Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ออกโรงเตือนว่า “ความต้องการเงินทุนในระบบกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการระดมเงินฝาก” ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเวียดนามกำลังกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายและธนาคารต่างๆ เร่งขยายสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ “เลขสองหลัก”

    ปัจจุบัน ยอดสินเชื่อคงค้างสกุลเงินดองสูงกว่ายอดเงินฝากอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านล้านดอง หรือประมาณ 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.55 ล้านล้านบาท)

    SBV ระบุว่าความไม่สมดุลดังกล่าว “อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคุกคามความมั่นคงของสถาบันการเงิน รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงินและการธนาคาร” ในเวียดนาม

    เปิดสัญญาณเตือนจากแบงก์ชาติ

    รายงานดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่นานก่อนที่นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง จะพบกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เมื่อวันพฤหัสบดี ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวเกือบ 12% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026

    อย่างไรก็ตาม “เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากเวียดนามต้องรับมือกับแนวโน้มการค้าโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลอดจนความตึงเครียดด้านภาษีที่ยังดำเนินอยู่กับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

    รายงานของแบงก์ชาติเวียดนาม ระบุว่า “นโยบายการเงินเหลือพื้นที่น้อยมาก” ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากภายนอก และผลกระทบจากความสามารถในการระดมเงินทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปีนี้ ส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย

    นายกฯ วอนแบงก์ลดต้นทุนเพิ่ม

    นายกรัฐมนตรีเวียดนามแสดงความเห็นว่า ธนาคารกลางควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน พร้อมเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง

    นอกจากนี้ SBV ควรบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น และเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังเรียกร้องให้ธนาคารต่างๆ ลดต้นทุนเพิ่มเติม รักษาเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแท้จริง

    ผู้นำเวียดนามมองว่า SBV จำเป็นต้องหา “จุดสมดุล” ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารนโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง และสินเชื่อ

    แบงก์รับแรงกดดันหนัก

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินในประเทศเปิดตัว “โครงการสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต

    ภายใต้นโยบายดังกล่าว สถาบันการเงินจะเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละธนาคารสำหรับสินเชื่อที่มีระยะเวลาครบกำหนดเท่ากัน อย่างน้อย 1 จุดเปอร์เซ็นต์

    ธนาคารของรัฐรายใหญ่ที่สุด 4 แห่งของเวียดนามได้ตอบรับมาตรการดังกล่าวแล้ว โดย Vietnam Bank for Agriculture and Rural Development ระบุว่า จะเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ SMEs รวมถึงภาคธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เช่น การเกษตร การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงสิ้นปี 2028

    ส่วนธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ เช่น Nam A Bank และ BVBank ก็ได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าวเช่นกัน

    จีดีพี 10% สัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี?

    กาเร็ธ เลเธอร์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของ Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า แม้ว่าเวียดนามน่าจะยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แต่หากเศรษฐกิจเติบโตถึง 10% จริง อาจเป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าเหตุผลที่ควรเฉลิมฉลอง 

    “การผลักดันอุปสงค์ให้สูงเกินกว่าศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจ จะสร้างความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเพิ่มความเปราะบางในระบบการเงิน” เลเธอร์ระบุ

    เวียดนามเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไปเคยเป็นชนวนให้เกิด “ภาวะเฟื่องฟูในตลาดอสังหาริมทรัพย์” ก่อนลงเอยด้วยวิกฤติในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2022

    ธนาคารกลางเวียดนามจึงมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ และบริหารการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อโดยไม่ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น

    SBV ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 15% แต่ก็ย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะเศรษฐกิจ

    นอกจากจีดีพีแล้ว “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 4.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงหลังเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ SBV มีพื้นที่จำกัดในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย

    “เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.5% ดัชนี CPI รายเดือนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34%” รายงานระบุ

