Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซากดดันความเชื่อมั่นและทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

    ไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์ (China Trading Desk) บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปี 2569 ลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิ.ย. เหลือประมาณ 179 ล้านครั้ง และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางประมาณ 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แม้ตัวเลขดังกล่าวยังสูงเป็นประวัติการณ์และมากกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 แต่การปรับลดประมาณการสะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังต้องการเดินทางท่องเที่ยว เพียงแต่เลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของการใช้จ่าย

    ซูบรามาเนีย บัตต์ ซีอีโอของไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังเดินทางไปต่างประเทศยังคงรักษาระดับงบประมาณการท่องเที่ยวโดยรวม แต่ลดจำนวนทริปลง โดยเลือกมากขึ้นว่าช่วงเวลาใดและการเดินทางใดคุ้มค่าที่จะไป

    การเดินทางออกนอกประเทศชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่เผชิญแรงกดดันจากวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางระยะไกล

    ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ โดยครองสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดท่องเที่ยวขาออกของจีน และคาดว่าฮ่องกงจะมีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 41 ล้านครั้งในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 310 ดอลลาร์ต่อคน ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนลดลงมากกว่าครึ่งในปีนี้ เหลือประมาณ 4.1 ล้านคน หลังสายการบินจีนลดเที่ยวบินท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตเกี่ยวกับไต้หวัน

    นอกจากนี้ ความนิยมของไทยลดลง ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงและความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปประมาณ 7 ล้านคน และใช้จ่ายเกือบ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 1,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

    อย่างไรก็ตาม แม้มีการปรับลดคาดการณ์ แต่จำนวนการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปีนี้ยังคงเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อคน ลดลงเพียง 2 ดอลลาร์จากประมาณการเดิม

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rvgqxKQEDrFTT3yqoqoQG

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์ : หมดแรงขึ้นต่อเตรียมย่อแรง
    แนวต้าน : $4,440 , 69,600 บาท
    แนวรับ : $4,200 , 66,300 บาท
    .

    ทองคำพักฐาน หลังขึ้นแรงแต่ยังไม่มีข่าวลบใหม่! เช้านี้ราคาทองคำโลกย่อตัวลงมาใกล้ $4,300 ขณะที่ทองคำไทยเคลื่อนไหวแถว 67,800 บาท การปรับลงรอบนี้ยังมองเป็น แรงขายทำกำไรและการพักฐานทางเทคนิค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม หลังราคาทองพุ่งแรงจนขึ้นไปทดสอบบริเวณ $4,440 แต่ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญเริ่มเบาบางลง ทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงรอปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole ช่วงปลายเดือน ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
    .

    ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบทั้งหมด เงินเฟ้อ CPI และ PPI ล่าสุดออกมาตามคาดและมีทิศทางชะลอลง ลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันยังต้องติดตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้นจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรกของความขัดแย้งก็ตาม ด้านเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าจากโซน 32.9 บาทต่อดอลลาร์ หากอ่อนต่อไปใกล้ 33.8 บาท จะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศในช่วงที่ทองโลกปรับฐานได้บางส่วน

    .

    ด้านเทคนิค ทองคำเริ่มส่งสัญญาณหมดแรงหลังชน $4,440 จึงต้องระวังการย่อตัวแรง โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $4,200 หรือ 66,300 บาท หากยืนได้ มีโอกาสเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังและกลับขึ้นต่อ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่ที่ $4,130 และ $4,070 แต่หากหลุด $4,000 อย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ภาพขาขึ้นเริ่มเปราะบางและเปิดความเสี่ยงลงลึกกว่าเดิม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นไม่ไล่ราคา รอย่อซื้อ โดยเฉพาะโซน $4,200–4,100 สำหรับผู้ที่มองระยะกลาง-ยาว ส่วนระยะสั้นควรเล่นตามกรอบและบริหารความเสี่ยงจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่จาก Jackson Hole เข้ามาชี้ทิศทางตลาดอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ThhNrO8yvj7rw-odOcT9n

  • สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    วิกฤตการณ์สงครามและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่อแววลากยาวอย่างไม่มีกำหนด เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอที่จะปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีกำหนด (Indefinitely) พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด ขณะที่สถานการณ์การสู้รบในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเดือดจัดหลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันระลอกใหม่

    พีท เฮกเซธ ยันสหรัฐฯ ลอยลำปิดล้อมยาว – คลังจ่อเพิ่มมาตรการแซงก์ชัน

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปานามา โดยยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถหมุนเวียนกำลังเรือรบเพื่อคงการปิดล้อมน่านน้ำและท่าเรือของอิหร่านได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อตัดเส้นทางรายได้และบีบไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

    ขณะเดียวกัน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นมาตรการกดดันและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378981672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bLFT-ZbxQnrvu4HvUAIgV

  • เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซบเซา ฉุดชาวจีนเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าคาด ท่ามกลางพฤติกรรมที่เน้นความคุ้มค่าและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ไทย-ญี่ปุ่นเสียแรงดึงดูด ส่วนเกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเก๊า รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนทิศของนักท่องเที่ยวจีน

    “นักท่องเที่ยวจีน” มีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 น้อยกว่าที่คาด หลังเศรษฐกิจภายในจีนซบเซา และทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเริ่มเลือกมากขึ้นว่า “ทริปไหนคุ้มค่าพอที่จะเดินทาง”

    China Trading Desk บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนตลอดปี 2026 เหลือประมาณ 179 ล้านเที่ยว และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางรวมประมาณ 258,000 ล้านดอลลาร์

    แม้ตัวเลขดังกล่าว ยังถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่ทั้งจำนวนการเดินทางและการใช้จ่ายถูกปรับลดลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิถุนายน

    สุบรามาเนีย บัตต์ หัวหน้า China Trading Desk ระบุว่า ความต้องการเดินทางของชาวจีนไม่ได้หายไป แต่ผู้บริโภคกำลังเลือกมากขึ้นว่า จะเดินทางเมื่อใดและทริปนั้นคุ้มค่าหรือไม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวจีนที่ตัดสินใจเดินทาง ยังคงรักษางบสำหรับการท่องเที่ยวไว้ในระดับใกล้เคียงเดิม โดยไม่ได้ลดงบประมาณลงมากนัก จุดอ่อนสำคัญจึงอยู่ที่ “จำนวนทริปที่ลดลง” มากกว่าการใช้จ่ายต่อทริป

    แรงกดดันสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินทางระยะไกล กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเลือกจุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้จีนมากกว่าเดิม

    นอกจากเศรษฐกิจแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลด้านความปลอดภัย กำลังเปลี่ยน “แผนที่ท่องเที่ยว” ของชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด

    “ญี่ปุ่น” ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน กำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการทูตเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน สายการบินจีนลดจำนวนเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปีนี้ คาดว่าจะ “ลดลงมากกว่าครึ่ง” เหลือเพียง 4.1 ล้านคน

    ขณะที่ “ประเทศไทย” กำลังสูญเสียแรงดึงดูดในสายตานักท่องเที่ยวจีน หลังข่าวเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    ในทางกลับกัน “เกาหลีใต้” กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ จากการเปลี่ยนทิศทางของนักท่องเที่ยวจีน โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งในระดับสูง รวมถึงนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เปลี่ยนจุดหมายจากญี่ปุ่นมายังเกาหลีใต้

    ปีนี้ เกาหลีใต้คาดว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 7 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยประมาณ 1,815 ดอลลาร์ต่อคน

    นอกจากนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวจีนกำลังหันไปเลือกจุดหมายที่ใกล้บ้านมากขึ้น โดย “ฮ่องกง” และ “มาเก๊า” ขึ้นมาครองอันดับต้น ๆ และรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดการเดินทางออกนอกประเทศของจีน

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงตามไปด้วยเสมอไป โดย “ฮ่องกง” คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาประมาณ 41 ล้านเที่ยวในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 310 ดอลลาร์ต่อคน

