Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สรุป! การประชุม 4th plenum จีนมุ่งมั่นพึ่งพาตนเอง ด้านเทคโนโลยี ตั้งเป้าโตอย่างมีคุณภาพ

    สรุป! การประชุม 4th plenum จีนมุ่งมั่นพึ่งพาตนเอง ด้านเทคโนโลยี ตั้งเป้าโตอย่างมีคุณภาพ

    การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (4th plenum) ในวันที่ 20-23 ตุลาคม 2025 สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ทางการจีนได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น และระยะกลาง

    โดยเป้าหมายทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะระบุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งคาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุมสองสภาช่วงเดือนมีนาคม 2026

    แม้ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. ทางการจีนจะให้ความสำคัญกับ ‘วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี’ เพื่อที่จะพึ่งพาตนเองในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้นำของโลกทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีภายในปี 2035 โดยจะสนับสนุนเทคโนโลยีควอนตัม และ การผลิตทางชีวภาพ (Biomanufacturing) เป็นต้น ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบัน โดยจีนเองเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน 5G แต่จีนเองยังพึ่งพาอุตสาหกรรม Semiconductor จากทางสหรัฐฯ

    2. การให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศ ประเด็นนี้ถูกเน้นย้ำในการประชุมสำคัญของจีนมาหลายครั้ง ซึ่งในการประชุม 4th plenum นี้จีนยังคงเน้นย้ำถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะระบุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน

    3. การจัดการเรื่องปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน และสงครามราคา (Involution) เป็นประเด็นที่ทางการให้ความสนใจ และเตรียมมาตรการที่จะเข้ามาจัดการ แต่ไม่ได้ระบุถึงแนวทางหรือรายละเอียดที่ชัดเจนเพิ่มเติม

    4. แนวทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการสนับสนุนในภาคการบริการ และมองหาโอกาสต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และทางรถไฟฟ้าเป็นครั้งแรก เป็นต้น

    5. การสนับสนุน ‘Silver Economy’ แถลงการณ์หลังประชุมระบุว่าอาจมีการเลื่อนอายุเกษียณ รวมถึงจะสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในกิจกรรมทางสังคมต่างๆ และให้เงินอุดหนุนสำหรับระบบการดูแลระยะยาว (Long–term care) และภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ

    6. การให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม Healthcare service โดยจะให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งระบุว่าจะยืดอายุขัยเฉลี่ยจาก 79 ปี เป็น 80 ปีในอีก 5 ปี ข้างหน้า

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การประชุม 4th plenum ของจีนครั้งนี้ทางการจีนไม่ได้มีประเด็นใหม่ แต่ได้เน้นย้ำจุดยืนที่สำคัญในหลายเรื่องเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีที่จีนต้องการพึ่งพาตนเองเพื่อรับมือกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังมีต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทในจีนได้เตรียมความพร้อมและพัฒนาการผลิต semiconductor อย่างก้าวหน้ามากขึ้น

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังแนะนำให้ติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นที่ประเทศมาเลเซียในวันที่ 24-27 ตุลาคม 2025 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-tech-self-reliance-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NQ97Bqyrw1bq0-cYj6ndc

  • กินเจใต้เงินสะพัด! ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-โครงการรัฐ’ ดันเศรษฐกิจคึกคัก

    กินเจใต้เงินสะพัด! ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-โครงการรัฐ’ ดันเศรษฐกิจคึกคัก

    กินเจใต้เงินสะพัด! ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-โครงการรัฐ’ ดันเศรษฐกิจคึกคัก

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.04 น.

    กินเจใต้เงินสะพัด 7 พันล้านบาท! หอการค้าใต้ชี้ ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-โครงการรัฐ’ ดันเศรษฐกิจคึกคัก

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเพณีถือศีลกินผัก หรือเทศกาลกินเจ ในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมี เงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินเม็ดเงินสะพัดทั่วประเทศสูงถึง 41,000 ล้านบาท

    นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ เปิดเผยว่า ประเพณีถือศีลกินผักเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีศาลเจ้าเก่าแก่และมีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงต้นปีจะไม่ค่อยดีนัก แต่กิจกรรมทำบุญทำกุศลจะช่วยดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานและทำบุญมากขึ้น

