Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สภากทม. ตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทางตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนกทม. ส.ก.แนะทลาย3เพดาน กันสมองไหลครูเก่งย้ายไปเติบโตที่อื่น

    นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมสภากทม. อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีหน่วยงานด้านการศึกษา 3 หน่วยงาน คือ 1.สำนักการศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทสามัญศึกษาของกรุงเทพมหานคร 2. ฝ่ายการศึกษาสำนักงานเขต มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานสารบรรณ งานกิจกรรมนักเรียนในสถานศึกษา ตรวจเยี่ยมโรงเรียนการเจ้าหน้าที่ของข้าราชการครู ฯลฯ และ 3. โรงเรียน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษา  ซึ่งกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนในสังกัด จํานวน 437 โรงเรียน ห้องเรียน 9,268 ห้อง นักเรียน 260,000 คน และ ครู 14,225 คน บางพื้นที่การกำกับดูแลโดยฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตอาจไม่เพียงพอและทั่วถึง ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียน คุณภาพการจัดการศึกษาของครูผู้สอน

    ปัจจุบันครูกทม. ต้องเผชิญปัญหาโครงสร้าง “3 เพดาน” คือ 1.เพดานความก้าวหน้า  2.เพดานทางอำนาจ 3.เพดานทางวิชาการ

    “ครูโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เส้นทางสูงสุดคือตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน เปรียบเสมือนเป็นเพียง “ผู้จัดการสาขา รับนโยบายจากเขต เป็นผู้ใช้นโยบายที่ส่วนกลางคิด” แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัด สพฐ. เส้นทางตำแหน่งไปสู่ ผอ.เขตพื้นที่ฯได้ เปรียบเสมือนเป็น “CEO มีอิสระในการตัดสินใจ มีโอกาสเป็นผู้สร้างนโยบาย” ผ่านคณะกรรมการระดับเขต จากผลกระทบทำให้เกิดภาวะสมองไหล ครูกทม. ที่เก่งและมีความสามารถย่อมต้องหาทางย้ายไปเติบโตที่อื่นที่มีโอกาสมากกว่า เนื่องจาก ขวัญกำลังใจที่ตกต่ำ ทำงานโดยมองไม่เห็นอนาคต ทั้งหมดนี้ไม่ได้จบที่ครู แต่ไปจบที่คุณภาพการศึกษาที่ลูกหลานของเราได้รับ “เมืองที่ครูหมดหวัง จะสร้างเด็กที่มีความหวังได้อย่างไร” ส.ก.สุทธิชัย กล่าว

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวชี้แจงว่า โรงเรียนในสังกัด กทม. อยู่ภายใต้สำนักงานเขต โดยมีสำนักการศึกษาวางแผนแนวทางกว้าง ๆ และติดตาม ประเมินผล ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 80 เครือข่าย (4-8 โรงเรียน/เครือข่าย) จะมีนักศึกษานิเทศที่เติบโตจากตำแหน่งครูเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งเห็นด้วยกับสมาชิกสกากรุงเทพมหานครที่ควรจะปรับโครงสร้างให้ครูเติบโตในหน่วยงานอื่นได้ ปัจจุบันครู กทม. ลาออกเพียงปีละ 5% ลดลงจาก 10% เพราะมีการเติบโตทางวิทยฐานะได้ ส่วนสมรรถนะของนักเรียน มีการเปลี่ยนแปลงจากเน้นท่องจำเปลี่ยนเป็นนำไปใช้ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ”หัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำใน กทม. คือการศึกษาและการสาธารณสุข โดยปัญหาเรื่องโครงสร้างที่มีนั้นต้องหาทางแก้ข้อบัญญัติและระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ชุดนี้ขึ้นมาศึกษา“

