Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘พลังงาน’ แถลงโครงการใหญ่โซลาร์ชุมชนดันลงทุน 3 หมื่นล้าน 1.5 พันเมกะวัตต์ ทั่วประเทศ

    ‘พลังงาน’ แถลงโครงการใหญ่โซลาร์ชุมชนดันลงทุน 3 หมื่นล้าน 1.5 พันเมกะวัตต์ ทั่วประเทศ

    เศรษฐกิจ

    24 ต.ค. 2025 เวลา 13:41 น.

    รัฐบาลเดินหน้า “โครงการไฟฟ้าชุมชน” และ “โซล่าสูบน้ำ” ลดค่าไฟ–ลดค่าครองชีพทั่วประเทศ กระจายการลงทุนตั้งเป้าโซลาร์ฟาร์มสู่ท้องถิ่น 1,500 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 1.2 ล้านครัวเรือน ลดค่าไฟ 40-80 สต.ต่อหน่วย  พร้อมดันลงทุน 3 หมื่นล้าน “อรรถพล” จ่อทบทวนค่าไฟงวด ม.ค.อาจลดต่ำลงกว่างวดปัจจุบัน ขอดูต้นทุนภาพรวมก่อน

    • รัฐบาลเดินหน้า “โครงการไฟฟ้าชุมชน” และ “โซล่าสูบน้ำ” ลดค่าไฟ–ลดค่าครองชีพทั่วประเทศ
    • กระจายการลงทุนตั้งเป้าโซลาร์ฟาร์มสู่ท้องถิ่น 1,500 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 1.2 ล้านครัวเรือน ลดค่าไฟ 40-80 สต.ต่อหน่วย 
    • พร้อมดันลงทุน 3 หมื่นล้านในส่วนที่เกี่ยวข้อง 
    • “อรรถพล” จ่อทบทวนค่าไฟงวด ม.ค.-เม.ย.อาจลดต่ำลงกว่างวดปัจจุบัน ขอดูต้นทุนภาพรวมก่อน

    วันนี้ (24 ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังประชุมหารือ เรื่อง “โครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน” โดยนายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชนเพื่อช่วยลดค่าไฟและต้นทุนการดำรงชีพของประชาชนทั่วประเทศ

    นายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เสนอโครงการไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง

    “เราจะกระจายการลงทุนไปในชุมชนย่อย ๆ ให้แต่ละพื้นที่มีโซลาร์ฟาร์มเป็นของตนเอง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะรับผิดชอบด้านการส่งกระแสไฟฟ้าในราคาพิเศษให้กับชุมชนนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนโดยตรง” นายอนุทินกล่าว

    ซึ่งยังมี “โครงการโซล่าสูบน้ำ” เพื่อสนับสนุนระบบชลประทานและประปาหมู่บ้านทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำประปา และลดค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของประชาชน พร้อมทั้งกระจายการลงทุนสู่ท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบาย “ควิก บิ๊กวิน” (Quick Big Win) ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้กับประชาชนในระยะสั้น

    ทั้งนี้โดยโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

    ด้านนายอรรถพล กล่าวว่า โครงการด้านไฟฟ้าที่จะลดค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน  ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันอังคารที่ 28 ต.ค.นี้ โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนพลังงานประมาณ 500-600 ล้านบาท จากวงเงินที่เตรียมไว้ ประมาณ 900 ล้านบาท

    โดยทั้ง 2 โครงการ 1.โครงการไฟฟ้าชุมชน (โซลลาร์เพื่อชุมชน) โดยโครงการจะกระจายเป็นโครงการย่อยในแต่ละชุมชน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน อาจเป็น 5 หรือ 8 เมกะวัตต์แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อไฟฟ้ารวมกันได้ในราคาที่เหมาะสม โดย กฟภ.จะรับผิดชอบด้านการขนส่งไฟฟ้าและจัดให้มีราคาพิเศษแก่ชุมชน สามารถลดค่าไฟให้ประชาชนในพื้นที่ที่เข้าโครงการได้ 40-80 สตางค์ต่อหน่วย

    โดยโครงการนี้จะดำเนินการทั้งหมด 1,500 เมกะวัตต์ โดยมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือน นอกจากนั้นจะทำให้มีมูลค่าการลงทุนในโซลาร์ฟาร์มประมาณ 30,000 ล้านบาท และลดคาร์บอนได้ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี

    2.โครงการสูบน้ำเพื่อเกษตรกรและชุมชน โดยรมว.พลังงาน กล่าวต่อว่าโครงการนี้มุ่งเน้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและประปาหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการครองชีพของประชาชน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ

    โดยโครงการนี้มีเป้าหมายการดำเนินการให้กับพื้นที่ชุมชนเกษตรกรประมาณ 200 แห่ง ประปาหมู่บ้าน ประปาชุมชนประมาณ 5,000 แห่ง ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 700,000 ครัวเรือน ลดคาร์บอนได้ 200,000-300,000 ตันต่อปี

    สำหรับโครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้าน อยู่อาศัยด้วยมาตรการภาษีที่เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลจะออกมานั้นตอนนี้ รอประกาศกรมสรรพสามิต จากกระทรวงการคลังออกมาเพื่อบังคับใช้ได้เป็นทางการเพื่อให้ลดภาษีได้ตามที่ ครม.เคยอนุมัติไว้แล้ว

    ขอดูข้อมูลต้นทุนก่อนลดค่าไฟ

    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าในของรัฐบาลจะมีการลดค่าไฟฟ้าลงจากปัจจุบัน 3.94 บาทต่อหน่วยหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่าค่าไฟฟ้าจะมีการปรับรอบละ 4 เดือน โดยรอบถัดไปคือเดือน ม.ค.- เม.ย.2569 นายอรรถพลยืนยันว่า ขณะนี้กำลังเร่งศึกษาปัจจัยต้นทุนหลายด้าน และได้แจ้งในเบื้องต้นว่ารอบถัดไปจะตรึงไว้ไม่ให้สูงกว่ารอบปัจจุบันอย่างแน่นอน ส่วนจะสามารถลดได้หรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204542&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02t8j6aUnDViNI0FR-0o1N

  • เปิดอายุเป๊ะๆ ที่ “คุณภาพอสุจิเริ่มเสื่อมลง” เสี่ยงถ่ายทอดยีนก่อโรคให้ลูกได้มากขึ้น

    เปิดอายุเป๊ะๆ ที่ “คุณภาพอสุจิเริ่มเสื่อมลง” เสี่ยงถ่ายทอดยีนก่อโรคให้ลูกได้มากขึ้น

    งานวิจัยล่าสุด เผยอายุที่คุณภาพอสุจิเริ่มเสื่อมลง และเสี่ยงส่งต่อยีนกลายพันธุ์ให้ลูกมากขึ้น

    ในขณะที่สิ่งต่างๆ อย่างวิสกี้ การลงทุน หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์อาจดีขึ้นตามอายุ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ดีขึ้นแน่ๆ คือ “อสุจิ”

    ผลการศึกษาล่าสุดจากนักวิจัยในสหราชอาณาจักรที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า คุณภาพของอสุจิจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการส่งต่อยีนที่ก่อโรคให้แก่บุตรหลานโดยไม่รู้ตัว

    อสุจิกลายพันธุ์เพิ่มตามอายุ – จุดเริ่มต้นของความเสื่อมอยู่ที่อายุ 43 ปี

    งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากชายสุขภาพดี 81 คน อายุระหว่าง 24–75 ปี โดยใช้เทคนิควิเคราะห์ความแม่นยำสูงชื่อว่า NanoSeq เพื่อวัดการสะสมของการกลายพันธุ์ในเซลล์อสุจิ พบว่าการกลายพันธุ์เกิดขึ้นมากขึ้นตามอายุ ทำให้คุณภาพของน้ำเชื้อลดลงเรื่อยๆ

    นักวิจัยยังค้นพบว่า มียีนมากกว่า 40 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของเซลล์ต้นกำเนิดอสุจิ ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “selfish sperm” หรือ “อสุจิที่เห็นแก่ตัว”

    โดยเมื่อวัดสัดส่วนของอสุจิที่มียีนกลายพันธุ์ก่อโรค พบแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุดังนี้:

    • ช่วงอายุ 26–42 ปี: ประมาณ 2% ของอสุจิมียีนกลายพันธุ์ก่อโรค
    • ช่วงอายุ 43–58 ปี: เพิ่มขึ้นเป็น 3–5%
    • ช่วงอายุ 70 ปี: เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5%

    อัตราการสะสมของการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.67 ครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 43 ปีขึ้นไป ซึ่งถือเป็นจุดที่คุณภาพอสุจิเริ่ม “เสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    พ่ออายุมาก เสี่ยงส่งต่อยีนก่อโรคมากขึ้น

    ศาสตราจารย์แมตต์ เฮิร์ลส์ ผู้อำนวยการสถาบัน Wellcome Sanger Institute หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า “ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเพิ่มขึ้นตามอายุของบิดา บางการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอไม่เพียงรอดพ้นจากกระบวนการคัดกรองธรรมชาติ แต่ยังเติบโตในอัณฑะ ทำให้ผู้ชายที่มีลูกในวัยหลังมีแนวโน้มส่งต่อยีนที่ผิดปกติให้ลูกมากขึ้น”

    ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยพบว่า ยีนกลายพันธุ์บางชนิดสามารถ “ขยายจำนวนได้เร็วกว่าอสุจิปกติ” ทำให้เพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดยีนผิดปกติสู่ลูกมากขึ้นถึง 2–3 เท่า ยีนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ โรคทางพัฒนาการ และ โรคพันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง โดยเฉพาะโรคในกลุ่ม ออทิสติก (Autism Spectrum Disorder)

    Patt Vielma

    แนวโน้มพ่อวัย 40+ เพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ข้อมูลทางสถิติพบว่า แนวโน้มผู้ชายมีบุตรในวัยหลัง 40 ปีเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 4.1% ในปี 1972 เป็น 8.9% ในปี 2015 และการวิเคราะห์ในปี 2024 ยังชี้ว่า บิดาที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 51% ที่จะมีลูกถูกวินิจฉัยเป็นออทิสติก เมื่อเทียบกับบิดาที่อายุต่ำกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ในอสุจิยังถูกเชื่อมโยงกับโรคทางพันธุกรรมหายาก เช่น Apert syndrome, Noonan syndrome และ Costello syndrome ซึ่งล้วนเป็นโรคที่เกิดจากยีนเด่นที่กลายพันธุ์ในช่วงสร้างเซลล์สืบพันธุ์

    แม้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกเซลล์ที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์

    นักวิจัยย้ำว่า แม้จำนวนอสุจิที่มียีนกลายพันธุ์จะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ไม่ใช่ทุกเซลล์ที่สามารถปฏิสนธิได้จริง บางเซลล์อาจไม่สามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์ หรืออาจทำให้เกิดการแท้งได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงสุขภาพและอายุของบิดาในกระบวนการวางแผนครอบครัว

    1. Nature Journal
    2. Wellcome Sanger Institute
    3. Forbes Health

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852614/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FbNqgZWrkfR-xMLd4K5tL

  • “อีซูซุ พี่ให้น้อง” รวมพลังคนใจดีร่วมแข่งขัน “โบว์ลิ่งการกุศล” ครั้งที่ 13 ณ เมกาบางนา

    “อีซูซุ พี่ให้น้อง” รวมพลังคนใจดีร่วมแข่งขัน “โบว์ลิ่งการกุศล” ครั้งที่ 13 ณ เมกาบางนา

    24 ตุลาคม 2568 กลุ่มยานยนต์อีซูซุ ร่วมด้วย บริษัท Isuzu Engine Manufacturing Co., Ltd., สหภาพแรงงานเครื่องยนต์และอะไหล่ Isuzu, และ สหกรณ์เครดิตยูเนียน Isuzu Engine จำกัด พร้อมใจจัดกิจกรรม “การแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล โครงการอีซูซุ พี่ให้น้อง” ณ ลานโบว์ลิ่ง ชั้น 2 ศูนย์การค้าเมกาบางนา กทม.

