Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

    วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย โดยมีรายละเอียดว่า

    สหรัฐอเมริกา (‘สหรัฐฯ’) และราชอาณาจักรไทย (‘ไทย’) ได้ตกลงร่วมกันในกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีของเรา ซึ่งจะมอบการเข้าถึงที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศสู่ตลาดของกันและกัน ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนนี้จะต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนานของเรา ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2509 และความตกลงว่าด้วยกรอบการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2545

    ข้อกำหนดสำคัญของความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย จะครอบคลุมถึง:

    • ไทย จะยกเลิกมาตรการกีดกันทางภาษีสำหรับสินค้าประมาณ ร้อยละ 99 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐฯ
    • สหรัฐฯ จะคงภาษีต่างตอบแทนไว้ที่อัตราร้อยละ 19 ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทย และจะระบุผลิตภัณฑ์จากรายการที่กำหนดไว้ในภาคผนวก III ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14346 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนภาษีที่เป็นไปได้สำหรับพันธมิตรที่มีการจัดแนวร่วม เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีต่างตอบแทนร้อยละศูนย์
    • สหรัฐฯ และไทยจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษีของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทวิภาคี ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขมาตรการกีดกันต่อการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงการ: ยอมรับยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ; ยอมรับใบรับรองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และการอนุญาตทางการตลาดล่วงหน้าสำหรับเครื่องมือแพทย์และยา ว่าเพียงพอต่อการบรรลุข้อกำหนดของไทย; การออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลของสหรัฐฯ สำหรับเชื้อเพลิง; การแก้ไขกฎหมายศุลกากรเพื่อยกเลิกระบบการให้รางวัลทางศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดและบทลงโทษทางศุลกากร; และการรับและบังคับใช้หลักปฏิบัติทางการกำกับดูแลที่ดี
    • ไทยจะจัดการและป้องกันมาตรการกีดกันต่อผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดไทย รวมถึงการเร่งรัดการเข้าถึงสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) นอกจากนี้ ไทยจะแก้ไขประเด็นการค้าที่เป็นอุปสรรคและสร้างความมั่นใจว่าข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผลิตภัณฑ์พืชสวนของสหรัฐฯ รวมถึงสำหรับกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ จะอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง ไทยมุ่งมั่นที่จะยอมรับใบรับรองที่ตกลงร่วมกันในปัจจุบัน ซึ่งออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงการทำงานเพื่อแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของคนงานในด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมกันได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่; และเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน รวมถึงการจัดการกับการละเมิดในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก
    • ไทยมุ่งมั่นที่จะนำมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับสูงมาใช้และธำรงไว้ และบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการ: ดำเนินมาตรการเพื่อต่อสู้กับการค้าผลิตภัณฑ์ป่าไม้ที่เก็บเกี่ยวอย่างผิดกฎหมาย; สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น; ยอมรับและดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนการประมงขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างสมบูรณ์; และต่อสู้กับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมายาวนาน รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรการจัดการส่วนรวมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี และปัญหาคดีค้างสะสมด้านสิทธิบัตร
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันของไทยเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่ส่งผลกระทบต่อการค้าดิจิทัล บริการ และการลงทุน ไทยมุ่งมั่นที่จะ: ละเว้นจากการกำหนดภาษีบริการดิจิทัล หรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติกับบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐฯ; สร้างความมั่นใจในการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินธุรกิจ; สนับสนุนการพักชำระอากรศุลกากรในการส่งผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างถาวรที่ WTO; ละเว้นจากการกำหนดโควตาฉายภาพยนตร์; ผ่อนปรนข้อจำกัดความเป็นเจ้าของโดยต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคมของไทย; และยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลภายในประเทศสำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ค้าปลีกภายในประเทศทั้งหมดสำหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่บิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ
    • สหรัฐฯ และไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินการที่เสริมซึ่งกันและกันเพื่อจัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบุคคลที่สาม และร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก ความมั่นคงในการลงทุน และการต่อสู้กับการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ และไทยรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทของสหรัฐฯ และไทยในภาคเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน ซึ่งรวมถึง:

    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งรวมถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ โดยมีมูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน โดยมีมูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
    • การจัดซื้อเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ รวมมูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ และไทยจะเจรจาและสรุปความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน เตรียมความตกลงสำหรับการลงนาม และดำเนินการตามพิธีการภายในประเทศก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้

    ภาพ: Kryssia Campos / Getty Images, Kypros / Getty Images

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-thai-reciprocal-trade-framework/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QQ0sppDeCzjwz08oPV2cF

  • ไทย-สหรัฐฯ แถลงการณ์ร่วม ข้อตกลงการค้า ต่างตอบแทน ยกระดับเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ แถลงการณ์ร่วม ข้อตกลงการค้า ต่างตอบแทน ยกระดับเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน มุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    วันนี้ (26 ต.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade)

    โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็ปไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

    ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    “ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน” ศุภจี กล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล

    “การสรุปแถลงการณ์ร่วมฯ ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ

    ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด”

    ศุภจี กล่าวอีกว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่างๆ อาทิ

    • ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร
    • โอกาสในการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

    “ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา”

    โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

    สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์

    โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกสำคัญ

    ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-us-reciprocal-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cpTdO0-y5xfvmY6SnentB

  • กรุงศรี ครบรอบ 80ปี เดินหน้าหนุนลูกค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อครบวงจร

    กรุงศรี ครบรอบ 80ปี เดินหน้าหนุนลูกค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อครบวงจร

    กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ตอกย้ำการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืนที่มุ่งสร้างโอกาสทางการเงินอย่างเท่าเทียมให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เดินหน้าสนับสนุนลูกค้ารายย่อยด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อครบวงจร พร้อมข้อเสนอพิเศษส่งท้ายปี ครอบคลุมทั้งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อวงเงินพร้อมใช้ ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการภาระทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นและภาวะผันผวนในตลาดโลก กรุงศรีมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นพลังสนับสนุนสำคัญให้กับลูกค้ารายย่อย ด้วยการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระคืนของลูกค้า เราเชื่อว่าการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบไม่เพียงช่วยลดความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว”

    ในโอกาสครบรอบ 80 ปี กรุงศรีได้รวบรวมผลิตภัณฑ์สินเชื่อคุณภาพหลากหลายประเภท เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงจังหวะชีวิต พร้อมข้อเสนอพิเศษส่งท้ายปีในแคมเปญ “ทุกสินเชื่อ จัดมาครบ ที่กรุงศรี” ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 30 ธันวาคม 2568 ได้แก่

    • สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อดิจิทัล Krungsri iFIN สำหรับลูกค้าที่ต้องการเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่โปร่งใสและอนุมัติรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล ดอกเบี้ยเริ่มต้น 9.99% ต่อปี 3 เดือนแรก*
    • สินเชื่อโฮมฟอร์แคช สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “โฮมฟอร์แคช” ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อใช้จ่ายหรือลงทุนในอนาคต รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมฟรี! ค่าประเมินหลักประกัน มูลค่า 3,210 บาท และค่าจดจำนองสูงสุด 200,000 บาท*
    • สินเชื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากกรุงศรี ออโต้ ครอบคลุมสินเชื่อรถใหม่และรถมือสอง ดาวน์น้อย ผ่อนสบาย พร้อมรับส่วนลด 0.10% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ* และ “คาร์ฟอร์แคช” สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสภาพคล่องอย่างยืดหยุ่น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ต่ำเริ่มต้น 0.24% ต่อเดือน* พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์เสริม เช่น ประกันคุ้มครองอะไหล่รถยนต์ กรุงศรี ออโต้ โพรเทค ราคาพิเศษ เฉพาะลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขแคมเปญฉลองครบรอบ 80 ปี เท่านั้น*
    • สินเชื่อวงเงินพร้อมใช้จากกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ มอบความสะดวกและยืดหยุ่นในการจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เบิกถอนเงินสดทันใจ สมัครวันนี้ รับสิทธิ์กดเงิน 0% ไม่มีดอกเบี้ย สูงสุด 45 วัน ไม่มีค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า 3%* และสินเชื่อเงินก้อนกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ สมัครวันนี้ รับเงินก้อนทันทีดอกเบี้ยพิเศษ สมัครง่าย รู้ผลอนุมัติไว ไม่มีค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า 3%*