    โดยบรรยากาศในเทศกาลกินเจปีนี้คึกคักไปด้วยการทำบุญในหลายรูปแบบ ทั้งการผูกปิ่นโตกับศาลเจ้า, บริจาคสิ่งของเพื่อนำไปปรุงอาหารเจ, และการจัดทำอาหารเจแจกฟรี 3 มื้อ ตลอดช่วงเทศกาล

    ซึ่งจุดสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ในหลายจังหวัดภาคใต้ เช่น ระนอง ภูเก็ต กระบี่ สงขลา และตรัง เพื่อแสวงบุญและขอพรจากองค์เทพเจ้า ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคัก

    นอกจากนี้ นายสลิล ยังกล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยและการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน โดยเฉพาะโครงการ ‘คนละครึ่ง’ และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไป ลดหย่อนภาษีได้ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการจัดประชุมสัมมนานอกสถานที่ (MICE) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/923272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ld4aL91UoYjHVunSAFtuA

  • “เพื่อไทย” ซัดมติครม. “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์  ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    “เพื่อไทย” ซัดมติครม. “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    “เพื่อไทย” ซัดมติครม. “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    “เพื่อไทย” ซัดมติครม. “อนุทิน” ยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ ทั้งที่สร้างรายได้กว่า 1,400 ล้านต่ออีเวนต์ ชี้ขัดกระแสโลก ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    วันที่ 24 ต.ค. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วิจารณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมติ “ยกเลิกสถานะกีฬา” ของการแข่งขันโป๊กเกอร์ แล้วนำกลับไปอยู่ในหมวดการพนัน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ขัดต่อกระแสโลกและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “นี่คือการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกันแน่”

    โต้อ้างพนันฟังไม่ขึ้น

    นายสรวงศ์ ระบุด้วยว่า สมาคมกีฬาเชิงสมองนานาชาติ (IMSA) ได้รับรองให้โป๊กเกอร์เป็น “กีฬาเชิงสมอง (Mind Sport)” ตั้งแต่ปี 2024 เพราะต้องอาศัยทักษะคิดวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และความอดทนทางจิตใจ อีกทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT) ก็มีมติในเดือนกรกฎาคม 2025 รับรองให้โป๊กเกอร์และแฟลกฟุตบอลเป็น “กีฬาอย่างเป็นทางการ” โดยมีข้อกำหนดห้ามเล่นพนันบนโต๊ะแข่งขันอยู่แล้ว จึงไม่อาจอ้างเหตุผลเรื่อง “การพนัน” ได้

    สร้างรายได้ 1,400 ล้านต่ออีเวนต์

    นายสรวงศ์ กล่าวอีกว่า โป๊กเกอร์ในระดับสากลปัจจุบันมีสมาชิกสหพันธ์กว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีนักกีฬากว่า 450,000 คน และฐานผู้เล่นกว่า 100 ล้านคน หากไทยใช้โอกาสนี้จัด “Poker Tour Festival” ปีละครั้ง จะสามารถสร้างรายได้มหาศาล เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านโรงแรม ศูนย์ประชุม และสนามบินนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เคยประเมินว่า นักท่องเที่ยวที่มาร่วมทัวร์นาเมนต์ 1 คน ใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อวัน อยู่เฉลี่ย 7–14 วัน หากดึงผู้เข้าร่วมได้ 10,000 คน จะสร้างรายได้รวมกว่า 1,400 ล้านบาทต่ออีเวนต์

    ยก “กัญชาเสรี” เปรียบเทียบ

    นายสรวงศ์ ย้ำว่า โป๊กเกอร์ไม่ใช่การพนัน แต่เป็น “กีฬาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sport)” ที่หลายประเทศใช้ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวรายได้สูง การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินจึงสะท้อนภาพ “การเมืองนำเศรษฐกิจ” มากกว่าการพัฒนาประเทศ  การที่ รัฐบาลเร่งตีกรอบโป๊กเกอร์เป็นการพนันโดยอ้างผลกระทบต่อประชาชน กลับละเลยผลเสียจากนโยบาย “กัญชาเสรี” ซึ่งงานวิจัยของ Arizona State University (2025) พบสารพิษตกค้างในกัญชาที่ถูกยึด เช่น Mycotoxins และ Diacetoxyscirpenol ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งที่สหรัฐฯ มีมาตรฐานตรวจสารปนเปื้อนกว่า 30 รายการก่อนจำหน่าย แต่รัฐบาลไทยกลับไม่จัดตั้งระบบตรวจ “Certificate of Analysis (COA)” สำหรับกัญชาในท้องตลาดเลย

