Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันไทยจัดซีเกมส์ ธ.ค.นี้ เตรียมปรับพิธีเปิด-ปิดให้เหมาะสม

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันไทยจัดซีเกมส์ ธ.ค.นี้ เตรียมปรับพิธีเปิด-ปิดให้เหมาะสม

    วันนี้ (25 ต.ค.68 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังสำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน รวมทั้งนักกีฬาไทยเป็นอย่างมาก

    การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้ ยังคงต้องดำเนินการต่อไปให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ลดและงดกิจกรรมรื่นเริงในช่วงนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขัน ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแข่งขันกีฬาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ อาทิ ฟุตบอลไทยลีก ยืนยันว่า จะไม่มีการงดหรือเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด แต่จะมีการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมโดยเพิ่มกระบวนการร่วมแสดงความอาลัย และลดกิจกรรมหรือองค์ประกอบที่มีลักษณะบันเทิงลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมในช่วงเวลานี้

    อ่านข่าว : ครม.ไม่สั่งห้าม – ระงับงานรื่นเริง ขอความร่วมมือตามความเหมาะสม

    “ทรัมป์” ออกเดินทางมุ่งหน้า “มาเลเซีย” เตรียมร่วมประชุมอาเซียน

    “ชุดไทยพระราชนิยม” พระอัจฉริยภาพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pXVNvNwvi5CbF7CvZAoJ0

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย และแสดงความเคารพต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    ด้วยสำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยปวงชนชาวไทยต่างทราบข่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง และเพื่อให้การดำเนินกิจกรรม รวมถึงการแสดงต่าง ๆ ของหน่วยงานในสังกัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นไปด้วยความเหมาะสม และสำรวม อันแสดงถึงถึงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือเพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย ย และแสดงความเคารพต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    จึงขอความร่วมมือจากหน่วยงานของท่านในการดำเนินการ ดังนี้
    1. จัดให้มีการร่วมถวายความอาลัยแด่พระองค์ก่อนเริ่มการแสดง ตามความเหมาะสม
    2. พิจารณาปรับลดรูปแบบการแสดง การจัดแสง สี เสียง หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ ให้มีความ
    เหมาะสมและสำรวมยิ่งขึ้น

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และให้ความร่วมมือโดยความเหมาะสม
    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/sport/news/260016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ESRoeyWEPnwOkrJ11F_8R

  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อบรมคอร์สมัลติมีเดีย สร้างอินฟลูเสริมท่องเที่ยว จ.พังงา

    นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนปีหน้า เป็นช่วงเวลา High Season ของประเทศไทย ที่มีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จึงเร่งดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่กำลังแรงงาน มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการ ธุรกิจท่องเที่ยว อาสาสมัคร และ ชุมชนท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดหน่วยงานในสังกัดของกรมฯ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา ร่วมกับจังหวัดพังงา และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร “เทคนิคการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อการท่องเที่ยว” (ระยะเวลาฝึกอบรม 30 ชั่วโมง) อบรมระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 สถานที่ฝึกอบรมคือศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน ชุมชนบ้านน้ำใส อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

    นายภัทรวุธ เภอแสละ กล่าวต่อไปว่า การฝึกอบรมมุ่งเน้นพัฒนาทักษะด้านมัลติมีเดีย เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องต่างๆ ผ่านสื่อมัลติมีเดีย งานตัดต่อคลิปวีดีโอ แต่งรูปผ่านแอปพลิเคชั่น การเปิดช่องสื่อโซเซียลในการสร้างรายได้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยในการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาหรือจังหวัดอื่นๆ ได้ หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถต่อยอดเป็นอินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์ต่างๆ เพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา www.facebook.com/phangnga.dsd หรือโทร 099 438 1114

    “หลักสูตร “เทคนิคการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อการท่องเที่ยว” เป็นเพียงหลักสูตรหนึ่งในหลายหลักสูตรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้มีความเหมาะกับบริบทของชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของพื้นที่ ที่สำคัญตรงกับความต้องการของแรงงานอีกด้วย หากใครสนใจเข้าร่วมฝึกอบรมกับกรมฯ ตามในจังหวัดต่างๆ ติดตามข่าวสารได้ที่เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.facebook.com/dsdgothai ได้เช่นกัน” รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966748&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_HZa3l0JeNnNgcws1rVcx

  • ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือ

    ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือ

    ผอ.ททท.แม่ฮ่องสอน นำทีมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และอินฟลูเอนเซอร์ ออกบูธประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการตลาด การท่องเที่ยวพื้นที่ แม่ฮ่องสอน ปี 2569

    เมื่อค่ำวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายเก่ง ชัยวารินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอนนำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยว ออกบูธประชาสัมพันธ์เผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวและส่งเสริมการขาย เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือ 17 จังหวัด ร่วมกับ ททท.ภูมิภาคภาคเหนือ และ ททท.สำนักงานในภาคเหนือทั้ง 11 แห่ง พร้อมขึ้นเวทีนำเสนอทิศทางแนวทางส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ในงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ภาคเหนือ” ในศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 17.30 น. ณ เวทีลานสนามหญ้า ร้านอาหาร Le Coq d’or จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 ราย โดยมีนายอภิชัย ฉัตรเฉลืมกิจ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดในประเทศเป็นประธาน และมีนายนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับคณะฯ ภายในงาน

    นายเก่ง ชัยวารินทร์ ผอ. ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 จะดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและสื่อมวลชน ในพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินการบริหารจัดการ การท่องเที่ยว ทั้งด้านการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดโดยเน้นผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าเดิมและเพิ่มเติมสินค้าใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มีความเข้มแข็งและสร้างโอกาสให้สามารถแข่งขันในตลาด อีกทั้งยังยกระดับการจัดกิจกรรมให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเพิ่มมูลค่าได้ โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลย์และความต่อเนื่องของตลาดการท่องเที่ยว ภายใต้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง สังคม-วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขับเคลื่อนการ ดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์สร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวและเพิ่มมูลค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เพิ่ม วันพัก

