Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ILINK กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ILINK กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติห้น – จุดประกายอนาคต กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน CSR จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” เฟ้นหา ผสานกำลังพัฒนาเยาวชน จากทั่วทุกภูมิภาคให้ก้าวเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมลุ้นทีมแชมป์ เพื่อสานต่อ และขับเคลื่อนสร้างอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

    กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” มาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ นำโดย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และเป็นประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และพัฒนาเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการได้เพิ่มความพิเศษด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดด้าน “สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์โลก” ให้เยาวชนได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีโอกาสแสดงไอเดียทางการขาย เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ

    ซึ่งได้ดำเนินการเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ กว่า 100 ทีม ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์โลก สำหรับปีนี้ คัดผู้ผ่านเข้ารอบ เพียง 15 ทีม เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียง 1 เดียว ชิงทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษ “โล่เกียรติคุณสุดยอดแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดโครงการไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไปได้

     นอกจากนี้ โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พร้อมกับต้องการปลูกฝังให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ เผยแพร่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสฯ ในรัชกาลที่ 9 นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักการใช้ศักยภาพของตน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วยรวมถึง ประเทศไทยนั้นเป็นแผ่นดินที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงาม เกิดจากความเสียสละของบรรพบุรุษที่ร่วมกันปกป้องไว้ด้วยเลือดเนื้อและหัวใจ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขภายใต้ผืนธงไตรรงค์ ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ในวันนี้ จึงมีหน้าที่สำคัญในการสืบสานเจตนารมณ์แห่งความรักชาติให้คงอยู่ตลอดไป และการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้ประเทศมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของชาติ

    อีกทั้ง ภายในโครงการแข่งขัน ยังมีฐานกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ให้กับเยาวชนอย่างรอบด้าน ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เทคนิคการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี การเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นคุณค่าของพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

    นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สามารถ สว่างแจ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : Knowledge of Land” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน การสร้างพลังบวกในทีม และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการนำไปพัฒนาชุมชนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกำลังเสริมความคิดที่ดีในการแข่งขันนี้อีกด้วย

    โดยการประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ในปีที่ 6 แต่ละผลงานได้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ของเหลือใช้” ให้กลายเป็น “ของมีค่า” อย่างแท้จริง ผลงานที่เข้าร่วมประกวด มีความหลากหลาย และน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ซังข้าวโพด เปลือกแก้วมังกร กาบกล้วย ก้านผักตบชวา อวนทะเล และขยะพลาสติก โคมไฟ ซองใส่เครื่องปรุง ดอกไม้ประดิษฐ์ กระเป๋าผ้า รวมถึงเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

    ผลการแข่งขัน ทีมเยาวชนผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

    • รางวัลชนะเลิศ
      • ทีม บุปผาดอกไม้ประดิษฐ์  โรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี
    •  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
      • ทีม เยาวชนพลเมืองสันกำแพง โรงเรียนสันกำแพง สพม. จังหวัดเชียงใหม่
    •  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
      • ทีม ปุ๋ยชีวภาพสูตรสามพี่น้อง RN โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จัดหวัดอุดรธานี
    • รางวัลสุดยอดแห่งความยั่งยืน
      • ทีม NW GREEN BRANK โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

    ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กล่าวเพิ่มอีกว่า “โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลักที่แข็งแกร่งที่ว่า “เพราะคุณ คือ เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโต เป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลาการจัดโครงการต้นกล้าความดี เราได้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานที่ส่งเข้าประกวดแต่ละชิ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และจิตสำนึกอันงดงามของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาให้เยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงศักยภาพในเวทีนี้ จุดประกายแรงบันดาลใจให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการประกวด แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันแนวคิด และการปลูกจิตสำนึก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสีเขียวให้ยั่งยืนค่ะ”

    โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกวดเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ให้พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป เพราะพลังของเยาวชน และความคิดสร้างสรรค์ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน อย่าหยุดที่จะคิด และอย่าหยุดที่จะลงมือทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการ ‘ต้นกล้าความดี’ จากเราทุกคน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/23/588377/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xAo0lq9ZaEyzWSrdMedgx

  • ‘กินเจ’ ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    ‘กินเจ’ ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    เทศกาลกินเจในไทยสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยันว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำ และการใช้ที่ดินได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก

    • เทศกาลกินเจในไทยสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน โดยการละเว้นเนื้อสัตว์ไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
    • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยันว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำ และการใช้ที่ดินได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก
    • ระบบอาหารทั่วโลกเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 และใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล เช่น น้ำจืดกว่า 70% และที่ดินกว่า 75% ของโลก

    ระบบอาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 8 พันล้านชีวิตบนโลก ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับสารอาหาร​ แต่ยังมีผลต่อทั้งโลกด้วย การเข้าใจว่าการผลิตอาหารส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร คือก้าวแรกของการดูแลโลกให้ยั่งยืน ทุกวันนี้ระบบอาหารทั่วโลกเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1 ใน 3 ซึ่งมากกว่าการปล่อยจากเครื่องบินทั่วโลก ใช้น้ำจืดของโลกกว่า 70% และก่อให้เกิดมลพิษในแม่น้ำและทะเลสาบถึง 80% ขณะที่กว่า 75% ของที่ดินบนโลกถูกใช้ทำการเกษตร ส่งผลให้ป่าถูกทำลายและความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างรุนแรง