    ทั้งนี้ สำนักงานการเจ้าหน้าที่ได้มีการร่างระเบียบเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งงานของข้าราชการครูกรุงเทพมหานครกับข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญแล้ว หากมีการเปิดรับสมัครแล้วจะมีกระบวนการตามระบบการคัดเลือกการเทียบคุณสมบัติเพื่อดำรงตำแหน่งต่อไป

    ที่ประชุม สภากรุงเทพมหานครมีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 คน กำหนดศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    -037-

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/922984&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jggXfPRqK8oG65gNqu-KQ

  • “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “รมว.นฤมล” นำ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศลถวายรัชกาลที่ 5 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม

    วันที่ 23 ต.ค. 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ เนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

    จากนั้น นางนฤมล พร้อมคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ได้ทรงวางรากฐานระบบการศึกษาของชาติให้มีความก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890860&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GP4m_7qXFjKWajJHQw5SR

  • ‘8 ซีอีโอแบงก์’ เตือนตั้งการ์ดสูง  ชี้เศรษฐกิจชะลอต่อ 2-3ไตรมาส  ’ส่งออกแผ่ว-หนี้ถ่วงกำลังซื้อ‘

    ‘8 ซีอีโอแบงก์’ เตือนตั้งการ์ดสูง ชี้เศรษฐกิจชะลอต่อ 2-3ไตรมาส ’ส่งออกแผ่ว-หนี้ถ่วงกำลังซื้อ‘

    การเงิน-การลงทุน

    24 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    8 ซีอีโอแบงก์เตือน เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แห่ตั้งสำรองเพิ่มรับความเสี่ยง พร้อมเดินกลยุทธปล่อยกู้รอบคอบเน้นคุณภาพ เดินหน้ารักษาพอร์ตสินเชื่อ ควบคู่การคุมต้นทุน และบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก

    • 8 ซีอีโอแบงก์ ประสานเสียงเตือน เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ลากยาวถึงปีหน้าชะลอตัวต่อเนื่อง
    • แนะตั้งการ์ดรับความเสี่ยง จากความไม่แน่นอน ทั้งในและต่างประเทศ
    • ธนาคารพาณิชน์เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เน้นประคองพอร์ต มากกว่าการเร่งการเติบโต
    • เร่งบริหารคุณภาพสินทรัพย์ คุมหนี้เสีย ปล่อยกู้อย่างรอบคอบ 
    • พร้อมตั้งสำรองพิเศษเพิ่ม รองรับปัจจัยไม่แน่นอน ที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ‘8 ซีอีโอแบงก์’ เตือนตั้งการ์ดสูง  ชี้เศรษฐกิจชะลอต่อ 2-3ไตรมาส  ’ส่งออกแผ่ว-หนี้ถ่วงกำลังซื้อ‘ เสียงสะท้อน “8 ซีอีโอแบงก์” พาเหรดเตือน “ภาพเศรษฐกิจไทย” ที่ยังคงเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน ขณะที่แรงส่งจาก “การส่งออก” เริ่มแผ่ว ส่วนการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศถูกถ่วงด้วย “ภาระหนี้ครัวเรือนสูง” และ “กำลังซื้อเปราะบาง”

    ภาวะเช่นนี้ทำให้ “ความระมัดระวัง” กลายเป็นความสำคัญในการดำเนินกลยุทธ์ของ “สถาบันการเงิน
    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและไทยที่ท้าทายขึ้น

    ธนาคารพาณิชย์ไทย” เลือกเดินเกมธุรกิจด้วย “ความรอบคอบ” เน้นบริหารความเสี่ยงและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ คุมต้นทุนการดำเนินงานธุรกิจ หรือการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่าง “ระมัดระวัง” ต่อเนื่อง
    ควบคู่การตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติม เพื่อรองรับความความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นระยะข้างหน้า และมองภาพหลังจากนี้จะเป็น “การประคองและปรับตัว” มากกว่า “การเร่งขยายตัว”

    • เดินหน้าคุมพอร์ตสินเชื่อ-บริหารสินทรัพย์

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกหมดลง 

    ขณะเดียวกันยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ ซึ่งล้วนกดดันการเติบโตของประเทศระยะยาว