    ตลอดจนให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว ศักยภาพในเชิงของการใช้จ่าย ได้แก่
    1.) กิจกรรม บอลลูน ท่ามกลางดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ
    2.) กิจกรรม สร้างแรงบันดาลใจจากการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ ใส่ชุดไต ตักบาตร หน้าวัดจองคำจองกลาง
    3.) กิจกรรม กลุ่มชาติพันธุ์ ดอยสเตอร์ ทุกอำเภอ สามารถ เดินสัมผัสธรรมชาติ มินิเทรคกิ้ง วิ่งเทรล กระจายรายได้สู่ชุมชนทุกอำเภออาหารพื้นถิ่น ประเพณีที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่ เช่น งานล่องผ่องไต ที่ปางหมู งานปอยส่างลอง

    นอกจากนี้ ผอ.ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอนยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้มาท่องเที่ยวงาน เปิดเทศกาลตองบนบนดอยแม่อูคอตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายน

    นักท่องเที่ยวผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานแม่ฮ่องสอน เพจ Facebook ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/maehongson/3804390/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mwElugVlgZbPgOjhaIVyk

  • สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

    ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่าง ๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป

    สำนักพระราชวัง
    ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

    สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต — 25 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต — 25 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116269/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zHNXa8vkfmLTF6gVZzYK0

  • Longform ศิลปะกราฟิกและการเล่าเรื่องเชิงลึกจากอินเดีย

    Longform ศิลปะกราฟิกและการเล่าเรื่องเชิงลึกจากอินเดีย

    อินเดียเป็นประเทศที่ดาษดื่นด้วยนักเขียนการ์ตูน นักวาดภาพประกอบ นักออกแบบกราฟิก และศิลปินที่ใช้ศิลปะกราฟิกเป็นสื่อ และเหนืออื่นใด ทุกโมงยามของวันและซอกหลืบความรู้สึกมีเรื่องเล่าสารพัดรส ขม ขำ ขื่น เฝื่อน หวานหอม จนถึงแซ่บแสบลิ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหรรมสิ่งพิมพ์ของอินเดียมีการ์ตูนช่องในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หนังสือการ์ตูนรายเดือน รวมไปถึงหนังสือภาพแนวเทพปกรณัมอย่าง Amar Chitra Katha การ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Bahadur การ์ตูนซีรีส์ เช่น Chacha Chaudhary, Motu Patlu, Feluda Mysteries และสำนักพิมพ์ที่อุทิศตัวกับการผลิตกราฟิกโนเวลอย่าง Campfire 

    กระนั้นนักเขียนการ์ตูนและศิลปินที่ใช้ศิลปะกราฟิกเป็นสื่อจำนวนมากก็ยังรู้สึกว่า ตนขาดพื้นที่สำหรับการเล่าเรื่องเชิงลึกหรือ ‘Long Form’ ผ่านศิลปะกราฟิกหรือการ์ตูน ที่เป็นมากกว่าภาพประกอบ การ์ตูนช่องเล่นมุกเสียดสี หรือกราฟิกโนเวล เมื่อศิลปินและนักเขียนการ์ตูน 4 คนพบกันโดยบังเอิญในงานเปิดตัวหนังสือเล่มหนึ่ง และพบว่าต่างก็ฝันถึงสิ่งเดียวกัน นั่นคือหนังสือรวมเล่มรายปีที่จะเป็นเวทีสำหรับเรื่องเล่ากราฟิกเชิงลึก โดยเฉพาะสำหรับนักเล่าเรื่องกราฟิกรุ่นใหม่ที่คันไม้คันมือและกระหายจะเล่าเรื่องในแบบของตน และนั่นคือที่มาของ Longform: An Anthology of Graphic Narratives เล่มแรกในปี 2018 ภายใต้งานบรรณาธิกรของนักเขียนการ์ตูนและศิลปิน 4 คน ได้แก่ สรรพจิต เสน (Sarbajit Sen), เทพกุมาร มิตรา (Debkumar Mitra), เสขร มุขรชี (Sekhar Mukherjee) และพินากิ เด (Pinaki De) 

    สำหรับชื่อ Longform นั้น บรรณาธิการทั้งสี่เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจจากคำดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของ โจ แซกโก (Joe Sacco) นักเขียนการ์ตูนและผู้สื่อข่าวมีชื่อชาวอเมริกันเชื้อสายมอลตา ที่ผิดหวังกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนิตยสารทุกวันนี้ ที่ไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับการ์ตูนหรือเรื่องเล่ากราฟิกเชิงลึก (Long Form Graphic Narratives) ซึ่งนักเขียนการ์ตูนและศิลปินมากมายพร้อมจะแสดงฝีมือ 

    กล่าวได้ว่า Longform เล่มแรกมีสถาบันการออกแบบแห่งชาติอินเดีย (National Institute of Design: NID) และโกลกาตาเป็นฐานที่มั่น ผลงาน 18 เรื่องในเล่มจึงมาจากศิลปินหลากสัญชาติ เช่น อิหร่าน ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และอินเดีย ส่วน Longform 2022 หรือเล่มสอง เรียกได้ว่าเป็นการระเบิดของเรื่องเล่าหลากรสผ่านเส้นสีที่เข้มข้นในความรู้สึก เพราะหายนะและโศกนาฏกรรมจากสถานการณ์โควิด-19 ยังสดใหม่สำหรับนักเขียนและศิลปินที่ร่วมงานทุกคน ดังสะท้อนในบทบรรณาธิการว่า

    “ภายใต้หน้ากากเพื่อสุขอนามัยส่วนตนและแนวปฏิบัติในสถานการณ์โควิด ความหิวโหย ความยากจน การเลือกปฏิบัติ ความรุนแรงในครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำ ยังคงแพร่ระบาดอยู่ไม่ลดราวาศอก”