    จากงานศึกษาวิจัย Vegans, vegetarians, fish-eaters and meat-eaters in the UK show discrepant environmental impacts ของ ศ.ปีเตอร์ สการ์โบโรห์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่เก็บข้อมูลจริงจากคนอังกฤษกว่า 55,000 คน และข้อมูลจากฟาร์ม 38,000 แห่ง ใน 119 ประเทศ เพื่อสะท้อนความแตกต่างของกระบวนการผลิตอาหารแต่ละแบบ ทำให้ผลการศึกษาน่าเชื่อถือมากขึ้น

    วีแกน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ

    ผลการศึกษาวิจัยระบุว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก เพราะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง รวมถึงลดมลพิษทางน้ำและการใช้พื้นที่ผลิตอาหารได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับคนที่กินเนื้อสัตว์มากกว่า 100 กรัมต่อวัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดการทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าลงได้ถึง 66% และใช้น้ำน้อยลงถึง 54%

    “ศ.สการ์โบโรห์” กล่าวว่า การเลือกกินของเรามีผลต่อโลก แม้แต่เนื้อสัตว์ที่ดูมีผลกระทบต่ำที่สุด อย่าง​เช่น หมูออร์แกนิก ก็ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอาหารจากพืชที่มีผลกระทบสูงสุดถึง 8 เท่า ดังนั้น การลดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมสามารถช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนจากอาหารได้อย่างชัดเจน

    งานวิจัยยังระบุว่า ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มาก แต่ความแตกต่างระหว่างผู้ที่กินเนื้อน้อย มังสวิรัติ และเพสคาทาเรียน (กินปลาแต่ไม่กินเนื้อ) มีไม่มากนัก

    'กินเจ' ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ระบุว่า การปรับเปลี่ยนมาทานอาหารมังสวิรัติสามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดได้เฉลี่ยถึง 2.1 ตันต่อปีสำหรับผู้ที่ทานอาหารวีแกน และราว 1.5 ตันต่อปีสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติทั่วไป

    แม้การเปลี่ยนมาทานมังสวิรัติแบบเต็มรูปแบบอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในทันที แต่การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น เพิ่มสัดส่วนผักในบางมื้ออย่างมื้อกลางวัน หรือกำหนดวันมังสวิรัติประจำสัปดาห์ ก็ถือเป็นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความหมาย

    เทศกาลกินเจ เพื่อสุขภาพ เพื่อโลก

    เดือนตุลาคมของทุกปีในประเทศไทย คือช่วงเวลาแห่ง “เทศกาลกินเจ” ประเพณีที่มีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนจะขยายสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย กลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนร่วมกันละเว้นเนื้อสัตว์เพื่อทำบุญและชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ทว่าทุกวันนี้ เทศกาลกินเจได้เติบโตไปไกลกว่าพิธีกรรมทางศาสนา กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนแนวคิดด้านสุขภาพ ความเมตตา และความยั่งยืนของโลก

    รายงานฉบับล่าสุดจากคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ระบุว่า หากทั่วโลกหันมาปฏิบัติตามแนวทาง “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก” (Planetary Health Diet) มนุษย์แทบทุกคนจะสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนภายในปี 2050

    แนวทางนี้ยังชี้ให้เห็นว่า หากนำไปใช้จริงในระดับโลก จะเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูประชากรกว่า 9.6 พันล้านคนอย่างเท่าเทียมในปี 2050 ลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบอาหารได้กว่าครึ่ง และช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึง 15 ล้านคนต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

    มังสวิรัติ และ Longevity

    ประโยชน์ของอาหารจากพืชไม่ได้จำกัดแค่การช่วยโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยตรง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การบริโภคผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชเป็นประจำ ยังช่วยลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และอาจช่วยยืดอายุขัยให้ยาวนานขึ้น

    งานวิจัย Veganism, aging and longevity: new insight into old concepts เผยว่า “อาหารจากพืช” โดยเฉพาะการทานอาหารแบบวีแกนหรือมังสวิรัติ เข้ามีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและอายุยืนของมนุษย์มากขึ้น โดยพบว่าผู้ที่ทานอาหารจากพืชมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่ในแง่อัตราการเสียชีวิตโดยรวมยังใกล้เคียงกัน

    นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ระบบจุลชีพในลำไส้ของผู้ที่ทานวีแกนมีความหลากหลายมากกว่า ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและการเผาผลาญของร่างกาย กลไกที่ช่วยยืดอายุจากการทานวีแกนยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่อาจเกี่ยวข้องกับการจำกัดปริมาณโปรตีนหรือกรดอะมิโนบางชนิด เช่น ลิวซีน (leucine) และเมไทโอนีน (methionine) ที่เชื่อว่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายทำงานสมดุลมากขึ้น

    'กินเจ' ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    5 แห่งทั่วโลกที่คนอายุยืนที่สุด เพราะกินพืชเป็นหลัก

    เบื้องหลัง “ความยืนยาวของชีวิต” อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด งานศึกษาจากโครงการ Blue Zones ของนักเขียนชาวอเมริกัน แดน บูตต์เนอร์ (Dan Buettner) เผยว่า พื้นที่ 5 แห่งทั่วโลกที่ผู้คนมีอายุยืนที่สุด ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือ “การกินอาหารจากพืชเป็นหลัก”