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ส.ส. ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน เป็นกำลังใจ ชื่นชมผู้เข้าร่วมการแข่งขัน มอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ พร้อมสนับสนุนการทำกิจกรรมการกุศลที่สร้างความสามัคคีและแบ่งปันสู่สังคม 

    สส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 เป็นการรวมพลังของพนักงานในสายธุรกิจยานยนต์ ที่ต้องการตอบแทนสังคม ส่งต่อสิ่งดีๆ แก่นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ที่งบประมาณไม่เพียงพอต่อการพัฒนา จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น โดยเชื่อว่าการให้ที่ยั่งยืนคือการมอบโอกาสและรอยยิ้มให้กับเยาวชนด้านการศึกษา

    บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพจากผู้บริหาร พนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรของอีซูซุ ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากที่มาร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรมกีฬาเชื่อมสัมพันธ์และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเยาวชนผู้ขาดแคลนในด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ภายใต้แนวคิด “พี่ให้น้อง” สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและความห่วงใยซึ่งกันและกัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378968513&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14TSJCqessUxdPFjx8lDRb

  • “รองโฆษกรัฐบาล“ นำคณะลงพื้นที่กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ – ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    “รองโฆษกรัฐบาล“ นำคณะลงพื้นที่กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ – ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ที่จังหวัดกระบี่ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ จ.กระบี่ โดยนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล หรือ “โกหงวน” นายก อบจ.กระบี่ และนายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมต้อนรับ

    โดย น.ส.ศศิธร กล่าวว่า จ.กระบี่ มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพีสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทาง เพราะการเดินทางจาก จ.ภูเก็ตมาจ.กระบี่ ใช้เวลาเพียง 1 ชม. โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบาลออกมานั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่ จ.กระบี่

    ขณะที่ รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อดูแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.กระบี่ ตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงรับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

    จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จ.กระบี่ พร้อมทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ”จ.กระบี่ อยู่ในกลุ่มเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้ง ไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง รวมถึงการสนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/884051/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HcB9hYb_xSZrBjfaxZclY

  • รัฐเร่งปลดล็อก“เหล้า-โซนนิ่ง”โรงแรมหนุนยกเลิกกฎแปลกบ่ายสองห้ามขาย

    รัฐเร่งปลดล็อก“เหล้า-โซนนิ่ง”โรงแรมหนุนยกเลิกกฎแปลกบ่ายสองห้ามขาย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องการให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง สถานบริการ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อแก้ไขปัญหาความลักลั่นทางกฎหมาย และกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ว่า นายกฯ มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ไปทบทวนเรื่องนี้ซึ่งต้องเร่งให้มีผลก่อนยุบสภา

    “ท่านนายกฯ ตั้งคำถามว่าเหตุใดพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางโซน เช่น ถนนข้าวสาร หรือ RCA จึงเปิดได้ แต่ที่อื่นทำไม่ได้ ซึ่งโซนนิ่งที่ทำมาอาจไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป แนวคิดของรัฐบาลคือไม่ควรจะเป็นเรื่องของการจัดโซนนิ่ง แต่ควรเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เนื่องจากที่ผ่านมาการมีโซนนิ่งที่เข้มงวด หลายร้านอยากเข้าสู่ระบบแต่เข้าไม่ได้เพราะติดโซนนิ่ง ทำให้ยังมีการลักลอบทำกันอยู่ และไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี ปัญหาที่ผ่านมาคือควบคุมไม่ได้และเป็นช่องทางให้มีการคอร์รัปชั่น ให้มีการรับสินบน แล้วรัฐก็สูญเสียรายได้”

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00 – 17.00 น. และการปรับกรณีที่ลูกค้านั่งแช่หลังเที่ยงคืนในร้านอาหารที่ไม่ใช่สถานประกอบการ เนื่องจากมีคำเตือนจากสถานทูตต่างชาติ ว่า หากนักท่องเที่ยวมาไทยและดื่มในร้านอาหารตอนบ่าย อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการทำผิดกฎหมายที่ไทยและถูกปรับ 2,000 บาท ท่านนายกฯ จึงสั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปหาแนวทางแก้ไขทันที เพราะวิถีชีวิตของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวตะวันตกเขานั่งแช่ดื่มทั้งวัน การที่ต้องเชิญออกจากร้านตอน 14.00 น. แล้วมาดื่มใหม่ตอน 17.00 น.มันก็ประหลาด สำหรับประเด็นการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. หรือตี 4 นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดถึงกันถึงขนาดนั้น อาจจะเป็น 01.00 น. หรือ 02.00 น. คงไม่ได้เป็นภาพรวมหมดทั้งประเทศว่าเปิดได้ถึงตี 4