    นอกเหนือจากนักเล่าเรื่องกราฟิกหนุ่มสาวชาวอินเดีย 16 คน Longform เล่มสองยังมีศิลปินต่างชาติฝากผลงานไว้ 2 คน ได้แก่ Noah Van Sciver จากสหรัฐอเมริกา และ Tanitoc จากฝรั่งเศส

    สำหรับ Longform 2025 อันเป็นเล่มล่าสุด โดดเด่นและเหมือนจะกลับไปตอบสนองเป้าหมายหลักแรกตั้งของกลุ่ม Longform ที่ว่า Longform จะเป็นเวทีทั้งสำหรับนักเล่าเรื่องทั้งที่วาดรูปเป็น (และเป็นอาชีพ) และไม่เป็น ดังจะเห็นว่าเมื่อสรรพจิต เสน และเสขร มุขรชี ถอยออกไปเป็นที่ปรึกษา ทีมบรรณาธิการที่เหลือก็ได้ อรฆา มันนา (Argha Manna) เข้ามาร่วมทีม 

    อรฆา มันนา เป็นนักวิจัยด้านมะเร็งที่หันมาเขียนการ์ตูนและทำงานศิลปะ ปัจจุบันเขาเป็นศิลปินในพำนักของสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย วิทยาเขตคานธีนคร นอกจากผลงานเรื่อง Bose versus Bose ซึ่งตีพิมพ์ใน Longform 2022 เขายังเขียนภาพเล่าเรื่องให้กับโครงการวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์อีกหลายโครงการ 

    นอกจากมันนาในฐานะบรรณาธิการเล่ม เรายังได้เห็นนักเล่าเรื่องจากแวดวงอื่นอีกหลายคน เช่น คารคี ภัฏฏจารยะ (Gargi Bhattacharya) นักกิจกรรมด้านการศึกษาและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขียนเรื่อง Genesis โดยมี สุภษิส โฆษ (Subhashis Ghosh) และษาน ภัฏฏจารยะ (Shan Bhattacharya) ร่วมกันถ่ายทอดเป็นภาพ David Lo ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ประจำ University of California เขียนเรื่อง Resorts to Ruins โดยมี เก โสหินี (Kay Sohini) เขียนภาพ ขณะเดียวกันก็มี สนิคธา (Snigdha SK) นักศึกษาปริญญาเอกด้านโมเลกุลในเซลล์พืชจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย และปรัตยาษา นาถ (Pratyasha Nath) ที่เพิ่งจบปริญญาโทสาขาวิศวกรรมชีวเคมีมาหมาดๆ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติอินเดียขารัคปูร์ ที่ต่างก็ลงมือเขียนภาพด้วยตนเอง

    เรื่องเล่ากราฟิกทั้ง 17 เรื่อง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในเรื่องราว ภาษาและการลำดับภาพ การเลือกใช้แบบตัวอักษร เส้น สี หรือฝีแปรง เรื่อง Grief ใช้ลายเส้นและถ้อยคำง่ายๆ เป็นสื่อทำความเข้าใจความเศร้าโศกที่จู่โจมและจางจากไป เรื่อง We Can’t Hear You เป็นภาพขยายชวนครุ่นคิดที่จุดประกายจากคำพูดติดปากเวลาคุยโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลกับใครสักคนแล้วสัญญาณเสียงขาดๆ หายๆ เวลาที่บอกว่า “ไม่ได้ยินเสียงเลย” เราไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้ยินความหมายในถ้อยคำ หรือว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนในการรับรู้ของเรากันแน่

    My Conversation with God เล่าถึงบทสนทนาเบื้องในของพราหมณ์ผู้หนึ่งจากวัยเด็กจนเฒ่าชรา ด้วยภาษาภาพและสีหน้าแสนซื่อ ขณะที่บทสนทนาของแมว 2 ตัวใน Feline Wisdom พาเราย้อนกลับไปสำรวจที่ทางของชีวิตบนโลกผ่าน 5 การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ โรคเชื้อราในช่องหูในเรื่อง Earworm พาให้เราทุ่มเถียงกับตัวเองว่ามนุษย์เราหรือจุลชีพอย่างเชื้อรากันแน่ที่เป็นปรสิตและกำลังเกาะกินโลกใบนี้

    สไตล์และภาษาภาพของเรื่องเล่าในเล่มแตกต่างหลากหลายจากเส้นดินสอซื่อๆ เส้นปากกาฉวัดเฉวียนแบบศิลปินมืออาชีพ การเขียนสีน้ำสดใสแบบหนังสือภาพสำหรับเด็ก ไปจนถึงสีน้ำทึบ (Gouache) แนวไซคีเดลิก การนำลักษณะเด่นของจิตรกรรมโบราณในศาสนาไชนะ ที่มักเขียนใบหน้าคนในลักษณะหันข้างหรือเห็นแบบ 3 ใน 4 และเขียนตาให้ยื่นเกินกรอบใบหน้า มาเขียนตัวละครแม่และลูกสาวในเรื่อง Validation โดยผสมผสานกับการใช้สีโทนคู่และเส้นสายยุคดิจิทัล เพื่อล้อความคิดอ่านของคนในศตวรรษที่ 21 ที่บางเรื่องก็ไม่เคยเคลื่อนหรือเปลี่ยนไปจากสังคมยุคโบราณแต่ประการใด การใช้ภาพอุปมาเรื่องปริศนารถรางมาสื่อว่าหากเราเลือกสับรางได้ เราจะเลือกความอยู่รอดของจุลชีพหรือมนุษย์ และการเปรียบต่างเงียบงันไร้คำพูดระหว่างภาพความอุดมมั่งคั่งของชีวิตกับหายนะในโลกจากน้ำมือมนุษย์ในเรื่อง An Elegy 