    พื้นที่ทั้งห้าได้แก่ โอกินาวา (ประเทศญี่ปุ่น), ซาร์ดิเนีย (ประเทศอิตาลี), โลมา ลินดา (สหรัฐอเมริกา), อิคาเรีย (ประเทศกรีซ) และคาบสมุทรนิโคยา (ประเทศคอสตาริกา) ซึ่งแม้มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่ทุกแห่งต่างมีรูปแบบการกินที่คล้ายกัน คืออาหารจากพืชกว่า 95% โดยเฉพาะถั่ว ผักท้องถิ่น และธัญพืช ที่อุดมด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเรื้อรัง

    โอกินาวา แหล่งเรียนรู้สุขภาพของโลก

    เดิมชาวโอกินาวากินมันเทศเป็นหลัก ร่วมกับผักใบเขียวและถั่วเหลือง ไขมันในอาหารคิดเป็นเพียง 6% ของพลังงานทั้งหมด ทำให้คนที่นี่มีอายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นในอดีต แต่หลังจากอาหารตะวันตกเข้ามา ความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นและอายุขัยเฉลี่ยเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม โอกินาวายังถือเป็นแหล่งเรียนรู้สุขภาพของโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในโภชนาการและสุขภาพสามารถเปลี่ยนชีวิตคนทั้งประเทศได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ

    กลุ่มศาสนา หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์

    เมืองแห่งนี้อยู่ใกล้ลอสแอนเจลิส และเป็นบ้านของกลุ่มศาสนา เซเว่นธ์เดย์ แอดเวนติสต์ (Seventh-day Adventists) ราว 9,000 คน ที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ คาเฟอีน และบุหรี่ คนที่นี่มีอายุยืนกว่าคนทั่วไปในรัฐแคลิฟอร์เนียถึง 10 ปี งานวิจัยระยะยาวพบว่า ผู้ที่กินมังสวิรัติมีความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงครึ่งหนึ่ง และอัตราโรคมะเร็งลำไส้กับต่อมลูกหมากต่ำกว่าอย่างชัดเจน อีกทั้งยังดื่มน้ำมาก (วันละ 5–6 แก้ว) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ถึง 70%

    ซาร์ดิเนีย กินเนื้อสัตว์เฉพาะวันอาทิตย์

    ชาวซาร์ดิเนียใช้ชีวิตเรียบง่ายและเคลื่อนไหวอยู่เสมอจากการทำฟาร์มและเลี้ยงสัตว์ พวกเขาดื่มไวน์แดงท้องถิ่นวันละแก้วหรือสองแก้ว ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เรสเวอราทรอล (resveratrol) สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า ช่วยปกป้องหัวใจจากโรคหลอดเลือด อีกทั้งยังดื่มนมแพะที่อุดมด้วยสารต้านการอักเสบและกินถั่วฟาวา ถั่วลูกไก่ และชีสจากนมแกะที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เนื้อสัตว์ถูกสงวนไว้เฉพาะวันอาทิตย์หรือโอกาสพิเศษเท่านั้น

    ลดทำบาปต่อสัตว์

    “ศนีกานต์ รศมนตรี” กรรมการผู้จัดการ Sinergia Animal องค์กรพิทักษ์สัตว์นานาชาติ ประเทศไทย กล่าวว่า กล่าวว่า เบื้องหลังอาหารที่เรากินทุกวัน ยังมีอีกด้านที่ควรใส่ใจ นั่นก็คือ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ ยังคงเป็นพื้นที่ที่สัตว์นับล้านต้องอยู่ในกรงแคบ ไร้อิสรภาพ

    “การทานเจหรือ​วีแกนช่วยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านจริยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    ถึงแม้การกินเจไม่สามารถ​รับประทาน​ไข่ได้ แต่ในมุมของสวัสดิภาพ​สัตว์ ที่ผ่านมา​ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ได้ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจไทยเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Banyan Tree, Zen Group, Sukishi, Minor Food และ Minor Hotels ได้ประกาศนโยบาย ‘ไข่ปลอดกรง’ (cage-free eggs) แล้ว ขณะที่ ONYX Hospitality ใช้ไข่ปลอดกรงครบ 100% และ Best Western ปรับสัดส่วนเป็น 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจหันมาใช้ไข่ปลอดกรง ยังเป็นการขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว ปัจจุบันภาคเอกชนไทยเริ่มตอบรับแนวทางนี้มากขึ้น โดยในปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนถึง 228 แห่ง ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้านความยั่งยืน เพิ่มขึ้นกว่า 43% จากปีก่อน

    “ผู้บริโภคคือพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น เรียกร้องความโปร่งใสจากผู้ผลิต และยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อโลก นี่จึงไม่ใช่อุปสรรคของภาคธุรกิจ แต่คือโอกาส ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และร่วมกันพาประเทศสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1204441&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21sUcbSVQbHcuS28RUsOFr

  • พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการหารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับนายกาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ เพื่อขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

    นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาเพื่อให้เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดน ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

    ภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในช่วง 8 เดือนของปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 6.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 12.57 ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 1.81

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E8uQwWzNECR4p3byIG5K-

  • ปชป. เปิดแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-บุกเวทีโลก’