    แบงก์ต่างชาติรุกอุดช่องโหว่เงินทุน

    ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บรรดา “ธนาคารต่างชาติ” กำลังเล็งเพิ่มบทบาทในเวียดนาม หลังเป้าหมายเร่งเครื่องจีดีพีเลขสองหลักกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินทุนในประเทศ ทำให้แบงก์ต่างชาติมองหาโอกาส “ปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศ” ให้ธนาคารท้องถิ่นที่กำลังเจอแรงกดดันทั้งต้นทุนการระดมเงินทุนในประเทศที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากรัฐบาลให้เร่งขยายสินเชื่อ

    ภายใต้เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนามภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ธนาคารต่างๆ ถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่วางแผนไว้รวมมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    วิลลี ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า มีรายงานว่าธนาคารจาก “จีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง”  เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงินต่างชาติที่แสดงความสนใจ ในขณะที่ธนาคารเวียดนามหันไปหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยการออกสินเชื่อร่วม (syndicated loan) ที่มีการหารือกันนั้นมีมูลค่าราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อดีล

    ปัจจุบันธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และนักวิเคราะห์มองว่าอาจมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเปิดในเวียดนามเพิ่มอีก ภายใต้แผนของรัฐบาลในการจัดตั้ง “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ” แม้รายละเอียดสำคัญของแผนดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม

    ขณะที่ธนาคารจาก “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ได้เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารรายใหญ่บางแห่งของเวียดนามอยู่แล้ว

    เมื่อเดือนที่แล้ว HDBank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถระดมสินเชื่อร่วมจากต่างประเทศได้มูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยกลุ่มผู้ให้กู้ประกอบด้วย Standard Chartered จากสหราชอาณาจักร, Commerzbank จากเยอรมนี และ MUFG Bank จากญี่ปุ่น

    ก่อนหน้านั้นในเดือนมิ.ย. VPBank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้ลงนามในข้อตกลงสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ โดย Sumitomo Mitsui ของญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในดีลดังกล่าว

    ด้าน Techcombank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกราย ก็กำลังดำเนินการขอสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล 

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางเวียดนามระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 5.9-7.8% ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 4.8-7.1% เมื่อหนึ่งปีก่อน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    ที่ปรึกษารายหนึ่งจากบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนาม เปิดเผยว่า สินเชื่อจากต่างประเทศที่ปล่อยให้แก่ธนาคารเวียดนามมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารต้องจ่ายสำหรับเงินฝากในประเทศ

    ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า การกู้ยืมจากต่างประเทศดูเหมือนกำลังเพิ่มขึ้น แต่ธุรกรรมจำนวนมากเป็นการกู้ยืมแบบทวิภาคี จึงทำให้ยากที่จะประเมินมูลค่ารวมของเงินทุนที่ระดมได้

    จับตาความเสี่ยงการเงินเวียดนาม

    นักวิเคราะห์และนายธนาคารระบุว่า การเร่งหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศมีแรงผลักดันมาจากวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนาม

    ในช่วงต้นปี ธนาคารกลางเวียดนามได้ลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารลงเหลือ 15% จาก 20% ในปี 2025 หลังการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์”

    ในเวียดนาม ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ธนาคารกลางจะกำหนดโควตาการเติบโตของสินเชื่อประจำปีให้แก่ธนาคารแต่ละแห่ง

    อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิ.ย. สินเชื่อขยายตัวมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีรายงานว่ามีโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัท Vingroup ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว

    ในขณะที่ธนาคารต่างๆ พยายามรับมือกับ “ช่องว่าง” ระหว่างแหล่งเงินทุนระยะสั้นกับความต้องการเงินทุนระยะยาวของโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารกลางได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินในเดือนก.ค.

    อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินฝากยังทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ต้นทุนการระดมเงินทุนสูงขึ้น ยอดสินเชื่อสูงกว่าเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2021-2025 ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแบงก์ชาติเวียดนามเพิ่งเตือนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

    ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (loan-to-deposit ratio) ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ธนาคารต่างๆ มีพื้นที่ในการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น

    “แม้การที่ธนาคารกระจายแหล่งเงินทุนจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะหากธนาคารมีวินัยเพียงพอในการกระจายกำหนดอายุของหนี้ และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนเงินฝากในระบบภายในประเทศ” ทานาโตจาก Fitch กล่าว และยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เวียดนาม “พึ่งพาระบบธนาคารมากเกินไป” ในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    ที่มา: Bloomberg, Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwqkAcctdHu_8NjrEg1tI

  • “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า 

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จัด Growth Forum ในธีม “Renewable Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์”

    เปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของกรรมาธิการฯ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ “สูงเกินไป” อย่างสังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ “ต่ำเกินไป” เช่น อัตราการเติบโตและผลิตภาพ

    นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรตื่นตระหนกจนดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ทุกรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ ชี้ต้องไปให้ไกลกว่า Wellness Center ที่เป็นเพียงบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ลดภาระนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย

    โลกก้าวสู่ยุค No Green, No Growth

    สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาในความร่วมมือระหว่างทางวิชาการ ระหว่าง กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) ดร. วีระยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค “No Green, No Growth” หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้

    จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 หน่วย และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

    “หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน” นายวีระยุทธ กล่าว

    นโยบายต้อง “คราฟต์” ความต้องการที่แตกต่างกัน

    อีกประเด็นที่ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมีการ “คราฟต์” (Craft) โดยออกแบบให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต

    นาย วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน “ไฟฟ้าสะอาด” ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2952781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ru4li4R_eznEICM2FoBAY

  • คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซากดดันความเชื่อมั่นและทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

    ไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์ (China Trading Desk) บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปี 2569 ลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิ.ย. เหลือประมาณ 179 ล้านครั้ง และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางประมาณ 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แม้ตัวเลขดังกล่าวยังสูงเป็นประวัติการณ์และมากกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 แต่การปรับลดประมาณการสะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังต้องการเดินทางท่องเที่ยว เพียงแต่เลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของการใช้จ่าย

    ซูบรามาเนีย บัตต์ ซีอีโอของไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังเดินทางไปต่างประเทศยังคงรักษาระดับงบประมาณการท่องเที่ยวโดยรวม แต่ลดจำนวนทริปลง โดยเลือกมากขึ้นว่าช่วงเวลาใดและการเดินทางใดคุ้มค่าที่จะไป

    การเดินทางออกนอกประเทศชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่เผชิญแรงกดดันจากวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางระยะไกล

    ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ โดยครองสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดท่องเที่ยวขาออกของจีน และคาดว่าฮ่องกงจะมีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 41 ล้านครั้งในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 310 ดอลลาร์ต่อคน ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนลดลงมากกว่าครึ่งในปีนี้ เหลือประมาณ 4.1 ล้านคน หลังสายการบินจีนลดเที่ยวบินท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตเกี่ยวกับไต้หวัน

    นอกจากนี้ ความนิยมของไทยลดลง ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงและความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปประมาณ 7 ล้านคน และใช้จ่ายเกือบ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 1,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

    อย่างไรก็ตาม แม้มีการปรับลดคาดการณ์ แต่จำนวนการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปีนี้ยังคงเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อคน ลดลงเพียง 2 ดอลลาร์จากประมาณการเดิม

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rvgqxKQEDrFTT3yqoqoQG

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์ : หมดแรงขึ้นต่อเตรียมย่อแรง
    แนวต้าน : $4,440 , 69,600 บาท
    แนวรับ : $4,200 , 66,300 บาท
    .

    ทองคำพักฐาน หลังขึ้นแรงแต่ยังไม่มีข่าวลบใหม่! เช้านี้ราคาทองคำโลกย่อตัวลงมาใกล้ $4,300 ขณะที่ทองคำไทยเคลื่อนไหวแถว 67,800 บาท การปรับลงรอบนี้ยังมองเป็น แรงขายทำกำไรและการพักฐานทางเทคนิค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม หลังราคาทองพุ่งแรงจนขึ้นไปทดสอบบริเวณ $4,440 แต่ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญเริ่มเบาบางลง ทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงรอปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole ช่วงปลายเดือน ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
    .

    ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบทั้งหมด เงินเฟ้อ CPI และ PPI ล่าสุดออกมาตามคาดและมีทิศทางชะลอลง ลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันยังต้องติดตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้นจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรกของความขัดแย้งก็ตาม ด้านเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าจากโซน 32.9 บาทต่อดอลลาร์ หากอ่อนต่อไปใกล้ 33.8 บาท จะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศในช่วงที่ทองโลกปรับฐานได้บางส่วน

    .

    ด้านเทคนิค ทองคำเริ่มส่งสัญญาณหมดแรงหลังชน $4,440 จึงต้องระวังการย่อตัวแรง โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $4,200 หรือ 66,300 บาท หากยืนได้ มีโอกาสเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังและกลับขึ้นต่อ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่ที่ $4,130 และ $4,070 แต่หากหลุด $4,000 อย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ภาพขาขึ้นเริ่มเปราะบางและเปิดความเสี่ยงลงลึกกว่าเดิม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นไม่ไล่ราคา รอย่อซื้อ โดยเฉพาะโซน $4,200–4,100 สำหรับผู้ที่มองระยะกลาง-ยาว ส่วนระยะสั้นควรเล่นตามกรอบและบริหารความเสี่ยงจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่จาก Jackson Hole เข้ามาชี้ทิศทางตลาดอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ThhNrO8yvj7rw-odOcT9n

  • สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    วิกฤตการณ์สงครามและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่อแววลากยาวอย่างไม่มีกำหนด เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอที่จะปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีกำหนด (Indefinitely) พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด ขณะที่สถานการณ์การสู้รบในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเดือดจัดหลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันระลอกใหม่

    พีท เฮกเซธ ยันสหรัฐฯ ลอยลำปิดล้อมยาว – คลังจ่อเพิ่มมาตรการแซงก์ชัน

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปานามา โดยยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถหมุนเวียนกำลังเรือรบเพื่อคงการปิดล้อมน่านน้ำและท่าเรือของอิหร่านได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อตัดเส้นทางรายได้และบีบไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

    ขณะเดียวกัน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นมาตรการกดดันและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378981672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bLFT-ZbxQnrvu4HvUAIgV

  • เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซบเซา ฉุดชาวจีนเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าคาด ท่ามกลางพฤติกรรมที่เน้นความคุ้มค่าและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ไทย-ญี่ปุ่นเสียแรงดึงดูด ส่วนเกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเก๊า รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนทิศของนักท่องเที่ยวจีน

    “นักท่องเที่ยวจีน” มีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 น้อยกว่าที่คาด หลังเศรษฐกิจภายในจีนซบเซา และทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเริ่มเลือกมากขึ้นว่า “ทริปไหนคุ้มค่าพอที่จะเดินทาง”

    China Trading Desk บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนตลอดปี 2026 เหลือประมาณ 179 ล้านเที่ยว และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางรวมประมาณ 258,000 ล้านดอลลาร์

    แม้ตัวเลขดังกล่าว ยังถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่ทั้งจำนวนการเดินทางและการใช้จ่ายถูกปรับลดลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิถุนายน

    สุบรามาเนีย บัตต์ หัวหน้า China Trading Desk ระบุว่า ความต้องการเดินทางของชาวจีนไม่ได้หายไป แต่ผู้บริโภคกำลังเลือกมากขึ้นว่า จะเดินทางเมื่อใดและทริปนั้นคุ้มค่าหรือไม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวจีนที่ตัดสินใจเดินทาง ยังคงรักษางบสำหรับการท่องเที่ยวไว้ในระดับใกล้เคียงเดิม โดยไม่ได้ลดงบประมาณลงมากนัก จุดอ่อนสำคัญจึงอยู่ที่ “จำนวนทริปที่ลดลง” มากกว่าการใช้จ่ายต่อทริป

    แรงกดดันสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินทางระยะไกล กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเลือกจุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้จีนมากกว่าเดิม

    นอกจากเศรษฐกิจแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลด้านความปลอดภัย กำลังเปลี่ยน “แผนที่ท่องเที่ยว” ของชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด

    “ญี่ปุ่น” ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน กำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการทูตเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน สายการบินจีนลดจำนวนเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปีนี้ คาดว่าจะ “ลดลงมากกว่าครึ่ง” เหลือเพียง 4.1 ล้านคน

    ขณะที่ “ประเทศไทย” กำลังสูญเสียแรงดึงดูดในสายตานักท่องเที่ยวจีน หลังข่าวเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    ในทางกลับกัน “เกาหลีใต้” กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ จากการเปลี่ยนทิศทางของนักท่องเที่ยวจีน โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งในระดับสูง รวมถึงนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เปลี่ยนจุดหมายจากญี่ปุ่นมายังเกาหลีใต้

    ปีนี้ เกาหลีใต้คาดว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 7 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยประมาณ 1,815 ดอลลาร์ต่อคน

    นอกจากนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวจีนกำลังหันไปเลือกจุดหมายที่ใกล้บ้านมากขึ้น โดย “ฮ่องกง” และ “มาเก๊า” ขึ้นมาครองอันดับต้น ๆ และรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดการเดินทางออกนอกประเทศของจีน

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงตามไปด้วยเสมอไป โดย “ฮ่องกง” คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาประมาณ 41 ล้านเที่ยวในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 310 ดอลลาร์ต่อคน

    ตรงกันข้ามกับจุดหมายระยะไกลอย่าง “ฝรั่งเศส” ซึ่งคาดว่าจะได้รับนักท่องเที่ยวจีนเพียงประมาณ 2.2 ล้านเที่ยว แต่สามารถดึงดูดการใช้จ่ายได้สูงถึง 7,622 ดอลลาร์ต่อคน

    แม้ถูกปรับลดคาดการณ์ แต่ China Trading Desk คาดว่า จำนวนการเดินทางต่างประเทศของชาวจีนในปีนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2025 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อทริป สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวจีนยังไม่หยุด เพียงแต่ชะลอลง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังและเลือกจุดหมายมากกว่าเดิม

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87045GEDSaom9STYeYAp

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 21.58 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZtouHaHrf-AdCkXC2I244

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยืนหยัด ‘รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’ พร้อมลงมือทำ ‘แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ | เดลินิวส์

    วันที่ 14 ส.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงแนวคิดเรื่องภารกิจของ ธปท. (แบงก์ชาติ) โดยระบุว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินลดลงมาก – เงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ และแบงก์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ)

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย 

    ท้ายที่สุดจะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน และจะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน

    นายวิทัย ย้ำว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยน แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.การแก้หนี้ครัวเรือน 

    2.Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 

    3.การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย)

    4.การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    “ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง”

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากนี้ไป จะเข้ากำกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Nonbank ทั้งด้าน Lending (สินเชื่อ) และ Payment (ชำระเงิน) มากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติ

    “เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัว ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม”

    นายวิทัย ได้ทิ้งทายไว้ว่า โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริงๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6106484/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aJklR2ftXVQE4hZpS7r3K

  • คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    Loading…

    คาด ESG Bond ปี69 ทรงตัว แรงหนุนจากภาครัฐ ขณะที่เอกชนชะลอลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sI38MJr5B8RZMBlh46gVK

  • “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    “วิทัย” ลั่นแบงก์ชาติยุคใหม่ต้อง “ลงมือทำ” ลุยแก้ 4 ปัญหาการเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน

    แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น

    แต่ไม่ช่วยกัน “ลงมือทำ” เสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอนครับ 

    จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงค์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอนครับ 

    ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติคือ “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ 

    แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว  แบงค์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง“ แต่ทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

    1.) การแก้หนี้ครัวเรือน 
    2.) Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ 
    3.) การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย) และ 
    4.) การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอรัปชั่น 

    ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง 

    จากนี้ไป จะเข้ากำกับ Nonbank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้นนะครับ

    เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวนะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม

    แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ใน “โลกเก่า” ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ 

    เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้ ช่วยกันนะครับ

    ยืนตรงมองไกลยื่นมือติดดิน

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981654&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oGjfvCm50AMyxGlWbzc9F