    โบนัสสำหรับผู้อ่าน Longform 2025 เห็นจะได้แก่บทสัมภาษณ์ขนาดยาวของโจ แซกโก เจ้าของผลงานเรื่องเล่ากราฟิกชั้นนำอย่าง Palestine (2001), Safe Area Goražde (2000) และ Journalism (2018) ขณะให้สัมภาษณ์เมื่อปลายปี 2024 แซกโกอยู่ระหว่างการทัวร์สอนและเปิดเวิร์กช็อปในสถาบันการศึกษาหลายแห่งของอินเดีย พร้อมกับเตรียมการสำหรับการตีพิมพ์ผลงานล่าสุดของเขาชื่อ The Once and Future Riot ซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์จลาจลระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมในรัฐอุตตรประเทศ อินเดีย เมื่อปี 2013 

    ในความเห็นตอนหนึ่ง แซกโกให้ภาพรวมของการ์ตูนและเรื่องเล่ากราฟิกจากอินเดียไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า “สิ่งที่ผมชอบเวลาอ่านการ์ตูนอินเดียคือมันให้ความรู้สึกว่ามาจากอินเดีย ในขณะที่มีแง่มุมที่เป็นสากล มันมีบริบทและกลิ่นอายแบบอินเดียที่เราสัมผัสได้”

    Tags: , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/lostinthought-longform/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xiYcwLlVCFboQCaNa0KJm

  • โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย  ดาวรุ่งศักยภาพแข่งขันตลาดโลก

    โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย ดาวรุ่งศักยภาพแข่งขันตลาดโลก

    สุขภาพ

    โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย ดาวรุ่งศักยภาพแข่งขันตลาดโลก

    24 ต.ค. 2025 เวลา 8:24 น.

    จากข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรืออาหารที่ปลอดภัยเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

    • อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ได้แก่  1.โปรตีนจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ 2.โภชนาการเฉพาะบุคคล  3. เทคโนโลยีการหมัก และ4.เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ
    • พัฒนาโพรไบโอติกที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะ
    • โพรไบโอติก 2 สายพันธุ์ ป้องกันไขมันพอกตับ มีความเหมาะสมกับคนไทยมากกว่าสายพันธุ์ที่นำเข้า

    จากข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรืออาหารที่ปลอดภัยเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เช่น อาหารเสริมสุขภาพ อาหารเชิงฟังก์ชัน (Functional Food) โปรตีนทางเลือก และอาหารออร์แกนิก เป็นต้น และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

    ประมาณการว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านบาทในไทยในปี 2570 และแม้ว่าปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ระยะทรงตัว ไม่พุ่งแรง แต่ยังคงมีการแข่งขันสูงต่อเนื่อง โดยประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรนวัตกรรมดังกล่าวสูง ได้แก่ จีน (ครองสิทธิบัตรมากที่สุด มากกว่า 1,500 ฉบับ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ญี่ปุ่น สหรัฐ และเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศที่น่าจับตาในตลาดนี้ ได้แก่ อินเดีย ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่า 26%ต่อปี และฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ปลูกถ่ายหัวใจไทยเทียบเท่าโลก ศักยภาพแพทย์สูง ขาดแคลนอวัยวะ

    สิ่งที่ไม่ควรพลาด ทำทุกวันตอนเย็น สร้าง ‘Longevity’ อายุจะยืนยาว

    อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในไทย

    “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่าเมื่อเจาะลึกในรายละเอียด จะพบ 4 เทคโนโลยีกลุ่มย่อยที่กำลังมาแรงหรือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ 

     1.โปรตีนจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Plant-based Proteins & Bioactive Compounds) ซึ่งเคยถึงจุดอิ่มตัว ก่อนกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังช่วงโควิด-19 จากเทรนด์รักสุขภาพทั่วโลก นโยบายสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์โดยสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยเป็นผู้ถือสิทธิบัตรหลักมากกว่าภาคเอกชน ส่งผลให้ในภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 2,100 – 2,900 ฉบับต่อปี

    2.โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) อยู่ในระยะเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบสูตรอาหารหรืออาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลโดยสาขานี้มีผู้เล่นหลากหลาย ทั้งบริษัทยาชีวภาพ และสถาบันวิจัย รวมผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 800 – 900 ฉบับต่อปี ตัวอย่างเช่น ระบบห้องครัวอัจฉริยะ การปรับเวลา อุณหภูมิ และสูตรอาหารเฉพาะบุคคล 

    3. เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology) คือกระบวนการใช้จุลินทรีย์เปลี่ยนวัตถุดิบอาหารให้มีคุณสมบัติใหม่ ทั้งในแง่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและการปรับรสชาติอาหารให้ดีขึ้น ปัจจุบันถูกพัฒนาสู่เทคนิคขั้นสูง เพื่อสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ภาพรวมของตลาดนี้อยู่ในช่วงอิ่มตัวหากมองในเชิงปริมาณ

    ซึ่งมีผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 200 – 300 ฉบับต่อปี แต่มีการแข่งขันในเชิงคุณภาพนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของโลกที่มีสิทธิบัตรด้านการหมักจำนวนมาก เนื่องจากมีวัตถุดิบและองค์ความรู้ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การหมักสมุนไพรจีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยา

    โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย  ดาวรุ่งศักยภาพแข่งขันตลาดโลก

    4.เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ (3D Food Printing and Precision Nutrition) นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ในการออกแบบอาหารโดยการขึ้นรูปทีละชั้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโครงสร้างซับซ้อนหลากหลายรูปทรง และสามารถเติมสารอาหารต่างๆ เข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและควบคุมปริมาณองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เช่น การพิมพ์แท่งอาหารที่ปรับสัดส่วนโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินให้ตรงความต้องการของนักกีฬาแต่ละคน การพิมพ์อาหารบดสำหรับผู้สูงอายุที่เคี้ยวยาก พร้อมเสริมสารอาหารที่จำเป็นอย่างแคลเซียมและโพรไบโอติกลงไปได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น

    นวัตกรรมดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวสูง โดยมีทั้งบริษัทยาและแบรนด์อาหารระดับโลกเข้ามาร่วมพัฒนา ผู้เล่นในเทคโนโลยีนี้เชื่อมโยง 3 วงจรนวัตกรรม ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ เทคโนโลยีดิจิทัลกลางน้ำ และแบรนด์อาหารปลายน้ำ รวมผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 200 – 300 ฉบับต่อปี