    “ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน กรุงศรีพร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต ผ่านการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน และการเข้าถึงสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามความท้าทาย และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและคุณค่าที่ยืนยาวต่อสังคมไทย” นายสยาม กล่าวปิดท้าย

    ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/th/campaigns/all-loan หรือ Krungsri Call Center 1572 หรือ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ โทร 02-740-7400 หรือ ศูนย์บริการสมาชิกบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 02-345-6789 และสาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01CBqFYCWHsJgKstWmYJAy

  • ออมสิน แสดงความยินดีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน 2 ปีซ้อน

    ออมสิน แสดงความยินดีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน 2 ปีซ้อน

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นตัวแทนธนาคาร ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายในงาน CEO ECONMASS AWARDS 2025 ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นผลจากการโหวตของสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ให้นายวิทัยเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06mgIUQ7vO2TkGKDBgMN8Y

  • ไทย-สหรัฐ จับมือค้าใหม่ ดันกรอบต่างตอบแทน-หนุนผู้ประกอบการ

    ไทย-สหรัฐ จับมือค้าใหม่ ดันกรอบต่างตอบแทน-หนุนผู้ประกอบการ

    กระทรวงพาณิชย์ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ภายใต้ “แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน” (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันจัดทำกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้า โดยมุ่งสร้างสมดุลทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    “แถลงการณ์นี้ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเชิงลึกในทุกด้าน” ศุภจี กล่าว

    รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ไทยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปี 2568 โดยทีมเจรจาของไทยจะพิจารณารอบด้าน ทั้งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และสร้างบรรยากาศการค้า–การลงทุนที่มั่นใจมากขึ้นในระยะยาว

    สำหรับกรอบการเจรจาจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่
    • มาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี

    • การค้าบริการ การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล
    • การป้องกันการหลบเลี่ยงอากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
    • โอกาสด้านจัดซื้อเชิงพาณิชย์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐฯ เป็นพิเศษ เพราะเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 รองจากจีน

    ในปี 2567 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-สหรัฐฯ อยู่ที่ 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 54,956.21 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์

    สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้านำเข้าหลักคือ น้ำมันดิบ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และเครื่องบิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดตั้ง “คณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ” โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เจรจาและผลักดันผลประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย

    “ความร่วมมือนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญของยุคใหม่ด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่จะไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกเท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนและนักลงทุนในระยะยาว”

    — รมว.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suphajee-moc-thailand-usa-new-cooperation-trade&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KfIVnVCoWRiRlzP1i3MOq

  • ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้

    ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้

    นครบาลร่วมกับ บช.ปส. ทลายแก๊งค้ายาย่านนานา รวบ 8 คนผิวสี 1 คนไทย พบพฤติกรรมอมยาไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้าก็คายออกมาให้ ถ้าเจอตำรวจจะกลืนยาหนีความผิด

    จากกระทู้ในเพจดัง ThailandTourism คอมมูนิตี้สำหรับนักท่องเที่ยว มีสมาชิกทั่วโลก 430,000 คน โพสต์ใหม่เฉลี่ย 7,900 ครั้งต่อสัปดาห์ แจ้งเตือนถึง “กลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา” เป็นจำนวนมาก รายงานพฤติกรรม ขายยาเสพติด, หลอกลวง และพยายามล้วงกระเป๋า ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงอันทำให้ชาวต่างชาติตัดสินใจไม่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ย่านนานา

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” นครบาลร่วมกับ บช.ปส.ปฏิบัติการ “ทลายเงามืดนานา” (Take Down Black-Shadow Nana)

