Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “จนท.”เตือนนักท่องเที่ยว! น้ำตกไทรคู่ กระแสน้ำเชี่ยวอันตรายถึงชีวิต ย้ำ! ต้องสวม “เสื้อชูชีพ” ทุกครั้งก่อนลงเล่นน้ำ

    “จนท.”เตือนนักท่องเที่ยว! น้ำตกไทรคู่ กระแสน้ำเชี่ยวอันตรายถึงชีวิต ย้ำ! ต้องสวม “เสื้อชูชีพ” ทุกครั้งก่อนลงเล่นน้ำ

    “จนท.”เตือนนักท่องเที่ยว! น้ำตกไทรคู่ กระแสน้ำเชี่ยวอันตรายถึงชีวิต ย้ำ! ต้องสวม “เสื้อชูชีพ” ทุกครั้งก่อนลงเล่นน้ำ

    จากเหตุการณ์สลดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เยาวชนหญิงวัย 15 ปีเสียชีวิตหลังจมน้ำที่บริเวณน้ำตกไทรคู่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความอันตรายของกิจกรรมท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่กระแสน้ำในแอ่งน้ำและลำธารมีความเชี่ยวแรงสูงกว่าปกติ

    น้ำตกไทรคู่เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความงดงามและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่ในช่วงฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสน้ำรุนแรงและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แม้ในบริเวณที่ดูเหมือนไม่ลึกมาก กระแสน้ำก็สามารถพัดนักท่องเที่ยวเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

    เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยทุกคนที่ประสงค์จะลงเล่นน้ำในบริเวณน้ำตก ต้องสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลา พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์น้ำ หากพบว่าน้ำมีสีขุ่นหรือมีกระแสน้ำไหลแรง ควรงดลงเล่นและอยู่บนฝั่งเท่านั้น

    นอกจากนี้ ควรใช้เชือกหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงตัวที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ ไม่ปล่อยมือจากจุดยึดเกาะ และไม่ลงเล่นน้ำตามลำพัง ควรมีเพื่อนหรือผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งปฏิบัติตามป้ายเตือนและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ หรือเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่อย่างเคร่งครัด

    เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และเน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคน

    ภูมิภาค-30

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107553&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TZlBJfslS9A1jbu5Yuw8N

  • เริ่มแล้ว! เทศกาลชมดาว…รับลมหนาว พร้อมให้บริการดูดาวฟรี ทุกคืนวันเสาร์ พ.ย. 68 – พ.ค. 69   | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว! เทศกาลชมดาว…รับลมหนาว พร้อมให้บริการดูดาวฟรี ทุกคืนวันเสาร์ พ.ย. 68 – พ.ค. 69   | TOPNEWS

    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “เปิดเทศกาลชมดาว…รับลมหนาว 2568-2569” ได้รับเกียรติจากนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธาน ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ พร้อมเปิดให้บริการดูดาวฟรี ทุกคืนวันเสาร์ จากนี้ไปจนถึงพฤษภาคม 2569

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดเทศกาลชมดาว…รับลมหนาว 2568-2569 โดยมี ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานราชการ สถานศึกษา ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประชาชนและเยาวชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ณ อาคารท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ โดยการจัดงานในวันนี้ ได้ปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม พร้อมจัดให้มีพิธีจุดเทียนแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวเสมอมาทั้งชาวไทย และต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาว เรามีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ทางวัฒนธรรม มีประเพณีอันดีงาม ตลอดจนกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในช่วงเวลาอันใกล้ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีศักยภาพเพียงพอ และพร้อมที่จะรองรับ นักท่องเที่ยวให้มาสัมผัส และรับประสบการณ์ดี ๆ ในช่วงฤดูหนาวนี้

    สำหรับ “เทศกาลชมดาว…รับลมหนาว” ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สอดคล้องกับช่วงท่องเที่ยว high season ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวในจังหวัดที่มุ่งเน้นไปยังเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องราวว่าด้วย “ดาราศาสตร์” จะเป็นอีกหนึ่งสีสัน ที่ช่วยแต่งแต้มให้เมืองเชียงใหม่น่าสนใจ มีเสน่ห์ และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ร่วมขับเคลื่อนให้จังหวัดของเราเป็น “เมืองเทศกาลโลก” ที่จะมีเทศกาลครอบคลุมในทุก ๆ ด้านอย่างแท้จริง

    คาดหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะจุดประกายการสร้าง ความตระหนัก และส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ให้กับเยาวชน และประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ และเชื่อมั่นว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีผลลัพธ์ดี ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จากการนำวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงประชาชน ประการสำคัญ “อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร” แห่งนี้ จะทำให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น “เมืองหลวงแห่งดาราศาสตร์” ของประเทศไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรม “เปิดเทศกาลชมดาว…รับลมหนาว ประจำปี 2568-2569” ที่เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ถือเป็นการประกาศการเริ่มต้นฤดูกาลดูดาวในช่วงฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – พฤษภาคม 2569 จะเปิดให้ชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวที่สนใจมาร่วมดูดาวเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ กับกิจกรรม NARIT Public Night เวลา 18:00 – 22:00 น. ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    นอกจากกิจกรรมดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างแรงบันดาลใจเกิดความสนใจใฝ่รู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ได้รับความความเพลิดเพลิน และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดความหลากหลาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ ที่จะเป็น Softpower สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงใหม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1375616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EdHSj7j4L2voKSoDdfP6e

