนน

    แต่คำสัญญาเรื่องงานกลับกลายเป็นเพียงคำหลอกลวง

    ดร.หลี่อ้างว่าคนแปลกหน้าคนนี้เปิดกิจการขอทาน และตลอดเจ็ดปีต่อมา เขาถูกบังคับให้ขอทานบนท้องถนนร่วมกับเด็กและผู้ใหญ่พิการคนอื่น ๆ

    ในคืนแรกที่เขาอยู่กับ “เจ้านาย” คนใหม่ มีเด็กคนหนึ่งเข้ามาเตือนหลี่ให้เขาทำงานอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นเขาจะโดนตี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง

    เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ถูกทิ้งให้เดินอยู่บนทางเท้า ถอดเสื้อ มีชามใส่เหรียญ และขาบิดไปด้านหลังให้เป็นท่าที่เรียกความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

    หลี่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงใส่เงินลงในชามของเขา จนกระทั่งผู้คนที่เดินผ่านไปมาถามเขาว่าทำไมเขาถึงมาขอทาน ทั้งที่เขาควรจะไปโรงเรียน

    “ในบ้านเกิดของผม การขอทานเป็นเรื่องน่าอาย ผมไม่รู้เลยว่านี่คือสิ่งที่ผมทำอยู่ การได้รู้ในตอนนั้นทำให้ผมเสียใจมาก” หลี่กล่าว

    หลี่สามารถหาเงินได้วันละหลายร้อยหยวน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในช่วงปี 1990 แต่ทั้งหมดตกเป็นของเจ้านายของเขา “ถ้าผมหาเงินได้น้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาจะหาว่าผมเกียจคร้านและบางครั้งก็ตีผม” เขากล่าว “มันจึงเจ็บปวดมากในช่วงหลายปีนั้น”

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เด็กคนอื่น ๆ หนีออกจากบ้านหรือถูกตำรวจส่งกลับบ้าน แต่หลี่ยังคงอยู่กับเจ้านายต่อไป เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะช่วยครอบครัว และเมื่อตำรวจเสนอความช่วยเหลือ เขาก็ปฏิเสธ โดยยืนยันว่าเขาอยู่กับญาติ

    ตลอดเจ็ดปี ทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน หลี่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อขอทาน

    “มันรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก ผมรู้สึกละอายใจ หลีกเลี่ยงการสบตา ขาของผมบิดไปด้านหลังอย่างเจ็บปวดเพื่อเรียกความสงสาร ผมภาวนาขอให้ฝนตกหรือมืดลงเพื่อไม่ให้ต้องไปขอทาน” เขากล่าวในรายการบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส เอาท์ลุค

    ทุกวันส่งท้ายปีเก่า เขาจะโทรกลับบ้าน เพื่อปลอบใจพ่อแม่ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีและไม่ต้องกังวล “แต่หลังจากโทรไปแล้ว ผมมักจะร้องไห้อยู่ในห้อง ผมบอกพ่อแม่ไม่ได้ว่าผมขอทานอยู่บนถนน” เขากล่าว

    แม้กระทั่งตอนนี้ซึ่งผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่บาดแผลทางใจก็ยังคงอยู่ “การขอทานทิ้งรอยแผลลึก ๆ ไว้ในจิตใจ ผมยังคงฝันถึงมัน และตื่นขึ้นมาด้วยความโล่งใจเมื่อพบว่ามันเป็นเพียงความฝัน”

    Dr Li pictured by a marker on Mount Hua at 2154m altitude

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ กล่าวว่าการปีนเขาทำให้เขามีความสุข

    เส้นทางชีวิตใหม่ผ่านการศึกษา

    แต่ทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อหลี่หยิบหนังสือพิมพ์บนท้องถนนฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน และตระหนักได้ว่าเขาอ่านออกแค่ตัวอักษรที่ตรงกับชื่อของเขาเท่านั้น ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านและไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในที่สุด

    “ผมอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และการศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนชีวิตผมได้” เขาเล่าถึงความคิดของตนในเวลานั้น

    ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายใหม่ โดยกำหนดให้การใช้เด็กพิการขอทานเป็นความผิดทางอาญา หลี่ยังได้ยินมาด้วยว่าฐานะทางการเงินของครอบครัวเขาดีขึ้แล้ว หลี่จึงบอกเจ้านายว่าอยากไปเยี่ยมครอบครัว และเขาก็ได้รับอนุญาตให้ลาออก

    เมื่อได้กลับไปหาพ่อแม่ พวกเขาก็ได้ทราบว่าความจริงแล้วหลี่ต้องใช้ชีวิตอย่างไรที่ผ่านมา และหลี่ก็โกรธมากเมื่อพบว่างานที่เขาถูกเอาเปรียบให้เงินเขาน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้มาก

    แต่ด้วยการสนับสนุนจากพ่อแม่ หลี่จึงได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีเพื่อนร่วมชั้นอายุน้อยกว่าเขา 10 ปี และในวันแรก เด็ก ๆ ก็มารุมล้อมโต๊ะเรียนของหลี่ แต่เขาไม่สนใจ

    “ผมไม่ได้หงุดหงิดใจเลย ผมเคยเจอทั้งการเยาะเย้ยและความยากลำบากมากมายมาก่อน ตอนนี้ในฐานะนักเรียน ผมแค่อยากจะตั้งใจเรียน” เขากล่าว

    หลี่กลายเป็นนักเรียนที่ทุ่มเทที่สุด แม้ว่าสภาพร่างกายของเขาจะทำให้การไปเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องยากลำบาก “การไปเข้าห้องน้ำต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ผมจึงมักจะฝืนตัวเองไม่ให้ดื่มน้ำที่โรงเรียน” หลี่กล่าว

    ด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ หลี่จึงสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาภายในเวลาเก้าปี โดยเขามักจะชวนเด็ก ๆ จากหมู่บ้านมาเล่นด้วยและขอให้พวกเด็ก ๆ ช่วยสอนการบ้าน

    เมื่อถึงเวลาสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัย สภาพร่างกายของหลี่ก็ทำให้เขามีตัวเลือกทางการศึกษาที่จำกัด แต่เขาก็สามารถสมัครเรียนหลักสูตรแพทย์ได้ เขาคิดว่า “ถ้าผมได้เป็นหมอ บางทีผมอาจจะสามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาการของตัวเอง และผมจะสามารถช่วยเหลือครอบครัว ช่วยชีวิต และช่วยเหลือสังคมได้”

    Dr Li at his graduation on his motorised scooter

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, เพื่อเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย หลี่ต้องเดินทางเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยสกู๊ตเตอร์เคลื่อนที่ของเขา ในทุก ๆ สภาพอากาศ

    หลี่ได้เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ตอนอายุ 25 ปี สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในมหาลัยทำให้หลี่เข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่เขาพบว่าการเรียนภาคปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด

    “เพื่อนร่วมชั้นสามารถตามอาจารย์ไปเยี่ยมคนไข้หรือวิ่งระหว่างแผนกต่าง ๆ ระหว่างการฝึกงานได้อย่างง่ายดาย แต่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหวของผมกลับทำให้นี่เป็นเรื่องยาก สิ่งที่คนอื่นเรียนรู้ในหนึ่งวัน แต่ผมต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก”

    นั่นจึงทำให้หลี่รู้สึกว่าเขาต้องแข็งแรงขึ้น หลี่จึงตัดสินใจเริ่มปีนเขา ในการเดินเขาครั้งแรก เขาใช้เวลาห้าวันห้าคืนกว่าจะถึงยอดเขาไท่ (Mount Tai) เมื่อมือและเท้าของเขาแตกและเริ่มมีเลือดออก เขาจะไม่ยอมแพ้ แต่ค่อย ๆ ปีนบันไดหินทีละขั้นด้วยสะโพกของตัวเอง

    การปีนเขายังคงเป็นความหลงใหล และต่อมามันได้กลายเป็นกระแสไวรัลในช่วงฤดูร้อนนี้ เมื่อดร.หลี่ ได้แชร์วิดีโอการปีนเขาของตัวเอง