    ดังนั้น ธนาคารเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง มุ่งเน้นการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ รับมือความไม่แน่นอน

    โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้สูงและรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยร่วมสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืนผ่านมาตรการ อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” 

    นอกจากนั้น ธนาคารเดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้สอดรับพลวัตโลก ตลอดจนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ

    • แบงก์กรุงเทพ” เน้นระวังดำเนินธุรกิจ

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก มาตรการภาษีของสหรัฐ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายใน

    ล้วนเป็นปัจจัยกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการลงทุนเอกชน ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจระยะต่อไปเปราะบาง

    ดังนั้น การดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงเร็วจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การเชื่อมโยงการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้ารวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นพลวัตโลกที่ทำให้องค์กรทุกขนาดต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จในบริบทนี้

    ธนาคารกรุงเทพมุ่งให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม รวมถึงสนับสนุนธุรกิจให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Regionalization 

    ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น สนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้ฟื้นตัวได้ระยะยาว 

    ขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    • กสิกรไทย” รับมือเศรษฐกิจโตต่ำ

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา

    โดยปัจจัยสำคัญยังคงมาจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ 

    ขณะที่ บรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนที่ยังซบเซา รวมถึงโจทย์ท้าทายของภาคการท่องเที่ยวจากภาวะการแข่งขัน และประเด็นความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

    นอกจากนี้ เม็ดเงินของมาตรการกระตุ้นภาครัฐมีจำกัด และผลของมาตรการอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วนภายในปีนี้ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความไม่แน่นอนและความท้าทายหลายด้านต่อเนื่องในปี 2569
    ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ

    ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) ต่อเนื่อง 
    เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้ผู้ถือหุ้น

    ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐเต็มที่ในการดูแลช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

    • เอสซีบีเอกซ์” ตั้งสำรองพิเศษ 1.4 พันล้าน

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) กล่าวว่า ภายใต้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายหลากหลายด้าน

    แต่ SCBX ยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกในการปรับโครงสร้างธุรกิจต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างลึกซึ้ง ด้วยพลังของ AI และนวัตกรรม 

    สำหรับการนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายเฉพาะจุดหรือการปิดสาขา แต่เป็นการปรับวิธีการดำเนินงานทั้งระบบ เพื่อให้ต้นทุนการให้บริการลดลงยั่งยืน ควบคู่การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้น

    นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินระยะยาว และพร้อมมีบทบาทเชิงรุกสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้ฟื้นตัวและเติบโตได้มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้บริษัทตั้งสำรองพิเศษอีก 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต

    • ทีทีบี” มุ่งบริหารต้นทุน-เพิ่มสำรองต่อเนื่อง

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เปิดเผยว่า แม้ผลการดำเนินงานธนาคารที่ออกมาภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดัน ด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขาลง รวมทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า 

    ทั้งนี้ ธนาคารเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน รวมทั้งการจัดการต้นทุนความเสี่ยงหรือค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารรักษาแนวโน้มผลการดำเนินงานควบคู่การมีกันชนป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง

    อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีจึงพิจารณาตั้งสำรองฯ พิเศษหรือ Management Overlay เพิ่มเติมต่อเนื่องส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ โดยรวมยังคงอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบภาวะปกติ สะท้อนจากต้นทุนความเสี่ยงในรอบ 9 เดือนสูงขึ้นหากเทียบก่อนโควิด-19 

    การดำเนินการดังกล่าวตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและความมุ่งปกป้องมูลค่าของผู้ถือหุ้นจากความเสี่ยงเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ ทีทีบีเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบควบคู่การเปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อสร้างแหล่งรายได้ในรูปแบบใหม่ ปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนให้มีประสิทธิภาพขึ้น และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking และเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการแก้หนี้