    ตรงกันข้ามกับจุดหมายระยะไกลอย่าง “ฝรั่งเศส” ซึ่งคาดว่าจะได้รับนักท่องเที่ยวจีนเพียงประมาณ 2.2 ล้านเที่ยว แต่สามารถดึงดูดการใช้จ่ายได้สูงถึง 7,622 ดอลลาร์ต่อคน

    แม้ถูกปรับลดคาดการณ์ แต่ China Trading Desk คาดว่า จำนวนการเดินทางต่างประเทศของชาวจีนในปีนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2025 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อทริป สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวจีนยังไม่หยุด เพียงแต่ชะลอลง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังและเลือกจุดหมายมากกว่าเดิม

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87045GEDSaom9STYeYAp

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 21.58 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZtouHaHrf-AdCkXC2I244

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    วันที่ 14 ส.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงแนวคิดเรื่องภารกิจของ ธปท. (แบงก์ชาติ) โดยระบุว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินลดลงมาก – เงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ และแบงก์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ)

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย 

    ท้ายที่สุดจะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน และจะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน

    นายวิทัย ย้ำว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยน แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.การแก้หนี้ครัวเรือน 

    2.Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 

    3.การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย)

    4.การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    “ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง”

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากนี้ไป จะเข้ากำกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Nonbank ทั้งด้าน Lending (สินเชื่อ) และ Payment (ชำระเงิน) มากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติ

    “เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัว ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม”

    นายวิทัย ได้ทิ้งทายไว้ว่า โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริงๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6106484/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aJklR2ftXVQE4hZpS7r3K

  • คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    Loading…

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sI38MJr5B8RZMBlh46gVK

  • “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น

    แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอนครับ 

    จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงค์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอนครับ 

    ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ 

    แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว  แบงค์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.) การแก้หนี้ครัวเรือน 
    2.) Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 
    3.) การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย) และ 
    4.) การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง 

    จากนี้ไป จะเข้ากำกับ Nonbank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้นนะครับ

    เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวนะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม

    แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ 

    เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้ ช่วยกันนะครับ

    ยืนตรงมองไกลยื่นมือติดดิน

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oGjfvCm50AMyxGlWbzc9F

  • ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    ‘เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ’ สหรัฐเล็งปิดล้อมอิหร่านไม่มีกำหนด

    สหรัฐขู่คงการปิดล้อมทางทะเลอิหร่านต่อไปไม่มีกำหนด เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะการเจรจาหยุดยิงล้มเหลว อุปทานน้ำมันลดสวนทางความตึงเครียดในภูมิภาค

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า กองทัพสหรัฐอาจคงกำลังทางทะเลไว้ในภูมิภาคเพื่อปิดล้อมอิหร่านต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างรุนแรง

    “กองทัพเรือสหรัฐสามารถปิดล้อมแบบนั้นได้ไม่มีกำหนด เพราะเราสับเปลี่ยนเรือเข้าออกอย่างที่เราทำ และจะทำต่อไป” นายเฮกเซธกล่าวระหว่างเดินทางไปปานามา

    ทั้งนี้ หลังจากข้อตกลงเบื้องต้นในเดือน มิ.ย.เพื่อยุติสงครามได้พังทลายลง อิหร่านก็พยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยโจมตีเรือบางลำที่พยายามแล่นฝ่าเข้ามา เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้เคยใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในห้าของโลกก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นในเดือน ก.พ.