    ปัจจุบัน ดร.หลี่เปิดคลินิกเล็ก ๆ ในชนบทในซินเจียง ซึ่งเขาต้องเข้าเวรทั้งกลางวันและกลางคืน คนไข้ของเขาเรียกเขาว่า “หมอมหัศจรรย์”

    “การดูแลคนไข้ด้วยมือของตัวเอง การช่วยรักษาสุขภาพของเพื่อนบ้าน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมพึงพอใจมากกว่าสิ่งอื่นใด” เขากล่าว

    ดร.หลี่ ประหลาดใจกับเรื่องราวของเขาที่เป็นที่รับรู้ไปทั่วชุมชนชาวจีนทั่วโลก และหวังว่ามันจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสังคมได้

    “บางคนมองว่าคนพิการไม่มีประโยชน์ เวลาผมนั่งยอง ๆ ที่ร้านอาหาร ผมมักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขอทาน และได้รับการบอกกล่าวว่าไม่มีอาหาร แต่ผมยิ้มแล้วก็เดินจากไป ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ใจดี” เขากล่าว

    Dr Li chatting to local people

    ที่มาของภาพ, Dr Li Chuangye

    คำบรรยายภาพ, ดร.หลี่ ชื่นชอบการบริหารคลินิกในชนบทและพร้อมให้บริการคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

    ชีวิตที่มั่นใจและมีเป้าหมาย

    มีหลายคนถามหลี่ว่า ทำไมเขาไม่แจ้งความชายที่เอาเปรียบเขา

    หลี่ตอบเพียงว่า “ผมตัดสินใจปล่อยให้อดีตเป็นอดีต” พร้อมเสริมด้วยว่า “เจ็ดปีนั้นเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม”

    การเดินทางของหลี่ได้เปลี่ยนมุมมองของเขา “หลังจากที่ได้ไปโรงเรียน ผมก็เลิกสนใจความคิดเห็นหรือการตัดสินของคนอื่น ผมตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย ผมต้องการทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับการเรียนและการบรรลุเป้าหมายในชีวิต” เขากล่าว

    หลี่กล่าวว่าคนพิการหลายคน “เคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก” เพราะกลัวการถูกตัดสินหรือเยาะเย้ย “แต่สำหรับผม นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย ผมเดินทางไปรอบ ๆ มหาวิทยาลัยและในเมือง ด้วยการนั่งยอง ๆ หรือไม่ก็คลาน ไม่ว่าจะไปเรียน ไปเวิร์กช็อป หรือช่วยเหลือเพื่อนคนพิการหลายร้อยคนผ่านงานของผม ผมคิดว่าผมดูมั่นใจในการทำสิ่งเหล่านั้น ผมไม่สนใจสายตาของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว”

    หลี่ยังได้มอบคำคมนี้ให้กับสาธารณชนด้วยว่า “ชีวิตของเราเปรียบเสมือนภูเขา เราปีนขึ้นไปหนึ่งลูก แล้วก็มีอีกลูกรออยู่ข้างหน้า เรามุ่งมั่นและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง”

    “ผมคิดว่าคนเราควรมีความคิดบวก มองโลกในแง่ดี และอย่าละทิ้งความฝันของตัวเอง”

    บทความนี้มาจากบทสนทนาของ ดร.หลี่ ในรายการเอาท์ลุค ของบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdjzvxme8wko&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_IuvV2QTIz0lY2GtL7UUN

  • เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู

    เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู

    พิษณุโลก  รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบผู้นำชุมชนบ้านร่องกล้า หวังสร้างการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่คริสตจักรภูหินร่องกล้า หมู่ 10 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นางศศิวัณย์ ศรีพรหม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นำชุมชนบ้านร่องกล้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว “หมู่บ้านสีชมพู” หรือ “ซากุระเมืองไทย” ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 2 แสนคน

    ในการประชุมครั้งนี้ มี นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก โดยเน้นหลัก “สะอาด สะดวก สิ่งแวดล้อมดี และนักท่องเที่ยวปลอดภัย”