    ปชป. เปิดแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-บุกเวทีโลก’

    ‘กรณ์’ หัวโต๊ะ เคาะแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-เวทีโลก’ ชูคนรุ่นใหม่ ‘เนเน่ – ดร.อ้อ – อาร์ท’ นำทีมขับเคลื่อนประเทศทันที

    24 ต.ค. 2568 – ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรค เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค อดีตประธานนโยบายปี 2562 เป็นประธานนำการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการชื่อดัง รวมทีมกับคีย์แมนสำคัญของพรรคจากหลายรุ่น อาทิ ดร.การดี เลียงไพโรจน์ (ดร.อ้อ), นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (เนเน่), และ นายวีระพงษ์ ประภา (รองอาร์ท) เข้าร่วมกับผู้มากประสบการณ์อย่าง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ และนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายใหม่

    นายพงศกร กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับนโยบายคุณภาพเพื่อสื่อสารกับประชาชน โดยพรรคจะได้เริ่มต้นการร่างนโยบายจากแนวคิด “Blank Canvas” เพื่อเปิดรับทุกความคิดใหม่ๆ โดยปราศจากกรอบความคิดเดิมมาจำกัด เพื่อให้ได้นโยบายที่แตกต่างและสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดทันที ที่ผ่านการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตอีกด้วย

    ทั้งนี้ที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่า จะได้มุ่งเน้นไปที่ 3 นโยบาย ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที คือ 1.ด้านเศรษฐกิจและการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน 2.ด้านความมั่นคงและการต่อต้านมิจฉาชีพ (Scammer) อันมีรากฐานมาจากปัญหาคอร์รัปชัน และ 3.การขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก (International Stage of Thailand) พร้อมกับปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่น โดยอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่สร้างปัญหาของสังคม รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดสำหรับสื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ทุกคนเลือกได้

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการแบ่งกลุ่มงานเพื่อมอบหมายงานเฉพาะด้าน โดยให้ความสำคัญกับคีย์แมน อย่าง ดร.การดี เลียงไพโรจน์ ดูแลงานด้านดิจิทัล นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ดูแลด้านเด็ก สตรี นายวีระพงษ์ ประภา ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/883991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ap7NaLuOFZgDfNHLvUDax

  • ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล

    ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล

    ทุกฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรสหรัฐฯ จะเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจำนวนมหาศาลที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่ารัฐแอริโซนา แต่ปีนี้ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดอย่างจีนกลับหายไปจากตลาด รัฐบาลปักกิ่งได้ตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีตอบโต้สินค้า

    การเกษตรของอเมริกาในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ผู้นำเข้าเชิงพาณิชย์ของจีนหยุดซื้อนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ การตัดสินใจนี้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจของจีนที่ใช้กดดันประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง เพราะกลุ่มเกษตรกรถั่วเหลืองเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา

    เมื่อปีที่แล้ว จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 20% ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์และน้ำมันพืช แต่ในปีนี้ จีนยังไม่ได้จองซื้อแม้แต่ลำเดียวจากผลผลิตรอบใหม่

    สำหรับเกษตรกรอเมริกัน การวิจารณ์ทรัมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อถั่วเหลืองกองพะเนินอยู่โกดัง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเป็นเหยื่อร่วมในสงครามที่ไม่ได้เลือกเอง หลายคนกังวลว่าต่อให้เกิดข้อตกลง จีนอาจไม่กลับมาซื้อในระดับเดิม เพราะหันไปพึ่งพาซัปพลายจากบราซิลและอาร์เจนตินามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเสียหายต่อภาคเกษตรสหรัฐฯ ยืดเยื้อในระยะยาว เกษตรกรบางคนยอมรับว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลช่วยประคองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือตลาดที่ขายได้

    ขณะที่ทรัมป์ได้ตอบโต้ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรียกการคว่ำบาตรถั่วเหลืองครั้งนี้ว่า “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทางเศรษฐกิจ” และยืนยันว่าการทำให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเจรจา พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่ในประเทศอื่น แต่เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีประเทศใดทดแทนจีนได้

    Brooke Rollins รัฐมนตรีเกษตรของสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลจะกลับมาจ่ายเงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านดอลลาร์ จากโครงการ Farm Service Agency ที่เคยถูกระงับเพราะภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลาง

    ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบิน Air Force One ว่า “เกษตรกรของเราถูกจีนบอยคอตต์ ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เกษตรกรของเรายอดเยี่ยม โดยเฉพาะเกษตรกรถั่วเหลือง ผมต้องการให้จีนกลับมาซื้อในระดับเดิมอย่างน้อยก็เท่าที่เคยซื้อก่อนหน้า”

    แต่แม้จะเกิดข้อตกลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ผลผลิตจำนวนมากในปีนี้ก็น่าจะยัง ไร้ผู้ซื้อ เพราะจีนได้วางแผนจัดหาซัปพลายจากที่อื่นล่วงหน้าแล้ว และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในจีนก็เริ่มทำสัญญาสำหรับปีหน้าไปบางส่วน