    ทำไทยเสียโอกาสศก.ท่องเที่ยวใหม่

     “ทำไมรัฐบาลถึงกล้าปล่อยสารเสพติดเชิงธุรกิจ โดยไม่สร้างมาตรฐานความปลอดภัย แต่กลับปิดกั้นกีฬาเชิงท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ” นายสรวงศ์ตั้งคำถาม พร้อมเตือนว่าการตัดสินใจนี้อาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจท่องเที่ยวใหม่ (New Sport Tourism Economy)” ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อครั้ง และเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในสมรภูมิการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวรายได้สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18abjM-03IM59fykEhemwS

  • เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) บูมอย่างมากในจีน มีมูลค่าตลาดสูงและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สคต.คุนหมิง

    เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) บูมอย่างมากในจีน มีมูลค่าตลาดสูงและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สคต.คุนหมิง

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” (Pet Economy) ในจีนเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ถือเป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพฤติกรรมของประชากรชาวจีน เป็นทางเลือกใหม่ในการเลี้ยงสัตว์ให้เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet Parents) เพื่อเติมเต็ม      ความเหงาและรับมือกับวิกฤตอัตราการเกิดต่ำ ส่งผลอุสาหกรรมสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าตลาดทะลุหลักแสนล้านหยวน และมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นโอกาสที่สำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในระดับพรีเมียม

    1. มูลค่าตลาดและการเติบโต

              ในปี 2567 จีนมีมูลค่าตลาดอุสาหกรรมสัตว์เลี้ยง 300,200 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 เป็นมูลค่าตลาดสินค้าสำหรับสุนัข 155,700 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.63 และมูลค่าตลาดสินค้าสำหรับแมว 144,500 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 

    Weixin Image_20251024143356_645_6.png
    Weixin Image_20251024143416_646_6.png

    2. จำนวนของสัตว์เลี้ยงในจีน

              ตั้งแต่ปี 2560 จีนมีจำนวนของสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2562 มีจำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และสถิติล่าสุดในปี 2567 จีนมีจำนวนของสัตว์เลี้ยง 124,110,000 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ร้อยละ 2.1 ในจำนวนนี้เป็นสุนัขจำนวน 52,580,000 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 และแมวจำนวน 71,530,000 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5

    Weixin Image_20251024143444_647_6.png

    2. มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

    2.1 อาหารสัตว์เลี้ยง

              ในปี 2565 จีนมีมูลค่าการค้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนเท่ากับ 173,200 ล้านหยวน และเนื่องจากประเทศจีนมีการส่งเสริมแนวคิดการเลี้ยงสัตว์ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีความต้องการสูงในตลาด ส่งผลให้เกิดการดึงดูดบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวมากขึ้นและค่อย ๆ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าจีน คาดการณ์ว่าในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 267,000 ล้านหยวน

    Weixin Image_20251024143514_648_6.png

    2.2 สินค้าของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง 

    จากข้อมูล พบว่า ตลาดสินค้าของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า ในปี 2565 มูลค่าตลาดสินค้าของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศจีนจะสูงถึง 36,900 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 48,400 ล้านหยวนในปี 2568

    Weixin Image_20251024143542_649_6.png

    3. พฤติกรรมการบริโภค

    3.1 เทรนด์การบริโภค

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงจีน ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Pet Humanization” หรือการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวและเป็นลูกรัก (Fur Baby) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้ออาหาร โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวจีน (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials) พร้อมที่จะจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่ออาหารที่มีคุณภาพและคุณประโยชน์เทียบเท่าอาหารมนุษย์ (Human-Grade) จนทำให้เกิดเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มาแรง ได้แก่ 

    อาหารเฉพาะทางเพื่อสุขภาพ (Functional Food) : ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนไม่ได้จำกัดแค่การทานเพื่อให้อิ่มท้อง แต่ยังเปลี่ยนเป็นการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ทำให้มูลค่าตลาอาหารเฉพาะทางในจีนเติบโตอย่างรดวเร็ว โดยฉพาะในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าประเภทดังกล่าวที่สูงขึ้น

    – อาหารแปรรูป (Novel Processing Staple Food) : เช่น 1) อาหารฟรีซดราย เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มเจ้าของแมว ครองสัดส่วนตลาดถึงร้อยละ 49.7 เนื่องจากเชื่อว่าเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับอาหารสดตามธรรมชาติ สะดวกในการเก็บรักษาและมีโปรตีนสูง 2) อาหารอบแห้ง มีอัตราการเติบโตสูง เนื่องจากมีรสชาติที่ดีกว่าอาหารอัดเม็ด และมีการรักษาสารอาหารได้ดี

