Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาการน่าเป็นห่วง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาการน่าเป็นห่วง

    วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.49 น.

    เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ ต้องเจอกับปัญหาและความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ รายได้ของภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัว ตามความซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเมืองที่ไม่แน่นอนจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนกระทรวงการคลัง จะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ (จาก 2.2% เป็น 2.4%) เพราะจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4 และ เชื่อว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องแม้จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และก็หวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะยังมีแรงหนุนเศรษฐกิจไทยอยู่จริง เช่น มาตรการของรัฐแบบที่อัดเม็ดเงินเข้าระบบเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ(คนละครึ่งพลัส) มาตรการลดรายจ่าย (ค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง (ลดหย่อนภาษี) ฯลฯ ส่วนอีกแรงหนุนสำคัญคือ ผลจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนและภาคธุรกิจ และมีส่วนช่วยให้สินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น รวมทั้งความร่วมมือของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาภาคครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความเสี่ยงต่างๆ ก็ยังมีอยู่ เช่น เรื่องของการส่งออก แม้ว่าตัวเลขตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกันยายนจะเติบโตได้ดี เพราะมีการเร่งรวมสต๊อกของผู้นำเข้าเพื่อลดผลกระทบจากภาษี โดยเฉพาะผู้นำเข้าสหรัฐ ดังเมื่อสต๊อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่แต่ก็ทำไม่ได้ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังอยู่ในโซนซบเซา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจบไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อภาวะการค้าโลกแน่นอน

    อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ภาคการลงทุนของเอกชน ที่ยังอ่อนแอลงต่อเนื่อง ดูได้จากตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (PMI) ที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แม้ล่าสุดในเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือเพิ่มขึ้น 1% การใช้กำลังการผลิตก็อยู่แค่เพียงระดับ 50% ซึ่งปัญหาใหญ่น่าจะมาจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก จีน ทะลักเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ในทุกกลุ่มสินค้า ละผู้ประกอบการไทยที่เจ็บตัวหนักที่สุดคือ กลุ่ม SME เพราะความสามารถในการแข่งขันนั้นต่ำมาก และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ต่ำมาก จากปัญหารายได้ต่ำกว่ารายจ่ายและยังแบกภาระหนี้ไว้สูงมาก ย่อมทำให้ภาคเอกชนตัดสินใจที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยเฉพาะด้านเครื่องจักร การลงทุนในภาคก่อสร้าง

    ที่สำคัญคือความเสี่ยงและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่กล่าวมาข้างต้นมีโอกาสที่จะลากยาวต่อไปถึงปีหน้า (สำหรับภาคส่งออก และการลงทุน) ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนก็คงจะยังเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยต่อไปแบบที่ไม่รู้ว่าจะแก้ได้เมื่อใด…ถึงตรงนี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 นั้นน่าห่วงมาก หากรัฐบาลไม่มีฝีมือมากพอในการบริหารเศรษฐกิจ

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZWjpMq6F1tOxPtl3qafan

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ตรวจงานถนนเชื่อม “หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง” เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม “เพชรบุรี–นราธิวาส” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง สู่ศูนย์กลาง “ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย”

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้า คือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม. ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม. ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่มตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร–สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช–สงขลา–ปัตตานี–นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่-จองถนน จังหวัดสงขลา-พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมาย เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษา ดูแล และขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01K46NtBGilyxJPIq0k9xx

  • บ้านว่างทั่วไทย1.64 ล้านหน่วย ฉุดโอกาสเศรษฐกิจไทย         

    บ้านว่างทั่วไทย1.64 ล้านหน่วย ฉุดโอกาสเศรษฐกิจไทย         

    บ้านว่างเป็นเครื่องชี้ถึงภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนที่สุดอันหนึ่ง ถ้ามีบ้านว่างเหลืออยู่มากแสดงว่าในแง่หนึ่ง ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยคงมีไม่มากนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงปัญหาการเก็งกำไรจนเกินควร

    ทำให้มีบ้านเหลืออยู่โดยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก การมีบ้านว่างมากเกินไปยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีปัญหาจนทำให้บ้านที่จะสร้างขึ้นใหม่ขายได้ยาก และหากผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินมีปัญหาในการขาย ก็อาจส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่ออีกด้วย

    ทั้งนี้ บ้านว่างหรือ Unoccupied Housing Units คือบ้านแนวราบและห้องชุดสำหรับการซื้อขายที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย (หรือมีผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 15 หน่วยต่อเดือนซึ่งแสดงว่าอาจจะมาทำความสะอาดบ้านเป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้อยู่อาศัย)