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มองว่า “Future Food” ไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นสนามแข่งขันระดับโลกที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาประเภท “สิทธิบัตร” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ผลักดันการเสริมแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs

    ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งด้านภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นที่หลากหลาย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถจับมือกับมหาวิทยาลัยและสตาร์ตอัป เพื่อบ่มเพาะนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ เช่น การวิจัยเพื่อค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่ๆ จากพืช อาทิ กระชายที่ช่วยต้านการอักเสบ ใบบัวบกที่ช่วยเสริมความจำ รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมการหมักเพื่อต่อยอดสินค้า GI ในกลุ่มอาหารและพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพ แปลงเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ไปได้ไกลในตลาดโลก

    คนไทยตื่นตัวดูแลสุขภาพลำไส้เชิงป้องกัน

    นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์มะเร็งลำไส้ในประเทศไทยกำลังน่าวิตกอย่างยิ่ง โดยข้อมูลจาก Thaihealth Watch ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 2.4 เท่าในช่วง 10 ปี โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดถึง 15 คนต่อประชากร 100,000 คน นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพลำไส้อื่นๆ อย่างโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และกรดไหลย้อนก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โรงพยาบาลวิมุต จึงร่วมมือกับ AMILI บริษัทวิจัยด้านไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารแห่งแรกในเอเชีย ซึ่งมีฐานข้อมูลไมโครไบโอมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เพื่อพัฒนาโพรไบโอติกที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะ

    โดยใช้ฐานข้อมูลไมโครไบโอมจากการศึกษาประชากรเอเชียกว่า 100,000 ตัวอย่าง ผ่านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ระดับโมเลกุลเพื่อช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว นวัตกรรมใหม่นี้สอดคล้องกับพันธกิจของโรงพยาบาลวิมุตในการนำเสนอนวัตกรรมด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในแนวทางที่เหมาะสม

    โพรไบโอติกป้องกันไขมันพอกตับ

    ขณะที่บริษัท อินโนบิก(เอเชีย) ร่วมมือกับ บริษัท ที.แมน เพื่อนำนวัตกรรมโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยที่พัฒนาขึ้นสู่สเกลเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อการป้องกัน โดยผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นการใช้ โพรไบโอติก 2 สายพันธุ์ ในเรื่องของไขมันพอกตับโดยเฉพาะ มีความเหมาะสมกับคนไทยมากกว่าสายพันธุ์ที่นำเข้า เนื่องจากมาจากเชื้อในประเทศ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและอาหารไทย ทนทานต่ออุณหภูมิในเขตร้อนได้ดีกว่า ทำให้โพรไบโอติกมีชีวิตอยู่ได้นาน

    ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกเกี่ยวกับไขมันพอกตับนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักจึงเป็นกลุ่มนักดื่ม (drinker) หรือสายปาร์ตี้ รวมถึง กลุ่มที่มีปัญหาจากการกิน เช่น การรับประทานอาหารประเภททอด หรืออาหารที่มีแป้งสูง ซึ่งทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนและไขมันพอกตับได้ เบื้องต้นจะขึ้นทะเบียนอย.เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คาดว่าในไตรมาส 1 หรือภายในไตรมาส 2 ปี 2569 จะสามารถวางตลาดได้ ซึ่งการอัปเกรดเป็นยาความเสี่ยงต่ำ จะต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลความคงตัว (Stability) และเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนกับ อย. อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

    ปรับกฎหมาย ลดขั้นตอนอย.

    ภกญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กระแสรักสุขภาพเชิงป้องกันส่งผลให้ตลาดโพรไบโอติกในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 8,600 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวไปถึง 12,700 ล้านบาท ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 8% จึงตลาดที่น่าจับตามองของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศแต่ในปัจจุบันจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ใช้ในอาหารส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ

    ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยให้มีการนำไปใช้ในอาหารอย่างแพร่หลายมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้โครงการ “การประเมินความปลอดภัยและคุณสมบัติของจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย” เพื่อผลักดันให้ “โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย” เป็นสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก

    โดยมีเป้าหมาย คือ ลดเวลา เพิ่มรายการโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยที่ผ่านการรับรองแล้ว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปผลิตอาหารได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความมั่นใจทวนสอบสายพันธุ์จุลินทรีย์ในตลาดและขอข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ประกอบการ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการลดขั้นตอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติกเป็นส่วนประกอบในอนาคต

    นอกจากนี้ อย. ยังเร่งปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกในอาหาร ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการให้สามารถนำโพรไบโอติกไปใช้ในอาหารได้สะดวก เป็นมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1204459&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yyyoV4C-cs1ISeANute-t

  • “นุ่น-ต๊อด” คู่รักหมื่นล้าน ทำบุญใหญ่ ทอดกฐิน-บริจาคเงินให้รพ.-ให้ทุนนร.

    “นุ่น-ต๊อด” คู่รักหมื่นล้าน ทำบุญใหญ่ ทอดกฐิน-บริจาคเงินให้รพ.-ให้ทุนนร.

    ทำบุญทุกครั้งที่มีโอกาส สำหรับนางเอกสาว นุ่น วรนุช กับสามีหนุ่ม ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่มักจะได้เห็นภาพของทั้งสองคนควงแขนกันไปเสริมความเป็นสิริมงคลอยู่บ่อยๆ เป็นประจำในทุกปี

    ล่าสุด ต๊อด ปิติ ก็ได้เผยภาพบรรยากาศขณะที่พา นุ่น วรรนุช ร่วมพิธีทำบุญทอดกฐินสามัคคี ณ วัดถ้ำศรีนิล จังหวัดเชียงใหม่

    พร้อมเขียนแคปชั่น “พิธีทำบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 เพื่อสร้างแทงค์น้ำคอนกรีตและศาลาที่พักสงฆ์ ณ วัดถ้ำศรีนิล ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2568 กฐิน#10WPxBK”