    Weixin Image_20251024143618_650_6.png

    นอกจากนี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงพรีเมียมในจีนยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับฉลากและส่วนผสม มุ่งเน้นเลือกซื้อสินค้าที่ปราศสารปรุงแต่ง เช่น สารกันบูด มักพิจารณาจากส่วนผสมที่ช่วยลดอาการแพ้และเป็นมิตรต่อระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยง หรือเลือกซื้ออาหารที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารสัตว์ที่ช่วยรักษาฟันให้สะอาด ทำให้ผิวดี รักษากระดูกและข้อต่อของสัตว์เลี้ยง อีกทั้งเลือกซื้อสินค้าที่เป็นออร์แกนิก และเป็นระดับไฮเอนด์กันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นของจีน หรือต่างประเทศ ซึ่งสินค้าอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับความนิยมสูงในจีน คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 69 เนื่องจากชาวจีนเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐาน

    Weixin Image_20251024143658_651_6.png

    4. อัตราเฉลี่ยการใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง

              จีนมีอัตราเฉลี่ยการใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงสุนัขอยู่ที่ 2,961 หยวน/ตัว/ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 ส่วนการใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงแมวเฉลี่ยอยู่ที่ 2,020 หยวน/ตัว/ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 

    Weixin Image_20251024143735_652_6.png
    Weixin Image_20251024143755_653_6.png

    ความคิดเห็น สคต.

    ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงในจีนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่มีรายได้สูงและให้ความสำคัญการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมของสังคมจีนที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทย ซึ่งได้ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัย เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ และไทยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าหลายประเทศที่ผลิตสินค้าเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย ในการขยายตลาดส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้นำเข้าสินค้าหมวดนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศจีน รวมถึงมีผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนผลิตในประเทศจีน ทำให้สินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีความท้าทายที่จะเจาะตลาดจีน โดยเฉพาะในทางตะวันตกของประเทศ อย่างไรก็ดี มณฑลแถบตะวันตกของจีนยังมีโอกาสที่จะสามารถ Create Demand สินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยได้อีกมาก ซึ่งหากทำให้ Distributors ในพื้นที่นี้ผันตัวมาเป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยเสียเอง ก็จะเป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการสินค้าสัตว์เลี้ยงของไทยในอนาคต

    *****************************************

    แหล่งที่มา : https://www.xinhuanet.com/fortune/20250930/ab26e2e8d13b43649e41b51ac335937e/c.html

    https://mp.weixin.qq.com/s?__biz=MzI0MDc1NDYxNA==&mid=2247527235&idx=1&sn=4d611dc71ad769b95c19bc0286f3dde7&chksm=e8350dfe0cb3b8c9879f7d9cc199a385b0c82e7e78c76e8caaa8aaf4028d3f2b8065d2fd10e9&scene=27

    https://www.chinapp.com/brand/629

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ivqm5963mdejp2h2y1joesfv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw006SqNKXsquBPjFeSBraX3

  • มูลนิธิการเมือง

    มูลนิธิการเมือง

    มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ยึดโยงกับ มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพราะข้อบังคับมูลนิธิ ข้อ ๓๙ ถ้ามูลนิธิล้ม  ทรัพย์สินทั้งหมดที่เหลืออยู่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิ ธรรมนัส พรหมเผ่า

    นี่จึงกลายเป็นจุดตายของ กัน จอมพลัง

    มีความเข้าใจผิดมาอย่างต่อเนื่องว่า มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ เป็นของกัน จอมพลัง และเจ้าตัวเป็นประธานมูลนิธิ

    ปรากฏว่าไม่ใช่

    เป็นชื่อของ นางสาวกาญจนา สถาวร หรือ “อีฟ” แทน

    แต่ก็เป็นไปตามการจดทะเบียนมูลนิธิตั้งแต่แรก

    ในการแถลงข่าววานนี้ (๒๔ ตุลาคม) บางช่วงบางตอนมีการปฏิเสธข้อมูลที่เกี่ยวโยงไปถึง “ธรรมนัส พรหมเผ่า”