    • กรุงศรีฯ” ชี้แรงกดดันเศรษฐกิจสูงขึ้น

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 เผชิญแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของนโยบายทางการค้าของสหรัฐ

    รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังเปราะบาง และอุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ท้าทายส่งผลให้ความต้องการเงินให้สินเชื่อลดลง กรุงศรียังเดินหน้ายุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน

    กรุงศรีมุ่งดำเนินตามกลยุทธ์สำคัญสำหรับปีนี้ โดยเน้นบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินรัดกุมต่อเนื่องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง 

    นอกจากนี้เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวในการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงการสร้างโอกาสการเติบโตในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME

    • ทิสโก้” ตั้งสำรองระดับสูงตามแผน

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (กลุ่มทิสโก้) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีอ่อนแรงต่อเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐที่อาจกระทบการส่งออกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    รวมถึงการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพสูงล้วนเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

    ธนาคารยังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตระดับสูงตามแผนที่วางไว้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผลประกอบการรวม สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระดับ 16.6%

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจ กลุ่มทิสโก้ยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลลูกค้าอย่างเหมาะสมทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการที่ปรึกษาทางการเงินครบวงจรภายใต้บทบาท “Your Trusted Financial Advisor” ที่พร้อมเคียงข้างลูกค้าทุกช่วงชีวิต

    • ไทยเครดิต” ขยายพอร์ตสินเชื่อรอบคอบ

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เปิดเผยว่า ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง พร้อมพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทุกกลุ่ม และสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ธนาคารยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1204469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lfzq262MRXrNl_VmMASav

  • สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    สิ้น

    สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    23 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูปิยธรรมพิมล (สมควร) เพชรเยียน เจ้าอาวาสวัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม รองเจ้าคณะอำเภอบางเลน มรณภาพภายในกุฎิ สิริอายุ 55 ปี พรรษา 35 

    จากการสอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสไม่ออกห้องตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค 2568 และมาวันนี้มาเรียกพบหลวงพ่อมรณภาพในห้องนอน คาดว่าโรคประจำตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำร่างหลวงพ่อสมควร ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์นครปฐมเพื่อผ่าชันสูตร หาสาเหตุที่แท้จริงรอผลตรวจชันสูตรจากโรงพยาบาล ปนิทัศน์ มามีสุข นส.ปณิดา มามีสุข
     

    สิ้น

    สำหรับ พระครูปิยธรรมพิมล (สมควร) เพชรเยียน ฉายา ปิยํกุโร เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ที่ ต.วังกะพง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

    ประวัติการศึกษา 

    อุปสมบทแล้วตั้งใจศึกษาทั้งทางธรรมและทางโลก สำเร็จการศึกษานักธรรมเอก และจบปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รป.ด.) จากมหาวิทยาลัยปทุมธานี

    ประวัติทางธรรม

    ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ในราชทินนาม “พระครูปิยธรรมพิมล” ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม และดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอบางเลน

    หลวงพ่อสมควรเป็นพระนักพัฒนา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัดบางปลาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาธรรมะและกิจกรรมชุมชน ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา” ประจำปี พ.ศ. 2548 และยังเป็นพระอุปัชฌาย์ ครูสอนนักธรรมที่ศิษยานุศิษย์ให้ความเคารพศรัทธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/608938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_-TM3p9t2FUOHy_tCngdd

  • ชุมทางอีสาน : 24 ตุลาคม 2568

    ชุมทางอีสาน : 24 ตุลาคม 2568

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    Tag :