    บ้านว่าง

    ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจปริมาณบ้านว่างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ณ ปี2568 มีที่อยู่อาศัยรวมกันถึง 6,390,376 หน่วย คาดว่ามีบ้านว่างถึง 734,893 หน่วย หรือประมาณ 11.5% ของทั้งหมด  บ้านว่างส่วนใหญ่ถึง 58% เป็นห้องชุดพักอาศัย

    สะท้อนว่ามีการเก็งกำไรในห้องชุดเป็นอันมาก จึงเกิดการว่างของบ้านเป็นจำนวนมาก จนอาจกลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Economic Waste) หากไม่ได้มีการใช้สอยเท่าที่ควร ยิ่งถ้าเป็นในกรณีบ้านแนวราบโอกาสการสูญเสียยิ่งมีมาก เพราะจะมีค่าเสื่อมเกิดขึ้นมากมาย ยิ่งในกรณีที่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเลย

    ในจำนวนบ้านว่างทั้งหมดนั้น 58% เป็นห้องชุดนั้น ยังมีกลุ่มใหญ่อีกราว 24% เป็นทาวน์เฮาส์ รองลงมาก็คือบ้านเดี่ยว ที่ยังมีว่างอยู่รวม 11% เป็นตึกแถวหรือาคารพาณิชย์ 4% และเป็นบ้านแฝด เพียง 3% เท่านั้น ในช่วงนับสิบปีที่ผ่านมา จำนวนห้องชุดเปิดใหม่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งมาโดยตลอด

    จึงทำให้ห้องชุดมีสัดส่วนบ้านว่างมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าห้องชุดมีสัดส่วนของบ้านว่างสูงถึง 24.8% แสดงว่าประมาณหนึ่งในสี่ของห้องชุดไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย  กรณีนี้จึงเป็นสัญญาณอันตรายของห้องชุดพักอาศัยเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่บ้านแนวราบ มีสัดส่วนบ้านว่างน้อยมากเพราะยังมีผู้นิยมซื้อกันเป็นจำนวนมาก  ในอีกแง่หนึ่งการสร้างห้องชุดมีจำนวนมากจนเกินไปแล้ว  หากมีการสร้างห้องชุดที่ไม่เป็นที่ยอมรับในตลาด ก็อาจทำให้การขายเป็นไปได้ยากขึ้น

    สังเกตได้ว่าราคาบ้านที่ตํ่ากว่า 2 ล้านบาท มีสัดส่วนบ้างว่างมากกว่ากลุ่มที่มีราคาสูงกว่า โดยเฉพาะห้องชุดราคาไม่เกิน 500,000 บาท มีสัดส่วนการว่างสูงถึง 21.1%  สินค้าประเภทนี้ค่อนข้างทรุดโทรมเพราะคงเก็บค่าส่วนกลางได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้เพราะบ้านราคาถูกสามารถซื้อเก็งกำไรมากเป็นพิเศษ 

    ผู้มีรายได้น้อยก็สามารถซื้อได้ ผู้เก็งกำไรก็สามารถซื้อเพื่อการปล่อยเช่าหรือขายต่อในเวลาอันควรก็ได้  ยิ่งบ้านราคาถูกยิ่งอาจมีการดูแลชุมชนที่จำกัดกว่า อาจไม่สามารถจัดเก็บค่าส่วนกลางได้เพียงพอ ทำให้มีสภาพทรุดโทรมจึงยิ่งกลายเป็นบ้านว่างมากกว่ากลุ่มที่มีราคาสูงกว่า

    พื้นที่ธนบุรีมีอัตราว่างของห้องชุดสูงสุดถึง 28.6% หรือว่าง 1 หน่วยในทุกๆ 3.5 หน่วยของห้องชุด หรือทั้งหมดข้างต้นนี้มีอัตราว่างสูงถึง 1 หลังในทุกๆ ไม่เกิน 4 หลัง ซึ่งถือว่าจะกลายเป็นอุปทานมาขายแข่งกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้พื้นที่ๆ ปลอดภัยที่สุดได้แก่ สมุทรปราการโดยบ้านแนวราบโดยรวมมีอัตราว่างเพียง 6.0% หรือว่าง 1 หน่วย ในทั้งหมด 16.6 หน่วย รองลงมาได้แก่พื้นที่ สมุทรปราการ บางนา บางพลี มีนบุรี บางกะปิ นวลจันทร์ ราษฎร์บูรณะ คลองเตย ลาดกระบัง และธนบุรี โดยมีอัตราว่างเพียง 6-7.9% เท่านั้น  แสดงว่าพื้นที่เหล่านี้ยังเหมาะสมที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบได้อีกตามสมควร

    หากพิจารณาในขอบเขตทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจำนวนบ้านในเขตกรุงเทพ มหานครและปริมณฑลที่มีอยู่ 6,390,376 หน่วย มีสัดส่วนบ้านว่างในเขตกรุงเทพ มหานครและปริมณฑลประมาณ 11.5% จึงประมาณการจำนวนบ้านว่างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ 734,893 หน่วย ส่วนจำนวนบ้านในบริเวณอื่น

    ทั่วประเทศ มี22,738,143 หน่วย คาดว่ามีสัดส่วนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศ 4.0% เพราะในชนบทเป็นพื้นที่ๆ มีผู้อยู่อาศัยจริง ดังนั้นจำนวนบ้านว่างในบริเวณอื่นทั่วประเทศจึงควรเป็น 909,526 หน่วย รวมแล้วจำนวนบ้านว่างรวมทั่วประเทศก็คือ 1,644,419 หน่วย (1.64ล้านหน่วย)

    หากประมาณการว่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยคือ 2.1 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของบ้านว่างเป็นเงินถึง 3,453,280 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 91.3% ของงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2569 ที่มีค่าเป็นเงิน 3,780,600 ล้านบาท หรือมูลค่าบ้านว่างสูงพอๆ กับงบประมาณแผ่นดินไทยแล้วอย่างไรก็ตาม การมีบ้านว่างมากแสดงว่ามีการเก็งกำไรในห้องชุดเป็นอันมาก จึงเกิดการว่างของบ้านเป็นจำนวนมากจนอาจกลายเป็นความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ (Economic Waste)

    แนวทางการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบ้านว่าง เพื่อให้กระตุ้นให้มีการใช้สอย โดยเจ้าของอาจจะขายหรือให้เช่าในราคาถูกลงกว่าราคาเรียกขายเดิม ทำให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องออกไปอยู่ชนบทไกลๆ เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

    หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45  ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/642986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nnCUn9t-vWuHrg6KOzja6

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • “ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

    “ดร.เอ้” อ้อนขอโอกาสทำงาน ประกาศส่งผู้สมัครไทยก้าวใหม่สู้เลือกตั้งทั่วประเทศ

    “สุชัชวีร์” โว “ไทยก้าวใหม่” พร้อมส่งผู้สมัครสส. สู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ ย้ำจุดแข็ง ร่วมทำงานได้กับทุกฝ่าย ไม่เติมความขัดแย้ง เน้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอประชาชนให้โอกาส เชื่อมั่น บุคลากรพรรคพาไทยมุ่งไปข้างหน้า

    วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่วัดปรมัยิกาวาสวรวิหาร ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้ง ว่า พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ถือว่าเรามีความมุ่งมั่น และเรามีความพร้อม ส่วนจะประสบผลสำเร็จแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน อยากให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคที่ไม่ไปเติมความขัดแย้ง ซึ่งหากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เราพร้อมทำงานได้กับทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ขอให้เราได้มีโอกาสได้สร้างความเปลี่ยนแปลง

    เมื่อถามว่า ได้ตั้งเป้าไว้ที่เท่าไหร่นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนพูดตั้งแต่วันประกาศเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว ว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่ถ่อมตัว มาเพื่อทำงาน แต่เราก็ต้องการเสียงให้มากพอ ที่สามารถขับเคลื่อนสร้างงานได้ มิเช่นนั้นจะทำงานอะไรไม่ได้เลย เราจึงต้องได้เสียงที่มากพอเพื่อไปดูเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาช่วยพรรคไทยก้าวใหม่ ให้มี สส.เข้าไปทำงานให้มากพอเพื่อที่จะไปช่วยลูกหลานของเราได้

    เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ที่แต่ละพรรคการเมืองมีการแข่งขันกันดุเดือดและแข่งขันสูงในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะว่าแต่ละพรรคการเมืองเก่งๆ ทั้งนั้น ดังนั้น เราจึงต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น

    ส่วนจะมีไม้เด็ดอะไรที่พรรคไทยก้าวใหม่จะใช้มัดใจประชาชน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพมีทีมเศรษฐกิจที่ดูเรื่องตลาดทุนใหม่ และเชื่อว่า พี่น้องประชาชนคงเบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งเชื่อว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความแตกต่าง และเป็นพรรคที่มีความเป็นมืออาชีพ ที่ไม่แสวงหาความขัดแย้ง มาเพื่อทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ให้ประเทศไทยพุ่งไปข้างหน้าเหมือนกับสัญลักษณ์ของพรรคที่เป็นลูกศรพุ่งขึ้นไปข้างบน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892813&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cg7PGibSQHm7l0kbSt7O5

  • “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    น.ส.ตรีนุช เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในชีวิตการทำงานของคนไทย ปัจจัยที่สำคัญคือ