    “…ยืนยันว่าทำมูลนิธิทำตามกฎหมาย และมูลนิธิทำตามปกติ ฉะนั้นเงินเข้ามูลนิธิ ไม่มีการโยกย้ายไปที่มูลนิธิธรรมนัส และตั้งแต่เปิดมูลนิธิมามีการโอนให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ กับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก…”

    “…ที่เกี่ยวโยงกับมูลนิธิธรรมนัส เพราะเคยร่วมตั้งโรงครัวด้วยกันในช่วงน้ำท่วม แต่มูลนิธิที่จะรับต่อไม่ได้รับแค่ทรัพย์สิน แต่ต้องรับหน้าที่และวัตถุประสงค์ต่อจากมูลนิธิกัน จอมพลังด้วย และที่เป็นมูลนิธิธรรมนัส เพราะขณะนั้นมูลนิธิกัน จอมพลัง ไม่ได้สนิทกับมูลนิธิอื่น…”

    เรื่องพวกนี้ตรวจสอบได้ครับ ไม่ได้ยากเย็นอะไร

    หากเส้นทางเงินเป็นไปอย่างที่มีการแถลงข่าวจริง ก็ไม่มีอะไรต้องตำหนิ

    ต้องยกย่องสรรเสริญด้วยซ้ำ

    กลับกันหากพบว่าเส้นทางเงินมีลักษณะของบัญชีม้า และการฟอกเงิน แบบนี้เอาไว้ไม่ได้ เพราะเท่ากับอาศัยศรัทธาประชาชนหาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง

    ไม่ต่างจากสแกมเมอร์ในเขมร

    มีโพสต์ของ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” อธิบายให้เห็นถึงการยุบ เลิกมูลนิธิ แล้วเงินกับทรัพย์สินต้องไปที่ไหน

    “…ถาม: พรรคก้าวไกลกับมูลนิธิคณะก้าวหน้าก็ต้องชี้แจงเช่นกัน

    เนื่องจาก เงินและทรัพย์สินของพรรคก้าวไกลหลังถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๐๒๕ ถูกโอนไปยัง มูลนิธิคณะก้าวหน้า

    ตอบ: หลักการตรวจสอบต้องใช้มาตรฐานเดียวกันครับ

    ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิของใคร ถ้าเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชน ก็ต้องสามารถตรวจสอบได้เท่ากันทั้งหมด

    แต่กรณีของมูลนิธิคณะก้าวหน้า กับมูลนิธิกัน-ธรรมนัส ต่างกันใน ฐานะทางกฎหมาย

    มูลนิธิคณะก้าวหน้า เป็นองค์กรจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ควบคุมมูลนิธิ มีกรรมการครบและอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง

    ส่วนกรณีมูลนิธิกัน มีข้อสงสัยเรื่อง ผู้ใช้นามมูลนิธิแต่ไม่มีรายชื่อเป็นกรรมการและ เงื่อนไขโอนทรัพย์สินไปยังมูลนิธิธรรมนัส ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายให้โปร่งใส เพราะอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน

    ดังนั้น ถ้าเราพูดด้วยหลักการเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายควรถูกตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันครับ

    ความดีจะยิ่งชัดเจน เมื่ออยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส

    แต่อย่าลืมว่า มูลนิธิคณะก้าวหน้า มีกรรมการชุดเดียวกันบางส่วนกับอดีตพรรคก้าวไกล

    ดังนั้น ผู้บริจาคให้พรรคก้าวไกลจำนวนมากอาจรู้สึกว่า เงินของพรรคหลังยุบถูกส่งต่อไปยังองค์กรที่มีเป้าหมายทางสังคมใกล้เคียงเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอย่างน้อยก็อยู่ในกรอบที่พอเข้าใจได้

    แต่กรณี มูลนิธิกัน กับ มูลนิธิธรรมนัส นั้นแตกต่าง  เพราะผู้บริจาคของมูลนิธิกัน อาจไม่ได้มีเจตนาให้เงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค ถูกส่งต่อไปยังองค์กรที่เชื่อมโยงโดยตรงกับนักการเมืองรายใดรายหนึ่ง

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ความถูกต้องตามกฎหมายต้องมาพร้อม ความชอบธรรมทางสังคมเพราะมูลนิธิทุกแห่งดำรงอยู่ได้ด้วย ศรัทธา ของผู้บริจาค

    ในทางกฎหมาย ทั้งสองกรณีอาจไม่ต่างกันมาก แต่ในทาง สังคม ต่างกันชัดเจน เพราะความชอบธรรมของมูลนิธิไม่ได้เกิดจากเอกสารจดทะเบียน แต่เกิดจาก ความเชื่อใจของผู้บริจาค…”