    *…ขอนแก่นจัดงาน ‘Education-MICE City’ สู่การศึกษาอีสาน Beyond Education Expo 2025 ณ ศูนย์ประชุมฯ ไคซ์ ขอนแก่น (KICE) เปลี่ยนโฉมเมืองขอนแก่นให้เป็น “ศูนย์กลางการศึกษาและไมซ์ (MICE) แห่งภาคอีสาน” ของ 3 พลัง ได้แก่ CP Land, TIECA และ TCEB เพื่อผลักดันการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต 1. เปิดโลกการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่21: รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้ง AI, VR/AR, และ Gamification โซนแสดงนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น และ หัวเว่ย ให้ผู้เข้าร่วม “เห็นภาพจริงของการเรียนรู้” ที่กว้างกว่าห้องเรียน 2. เชื่อมโยงสู่สากล: สมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA) ที่มีประสบการณ์กว่า 39 ปี มีเครือข่ายกว่า 10 ประเทศร่วมงาน เชื่อมโยงโลกการศึกษาของขอนแก่นสู่เวทีนานาชาติ 3. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เมือง: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เป็นโมเดลที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจท้องถิ่น โรงแรม และภาคบริการ วางแผนจัดงานต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ขอนแก่นเติบโตเป็น Education–MICE City อย่างยั่งยืน…* ออกพรรษาแล้ว จากนี้ไปจะมีงานบุญทอดกฐินและงานประเพณีต่างๆ บรรยากาศความรื่นเริงก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเงียบเหงามานานถึง 3 เดือนเต็มๆ…* ยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น ประชุมเตรียมความพร้อมงานพืชสวนโลก จัดขึ้นวันที่ 1 พ.ย. 69 ถึง 14 ม.ค.70  ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สะท้อนบทบาทของ จ.ขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการคมนาคมของภาคอีสาน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อวัน นับเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีศักยภาพด้านโรงแรม ที่พัก ห้องประชุมสัมมนา ที่สะดวกและรวดเร็ว…* ขอแสดงความยินดีกับ น.ส.นภัค กำลังศิลป์ นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ มข. ที่คว้าเหรียญรางวัล “รองชนะเลิศ” การแข่งขันคิกบ็อกซิ่ง ใน WAKO Uzbekistan World Cup 2025 รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 52 กิโลกรัม ณ ประเทศอุซเบกิสถาน ปัจจุบันมี Ranking อันดับที่ 5 ของโลก ภายใต้การจัดอันดับสหพันธ์คิกบ็อกซิ่งนานาชาติ (WAKO) ระหว่างวันที่ 7–12 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา…*

    สมใจ นามสุดตา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/923051&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P75gguXpBlB7FBgfR2u27

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารือกับภาคเอกชนสิงคโปร์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุน – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารือกับภาคเอกชนสิงคโปร์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุน – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารือกับภาคเอกชนสิงคโปร์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหารือกับภาคเอกชนสิงคโปร์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุน

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 ต.ค. 2568

    | 64 view

    เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการหารือเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุนกับผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของสิงคโปร์ ในช่วงการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 21 – 22 ตุลาคม 2568

    รัฐมนตรีว่าฯ กล่าวถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสิงค์โปร์ โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และหวังเห็นแนวโน้มเชิงบวกนี้ดำเนินต่อไป โดยได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจุดแข็งใหม่ของไทยในด้านพลังงานสีเขียว อุตสาหกรรมดิจิตัล และนวัตกรรมไฮเทค ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ผ่านแพลตฟอร์มดิจิตัล เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดในภูมิภาค และสนับสนุนให้ธุรกิจสิงค์โปร์หารือกับฝ่ายไทยเพื่อหาโอกาสร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Centre) พลังงานสะอาด และ e-commerce ทั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและสมดุลในระยะยาว

    ผู้แทนบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมการหารือข้างต้น ประกอบด้วย (1) Temasek International (2) Sea Ltd. (3) SingTel (4) ST Telemdia Global Data centres (5) GenZero (6) Keppel (7) SATS Ltd. (8) SP Group (9) UOB Group (10) UOB Thailand (11) DayOne (12) Shopee (SEA Group) (13) Grab และ (14) TikTok


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-with-sg-private-sector-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ioDK2AUpDm2rZXjJrMUIF