    กลยุทธ์ถั่วเหลืองของจีนเองก็มีความเสี่ยง การพึ่งพาบราซิลมากขึ้นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศในอเมริกาใต้ อีกทั้งหากเกิดข้อตกลงกับ Trump จนถั่วเหลืองอเมริกาทะลักกลับเข้าสู่ตลาดจีน ราคาภายในประเทศอาจร่วงแรง ขณะนี้ราคากากถั่วเหลืองในจีนเริ่มอ่อนตัวแล้ว จากการคาดการณ์ว่าอาจมีการกลับมานำเข้าจากสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระยะยาวของจีนคือการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีทางเลือกมากมาย ทั้งจากบราซิลและอาร์เจนตินา ในสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ การขนส่งถั่วเหลืองทั่วประเทศก็หยุดชะงัก โดยปกติ ช่วงเวลานี้ รถไฟขนสินค้าจะลำเลียงถั่วเหลืองจากมิดเวสต์ไปยังท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อส่งออกไปเอเชีย ซึ่งปีที่แล้วมีการส่งออกกว่า 25 ล้านตัน แต่ปีนี้ทุกอย่างหยุดนิ่ง

    เกษตรกรหลายคนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสถานการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้น เพราะจีนเคยหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ หลายครั้งในยุค Trump ก่อนหน้านี้ และเคยกลับมาซื้ออีกครั้งในปีที่พบกับประธานาธิบดี Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ท่าทีสร้างมิตรภาพ”

    ทำเนียบขาวประกาศว่าประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน จะพบกันในวันพฤหัสบดีหน้า นอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ผู้นำสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังพิจารณาที่จะคลี่คลายสงครามการค้าที่กำลังคุกรุ่น

    การประชุมที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APAC จะเป็นการพบปะกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่ Trump กลับมามีอำนาจในเดือนมกราคม ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน Trump และ Xi Jinping พบกันครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 2019 ในช่วงที่ Trump ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

    ภาพ: Lucas Ninno/Getty Images

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-targets-trump-soybeans/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ARTPPnueB_uJxrp1vy5jr

  • โพลชี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตปานกลางใน Q3 อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-การบริโภคในประเทศฟื้น : อินโฟเควสท์

    โพลชี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตปานกลางใน Q3 อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-การบริโภคในประเทศฟื้น : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตในอัตราปานกลางในไตรมาส 3/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของการบริโภคในครัวเรือน ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ระบุว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย มีแนวโน้มขยายตัว 0.9% ในไตรมาส 3 (ก.ค.–ก.ย.) หลังจากเติบโตได้ดีในไตรมาส 2 และเมื่อเทียบรายปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีใต้คาดว่าจะเติบโต 1.5% เพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในไตรมาส 2

    การส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 12.6% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นอัตราเร็วที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี แม้ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 15% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการชิปที่ใช้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า อุปสงค์ในประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัว การบริโภคเริ่มกลับมาและการส่งออกเติบโตได้ดีกว่าคาด แม้ว่าการลงทุนในภาคก่อสร้างยังคงลดลง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 31.8 ล้านล้านวอนเมื่อต้นเดือน ก.ค. เพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลี (BOK) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% เพื่อควบคุมความเสี่ยงในตลาดที่อยู่อาศัยและพยุงเงินวอนที่อ่อนค่า

    แต่ธนาคารกลางยังมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้เงินวอนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงคาดว่า BOK จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า แต่บางรายเริ่มมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเลื่อนออกไปถึงเดือนม.ค. 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w7O_xQdDI4C2ltqY8pdRN

  • ไม่ใช่แค่หลอกโอนเงิน! สแกมเมอร์คือสัญญาณเตือนภัย

    ไม่ใช่แค่หลอกโอนเงิน! สแกมเมอร์คือสัญญาณเตือนภัย

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

    ร้ายยิ่งกว่า สแกมเมอร์ คือ……….

    โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ศิษย์เก่า Georgetown University ด้าน Cybersecurity & Policy
    และศิษย์เก่า University of Michigan-Ann Arborด้าน Data Science and Methodology

    “Scammer เป็นเพียงปลายทาง…สังคมไทยเผชิญกับภัยจาก scammer มาหลายระลอก จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของยุคดิจิทัล แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม การวิจัยเชิงลึก และการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ผมยืนยันได้ว่า  ปัญหาที่แท้จริง ใหญ่กว่าสแกมเมอร์มากนัก

    จากการพิจารณาข้อมูลสถิติก่อนที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ มาเป็นหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในยุคของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มูลค่าความเสียหายของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ขบวนการมิจฉาชีพสแกมเมอร์มีรายได้ต่อวันคือ ประมาณ 180 ล้าน ถึง 200 ล้านบาท นี่คือรายได้ต่อวันของขบวนการสแกมเมอร์ มันคือ “องค์กร” (Organizations) ไม่ใช่แค่รวมกลุ่มปฏิบัติการเฉพาะกิจ

    แต่เมื่อมีการปฏิบัติการจริงจังต่อเนื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุค พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ นั่งประชุมหัวโต๊ะของ สตช. ทุกเช้า มีโครงการวัคซีน Cyber Village ลงถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ และล่าสุดในยุคที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการกระชับความร่วมมือกับองค์กรภาคียิ่งขึ้น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ กระทรวง DE ป.ป.ง. กระทรวงมหาดไทย สือมวลชนและอื่น ๆ ทำให้ตัวเลขความเสียหายของพี่น้องประชาชนมีมูลค่าลดลงเหลือประมาณ 60 – 80 ล้านบาทต่อวัน และด้วยการปฏิบัติการปิดไฟ ปิดเน็ต ให้ครบ “ทุกจุด” ย้ำว่าต้องทุกจุด จะทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ทำงานยากขึ้น แต่กลุ่มสแกมเมอร์ยังมีศักยภาพสูง เพราะมันมีตัวร้ายที่ใหญ่กว่า สแกมเมอร์