    ล่าสุดสำนักข่าว WAM ของทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รายงานว่า เรือสองลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี รัฐวิสาหกิจน้ำมันของยูเออี ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อเย็นวันพฤหัสบดี รัฐบาลยูเออีประณามว่าเป็นการโจมตีของอิหร่าน

    ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 8 ลำในวันอังคาร (11 ส.ค.) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 วันที่ประมาณ 12 ลำ และ 130 ถึง 140 ลำก่อนสงคราม

    ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างเสมอมาว่า สหรัฐ “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้ทั้งหมด” แต่ฝ่ายอิหร่านโพสต์ X สวนกลับว่า คำอ้างเหล่านั้น “ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดและจะไม่มีวันเปิดจนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ” เงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการยกเลิกคว่ำบาตรและปล่อยสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัดไว้

    สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมการขนส่งทางเรือและท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลาหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิ.ย. แต่กลับมาปิดล้อมอีกครั้งในภายหลัง ส่งผลให้รัฐบาลเตหะรานขาดแหล่งรายได้หลักจากเงินตราต่างประเทศ และยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงสงคราม

    ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยกล่าวว่า จะยกเลิกปิดล้อมอิหร่านหากอิหร่านและโอมานซึ่งอยู่คนละฝั่งช่องแคบ บรรลุข้อตกลงฟื้นฟูการขนส่งสินค้าได้

    ความตึงเครียดกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ปีนี้อุปทานน้ำมันโลกจะลดลง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% จากที่เดือนก่อนเคยคาดการณ์ว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ส่วนราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดีลดลงกว่า 2% หลังจากขึ้นมาหนึ่งสัปดาห์ นักลงทุนสนใจสัญญาณความต้องการโลกอ่อนแอและน้ำมันดิบสำรองสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    แต่รายงานข่าวที่ว่า ฮูตีของเยเมนที่มีอิหร่านหนุนหลังใช้โดรนเล่นงานโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอารัมโคก็สั่นสะเทือนตลอด ก่อให้เกิดความวิตกรอบใหม่เรื่องสงครามขยายวงถึงระดับภูมิภาค

    นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงอย่างมากผลจากสงคราม และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางพื้นที่ โดยเตือนว่าผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นหากสงครามไม่ยุติลงในเร็ววัน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1247372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uDWDFHAifX7Wu8S3Z8x1q

  • เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    เศรษฐกิจไทยบนวิกฤติโครงสร้างและความหวังจากเครื่องยนต์ดิจิทัล

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ  ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของรอยเตอร์ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายเมื่อตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล

        โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7%  ลดลงอย่างมากจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซ้ำร้ายกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังมองว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากพิจารณาปัจจัยตามฤดูกาล นี่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียแรงส่งในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
        ต้นตอของความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นปัญหาภายในที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนที่ซบเซากลายเป็นตัวฉุดรั้งหลัก นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics ระบุชัดเจนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมัน (Oil shock) ได้ลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและการขนส่ง บีบให้ครัวเรือนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อผนวกกับกับดักเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

        แม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังมาตลอด ก็ยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อที่ลดลงในตลาดหลัก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นเดือน ส.ค.ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในมิติของการค้าโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา แม้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการนำเงื่อนไขด้านการทหารไปแลกเปลี่ยนกับสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่การรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์ทางการค้ายังคงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน ปัจจุบันสินค้าไทยได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แล้วประมาณ 72% แต่ยังมีสินค้าอีก 28% ที่ยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายไทยที่จะต้องเร่งเจรจาเทคนิคในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

        ท่ามกลางเมฆหมอกของเศรษฐกิจฐานเดิม “เศรษฐกิจดิจิทัล” กำลังฉายแสงในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยพยุงประเทศ สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ประเมินว่าดิจิทัลจีดีพีในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 5.7 ล้านล้านบาท และเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวมถึง 2.2 เท่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4  ผู้ส่งออกเอไอฮาร์ดแวร์ รายใหญ่ของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยมีการขยายตัวของการส่งออกสินค้าดิจิทัลสูงถึง 45% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
        ดังนั้นถึงเวลาที่ไทยจะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศต้องเร่งปรับโครงสร้างแรงงานและแก้ไขหนี้สินอย่างจริงจัง อาศัยวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเอไอ   ยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของโลกยุคใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่กำลังขยายตัว ส่วนการเจรจาการค้าต้องทำด้วยความแยบยลเพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่น่าห่วงนี้ไปสู่ยุคดิจิทัลที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1247329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nWrpfwSUX-YW_O35xCyXE