  • ลมเย็นมาแล้ว! ไทยเข้าสู่ฤดูหนาว เหนือ-อีสาน อุณหภูมิลดลงสัมผัสได้ | เดลินิวส์

    ลมเย็นมาแล้ว! ไทยเข้าสู่ฤดูหนาว เหนือ-อีสาน อุณหภูมิลดลงสัมผัสได้ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5230752/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07WImFQPY4H3Z8QsxD1YmB

  • สรุปราคาทองคำ 23 ต.ค.2568 ทองคำโลกแนวโน้มปรับตัวลง

    สรุปราคาทองคำ 23 ต.ค.2568 ทองคำโลกแนวโน้มปรับตัวลง

    วันนี้ (23 ต.ค.2568) ราคาทองคำโลกอาจมีแนวโน้มปรับตัวลง แม้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณามาตรการ จำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์และสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ไปยังจีน ซึ่งถือเป็นก้าวยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศอีกครั้ง มาตรการดังกล่าวอยู่ในขั้น “พิจารณาเชิงนโยบาย” และอาจถูกนำมาใช้จริง หากรัฐบาลทรัมป์เห็นว่าจำเป็นต่อการปกป้อง “เทคโนโลยีสำคัญ” ของชาติ โดยแหล่งข่าวในทำเนียบขาวระบุว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำขู่ก่อนหน้านี้ของทรัมป์ที่ประกาศจะจำกัดการส่งออก “Critical Software” หรือซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมด หากจีนยังคงตอบโต้ทางการค้า ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำสุทธิลดลง 6.29 สู่ระดับ 1,052.37 ตัน

    วิเคราะห์ราคาทองโลกที่ย่อตัวลงมา กำลังซื้อขายกันอยู่บริเวณระดับสำคัญที่ 4,100 ดอลลาร์ แนะนำดูสถาณการณ์จากระดับดังกล่าวก่อน หากหลุดระดับดังกล่าวลงไปจะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 4,000 และ 3,950 ดอลลาร์ ซึ่งอาจใช้เป็นจุดเสี่ยงซื้อ เพื่อลุ้นทำกำไรระยะสั้น

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 23 ต.ค. 2568

    ครั้งที่ 41 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,700 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,800 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,425.88 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ครั้งที่ 40 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,650 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,750 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,383.40 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ครั้งที่ 39 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,600 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,700 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,322.76 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,500 บาท

    ครั้งที่ 38 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,650 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,750 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,383.40 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ครั้งที่ 37 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,700 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,800 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,428.88 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ครั้งที่ 36 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,650 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,750 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,383.40 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,500 บาท

    ครั้งที่ 35 ลบ 100 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,700 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,800 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,428.88 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ครั้งที่ 34 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,800 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,900 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,519.84 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,700 บาท

    ครั้งที่ 33 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 32 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,800 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,900 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,519.84 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,700 บาท

    ครั้งที่ 31 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 30 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,800 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,900 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,519.84 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,700 บาท

    ครั้งที่ 29 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 28 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,900 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,000 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,625.96 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,800 บาท

    ครั้งที่ 27 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 26 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,900 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,000 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,625.96 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,800 บาท

    ครั้งที่ 25 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,950 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,050 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,671.44 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,850 บาท

    ครั้งที่ 24 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,900 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,000 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,625.96 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,800 บาท

    ครั้งที่ 23 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 22 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,900 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,000 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,625.96 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,800 บาท

    ครั้งที่ 21 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,950 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,050 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,671.44 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,850 บาท

    ครั้งที่ 20 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,900 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,000 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,625.96 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,800 บาท

    ครั้งที่ 19 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,850 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,950 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,580.48 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,750 บาท

    ครั้งที่ 18 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,750 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,850 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,474.36 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,650 บาท

    ครั้งที่ 17 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,700 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,800 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,428.88 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,600 บาท

    ครั้งที่ 16 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,650 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,750 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,383.4 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,550 บาท