    มันคือ “โครงสร้างทุนเทาทั้งในประเทศและข้ามชาติ” ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านดิจิทัลและแทรกซึมแฝงตัวไปทุกระดับชั้นของคนในสังคมใช้ประเทศไทยเป็น “ประตูทองคำ” ในการทำลายล้างทั้งระบบและชีวิตระดับรากหญ้าของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มีการฟอกเงินมหาศาลทั้งจากพม่า กัมพูชา ลาว และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ เงินเหล่านี้ไม่ได้เพียงหมุนเวียนในตลาดมืด แต่กำลังไหลย้อนกลับมาครอบงำระบบเศรษฐกิจและสถาบันหลักของชาติ ที่ผลประโยชน์และเงินทะลุทะลวงไหลเข้าไปในทุกอะตอมของประเทศ

    ไทย…จุดยุทธศาสตร์ฟอกเงินของภูมิภาค

    ประเทศไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายเพียงเพราะอยู่ใกล้พรมแดนพม่าและกัมพูชา แต่เพราะเรามีช่องโหว่เชิงระบบ ที่เอื้อต่อการพรางเส้นทางเงินผิดกฎหมาย ทั้งในเชิงกฎหมาย การกำกับดูแล และระบบดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอ

    ฟอกเงินยุคดิจิทัล…ซับซ้อนและลึกกว่าเดิม

    ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในยุคที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และในฐานะที่เป็นอาจารย์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ผมได้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของการฟอกเงินทุนเทาเช่น การใช้ระบบ สตรีมมิ่ง / การบริจาคออนไลน์เป็นท่อพรางเส้นทางเงิน

    นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง Marketplace ปลอมหมุนเงินเข้าออกด้วยยอดขายและรีฟันด์ การพนันออนไลน์ NFT (ปลอม) คลิกฟาร์ม เกม และระบบ P2P lending ถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องซักฟอกเงินยุคใหม่” การเชื่อมกับระบบ crypto mixers ทำให้เงินสกปรก “หายตัว” ในไม่กี่นาที นี่คือโครงสร้างที่ไม่ต้องมีชายแดน ไม่ต้องมีหน้า ไม่ต้องมีบัญชีเดียว และยากกว่ามากในการตรวจสอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม

    ยิ่งไปกว่านั้น ทุนเทาทั้ง ไทยเทาและต่างชาติ ได้แปรสภาพทรัพย์สินสกปรกผ่านช่องทางพื้นฐานสามแบบในประเทศเราและที่น่ากลัวยิ่งคือแนวโน้มที่ช่องทางเหล่านี้กำลังขยับเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว

    สแกมเมอร์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแก๊งโทรหลอก แต่มันคือ “สงครามระดับประเทศ”

    ที่ถ้าเราสู้แบบทุกวันนี้ = เราแพ้พังพินาศย่อยยับ ต่อจากนี้…ประเทศไทยต้องยกระดับการสู้กับแก๊งสแกมเมอร์ให้เท่าทันโลก โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง Network Analytics และBlockchain Tracing เพื่อตรวจเส้นทางเงินที่ไหลซ่อนอยู่ใต้ดิน ทำงานเป็นทีมทุกหน่วยงานต้องเชื่อมข้อมูลกัน ทั้งธนาคาร หน่วยงานรัฐ ตลาดทุนไปจนถึงแพลตฟอร์มการจ่ายเงิน และปิดรูโหว่ระบบดิจิทัลด้วยมาตรการ KYC / AML ที่รัดกุมและต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่ดีเพื่อหยุดเส้นทางฟอกเงินข้ามพรมแดน

    วันหนึ่งข้างหน้าถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ แม้เราช้าเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ความเชื่อมั่นดิจิทัลของไทยอาจพังทั้งระบบ นี่คือเรื่องของ “อนาคตประเทศ” ไม่ใช่แค่เรื่องมิจฉาชีพ ถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคน ลุกขึ้น “สู้ด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือ” เพื่อปกป้องประเทศจากขบวนการสแกมเมอร์ยุคใหม่ และที่ร้ายกว่าสแกมเมอร์ที่กำลังท้าทายกลุ่มผู้รักชาติแท้จริง เราจะไม่ชนะ ถ้ายังคิดว่านี่คือ “เรื่องของตำรวจไล่จับมิจฉาชีพ”

    “นี่ไม่ใช่แค่ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ…แต่มันคือการแทรกซึมโครงสร้างประเทศและทำลายล้างประเทศไม่เหลือซาก มันกำลังปฏิบัติการอย่างเงียบ ๆ ไม่หยุดพักแต่ร้ายแรงคูณทวีมากกว่าที่ปรากฏให้เห็น”