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลพิจารณาปลดล็อกข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เนื่องจากที่มาของกฎหมายไม่ได้สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะเดิมมีขึ้นเพื่อป้องกันพนักงานรัฐแอบใช้เวลางานไปนั่งดื่มแทน มองว่าแม้มีการปลดล็อกกฎหมายห้ามขายเป็นช่วงเวลาออกไปแล้ว ก็ไม่ได้มีผลให้เกิดการแอบดื่มระหว่างทำงานมากขึ้น ซึ่งผลของการจำกัดช่วงเวลาขายนี้กระทบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า หากปลดล็อกหาซื้อและนั่งดื่มในพื้นที่ร้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ก็เป็นผลดีมากกว่า

    “วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีการกำหนดให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองในแง่นักท่องเที่ยวต่างชาติ การงดไม่ให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในวันเหล่านั้นแบบเป็นภาพรวมถือว่าไม่จำเป็น เพราะวันสำคัญทางศาสนาก็เป็นศาสนาเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามีหลากหลายมาก หากสามารถยกเลิกให้ตอบโจทย์สังคมในปัจจุบัน รวมถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้ก็ควรทำ”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถเปิดขายได้ทั่วประเทศ และขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น. อาจทดลอง 3-6 เดือนก่อนแล้วมาประเมินผลอีกครั้งว่าผลดีต่อเศรษฐกิจมากน้อยเท่าใด ผลเสียต่อสังคมมีอย่างไรบ้าง ความคุ้มค่าเป็นอย่างไร สำหรับการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถเปิดขายได้ทั่วประเทศถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น.หรือตี 2 แต่ร้านจะต้องขึ้นทะเบียนสถานบริการก่อน เห็นสถานประกอบการตอนนี้เปิดกันถึงตี 2 เป็นปกติ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใบอนุญาต หากขยายเวลาให้เปิดถึงตี 4 เฉพาะร้านที่ขึ้นทะเบียน เชื่อว่าร้านที่ไม่ขึ้นทะเบียนจะฉวยโอกาสเปิดยาวเช่นกัน จึงควรลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ตอนนี้เลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2890942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw322SItfYjGJksxnbWSXRwA

  • “เพื่อไทย” ซัด “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ชี้ขัดกระแสโลก สูญรายได้กว่า 1,400 ล้านต่ออีเวนต์ ทำเพื่อชาติหรือการเมือง

    “เพื่อไทย” ซัด “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ชี้ขัดกระแสโลก สูญรายได้กว่า 1,400 ล้านต่ออีเวนต์ ทำเพื่อชาติหรือการเมือง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22i3wsvLRzRZpmaXk0KTki

  • คลังปรับขั้นตอนเบิกจ่ายงบ เร่งอัดฉีดเงิน 4 ล้านล้านบาทปลุกเศรษฐกิจ

    คลังปรับขั้นตอนเบิกจ่ายงบ เร่งอัดฉีดเงิน 4 ล้านล้านบาทปลุกเศรษฐกิจ

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลาง เร่งปรับปรุงกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปีงบประมาณ 69 มีเงินงบประมาณทั้งงบรายจ่ายประจำปี งบลงทุน และงบเหลื่อมปี รวมกว่า 4 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเกิดความคล่องตัว รวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญคือ

    1. หน่วยงานสามารถลดระยะเวลาการเผยแพร่ร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธี e-bidding (TOR) รวมถึงการจ้างที่ปรึกษาหรือการจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างให้สั้นลง เช่น วงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นๆ กรณีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ และวงเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ เป็นต้น

    2. กรณีที่มีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว หรือยื่นหลายรายแต่ถูกต้องตามเงื่อนไขเพียงรายเดียว หากคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาแล้วสมควรที่จะดำเนินการต่อไป ก็สามารถกระทำได้