    ไปดูข้อบังคับมูลนิธิคณะก้าวหน้า หมวดที่ ๑๑ การเลิกมูลนิธิ

    ข้อ ๔๑ ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิ ที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิอื่นซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตาม

    ลงนามโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิ

    ไม่ได้ระบุว่าเป็นมูลนิธิไหน แค่เขียนเอาไว้กว้างๆ เท่านั้น

    ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มูลนิธิที่ทำการกุศลส่วนใหญ่จะระบุเอาไว้ชัด เพื่อป้องกันความสับสนในภายหลัง

    เช่น มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เขียนข้อบังคับเอาไว้ว่า ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

    มูลนิธิโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการของมูลนิธิ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา

    ถ้าความโปร่งใสคือบอกให้ครบบอกให้หมด มูลนิธิคณะก้าวหน้า ก็ควรแก้ข้อบังคับระบุลงไปให้ชัดเจนกว่านี้

    โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์ของมูลนิธิทั้ง ๘ ข้อ

     (๑) ส่งเสริมการศึกษา วิจัย ด้านสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และอื่นๆ

     (๒) ส่งเสริมการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย

     (๓) เผยแพร่ความรู้หรือผลงานการศึกษาวิจัยด้านสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และอื่นๆ ให้แพร่หลายแก่ประชาชน

     (๔) ส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ดำเนินกิจกรรมค่ายศึกษาอบรมเกี่ยวกับการเสริมสร้างค่านิยมประชาธิปไตย

     (๕) ส่งเสริมและให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ยากไร้

     (๖) ส่งเสริมและสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์ ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส

     (๗) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการกีฬาทุกประเภท

     (๘) เพื่อส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความเป็นกลาง และไม่ให้การสนับสนุนด้านการเงินหรือทรัพย์สินแก่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด

    ที่บอกว่าต้องไปแก้ เพราะตัวบุคคลในมูลนิธิ กับพรรคก้าวไกล มันแยกกันไม่ออก ไปเป็นผู้ช่วยเลือกตั้งพรรคก้าวไกลกันทุกคน ไปล้างสมองนักเรียนในเรื่องการเมืองการปกครองกันทุกคน

    ภาพรวมหนักว่ามูลนิธิกันจอมพลังนะครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/884350/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01egGgUJEKayZkSMLb5M1f

  • “เซ็นทรัลกระบี่”มิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดมูลค่า 4.5พันล้านเปิดบริการแล้ววันนี้

    “เซ็นทรัลกระบี่”มิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดมูลค่า 4.5พันล้านเปิดบริการแล้ววันนี้

    เซ็นทรัลพัฒนาเปิดตัวมิกซ์ยูสต้นแบบแห่งแรกของจังหวัดและแห่งที่ 6 ในภาคใต้บนพื้นที่รวม 114 ไร่   มูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วยด้วยศูนย์การค้าลำดับที่ 44 โรงแรม พร้อม 2 โครงการที่อยู่อาศัย Baan Ninya Krabi และ Phyll Krabi ชูศักยภาพกระบี่ในฐานะ ‘Tourism Powerhouse of Andaman’ เมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงในภาคใต้ รวมถึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Expats & Long-Stay ตั้งเป้าทราฟฟิกกว่า 25,000 คน/วัน

     ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวเซ็นทรัล กระบี่ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัดและแห่งที่ 6 ในภาคใต้ ด้วยมูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม 114 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าลำดับที่ 44 ของเซ็นทรัลพัฒนา พื้นที่ 54 ไร่ พื้นที่อาคารรวม (GBA) 86,609 ตารางเมตร,BAAN NINYA KRABI วิลล่าหรูวิวภูเขา Panoramic View,คอนโดมิเนียมหรูบรรยากาศรีสอร์ตแบรนด์PHYLL และโรงแรม ภายใต้แนวคิด “Made by Krabi”

    โดยในส่วนของศูนย์การค้าตั้งเป้าทราฟฟิก 25,000 คนต่อวัน และได้เสริมทัพกว่า 300 แบรนด์ลิสต์ชั้นนำ ครบทุกไลฟ์สไตล์ทั้งกิน ดื่ม ช้อป สุขภาพ และความบันเทิง โดยรวมแบรนด์ยอดนิยมจากกรุงเทพฯ เช่น Souri, Bonchon, Boost Juice, Bearhouse, Adidas, Beautrium, LUSH พร้อมร้านอาหารดังท้องถิ่นและคาเฟ่ชื่อดังของภาคใต้มาไว้ในที่เดียว อาทิ Much & Mellow, ธงทะเลซีฟู้ด, Kopi Tiam, และ Kinlenn Eatery & Play นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ได้แก่ Tops, Auto1, Supersports, B2S, Power Buy

    นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่มุ่งสู่การรับรองมาตรฐานสากล EDGE Zero Certification มาตรฐานอาคารสีเขียว ยกระดับจังหวัดกระบี่สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก สอดรับยุทธศาสตร์จังหวัด “Krabi Prototype” ให้เป็นศูนย์กลาง Sustainable Tourism สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    กระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดศักยภาพสูงของภาคใต้ เป็น Tourism Powerhouse of Andaman ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 กว่า 91,000 ล้านบาท และติด Top 5 ของประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพฯ) โดยคาดว่าปี 2568 รายได้จากการท่องเที่ยวจะเติบโตแตะ 1 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 6.3 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป มาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งของจังหวัดอยู่ระหว่างพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เทอร์มินอลใหม่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 8 ล้านคนต่อปี โดยล่าสุดมีจำนวนเที่ยวบินในเดือนตุลาคมเฉลี่ย 900 เที่ยว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่น โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย อินเดีย ตะวันออกกลางและมาเลเชีย ที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางบินใหม่กว่า 40 เที่ยวต่อสัปดาห์ พร้อมด้วยโครงการท่าเรือวงแหวนอันดามัน ที่เชื่อมกระบี่–ภูเก็ต–พังงาเป็น Triangle of Andaman รองรับเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง สร้าง Seamless Connectivity ครบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล

    ส่วนประชากรในจังหวัดมีกำลังซื้อเติบโตต่อเนื่องจากทั้งคนในพื้นที่ และแรงหนุนของนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจังหวัดกระบี่มีประชากรประมาณ 480,000 คน แต่อยู่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงของภาคใต้ โดยกว่า 70% เป็นคนวัยทำงาน วัยรุ่น และครอบครัวรุ่นใหม่ที่มีกำลังใช้จ่ายและเปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมถึง Expats และ Long-Stay Residents ที่เข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของจังหวัดกระบี่

    โดยข้อมูลจาก The 1 Insight ระบุว่า คนกระบี่ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง มีการใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อบิล ในกลุ่มสินค้า Luxury ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 2 เท่า และเพิ่มขึ้นกว่า 22% ในช่วง High Season โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อบิล สะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่มลูกค้าภาคใต้ที่มีกำลังซื้อสูง และมีความพร้อมในการจับจ่ายสินค้าพรีเมียม

    กรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จังหวัดกระบี่กำลังเปลี่ยนจาก Tourism City สู่ Investment City อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอยู่อาศัย ขณะที่ราคาที่ดินเฉลี่ยยังอยู่ในระดับ 70,000–75,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งต่ำกว่าเมืองภูเก็ตถึง 2 เท่า จึงมีโอกาสเติบโตระยะยาว และเมื่อรวมกับแรงส่งจากเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะบ้านและคอนโดมิเนียมในทำเลศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากดีมานด์จริงของคนในพื้นที่ นักลงทุนรุ่นใหม่ และชาวต่างชาติกลุ่ม Long-Stay

    ดังนั้นเพื่อตอบรับจังหวะการเติบโตดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาฯจึงได้ต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในเซ็กเมนต์ Premium ถึง Super Luxury มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับ Super Premium ซึ่งกว่า 80% เป็นคนไทย และอีก 20% เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศ โดยจะเปิดพรีเซลในวันที่ 25–26 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย

    โครงการ Baan Ninya Krabi วิลล่าสไตล์ Modern Tropical ผสานความทันสมัยของการอยู่อาศัยกับบรรยากาศธรรมชาติในคอนเซ็ปต์ Urban Forest ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดจำนวน 100 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 48 ไร่ บ้านทุกหลังมาพร้อมวิวภูเขาแบบ Panoramic View พร้อมสระว่ายน้ำ Infinity Edge Lounge และระบบรักษาความปลอดภัย 7 ระดับ ราคา16–25 ล้านบาท*