    ไทยจะไปต่อไม่ได้…ถ้าโลกดิจิทัลไม่ปลอดภัย

    ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ เศรษฐกิจดิจิทัลแบบไม่มีทางเลือก มันเป็นตัวกำหนดชะตาของประเทศและชะตาชีวิตของประชาชนทุกคนมันกำลังเป็นยิ่งกว่าเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ที่ประชาชนทั้งประเทศ นักลงทุน และภาคธุรกิจล้วนพึ่งพาระบบดิจิทัลแทบ 100% “เมื่อความเชื่อมั่นดิจิทัลสั่นคลอน เศรษฐกิจทั้งระบบก็พลอยสั่นคลอนไปด้วย” ดังนั้น นี่คือ สงครามเงียบที่ต้องมีการ เป่าแตร ปลุกคนไทยทั้งประเทศลุกสู้ขึ้นพร้อมกัน

    “สแกมเมอร์ (Scammer) คือแค่ เสียงเตือน…แต่ทุนเทาและอะไรบางอย่างที่ยังไม่ขอเก็บเป็นปริศนา…คือ….ระเบิดทำลายล้างประเทศและความมั่นคงความผาสุกของประชาชนให้สูญสิ้นไป”

    ถ้าเรายังมองปัญหานี้เพียงแค่ในระดับปลายสายโทรศัพท์มือถือ ข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ หรือบอท บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เราจะไม่มีวันเห็นขบวนการเบื้องหลังที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในระบบการเงิน ดิจิทัล และสถาบันหลักของประเทศประเทศไทยจะไม่สามารถ “ไปต่อ” ได้อย่างมั่นคงจะพบจุดจบที่ไม่มีใครคาดถึง หากโลกดิจิทัลยังไม่ปลอดภัยและความเชื่อมั่นศรัทธายังถูกบั่นทอน ติดตามต่อได้ที่ www.superpoll.co.th โทร 02.082.2646
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/923106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zROoyH4QnhW2Ka0kP3cEX

  • สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปิยมหาราช” วันที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน และทรงสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินสยาม

    พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 และได้กำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในทุกมิติ ทั้งด้านการปกครอง การบริหารราชการ การพัฒนาเศรษฐกิจ การต่างประเทศ รวมถึงการเลิกทาสและการศึกษา ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

    พระองค์ทรงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งหมายถึง “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวสยาม” เพราะทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง

    พระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ “การเลิกทาส”

    หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการอย่างยิ่งต่อชาติ คือ การประกาศเลิกทาสอย่างสันติ พระองค์ทรงเห็นถึงความไม่เท่าเทียมของระบบไพร่ทาส และตระหนักว่า “ความเป็นไท” คือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พระองค์จึงทรงใช้พระปรีชาญาณและความรอบคอบ ค่อย ๆ ปฏิรูประบบดังกล่าวอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนในสังคม

    เริ่มจากการประกาศ พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ที่กำหนดให้บุตรทาสที่เกิดหลังประกาศเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ และค่อย ๆ ขยายสิทธิให้แก่ทาสรุ่นก่อน จนในที่สุดสยามประเทศได้ยกเลิกระบบทาสโดยสิ้นเชิง ถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ และเป็นการปลดปล่อยประชาชนจากพันธนาการทางสังคม

    พระราชกรณียกิจนี้ไม่เพียงเป็น “การปลดปล่อยกาย” แต่ยังเป็น “การปลดปล่อยใจ” และเชื่อมโยงกับพระราชดำริในด้านการศึกษา เพราะ “เมื่อประชาชนเป็นไทแล้ว ต้องมีการศึกษาเพื่อรู้เท่าทันโลก” อันเป็นรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

    พระราชปณิธานแห่งการศึกษาเพื่อประชาชน

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ “รากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ทรงมีพระราชดำริให้จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่เพียงชนชั้นสูง พระองค์ทรงตั้ง กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 เพื่อกำกับดูแลและพัฒนาการศึกษาของชาติอย่างเป็นระบบ

    จากโรงเรียนวังสู่รากฐานการศึกษาแผ่นดิน

    ก่อนยุคของพระองค์ “โรงเรียน” ยังเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย การเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ในวัด แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล พระองค์ทรงเห็นว่า “การศึกษาคือพลังแห่งความเท่าเทียม” จึงทรงก่อตั้งโรงเรียนหลวงหลายแห่ง เช่น โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ต่อมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพื่อให้ลูกหลานไทย “รู้เท่าทันโลก” และ “พัฒนาแผ่นดินด้วยปัญญา”

    “การศึกษาคือประตูเปิดไปสู่ความเจริญแห่งประเทศ” — พระราชดำรัส ร.5

    พระผู้ทรงเป็น “ครูใหญ่แห่งแผ่นดิน”

    นอกจากการจัดตั้งสถานศึกษา พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของ “ผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต” ทรงศึกษาภาษา วิทยาการ และระบบการบริหารจากต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสยาม ทรงส่งเสริมให้ข้าราชการและเยาวชนไทยไปศึกษาต่อในต่างแดน เพื่อเรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ และกลับมาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงทรงเป็น “แบบอย่างแห่งผู้เรียนรู้” ที่สะท้อนถึงคุณค่าของการศึกษาที่ไม่สิ้นสุด

    แสงแห่งปิยมหาราช ส่องนำการศึกษาไทยสู่อนาคต

    กว่า 120 ปีผ่านไป แนวคิดของพระองค์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีจิตวิญญาณความเป็น “ครูแห่งแผ่นดิน”