    วันนี้ (26 ต.ค. 2568) เวลา 00.00 น. ตำรวจนครบาล และ บช.ปส.กว่า 40 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเงามืดนานา” จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น 9 ราย ที่ริมถนนฟุทบาธ ซ.สุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา จ.กรุงเทพฯ ดังนี้

    1.Mr.ONYEKAMMA OBIOMA FRANKLINE อายุ 29 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    2. Mr.ONUOHA UGOCHUKWU DESMOND อายุ 34 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    3. Mr.NNAWUKE IZUCHUKWU LUCKYอายุ 29 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    4. Mr.ALAHIEOBI CHIMA FAVOUR อายุ 35 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    5. Mr.UBAMMADU EMMANUEL CHIBUZOR อายุ 32 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    6. Mr.AMAJIOYI CHINAEMEZE อายุ 23 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    7. Mr.UDEMGBA JEKWU INNOCENTอายุ 28 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    8. Mr.NWACHUKWU CHISOM อายุ 41 ปี สัญชาติ ไนจีเรีย

    9.นายภาณุวัฒน์ ทานะเวช หรือปั้ม อายุ 36 ปี สัญชาติไทย

    ตรวจยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) บรรจุหีบห่อพันด้วยเทปสีดำ พบที่ตัวผู้ต้องหาเป็นจำนวน 2 ถุง นำหนักรวม 4 กรัม และอีกจำนวนมากอยู่ระหว่างรอผู้ต้องหาถ่ายท้องเพื่อพิสูจน์ทราบ และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง (พบข้อมูลซื้อขายยาเสพติดจำนวนมาก)

    โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

    สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) “จัดชุดลาดตระเวน Online”จนได้พบกับกระทู้ใน Reddit โดยหัวข้อใหญ่เรื่อง “ThailandTourism” ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้บนโลกออนไลน์สำหรับนักท่องเที่ยว มีสมาชิกทั่วโลก 430,000 คน โพสต์ใหม่เฉลี่ย 7,900 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งปรากฏการรีวิวแง่ลบแจ้งเตือนถึง “กลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา” เป็นจำนวนมาก โดยมักรายงานถึงรายงานพฤติกรรม ขายยาเสพติด, หลอกลวง และพยายามล้วงกระเป๋าซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงอันทำให้ชาวต่างชาติตัดสินใจไม่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ย่านนานา จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. บูรณาการร่วมกับ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นำกำลัง ศอ.ปส.ตร. , ศอ.ปส.บช.น. และ บก.ปส.1 แฝงตัวอำพลางลาดตระเวนเดินเท้าในพื้นที่ย่าน นานา-อโศก

    เจ้าหน้าที่ได้พบกับกลุ่มชายผิวสี ยืนจับกลุ่มจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา แต่ทว่าจากข้อมูลการสืบสวนปรากฏว่ากลุ่มชายผิวสีนี้มีทักษะการต่อต้านเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี กล่าวคือ จะไม่สนทนากับคนไทย จะพูดคุยแค่กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น และหากพบคนไทยหรือคนต้องสงสัยว่าจะเป็นตำรวจจะวิ่งหนีทันที และมีทักษะพิเศษคือการอมยาเสพติดไว้ในปาก เมื่อมีลูกค้ามาขอซื้อก็จะแอบคายออกจากปากแล้วส่งให้ลูกค้า (พบเห็นในกล้องวงจรปิด) และหากเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจะ “กลืนยาเสพติดลงท้อง” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบของกลาง

    บูรณาการกำลัง ชุดปราบปรามยาเสพติดนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.), บก.ปส.1 สยบไพรี และ สน.ลุมพินี กว่า 40 นาย แต่งกายเป็น “ช่างปูน” อัดขึ้นรถ 2 แถว ไปจอดบริเวณไซส์งานก่อสร้างกลางซอยสุขุมวิท 11 ใกล้กับจุดที่ชายผิวสีจับกลุ่มขายยาเสพติด ระหว่างที่ไปถึงตำรวจอำพลางในชุดช่างเทปูนกว่า 20 ชีวิต ต่างลุ้นไปด้วยกันว่ากลุ่มคนร้ายจะรู้ตัวหรือไม่ แต่ปรากฏว่าใบหน้าของเจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถแนบเนียนไปกับพื้นหลังไซส์งานก่อสร้างอย่างลงตัว กลุ่มคนร้ายตายใจเข้าใจว่า 20 ชีวิตบนรถ 2 แถว นั้นเป็นคนงานก่อสร้างจริง จึงยังจับกลุ่มขายยาเสพติดต่อไป ผ่านไปไม่นานได้มีชาวต่างชาติ 2 รายถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนพูดคุย ก่อนคายยาเสพติดออกจากปากแล้วส่งมอบสิ่งของบางอย่างกันต่อหน้าต่อตา

    ชุดสืบสวนที่อำพรางในชุดช่างก่อสร้าง จึงลงจากรถ 2 แถว ยืนล้อมกลุ่มคนร้ายอย่างแนบเนียน ทันใดนั้น พล.ต.ต.ธีรเดชจึงได้สั่งการ “เอาเลย” ชุดสืบสวนที่อำพรางในชุดช่างก่อสร้างที่ยืนรายล้อมกลุ่มคนร้าย ตะครุบตัวจนกลุ่มคนร้ายผึ้งแตกรัง” บงรายสามารถวิ่งหนี บางรายกลืนของกลางยาเสพติดลงท้อง แต่ทว่าไม่ทันการณ์ถูกชุดสืบสวนรวบตัวได้ทั้งหมด 9 คนพร้อมของกลางยาเสพติด หลังจับกุมตัวได้นำส่พนักงานสอบสวน บก.ปส.1 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. หัวหน้าศูนย์ปราบปรามยาเสพติด บช.น. / รองโฆษกฯ กล่าวว่า “จากแผนประทุษกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดของกลุ่มชายผิวสีชาวแอฟริกา มักลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยด้วยการ “กลืน” กล่าวคือจะนำยาเสพติดห่อในพลาสติกอย่างแน่นหนาและกลืนเข้าไปในท้องเป็นจำนวนมาก ก่อนจะนั่งเครื่องบินเข้ามายังประเทศไทย แล้วมาขับถ่ายนำยาเสพติดออกมาแล้วจะนำมาขายยังแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยส่วนมากจะเป็นกลุ่มประเภท โคเคน จากการขยายผลการจับกุมครั้งนี้พบว่าเป็นขบวนการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางเครื่องบิน และกลุ่มผู้ที่คอยจำหน่ายจะใช้ยุทธวิธีพิเศษ นำยาเสพติดพันเทปไว้แล้วซุกซ่อนไว้ในปาก เมื่อถูกจับกุมจะทำการกลืนยาเสพติดเข้าไปในท้องทันที ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่พบของกลาง ซึ่งคดีนี้เราใช้การอำพลางจนสามารถเข้าถึงตัวคนร้ายได้ไว แต่ยังมีอีกหลายรายที่สามารถกลืนยาเสพติดไปได้ทัน ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการให้ผู้ต้องหาดื่มนมและถ่ายท้องเพื่อพบของกลางเพิ่มเติม ซึ่งระหว่างการจับกุมในย่านนานาพบว่ามีชาวต่างชาติมากล่าวชื่นชมกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เพราะกลุ่มคนผิวสีนี้มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อันเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในลักษณะนี้ทั่วพื้นที่นครบาล และจะมีบูรณาการร่วมกับพล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายผลให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/category/450313&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ho0jqyj6cpd5m0BzVbU1T

  • ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win

    ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252018&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LScWfFU3_oyMwfmogQZVi

  • “ฐานทัพ-ซาย” คว้าแชมป์คู่ ศึกแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ ทัวร์ – INN News

    “ฐานทัพ-ซาย” คว้าแชมป์คู่ ศึกแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เวิลด์ ทัวร์ – INN News

    “ฐานทัพ-ซาย” คู่เพื่อนอินเดียได้ครองแชมป์คู่หวด แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ ทัวร์ที่หัวหิน