    1) โครงสร้างประชากร ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดน้อยลง สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2) ความท้าทายจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความต้องการทักษะอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความต้องการทักษะ
    3) ตลาดแรงงานและการขาดแคลนทักษะ แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะต่ำ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเผชิญคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ
    4) ความท้าทายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการค้าที่เข้มข้นของสหรัฐฯ ไทยได้รับผลกระทบภาษีส่งออกที่เก็บอัตราร้อยละ 19 
    กระทรวงแรงงานกำหนดนโยบายปี 2569 ทั้งหมด 5 ด้าน 

    โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และผลกระทบสูงที่ทำได้ในระยะสั้น แต่เกิดผลในระยะยาว ดังนี้

    1) การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
    2) การยกระดับและเพิ่มทักษะ (UpSkill-ReSkill) แรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี
    3) การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต
    4) สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
    5) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงาน

    ด้านสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้จะเป็นการปูทางสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน ดังนี้

    1) กระตุ้นให้แรงงานพร้อมปรับตัว ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ
    2) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้างทักษะที่ยืดหยุ่น
    3) ทำหลักสูตรให้ตอบโจทย์จริง พัฒนาบุคลากรแบบ Demand Driven ร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา
    4) เร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศ และสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทยทัดเทียมต่างชาติ 

    รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุแค่ 4 เดือน แต่ตนคิดว่าสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการ แต่อาจจะต้องจัดเรียงเพื่อไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน มีดังนี้ 1) การกระตุ้นให้แรงงาน “พร้อมปรับตัว” ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้าง “ทักษะที่ยืดหยุ่น” 3) การทำหลักสูตรให้ “ตอบโจทย์จริง” ซึ่งนโยบายของกระทรวงแรงงานมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแบบ “Demand Driven” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชนและภาคการศึกษา 4) กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศและสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างศักยภาพให้แรงงานไทยทัดเทียมแรงงานต่างชาติ

    “ดิฉันเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ทำได้ทันที และการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งกับไตรภาคี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาแรงงานไทยก้าวข้ามความผันผวน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติได้” น.ส.ตรีนุช กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968810&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CIOjyj0-nWnDN7GVxu9sB

  •  “น้องหมิว” บัณฑิตร่างจิ๋วชาวบุรีรัมย์ สุดดีใจ! ได้ใช้ “คนละครึ่งพลัส”

     “น้องหมิว” บัณฑิตร่างจิ๋วชาวบุรีรัมย์ สุดดีใจ! ได้ใช้ “คนละครึ่งพลัส”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107506&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AWjlXRCRrg6vW9N9Vf0Zu

  • มาเก๊าทำรายได้จากธุรกิจคาสิโนพุ่ง 15.9% ในเดือนต.ค. หนุนความหวังฟื้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    มาเก๊าทำรายได้จากธุรกิจคาสิโนพุ่ง 15.9% ในเดือนต.ค. หนุนความหวังฟื้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รายได้จากธุรกิจคาสิโนของมาเก๊าในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 15.9% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากจำนวนนักพนันที่กลับมาเล่นพนันเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดโกลเดนวีคของจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้าย

    สำนักงานตรวจสอบและประสานงานการเล่นพนันของมาเก๊าเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า รายได้รวมจากการพนันอยู่ที่ 2.409 หมื่นล้านปาตากา หรือราว 3.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 11.7% และคิดเป็นประมาณ 91% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562

    นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปและเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค. ระบุว่า หลังจากวันหยุดเนื่องในวันชาติของจีนในช่วงต้นเดือนต.ค. มาเก๊าพบว่ามีนักท่องเที่ยวที่กลับมาเล่นคาสิโนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีคาดว่าช่วงวันหยุดโกลเดนวีคจะเป็นแรงหนุนรายได้จากการพนัน แต่กลับได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นและการแข่งขันรถสูตรหนึ่งรายการสิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ 2568 ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวบางส่วนออกจากมาเก๊า

    มาเก๊ารายงานว่า ช่วงวันหยุดดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 143,000 คน แต่รายได้จากคาสิโนกลับลดลงในช่วงครึ่งหลังของวันหยุด สะท้อนว่านักพนันรายใหญ่หลายรายกลับมาเล่นหลังสิ้นสุดวันหยุดแล้ว

    ทั้งนี้ ในเดือนก.ย. มาเก๊ามีนักท่องเที่ยวราว 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทางการจะประกาศข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวเดือนต.ค. ภายในเดือนนี้ ขณะที่การเติบโตของรายได้จากการพนันในช่วงต่อไปจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของมาเก๊า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KmfhEqRpWWeCxXpqnqmdW

  • รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย
    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60315&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OBrBLQFeJkr88uC1BvNw0