    ครั้งที่ 15 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,600 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,700 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,322.76 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,500 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,550 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,650 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,277.28 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,450 บาท

    ครั้งที่ 13 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,500 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,600 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,231.8 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,400 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,450 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,550 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,186.32 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,350 บาท

    ครั้งที่ 11 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,500 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,600 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,231.8 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,400 บาท

    ครั้งที่ 10 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,450 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,550 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,186.32 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,350 บาท

    ครั้งที่ 9 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,500 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,600 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,231.8 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,400 บาท

    ครั้งที่ 8 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,450 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,550 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,186.32 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,350 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,500 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,600 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,231.8 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,400 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,550 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,650 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,277.28 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,450 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,500 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,600 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,231.8 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,400 บาท

    ครั้งที่ 4 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,450 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,550 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,186.32 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,350 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,400 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,500 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,125.68 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,300 บาท

    ครั้งที่ 2 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,350 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,450 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,080.2 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,250 บาท

    ครั้งที่ 1 ลบ 100 บาท

    ทองแท่ง
    • รับซื้อ บาทละ 63,300 บาท
    • ขายออก บาทละ 63,400 บาท

    ทองรูปพรรณ
    • รับซื้อ บาทละ 62,034.72 บาท
    • ขายออก บาทละ 64,200 บาท

    อ่านข่าว:

     สรุปราคาทองคำ 22 ต.ค.2568 ปิดตลาด ร่วงแรง 2,750 บาท ผันผวน 41 ครั้ง

    เทศกาลเททอง ฉุดทองดิ่งรอบ 5 ปี เหตุดอลลาร์ “แข็ง”นักลงทุนหนีสินทรัพย์ปลอดภัย

    ราคา“ทองคำ”ร่วงแรง 2,500 บาท ตลาดขานรับทรัมป์อ่อนข้อจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P2IDpUnU4gYK3_nevnRwW

  • N

    N

    Nike เปิดตัวรองเท้ารุ่นแรกที่ออกแบบตามหลักประสาทวิทยา ซึ่งเป็นซิลลูเอท 2 รุ่นที่ดีไซน์มาเพื่อช่วยให้นักกีฬา* ปรับความคิดและจิตใจให้มั่นคงทั้งก่อนและหลังแข่ง รองเท้าเปิดส้น Nike Mind 001 และสนีกเกอร์ Mind 002 ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถเปิดใช้งานส่วนประสาทสัมผัสที่สำคัญของสมองผ่านการกระตุ้นใต้ฝ่าเท้า เพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ของนักกีฬา เป็นการสร้างสมาธิให้นักกีฬาจดจ่อกับร่างกายตนเองและมีสติอยู่กับปัจจุบัน

    Mind 001 และ Mind 002 เป็นผลงานที่ผ่านความท้าทายด้านวิศวกรรมและการผลิตที่ใช้เวลาในการพัฒนานานกว่า 10 ปี โดยแต่ละข้างจะมีปุ่มโฟมแยกกัน 22 ปุ่มที่ยึดติดอยู่กับวัสดุที่ยืดหยุ่นและทนน้ำ ซึ่งทำให้โฟมแต่ละชิ้นทำงานได้เหมือนลูกสูบและกิมบอลในขณะที่นักกีฬาเคลื่อนที่ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก และแม้แต่พื้นผิวของพื้นที่จริงที่อยู่ใต้เท้าได้โดยตรง ปฏิสัมพันธ์นี้จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส เป็นการเพิ่มสมาธิและทำให้จิตใจปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวน

    “Nike Mind คือแนวคิดรองเท้าแบบใหม่ที่มุ่งเน้นด้านประสาทสัมผัสเพื่อช่วยปลุกการรับรู้ของเท้า ร่างกาย และจิตใจ” Eric Avar, VP, Creative Director, Innovation กล่าว “โดยจะแสดงถึงกระบวนทัศน์ใหม่ของประสิทธิภาพและวิธีที่เราจะช่วยให้นักกีฬาดีขึ้นได้ในอนาคต”