    3. ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดซื้อจัดจ้างคือการที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปี 2560 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการตรวจรับไว้อย่างชัดเจน ทำให้การตรวจรับหลายโครงการล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐล่าช้าตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางปฏิบัติในการตรวจรับพัสดุ สามารถเบิกจ่ายเงินให้กับคู่สัญญาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นไปตามเป้าหมายตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในแต่ละปี คณะกรรมการวินิจฉัยจึงได้กำหนดระยะเวลาในการตรวจรับพัสดุเพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้างหรืองานจ้างก่อสร้าง ทั้งนี้ หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือผู้ควบคุมงานมีเหตุผลความจำเป็นไม่อาจดำเนินการได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ

    นางแพตริเซีย กล่าวต่อว่า ในบางกรณีหน่วยงานรัฐที่ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับภาคเอกชน เมื่องานแล้วเสร็จ แต่ไม่เร่งตรวจรับมอบงาน เพื่อส่งมอบงานตามสัญญา ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบล่าช้าออกไป เช่น งานจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ใช่งานจ้างก่อสร้าง กรณีสัญญามีงวดงานเดียว ให้ตรวจรับพัสดุภายใน 5 วันทำการ หลังจากคู่สัญญาส่งมอบพัสดุ เป็นต้น ส่วนที่เป็นสัญญาจ้างก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งจ้างแบบเหมารวม และงานจ้างแบบราคาต่อหน่วย ซึ่งในกรณีจ้างแบบราคาต่อหน่วย หากเป็นค่างานไม่เกิน 30 ล้านบาท ให้ผู้ควบคุมงาน ตรวจรับงานรายงวดภายใน 4 วัน และกรณีค่างานไม่เกิน 60 ล้านบาท ให้ตรวจรับงานรายงวดภายใน 8 วัน เป็นต้น

    “การกำหนดระยะเวลาตรวจรับนอกจากจะช่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายแล้ว ยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ปฏิรูปกระบวนการตรวจรับงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสัญญาให้มีมาตรฐานและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงบประมาณของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดภาระให้กับคู่ค้าภาครัฐอีกด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2890913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R9agJqBPtwPyYZCpgVRYU

  • ชู “กระบี่” โกอินเตอร์ เป็นเมืองสุขภาพ  นโยบายเมืองปลอดภัย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชู “กระบี่” โกอินเตอร์ เป็นเมืองสุขภาพ นโยบายเมืองปลอดภัย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pUWl0Cmyi-Js-AKDipMSJ

  • IMF แนะเอเชียลดกีดกันการค้า-ใช้นโยบายบูรณาการ รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ : อินโฟเควสท์

    IMF แนะเอเชียลดกีดกันการค้า-ใช้นโยบายบูรณาการ รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียลดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) และดำเนินนโยบายการค้าแบบบูรณาการ เพื่อลดความเปราะบางที่มีต่อมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินทั่วโลก

    IMF ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียในวันนี้ (24 ต.ค.) ว่า การค้าเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าทั่วโลก ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตลอดจนมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    รายงานยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และกระแสการลงทุนที่เฟื่องฟูในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทำให้การค้าภายในภูมิภาคเอเชียปรับตัวดีขึ้นขึ้น ขณะเดียวกันหากเอเชียเดินหน้าส่งเสริมการบูรณาการทางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการยกเลิกกำแพงการค้า ก็จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคสามารถกระจายตลาดส่งออก ลดต้นทุน และชดเชยแรงกดดันบางส่วนจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้

    นอกจากนี้ รายงานของ IMF แนะว่า เอเชียจะได้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกันในวงกว้างขึ้น เช่นเดียวกับที่เห็นในสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากในปัจจุบัน การมุ่งเน้นที่ข้อตกลงทวิภาคีทำให้เกิดกฎเกณฑ์ที่ทับซ้อนกันและมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกัน พร้อมระบุว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังคงมีอยู่ทั่วไปในเอเชียนั้น สามารถให้ประโยชน์กับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียได้อย่างมาก

    กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิกของ IMF กล่าวว่า หากเอเชียบูรณาการกันมากขึ้นภายในภูมิภาค ก็จะช่วยเป็นเกราะป้องกันแรงกดดันจากภายนอก พร้อมกับกล่าวว่าเอเชียมีความเชื่อมโยงอย่างมากในการค้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate goods) โดยประมาณ 60% ของการส่งออกทั้งหมดเกิดขึ้นภายในภูมิภาค ในทางตรงกันข้าม มีเพียง 30% ของการส่งออกสินค้าขั้นสุดท้าย (final goods) ของประเทศในเอเชียเท่านั้นที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาค ซึ่งเป็นสัญญาณของการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป

    IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัว 4.5% ในปี 2568 ซึ่งแม้ว่าชะลอตัวลงจาก 4.6% ในปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่มขึ้น 0.6% จากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนเม.ย. เนื่องจากยอดส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งสินค้าก่อนที่มาตรการปรับขั้นภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ดี IMF คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียในปี 2569 จะชะลอลงแตะระดับ 4.1% เนื่องจากผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า อุปสงค์ที่อ่อนแอในจีน และการบริโภคภาคเอกชนที่ซบเซาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KqizGy-TOYNAlwXIA57en

  • จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ใครจะไปคิดว่าโรงไฟฟ้าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้?

    ลึกเข้าไปในภูมิประเทศอันงดงามของโคราช ที่ซึ่งเนินเขาบรรจบกับท้องฟ้า มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ท้าทายทุกนิยามของการท่องเที่ยว ที่นี่คือโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จับมือกับชุมชน พลิกโฉมแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่เคยดูลึกลับให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้ที่เปิดประตูต้อนรับทุกคน

    บทความนี้จะพาคุณเดินทางผ่านสองมิติที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิง จากการผจญภัยสู่ใจกลางพลังงานใต้พิภพ สู่การทะยานขึ้นชมทิวทัศน์สุดตระการตาบนเมืองลอยฟ้าในทริปการเดินทางสุดพิเศษ “EGAT : กรีนนำที่ลำตะคอง” กิจกรรมสุดเอ็กคลูซีฟที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและ Nation Group เมื่อวันที่ 16-17 ตุลาคมที่ผ่านมากับขบวนคาราวานรถ EV ที่พาผู้โชคดีและทีมงานเครือเนชั่นไปพิสูจน์ให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงไฟฟ้า ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวที่ไหนๆ การันตีด้วยรางวัลระดับประเทศที่ยืนยันถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ความสำเร็จที่โดดเด่นคือการคว้ารางวัลจากเวที รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยทั้งสองพื้นที่สำคัญของลำตะคองสามารถคว้ารางวัลมาได้สำเร็จ ทั้งโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Gold Awards) ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Awards) ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

    รางวัลเหล่านี้ไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานสากลถึง 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Responsible Tourism), การท่องเที่ยวสีขาว (สะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (BCG Model – โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว), มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (SHA) และ เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค (Voice of Customer) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ยิ่งไปกว่านั้น โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนายังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 เส้นทาง Unseen New Series แห่งใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ททท. ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกลักษณ์และจุดขายใหม่ทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร รางวัลและความสำเร็จเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงประสบการณ์อันน่าทึ่งที่รอให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตนเอง

    สัมผัสสองมิติแห่งพลังงาน การเดินทางสู่เมืองใต้พิภพและเมืองลอยฟ้า

    การมาเยือนลำตะคองคือการเดินทางผ่านสองโลกที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างอาณาจักรใต้พิภพและเมืองลอยฟ้าอันกว้างไกล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ณ โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับใต้ดินแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่นี่ทำหน้าที่เสมือน “แบตเตอรี่พลังงานสะอาด” ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 1,000 เมกะวัตต์

    ด้วยหลักการทำงานที่ชาญฉลาด คือการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองด้านล่างขึ้นไปเก็บไว้ที่อ่างพักน้ำบนยอดเขายายเที่ยงในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ เปรียบเสมือนการ ‘ชาร์จ’ พลังงาน และเมื่อถึงช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าสูง น้ำจะถูกปล่อยลงมาเพื่อ ‘จ่าย’ พลังงานขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

    และหนึ่งในประสบการณ์ unseen คือการเดินทางด้วยรถ EV bus ลึกเข้าสู่ความเงียบใต้พิภพบนระยะทางกว่า 1,430 เมตร ก่อนจะเปิดสู่โถงขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึกกว่า 350 เมตร ที่นี่คือหัวใจของการผลิตไฟฟ้า ที่ที่คุณจะได้สัมผัสถึงเสียงกระหึ่มเบาๆ ของเครื่องจักรที่กำลังทำงาน และตื่นตะลึงกับขนาดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่นำพลังมหาศาลของน้ำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงผู้คน