    จากนั้น นุ่น-ต๊อด ยังได้เป็นตัวแทนครอบครัว ภิรมย์ภักดี มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน และมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาลอีกด้วย

    “มูลนิธิ ปิติ ภิรมย์ภักดีและทีมสิงห์อาสา มอบทุนการศึกษาชั้น ป.1-ม.3 จำนวน 60 ทุน และมอบห้องส่งเสริมการเรียนรู้ อุปกรณ์กีฬา และ โรงเรียนเกษตรพอเพียง ให้โรงเรียนบ้านเป้าวิทยาคาร จ.เชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 ปีที่11″,

    “มูลนิธิ ปิติ กิรมย์ภักดี มอบเงินเพื่อซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่”

    ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับ นุ่น-ต๊อด และครอบครัว ภิรมย์ภักดี ด้วยนะคะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852782/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MxUIQRK3PERzKG03JRObv

  • เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ | TOPNEWS

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ | TOPNEWS

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ

    • เผยแพร่ : 25/10/2025 13:40

    จากกรณีเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 68 นายเสฎฐวุฒิ คีรีพอน นิติกรชำนาญการ สำนักงานจังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.สมอาจ หมั่นอุตส่าห์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีปลอมลายมือชื่อบุคคลอื่นยื่นใช้ในการจดทะเบียนมูลนิธิฯกับที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง โดยไม่ได้รับความยินยอม พร้อมเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอเพิกถอนใบทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งต่อไป

    เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 24 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับ นางชฎาภรณ์ พงศ์ทอง ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้จักกับ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ได้ประมาณ 5 เดือน และได้มาร่วมงานกัน โดยตนเป็นผู้จัดหาเงินเข้าไปร่วมจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง และจะให้ตนมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการแต่ตนปฏิเสธ ตนเคยบอกไว้ว่าหากเปิดมูลนิธิฯได้แล้วก็จะขอกลับไปทำธุรกิจของตนเองเหมือนเดิม ระหว่างการทำงานร่วมกันตนได้ไปเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องจึงได้ถอนตัวออกมา และไม่อยากข้องเกี่ยวกับเงินบริจาค ซึ่ง ณ ตอนนั้นตนยืนยันว่าไม่ได้มีประเด็นทะเลาะหรือขัดแย้งกันมาก่อน

    ต่อมามีประเด็นเรื่องซ้อลักษณ์โดนหลอกซื้อวุฒิการศึกษาในปีที่แล้ว ตนจึงสงสัยว่าซ้อลักษณ์ได้เป็นกรรมการของมูลนิธิฯหรือไม่ จึงสอบถามแต่ซ้อลักษณ์ปฏิเสธ ตนจึงสืบหาความจริงจนพบเอกสารการจัดตั้งมูลนิธิฯมีปรากฎชื่อซ้อลักษณ์เป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย ซึ่งซ้อลักษณ์บอกว่าไม่ได้อนุญาตและไม่ได้เซ็นลายเซ็นดังกล่าวในการจัดตั้งมูลนิธิฯ ตนจึงเริ่มรู้สึกไม่ดีและคิดว่าเรื่องนี้ควรคุยกันแบบตรงไปตรงมา การปลอมลายเซ็นเพื่อยื่นใช้ในการจดทะเบียนมูลนิธิฯกับที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง และเอาไปยื่นกับธนาคารเพื่อเปิดบัญชีในทางกฎหมายถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการและในสำนวนระบุว่าเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นคนปลอมลายเซ็นเอง ถ้าวันนี้ปฏิเสธว่าลายมือไม่ใช่ลายมือของเจ้าตัวถือว่าให้การเท็จในสำนวน

    เรื่องนี้ถ้าเกิดว่าไม่มีหลักฐานหรือพยานและไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทางหน่วยงานของรัฐจะไม่ตั้งข้อกล่าวหาและไม่มีการดำเนินคดีกับใคร แสดงว่าที่เรานำเอกสารยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ท่านเห็นหลักฐานและเห็นความผิดจริงถึงให้นิติกรเป็นตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี แจ้งความดำเนินคดีกับ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” แสดงว่าหลักฐานน้้นชัดเจน รวมไปถึงการรับบริจาคเงินโดยมีผู้เสียหายคือ “ออยศรีและผองเผือก” ที่ร้องคดีความในเรื่องนี้ ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ทำถูกต้องที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปลอมแปลงลายเซ็นและมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนนี้อาจจะมีการเพิกถอนมูลนิธิด้วย ซึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้คล้อยตามผู้มีชื่อเสียง หรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อสื่อแต่อย่างใด

    ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จังหวัดนนทบุรี

    3

    dffbd

    “อนุทิน” ลุยกระบี่ มอบนโยบายท้องถิ่น ย้ำ “กระบี่ต้องโกอินเตอร์” เมืองปลอดภัย ปลอดสิ่งเสพติด สร้างรายได้ยั่งยืน

    เปิดใจ “ปุ๊กกี้” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง กรณีผู้ว่าฯนนทบุรี แจ้งความต้นอ้อ-จ่อยุบมูลนิธิ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือ เจียไต๋ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ทรู คอร์ปอเรชั่น ซีพีแอ็กซ์ตร้า ขอแสดงความไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง”

    รองนายกฯ “โสภณ” ลงพื้นที่บุรีรัมย์ เป็นประธานพิธี Kick off บุรีรัมย์โมเดล โครงการ “รวมพลังรัก ศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”

    “นายกฯ อนุทิน” เสียงเครือ ขอคนไทยแต่งดำ 90 วัน อาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบประกาศเตรียมความพร้อมจัดพระราชพิธีพระบรมศพทั่วปท.