    การแข่งขันเทนนิสชาย รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 516,000 บาท ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ทาง อารีน่า หัวหิน สปอร์ตคลับ ผู้จัดการแข่งขันเทนนิสชายนานาชาติ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน รายการ แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ส่วนปลการแข่งขันในประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ “แซค” ฐานทัพ สุขสำราญ นักหวดหนุ่มไทย กับ ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา หนุ่มอินเดีย ซึ่งเป็นคู่มือวาง 2 ของรายการ ผนึกกำลังช่วยกันหวดเอาชนะ ชินจิ ฮาซาวะ กับ ลีโอ วิฑูรย์เธียร จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการ โดยคู่ของฐานทัพ ชนะ 2-1 เซต 6-3, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-7

    ฐานทัพ กับ ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา ได้ครองตำแหน่งชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลร่วมกัน จำนวน 930 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,992 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลก คนละ 15 คะแนน ส่วนคู่ญี่ปุ่นได้รองชนะเลิศ รับเงินรางวัลร่วมกัน จำนวน 540 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,576 บาท และคะแนน คนละ 8 คะแนน

    ขณะที่ประเภทชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ อาเธอร์ เวเบอร์ จากฝรั่งเศส มือวาง 1 และมือ 485 ของโลก เอาชนะ ไอแซค เบครอฟต์ จากนิวซีแลนด์ มือ 971 ของโลก ด้วยสกอร์ 6-1 ทั้งสองเซต ส่วนอีกคู่ อิกอร์ มาร์คอนเดส จากบราซิล มือวาง 2 และมือ 609 ของโลก ตัดเชือกชนะ หลุยส์ ลารู จากฝรั่งเศส มือ 1130 ของโลก ด้วยสกอร์ 6-3 ทั้งสองเซต

    คู่ชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว จะเป็นการพบกันระหว่าง อาเธอร์ เวเบอร์ จากฝรั่งเศส กับ อิกอร์ มาร์คอนเดส จากบราซิล

       

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_954169/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aOAjZcmWCeKdRriLavdek

  • กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์จับมือ NECTEC และ VISTEC

    กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์จับมือ NECTEC และ VISTEC

    กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมและดึงศักยภาพให้เยาวชนสายวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการจัดทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” ภายใต้โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนหรือสถานประกอบการ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมี นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร.ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) พร้อมทีมวิทยากรจาก SCB Academy นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และ VISTEC ร่วมบ่มเพาะ ดึงศักยภาพของเยาวชน เปิดประสบการณ์ให้เยาวชนเห็นถึงผลงานนวัตกรรมที่หลากหลายของนักวิจัยจาก NECTEC และ VISTEC เช่น AI Robotics, IoT และ Kidbright พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการทำโครงงานให้ประสบความสำเร็จ สามารถตอบโจทย์ชุมชนและสถานประกอบการได้อย่างยั่งยืน ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์ หาดตะวันรอน จ.ชลบุรี
    ในปีนี้มีสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศส่งโครงงานเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 473 โครงงาน ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ ฯ พร้อมรับทุนดำเนินโครงงาน จำนวน 20 โครงงาน (20 ทีม) จาก 18 สถาบัน ซึ่งเยาวชนจะได้รับการเสริมทักษะที่สำคัญสำหรับการนำไปดำเนินโครงงานในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การจัดทำและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) ทักษะการนำเสนอโครงงานและการสื่อสาร (Storytelling & Communication Skills) การลดความสูญเปล่าและเพิ่มมูลค่าสูงสุด (Lean & Agile) เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมเสริมในการปลูกฝังวินัยทางการเงินที่ดี (Financial Literacy) ให้รู้จักฝึกการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และนำเสนอแนวทางในการสร้าง “ชีวิตสมดุล การเงินมั่นคง สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” พร้อมเรียนรู้การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินผ่านการเล่นการด์เกม “รู้หน้า ไม่รู้หนี้“ ในโอกาสนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเยาวชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมา โครงงาน “แชทบอทวินิจฉัยโรคทุเรียน : Doo Durian” ซึ่งขณะนี้ได้มีการต่อยอดโดยร่วมกับ NECTEC พัฒนาผลงานเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวสวนทุเรียน

    นอกจากนี้ยังได้จัดหลักสูตรให้แก่คุณครูที่ปรึกษาที่มาร่วมกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเสริมทักษะการเป็น “Facilitator” และ “Reflection” สะท้อนการเรียนรู้ “ครูแนะครู” สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน ในการเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถจุดประกาย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ ๆ เป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในการทำโครงงาน และนำไปเผยแพร่ในโรงเรียนได้ต่อไป

    ต่อจากนี้ แต่ละทีมจะต้องนำทักษะความรู้ที่ได้รับกลับไปพัฒนาและปรับปรุงโครงงานของตนเอง พร้อมลงพื้นที่ดำเนินการตามแผนโครงงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถขอคำแนะนำจากพี่เลี้ยงนักวิจัยได้ตลอดการทำโครงงาน และจะต้องกลับมานำเสนอต่อคณะกรรมการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อคัดเลือกหา 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป
    ขอเชิญร่วมติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้เยาวชนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ได้ทาง Facebook : SCB Challenge “กล้าใหม่…ใฝ่รู้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251949&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nBrXvyZMjIPM7j8oj-brA

  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ คาด ดาวตกชนิดระเบิด มากับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ | TOPNEWS

    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ คาด ดาวตกชนิดระเบิด มากับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ | TOPNEWS

    เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อมูล โดยพิสิฏฐ นิธิยานันท์ – เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สมาคมดาราศาสตร์ ระบุว่า หลังเกิดปรากฎการณ์ ลูกไฟเหนือท้องฟ้าภาคกลางและภาคตะวันออกของไทย ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ช่วงเวลาประมาณ 00:28 น. เหนือบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย ได้เกิดลูกไฟสว่างวาบตามด้วยเสียงดัง โดยไม่มีรายงานความเสียหายและเกิดอันตราย จากหลักฐานที่ปรากฏทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโออย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย เบื้องต้นคาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” (Bolide) ที่อาจมากับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (Orionids) ทั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดาวหางเลมมอนแต่อย่างใด

    จากลักษณะของดาวตกที่ปรากฏในคลิปวิดีโอตามโซเชียลมีเดียเหล่านี้ คาดว่าเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ที่มีความสว่างมากกว่าแมกนิจูดปรากฏ – 14.0 เป็นต้นไป (สว่างมากกว่าดวงจันทร์เต็มดวง) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีระดับความสูงอยู่ที่ 80 ถึง 120 กิโลเมตร จึงสามารถสังเกตเห็นได้หลายพื้นที่ในประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก

    ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายนของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีปรากฏการณ์ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ที่มีต้นกำเนิดจากดาวหางฮัลเลย์ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ดาวตกชนิดระเบิดดวงนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของฝนดาวตกดังกล่าว ที่จะมีอัตราการตกเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 21 ถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม 2568

    ในประเทศไทย เคยเกิดปรากฏการณ์ดาวตกชนิดระเบิดจากฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseids) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา https://narit.or.th/th/AstronomyNews-20250804

    อย่างไรก็ตาม วัตถุที่กลายเป็นดาวตกลูกนี้ ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล “วัตถุใกล้โลก” (Near-Earth Object : NEO) แต่อย่างใด ซึ่งในฐานข้อมูลของศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก ห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไอพ่น (Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL) ขององค์การนาซา สหรัฐอเมริกา ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2568 [1] ระบุว่ามีจำนวนดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่ตรวจพบแล้ว 39,771 ดวง แบ่งเป็น
    ☄️ ขนาดใหญ่กว่า 140 เมตร 11,466 ดวง
    ☄️ ใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร 877 ดวง
    ☄️ ดาวหางใกล้โลก 123 ดวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1368619&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uj8xsPCNpow2rLs1NZhm6