    Mind 001 และ Mind 002 เป็นนวัตกรรมแรกที่เกิดจาก Mind Science Department ของ Nike ซึ่งเป็นกลุ่มล้ำสมัยที่อยู่ภายใน Nike Sport Research Lab ซึ่งช่วยให้ Nike เข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นักประสาทวิทยาของ Mind Science Department ใช้ประโยชน์จากหนึ่งในห้องวิจัยเคลื่อนที่ที่เกี่ยวกับการสร้างภาพสมองและร่างกายที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในการศึกษาเรื่องระบบประสาท การทำงานของสมอง และการรู้คิดของนักกีฬาที่เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เหมือนใคร นำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่เพื่อช่วยให้นักกีฬาเตรียมพร้อม ฝึกซ้อม แข่งขัน และฟื้นกำลังได้ดีกว่าเดิม

    แพลตฟอร์ม Nike Mind เป็น 1 ใน 4 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำคัญที่ Nike เปิดตัวในเดือนนี้ ร่วมกับนวัตกรรมเครื่องแต่งกาย Air, การระบายความร้อนแบบเหนือชั้น และรองเท้าเสริมประสิทธิภาพในการแสดงถึงความลึกซึ้ง ความหลากหลาย และอิมแพคของความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างอนาคตแห่งกีฬาผ่านนวัตกรรมที่มีนักกีฬาเป็นศูนย์กลาง

    รองเท้าเปิดส้น Mind 001 มอบความสะดวกสบายในการสวมใส่และถอด ขณะที่สนีกเกอร์ Mind 002 ช่วยยึดเท้าให้ติดกับแผ่นรองฝ่าเท้าเพื่อสัมผัสและการรองรับที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพการใช้งานวิจัยวิทยาศาสตร์การรู้คิดสุดล้ำของ Nike Mind ทุกๆ องค์ประกอบของทั้ง 2 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ วัสดุ หรือโครงสร้าง จึงได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อประสบการณ์​สุดพรีเมียมของการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ซึ่งจะช่วยให้นักกีฬาเชื่อมโยงเข้าหารองเท้า สิ่งแวดล้อม และร่างกายได้มากขึ้น ทำให้ Mind 001 และ Mind 002 ไม่ใช่เพียงรองเท้าที่ไว้สวมแต่รู้สึกได้

    “เป็นเวลา 45 ปีมาแล้วที่ Nike ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อย่างวิธีที่กล้ามเนื้อทำงาน ข้อต่อเคลื่อนที่ การที่ออกซิเจนเติมพลังให้กับประสิทธิภาพ” Dr. Matthew Nurse, VP, Chief Science Officer, NIKE, Inc. กล่าว “และตอนนี้ เราก็ขยายการศึกษาไปสู่เรื่องของจิตใจแล้ว เราเข้าถึงการเชื่อมโยงระหว่างสมองและร่างกายในรูปแบบใหม่ด้วยการศึกษาเรื่องการรับรู้ การให้ความสนใจ และการตอบรับทางประสาทสัมผัส ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อช่วยให้วิ่งเร็วขึ้นอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกอยู่กับปัจจุบัน มีสมาธิ และการฮึดสู้ นั่นคือก้าวต่อไปของขอบเขตศักยภาพด้านประสิทธิภาพ”

    Nike Mind 001 และ Mind 002 จะพร้อมจำหน่ายในเดือนมกราคม 2026 ทาง nike.com และร้านค้าบางแห่ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ nike.com/mind

    *If you have a body, you are an athlete (หากคุณมีร่างกาย คุณก็คือนักกีฬา)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://about.nike.com/th/newsroom/releases/nike-debuts-its-first-neuroscience-based-footwear-to-help-athletes-feel-calm-focused-and-present&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bimzfQfg61xjlPeGDczfa