    “พระราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามและแต่งกายงดงามที่สุดในโลก” นิตยสารดังทั่วโลก พร้อมใจยกย่อง “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw001kcwqN8ILfKFsw5DQZUG

  • พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง – BBC News ไทย

    พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง – BBC News ไทย

    พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    พระพันปี

    ที่มาของภาพ, Gamma-Rapho/Getty Images

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นพระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เป็นสมเด็จพระราชชนนี ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของ พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) กับหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “สิริกิติ์” อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” หรือ “ผู้ที่มีผู้สรรเสริญเล่าลืออันเป็นสิริมงคล”

    เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2475 ที่บ้านเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) พระอัยกา (ตา) ทรงมีพระเชษฐาและพระขนิษฐา คือ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา (ท่านผู้หญิง บุษบา สธนพงศ์)

    พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูตรมาในราชสกุลเกี่ยวเนื่อง 3 สายราชสกุล เริ่มจากทางฝ่ายพระบิดา พระอัยกา (ปู่) และพระอัยยิกา (ย่า) คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์) ต้นราชสกุลกิติยากร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นพระราชโอรสรุ่นแรกที่ทรงจบการศึกษาจากต่างประเทศ เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงอัปษรสมาน เทวกุล พระธิดาองค์ใหญ่ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์) ต้นราชสกุลเทวกุล พระราชโอรสลำดับที่ 42 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงได้รับสมญา “พระบิดาแห่งการต่างประเทศ” ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศยาวนานที่สุดถึง 38 ปี

    ฝ่ายพระมารดา หม่อมหลวงบัวเป็นเหลนของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท (พระองค์เจ้านวม) ต้นราชสกุลสนิทวงศ์ พระราชโอรสองค์ที่ 49 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย และทรงศึกษาวิชาแพทย์ตะวันตกจากหมอบรัดเลย์ กับหมอเฮาส์ (ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลมิชชัน) ทรงมีบทบาทสำคัญเป็นประธานฝ่ายไทยในการเจรจาเมื่อครั้งสยามทำสัญญา เบาว์ริงกับอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และทรงเป็นปราชญ์ทางภาษาและวรรณกรรม ทรงนิพนธ์ประถมจินดามณี เล่ม 2 และในปี 2551 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาปราชญ์และกวี

    ต้นราชสกุลสนิทวงศ์นับเป็นราชสกุลที่สืบทอดภารกิจในการเป็นแพทย์ประจำพระองค์มาถึง 5 รุ่น ประกอบด้วย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • ภาพ รูป ราชินี ในหลวง พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

    • พระพันปี

    • ชาวต่างชาติอพยพเข้าไทย

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    รุ่นที่ 1 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท

    รุ่นที่ 2 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ (หมอสาย)

    รุ่นที่ 3 หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ แพทย์ในพระองค์

    รุ่นที่ 4 ศาสตราจารย์นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ และพลโทนายแพทย์ หม่อมหลวงจินดา สนิทวงศ์

    รุ่นที่ 5 ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดนัย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศาสตราจารย์นายแพทย์ วงศ์กุลพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ศาตราจารย์นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับยืนเคียงข้าง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชมารดา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ 1 มกราคม 2525

    ที่มาของภาพ, Thierry Falise/LightRocket/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับยืนเคียงข้าง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชมารดา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายเมื่อ 1 มกราคม 2525

    เมื่อแรกพระราชสมภพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอยู่ในความดูแลของพระอัยกา (ตา) และท้าววนิดาพิจาริณี พระอัยยิกา (ยาย) หลังจากพระบิดาลาออกจากราชการทหาร ก่อนจะย้ายไปรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และไปดำรงตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ส่วนพระมารดาเมื่อให้กำเนิดพระองค์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ

    ปี 2479 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ต่อมาปี 2483 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาการคมนาคมขาดความสะดวกและความปลอดภัย จึงทรงย้ายไปศึกษาระดับชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ถนนสามเสน หนังสือรุ่น ศิษย์เก่าเซนต์ฟรังฯ ปี 2491 บันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงมีหมายเลขประจำตัว 371 และพระสหายร่วมชั้นเรียนจำนวน 37 คน

    ทรงเลือกเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนเป็นวิชาพิเศษ ทรงมุ่งหวังที่จะเรียนดนตรีเพื่อเป็นวิชาชีพในอนาคต และตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียง ทรงโปรดดนตรีคลาสสิก เช่น โชแปง บีโธเวน และลิทซ์

    ครูผู้สอนได้บันทึกถึงการศึกษาเล่าเรียนของพระองค์ในห้วงเวลานั้นไว้ว่า ทรงเป็นนักเรียนที่เรียนดี มีพลานามัยแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นนักเรียนเปียโนที่มีฝีมือ

    หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี พระสหายร่วมชั้นเรียนโรงเรียนเซนต์ ฟรังฯ บันทึกไว้ในหนังสือ “เขียนถึงสมเด็จฯ” ว่า เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงร่วมอยู่ในเหตุการณ์สำคัญของสยามประเทศหลายครั้ง

    “…ครอบครัวของพระบิดาของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องมรสุมร้ายทางการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะหัวหน้าครอบครัวทรงมีตำแหน่งสำคัญทางการทหาร หลังจากหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ถือกำเนิดแล้วไม่นาน พระบิดามารดาต้องพาโอรสทั้งสองไปรับหน้าที่ตำแหน่งในยุโรป ทิ้งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ไว้ในความปกครองของหม่อมเจ้าอัปษรสมาน ซึ่งเมื่อเกิดกบฏบวรเดชใน พ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปษรสมานได้ทรงอพยพครอบครัวรวมทั้งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งอยู่ในวัยเยาว์หนีภัยการเมืองรอนแรมไปกลางทะเลโดยเรือเดินสมุทร ชื่อเรือ “ภาณุรังษี” ไปเผชิญความยากลำบากและโรคภัยไข้เจ็บนานาประการ ณ จังหวัดสงขลา แต่ด้วยดวงชะตาอันจะต้องเป็นคู่พระบารมี หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ผู้เป็นเด็กบอบบาง รับประทานน้อยและนอนยาก จึงแข็งแรงปราศจากโรคภัยอันใดมากล้ำกรายจนกระทั่งเหตุการณ์สงบและหม่อมเจ้าอัปษรสมานทรงนำครอบครัวกลับพระนครได้โดยสวัสดิภาพ”