    โครงการ Phyll Krabi ออกแบบภายใต้แนวคิด “FLOW WITH NATURE’S RHYTHM” เชื่อมโยงชีวิตกับธรรมชาติอย่างลงตัว เป็นคอนโด Low-rise 4 ชั้น 5 อาคาร รวม 160 ยูนิต พร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ ห้องชุดเป็นแบบ Single Corridor ให้ทุกยูนิตมองเห็นวิวภูเขาและมีความเป็นส่วนตัวสูง โดยมีเพียง 8 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น ราคา 3.99–10 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/860865/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yxFdo4NpU8Bp9A_wYNs51

  • เปิดตัวอันดับหนึ่ง ทุบทั้งจักรวาลขุนพันธ์ “เสือ” กวาดรายได้วันแรก 15 ล้านบาท ระเบิดความมันส์สม …

    เปิดตัวอันดับหนึ่ง ทุบทั้งจักรวาลขุนพันธ์ “เสือ” กวาดรายได้วันแรก 15 ล้านบาท ระเบิดความมันส์สม …

    “เสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือใบ เสือดำ” ใครจะรอดจากสนามดวลตายแห่งนี้ แอ็กชันมหามันส์แห่งปี 23 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ นับถอยหลังสู่มหากาพย์แอ็กชันบทใหม่โดย “สหมงคลฟิล์มฟิล์ม พ…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyyv8htcyngxmaaza9xmbyaylutih4g&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ltOCkpBd5wAY8L_hOwOw

  • เปิดตัวอันดับหนึ่ง ทุบทั้งจักรวาลขุนพันธ์ “เสือ” กวาดรายได้วันแรก 15 ล้านบาท ระเบิดความมันส์สม …

    เปิดตัวอันดับหนึ่ง ทุบทั้งจักรวาลขุนพันธ์ “เสือ” กวาดรายได้วันแรก 15 ล้านบาท ระเบิดความมันส์สม …

    ฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” โดยผู้กำกับยอดฝีมือ “ก้องเกียรติ โขมศิริ”. กา … สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล. ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด. “METALEX 2025 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/entertain/3658093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FcWrfMUrt8-FNQtv05SaK

  • “ดร.เอ้” พาครอบครัวเที่ยวตรัง ฝากตัวเป็นลูกหลานคนใต้สู้ศึกเลือกตั้ง

    “ดร.เอ้” พาครอบครัวเที่ยวตรัง ฝากตัวเป็นลูกหลานคนใต้สู้ศึกเลือกตั้ง

    “สุชัชวีร์” พาครอบครัวเที่ยวตรัง ร่วมเทศกาลกินเจ ขอฝากตัวลูกหลานคนใต้ ยัน “ไทยก้าวใหม่” ชูการศึกษาสู้ศึกเลือกตั้ง

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยระหว่างนำภรรยาและมารดามาไหว้พระและร่วมเทศกาลกินเจที่จังหวัดตรัง โดยยืนยันว่าพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่สำคัญของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า และตนเห็นศักยภาพที่ยอดเยี่ยมของคนตรัง โดยเฉพาะด้านการศึกษา แต่เสียดายที่คนเก่ง ๆ มักไม่กลับมาพัฒนาบ้านเกิดหลังเรียนจบ จึงอยากให้มีการปรับผังเมืองเพื่อสอดคล้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการศึกษา

    เมื่อถูกถามถึงการเตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองเก่า โดยเฉพาะจังหวัดตรังที่เป็นบ้านเกิดของนายชวน หลีกภัย สส. พรรคประชาธิปัตย์ นายสุชัชวีร์ระบุว่า ก็ต้องฝากเนื้อฝากตัวกับพี่น้องชาวตรัง เพราะตนเองเป็นลูกหลานคนใต้และพรรคไทยก้าวใหม่ในฐานะพรรคใหม่จะต้องเร่งแนะนำตัวกับประชาชน

    หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่กล่าวว่า พรรคจะชูธงเรื่องการ “สร้างการเมืองใหม่” และมุ่งเน้นที่ “การศึกษา” เพื่อสร้างคนและสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ไม่เหมือนเดิม โดยพรรคจะส่งผู้สมัครที่มีความตั้งใจจริงและเป็นคนมืออาชีพทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และย้ำว่า “ทุกคะแนนที่สนับสนุน และเลือกเราให้เราไปดูเรื่องการศึกษา และลูกหลานเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891125&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EBNjXpvzkoROodc4ZbJ0Y

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1mou%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B0/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zWfyf1Gv5IU_cV6ij-D7-