    นางศศิวัณย์กล่าวว่า ตนในฐานะที่ปรึกษาชมรมท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านร่องกล้า (หมู่บ้านสีชมพู) ได้ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนแห่งนี้มากว่า 15 ปี ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ ก้าวต่อไปคือการยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งสู่แนวทาง High Economy Tourism หรือการท่องเที่ยวเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่เน้นมอบประสบการณ์พิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ใช้มาตรฐานระดับโลก

    ทั้งนี้ การประชุมที่คริสตจักรภูหินร่องกล้า ถือเป็นการรวมพลังของคนในชุมชน ซึ่งใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางจิตใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวใหม่ โดยหมู่บ้านสีชมพูเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี สร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้แก่ชุมชนและจังหวัดพิษณุโลก

    อย่างไรก็ตาม นางศศิวัณย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยั่งยืนในระยะยาวต้องอาศัยการบริหารจัดการพื้นที่ตามหลักการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ เช่น การรักษาพื้นที่สีเขียว การลดการใช้สารเคมี การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การลดการเผา และการจัดการขยะในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

    “ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากพลังจิตอาสาและจิตสาธารณะของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องชาวบ้านที่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเข้มแข็ง เราต่างตระหนักว่า ‘การท่องเที่ยวคือกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อพ่อแม่พี่น้องและลูกหลานของเรา’” นางศศิวัณย์ กล่าวทิ้งท้าย

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/10/12/191403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-suh8YX0NAXZQOttX9r-_

  • เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะเลขาธิการพรรค “ภูมิใจไทย”

    แม้จะมีเวลาเข้ามานั่งบริหารงานในช่วงชั้นประมาณ 4 เดือน ก็จะมีการบยุบสภาช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยอาจจะมีเวลารักษาการในตำแหน่งอีกประมาณ 4 เดือน และจัดเลือกตั้งใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. 69 

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่มีเวลาทำงานจำกัด การขับเคลื่อนนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีผลงานประจักษ์ ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งในสมัยหน้า!?!

    ภาพ pixabay.com

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงดีอี ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญไม่แพ้กระทรวงอื่นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

    วันนี้ “เดลินิวส์” จะพามาเปิดวิสัยทัศน์ และ นโยบาย ของ “รมว.ดีอี ป้ายแดง” คนใหม่ว่าจะมีทิศทางพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง หลังได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ !?!

    ไชยชนก ชิดชอบ”  บอกว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี นั้น ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ  โดยมีเรื่องอยากทำหลายอย่างแต่ข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

    โดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประคองช่วยเหลือประชาชน  เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้ 

    ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระทรวงดีอี นั้น ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบาย  “Quick Big Win”  ของรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง  3. ภัยเศรษฐกิจ และ 4. ภัยสังคม โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน

    ในเรื่อง “ภัยธรรมชาติ”  นั้น ทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า จะเร่งให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ  โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ ด้วยการประสานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ

    “ได้มีการติดต่อประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและจัดการภัยพิบัติ ซึ่งความร่วมมือจะออกมาในแนวการแชร์ความรู้ อบรม  แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง ประสานเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที”

    ไชยชนก ชิดชอบ

    ขณะที่เรื่อง “ภัยความมั่นคง” จะเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    “ได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator)  ดูแลสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนเรื่อง “ภัยเศรษฐกิจ” นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ

    ภาพ pixabay.com

    “สิ่งที่จะเร่งทำ คือ การแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียม หรือจีพี  การบังคับใช้ขนส่งไม่ให้ผู้ซื้อได้เลือก  ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง ก็มีแพลตฟอร์มหลายรายได้ขอเข้าพบ จึงจะพยายามเจรจา เพื่อความขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เดือน การแก้กฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม”  

    สำหรับ “ภัยทางสังคม” จะเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัล รวมถึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมอีก เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สุดท้ายแล้วทุกนโยบายจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน!?!

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196845/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q-jdCLpr4JoZhGjfUYnRX