    “พระปิยมหาราช” มิได้เพียงทรงเลิกทาส หากยังทรงปลดปล่อยประชาชนจากความมืดแห่งความไม่รู้ ด้วยแสงแห่งการศึกษา

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย และมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานให้การศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน

    กระทรวงศึกษาธิการ ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ และมีจิตสาธารณะ พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ด้วยปัญญาและคุณธรรม

    ติดตามพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ด้านการศึกษา ได้เพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

    ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง – กราฟิก

    ข้ออ้างอิง : พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมศิลปากร
    ศูนย์ข้อมูลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/king-chulalongkorn-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GC6Lv-SEL7jLV-phbQclr

  • จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโลหิตวิทยาปริวรรต (CETH) จัดประชุมนานาชาติ International Scientific Symposium: “Scientific Forum on Myeloid and Lymphoid Malignancies: Advancing Knowledge and Innovation” ในวันที่ 19–20 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์กับแนวทางรักษามะเร็งทางโลหิตวิทยา 

    โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทย–ต่างประเทศบรรยายเชิงลึก และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเป้าหมายเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บ ให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ 

    พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ในงาน Pre-congress Symposium วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้บรรยายวิชาการจากทั้งไทยและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 หัวข้อ ได้แก่ Integrating CHIP into Clinical Care: Risk Assessment, Surveillance, and Therapeutic Decision-Making เป้าหมายของเวทีนี้คือการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) 

    เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ มี Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกา บรรยายเรื่องความสำคัญของ Clonal Hematopoiesis ในการเกิดโรคมะเร็ง และ Asst. Prof. Ong Shin Yeu จากสิงคโปร์ บรรยายเรื่องการรักษาด้วย CAR-T Cell ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคณาจารย์ สาขาโลหิตวิทยา รวม 4 ท่าน คือ อ.พญ.ปณิสินี ลวสุต และ อ.พญ.ภาลดา พิทักษ์กิจนุกูร จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการใช้ยากลุ่ม Bispecific T-Cell Engager ในโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมา, พญ.ชลลดา เหล่าเรืองโรจน์ จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บรรยายเรื่องการรักษาโรคฮอดจ์กินด้วยยามุ่งเป้า และ รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วยยามุ่งเป้า

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ส่วนการประชุมหลักในวันที่ 20 กันยายน 2568 จะเน้นการบรรยายเชิงวิชาการตลอดทั้งวัน ครอบคลุม 5 ช่วงเนื้อหาสำคัญคือ Bone Marrow Failure Syndromes, Myeloproliferative Disorders, Acute Myeloid Leukemia (AML), Lymphoid Malignancies และ Cellular Therapy ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ อาทิ

    •Prof. Seishi Ogawa จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำทางวิชาการของวงการจีโนมิกส์ในโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาระดับโลก มาบรรยายเรื่องจีโนมิกส์ของมะเร็งไขกระดูกเสื่อมเอ็มดีเอส

    •Prof. Hideki Makishima จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านไขกระดูกล้มเหลว ไขกระดูกเสื่อมและมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องงานวิจัยด้าน Bone Marrow Failure และ DDX41

    •Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์และการกลายพันธุ์ของยีนในเม็ดเลือด มาบรรยายเรื่องความก้าวหน้าด้าน myeloid neoplasms และ CHIP

    •Asst. Prof. Naoko Hosono จาก University of Fukui ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการทำวิจัยทางคลินิกเรื่องการใช้ยามุ่งเป้าต่อยีน FLT3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องการรักษา AML ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน FLT3 โดยใช้ยามุ่งเป้า

    •Asso. Prof. Ja-min Byun จากประเทศเกาหลีใต้ ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในแวดวงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดลิมโฟไซท์ (CLL) ของโลก มาบรรยายเรื่องการวินิจฉัยและรักษาโรค CLL โดยเฉพาะในแง่มุมของคนเชื้อชาติเอเชีย

    •Asst. Prof. Shoji Saito จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น มาร่วมแชร์ประสบการณ์การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วย CAR-T ใน acute leukemia และพูดคุยหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสถาบันในอนาคต

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    สำหรับฝั่งผู้เชี่ยวชาญไทยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและประสบการณ์คลินิกที่เชื่อมโยงสู่บริการรักษาในประเทศ อาทิ การทำวิจัยการ ทำงานของเกล็ดเลือดใน iPS Cell โดย ศ.ดร.นพ.พลภัทร โรจน์นครินทร์, การศึกษาความผิดปกติของ HLA ในโรคไขกระดูกฝ่อ โดย ผศ.พญ.สุนิสา ก้องเกียรติกมล, การศึกษาการแสดงออกของโปรตีน Tim-3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดย รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ, การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาในระดับโมเลกุลในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดย อ.นพ. ณฤทธี สุกไสว

    การค้นพบการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ที่นำไปสู่การเข้าใจถึงพยาธิกำเนิดของโรคมากขึ้น และให้การรักษาที่เหมาะสม โดย รศ.พญ.จันทนา ผลประเสริฐ, การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR-T Cell โดย รศ.นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์ และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วย CAR-T Cell โดย รศ.พญ.จักราวดี จุฬามณี ซึ่งต่างสะท้อนศักยภาพของวงการแพทย์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/642203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_a26uWU4RgSXoQtltjIIs