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ทะยานสู่เมืองลอยฟ้า ทิวทัศน์สุดตระการตาบนเขายายเที่ยง

    จากความลึกลับใต้พิภพ เราทะยานขึ้นสู่ “เมืองลอยฟ้า” ณ บริเวณอ่างพักน้ำตอนบนบนเขายายเที่ยง ความรู้สึกที่ถูกจองจำใต้พื้นดินจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอิสระและกว้างไกลสุดสายตา คุณจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด ท่ามกลางทุ่งกังหันลมยักษ์กับวิวแบบพานอรามา 360 องศา เมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างก็จะมองเห็นอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ถนนมิตรภาพ เส้นทางรถไฟ และที่สะดุดตาที่สุดก็คือสันเขารูปอีโต้ที่เรียงรายอยู่ที่เส้นขอบฟ้าโดยรอบ

    จากตรงนี้เราจะมองเห็นทุ่งกังหันลมขนาดมหึมาจำนวน 12 ต้นของ กฟผ. ตั้งตระหง่านท้าทายสายลมและแสงแดด นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานหรือขับรถกอล์ฟไต่ไปตามเส้นทางเพื่อชมความงามได้อย่างใกล้ชิด

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    ที่นี่คือส่วนหนึ่งของ “โคราชจีโอพาร์ค” ณ จุด geo view point ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีโคราช (Khorat Geopark) ที่ที่คุณจะได้เห็นภูมิประเทศที่เรียกว่า “เขาเควสตา” หรือ เขารูปอีโต้ –  “เควสตาโคราช” (Khorat Cuesta) ลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขารูปมีดอีโต้  ที่มีด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชันและอีกด้านเป็นเนินลาดเอียงต่ำ อันเป็นทั้งเอกลักษณ์และความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาอายุนับล้านปีบวกกับภาพกังหันลม สุดยอดวิศวกรรมแห่งยุคพลังงานสะอาด

    บริเวณอ่างพักน้ำตอนบนยังมีร้านค้าชุมชนที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมอาชีพที่ กฟผ. ได้เข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

    จากแหล่งกำเนิดพลังงานสู่จุดหมายปลายทาง Unseen ณ โรงไฟฟ้าลำตะคอง

    มากกว่าการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการเรียนรู้และพลังของชุมชน

    คุณค่าของลำตะคองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพลังงานที่ทันสมัย และเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน การหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย ธรรมชาติที่งดงาม และพลังของชุมชน ได้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่าและแตกต่างจากที่อื่นอย่างแท้จริง

    เติมความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน

    ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนที่ทันสมัยแห่งใหม่ของภาคอีสาน โจทย์สำคัญของพลังงานลมคือความไม่แน่นอน แต่ที่นี่มีคำตอบ ด้วยนวัตกรรมไฮไลท์อย่าง ระบบ wind hydrogen hybrid ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานส่วนเกินจากกังหันลมมาเปลี่ยนเป็นก๊าซไฮโดรเจน เพื่อสำรองไว้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในอาคารศูนย์การเรียนรู้ฯ เมื่อลมสงบ นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำนวัตกรรมนี้มาใช้งานจริง นอกจากนี้ ภายในศูนย์ฯ ยังมีโซนการเรียนรู้ที่น่าสนใจถึง 7 โซน และมีการจัดกิจกรรมเสริมความรู้ร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เช่น กิจกรรม “ม่วนซื่นลำตะคอง” ที่จำลองวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส

    เชื่อมโยงธรรมชาติและธรณีวิทยา

    ด้วยความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และชุมชนผายายเที่ยง ได้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับ อุทยานธรณีโคราช (Khorat Geopark) ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับมิติทางธรณีวิทยาที่น่าค้นหาอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการชมทิวทัศน์เขาเควสตาและผายายเที่ยง พร้อมกันนั้นยังมีการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนให้แก่สิ่งแวดล้อม เช่น กิจกรรมปลูกป่าลอยฟ้า และ ปลูกป่าลงดินบนหลังคาโคราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อธรรมชาติที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OM2B7CqmNj8EFUcHDEIOx