    ในหนังสือเขียนถึงสมเด็จฯ ยังบันทึกช่วงที่พระองค์ต้องหลบหนีภัยสงครามเอาไว้ด้วยว่า

    “แม้จะไม่ได้พบเห็นกันในระหว่างที่สงครามกำลังทวีความรุนแรง แต่ครอบครัวของดิฉันก็ได้ข่าวมาว่า หม่อมหลวงบัว กิติยากร ได้พาธิดาทั้งสองคือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์และหม่อมราชวงศ์บุษบา หลบหนีภัยระเบิดไปอยู่บ้านเจ้าพระยาวงศาฯ บิดาของหม่อมหลวงบัว ซึ่งเป็นบ้านสวนแถบที่เรียกกันว่าบางซ่อน บังเอิญ สวนระแวกนั้นอยู่ใกล้สะพานพระรามหกซึ่งเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร จึงพลาดไปลงยังบ้านพักของหม่อมหลวงบัว แต่ด้วยบุญญาธิการโดยแท้หม่อมหลวงบัวและธิดาทั้งสองจึงแคล้วคลาดภัยมาอย่างหวุดหวิด”

    หลังสงครามสงบ ประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ดำรงตำแหน่งรัฐทูตวิสามัญ และอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร ในปี 2489 จึงทรงพาครอบครัวไปด้วย ขณะนั้นพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมีพระชนมายุ 13 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ แล้ว

    ทรงติดตามพระบิดาซึ่งทรงได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามลำดับ

    ปี 2491 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวกิติยากรมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นทรงดำรงพระยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษาต่อ และประทับอยู่ที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังทรงขึ้นครองราชย์ ทรงโปรดขับรถจากโลซานน์มาทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ ก็ค่อยๆ งอกงาม

    5 ตุลาคม 2491 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่นอกเมืองโลซานน์ ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะนั้นทรงดำรงพระยศหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์พระราชทานสัมภาษณ์ แก่เดวิด โลแมกซ์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ในสารคดี “ศูนย์รวมใจของชาติ – พระราชวงศ์ไทย” (Soul of a Nation – The Royal Family of Thailand) ออกอากาศครั้งแรกในปี 2523 ทางสถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษว่า

    “….ตอนประทับอยู่ที่โรงพยาบาล หลังประสบอุบัติเหตุ มีพระอาการหนักมาก ตำรวจเขาโทรศัพท์มากราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนีฯ พระองค์ท่านรีบเสด็จฯ ไปทันที แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ท่าน กลับทรงหยิบรูปของข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่…”

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2492 โดยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ยังทรงเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโลซานน์ และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระคู่หมั้น

    ที่มาของภาพ, Central Press/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2492 โดยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ยังทรงเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโลซานน์ และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระคู่หมั้น

    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชชนนี ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงขอให้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ในโรงเรียนประจำชื่อ Riante Rive ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์

    12 สิงหาคม 2492 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้ชาวไทยได้ทราบหลังมีพิธีหมั้นเป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระราชทานพระธำรงค์เพชรแก่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระคู่หมั้น และประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 28 เมษายน 2493 ที่วังสระปทุม หลังเสด็จนิวัติพระนคร 24 มีนาคม 2493 เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8

    ในวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ จากนั้น 5 พฤษภาคม 2493 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

    ระหว่างที่รัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวช 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2499 รัชกาลที่ 9 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้น 5 ธันวาคม 2499 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระอภิไธยพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระองค์แรกมีขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกในปี 2440

    ช่างภาพส่วนพระองค์ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะทรงอุ้มพระราชโอรสเมื่อแรกประสูติ โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับอยู่เคียงข้างและทรงอุ้มทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระบรมฉายาลักษณ์นี้ฉายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2495 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงฉายพระรูปใบแรกของพระราชโอรสด้วยพระองค์เอง

    ที่มาของภาพ, Bettmann/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ช่างภาพส่วนพระองค์ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะทรงอุ้มพระราชโอรสเมื่อแรกประสูติ โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ ประทับอยู่เคียงข้างและทรงอุ้มทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระบรมฉายาลักษณ์นี้ฉายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2495 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงฉายพระรูปใบแรกของพระราชโอรสด้วยพระองค์เอง

    พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระประสูติกาลพระราชธิดา พระราชโอรส 4 พระองค์ คือ

    1. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    2. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

    3. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

    4. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

    บรรดาพระราชวงศ์ทรงสำราญพระอิริยาบถ ณ คฤหาสน์คิงส์บิเชส ที่ประทับส่วนพระองค์ในเมืองซันนิงฮิลล์ มณฑลเบิร์กเชียร์ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2509 (จากซ้ายไปขวา) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    ที่มาของภาพ, Central Press/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, บรรดาพระราชวงศ์ทรงสำราญพระอิริยาบถ ณ คฤหาสน์คิงส์บิเชส ที่ประทับส่วนพระองค์ในเมืองซันนิงฮิลล์ มณฑลเบิร์กเชียร์ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2509 (จากซ้ายไปขวา) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชฯ, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    อ้างอิงแหล่งข้อมูล:

    • หนังสือ พระญาติ ราชสกุล กรุงรัตนโกสินทร์ ผู้เขียน เล็ก พงษ์สมัครไทย สำนักพิมพ์ มติชน
    • สัมภาษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระคู่หมั้น สัมภาษณ์โดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์ นักประพันธ์อาวุโส เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 ตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิง นางชอุ่ม แย้มงาม (ชอุ่ม ปัญจพรรค์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557
    • หนังสือ เขียนถึงสมเด็จฯ โดย หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี
    • หนังสือ ชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยฉบับอนุรักษ์ ตำรายาพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ กองคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
    • 84 พรรษา นางแก้วคู่พระบารมี หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
    • พระแม่แห่งสยาม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา จัดทำโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq5042zw8zqo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wv2JyZUT7F4yLj1fx2ZUX