  • “กรุงศรี-เอเซีย พลัส” มองบวก “สศค.” อัพ GDP ไทยโต 2.4%

    “กรุงศรี-เอเซีย พลัส” มองบวก “สศค.” อัพ GDP ไทยโต 2.4%

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน หลังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ประเทศเป็น 2.4% จากเดิม 2.2% หนุนด้วยแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่พลิกกลับมาขยายตัวโดดเด่นถึง 19% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี พร้อมแรงเสริมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ “คนละครึ่ง พลัส” ถึง “เที่ยวดีมีคืน” ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนเริ่มกลับมาคึกคัก

    ขณะเดียวกัน 2 โบรกเกอร์ชั้นนำของไทย “บล.กรุงศรี” และ “บล.เอเซีย พลัส” ต่างมองตรงกันว่า การขยับเป้าหมาย GDP ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะชะลอตัวทางเทคนิค (Technical Recession) และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบฟื้นตัวใหม่ในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก และท่องเที่ยว ที่จะได้รับแรงหนุนโดยตรงจากกำลังซื้อในประเทศและกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาในช่วงปลายปี

    โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มองบวกปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็นขยายตัว 2.4% จากเดิม 2.2% หนุนจากยอดส่งออกขยายตัวดีเกินคาด โดยเฉพาะเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาไทยมียอดส่งออกเพิ่มขึ้น 19% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 42 เดือน สวนทางกับที่ตลาดกังวลว่ายอดส่งออกจะเริ่มหดตัวจากผลของภาษีทรัมป์

    นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ มาตรการคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน ช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจในช่วงปลายปีดีกว่าที่เคยประเมิน ส่วนปีหน้า สศค. คาด GDP ของไทยจะขยายตัว 2% โตลดลงจากภาคส่งออกที่พลิกเป็นติดลบ 1.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากคู่ค้าเร่งนำเข้าสินค้าจำนวนมาก (front load) เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากภาษีของสหรัฐไปแล้ว

    ทั้งนี้มีมุมมองบวกต่อการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ของ สศค. และเห็นด้วยต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยมองเป็นบวกโดยตรงต่อผลประกอบการและจิตวิทยาบวกต่อการลงทุนของหุ้นในกลุ่มการเงิน คือ ธนาคาร และ ไฟแนนซ์ โดย Top Pick คือ KTB, SCB และ MTC ส่วนกลุ่มค้าปลีก Top Pick คือ CPALL และกลุ่มท่องเที่ยว Top Pick คือ CENTEL

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คลังปรับเป้า GDP ปีนี้ขึ้น จาก 2.2% เป็น 2.4% หนุนการเกิด TECHNICAL RECCESSION น้อยลง สศค.ปรับคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 จะขยายตัว 2.4 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดิมที่คาดไว้ 2.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ คนละครึ่ง พลัส + การเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ + มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยหนุนการบริโภค ภาคเอกชนในไตรมาส 4, ภาคการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดี

    โดยคาดว่าส่งออกในสกุลเงินดอลลาร์จะขยายตัวได้ราว 10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งหาก GDP ปีนี้โต 2.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจะหนุน ให้ GDP เทียบไตรมาสก่อนหน้า(QOQ) รายไตรมาส 3-4 จะไม่ติดลบ ซึ่งหนุนการเกิด TECHNICAL RECCESSION น้อยลง

    สำหรับกลุ่มหุ้น ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่ม ธพ. กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม กลุ่ม ท่องเที่ยว-การบิน เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการเติบโตของ GDP ในปี 2569 ที่สศค.ประเมิน โต2.0% เท่านั้น ตามการส่งออกอาจ ติดลบ 1.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อการเติบโต ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าควรระมัดระวัง “แรงหนุน ชั่วคราว” และหาจังหวะเตรียมแผนรองรับในระยะกลาง-ยาว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/792568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uhow7WaAX2ZHlJU7_zezF

  • อียิปต์เปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียนอย่างยิ่งใหญ่หวังกระตุ้นท่องเที่ยว

    อียิปต์เปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียนอย่างยิ่งใหญ่หวังกระตุ้นท่องเที่ยว

    อียิปต์เปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียนมูเซียมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันเสารที่ผ่านมา ในพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่ที่มีนักแสดงแต่งกายด้วยชุดสีขาวปักลายจากภาพเขียนโบราณต้อนรับแขก ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี กล่าวในงานเปิดว่าการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นการเขียนบทใหม่ของประวัติศาสตร์ปัจจุบันและอนาคต

    โครงการใฝ่ฝันที่รอคอยนานกว่า 20 ปี

    พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 2 ทศวรรษ เผชิญกับความล่าช้าหลายครั้งจากความไม่สงบทางการเมือง ความขัดแย้งในภูมิภาค และการระบาดของโควิด-19 นายกรัฐมนตรี มุสตาฟา มาดบูลี กล่าวว่านี่คือความฝันที่ทุกคนจินตนาการไว้และหวังให้โครงการนี้กลายเป็นจริง

    พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนเนินเขาลาดชันซึ่งสามารถมองเห็นที่ราบกิซา ห่างจากเงาของพีระมิดเพียงเล็กน้อย สร้างด้วยการสนับสนุนทางการเงินและเทคนิคจากญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งล้านตารางเมตร

    สมบัติอารยธรรมอียิปต์โบราณกว่า 100,000 ชิ้น

    พิพิธภัณฑ์เก็บรวบรวมโบราณวัตถุกว่า 100,000 ชิ้น ซึ่งครึ่งหนึ่งจะได้รับการจัดแสดง ทำให้เป็นคอลเล็กชันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อุทิศให้กับอารยธรรมเดียว ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่อียิปต์

    ภายในพิพิธภัณฑ์มีห้องโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยแสง เพดานสูง และกำแพงหินสีทรายที่สะท้อนถึงทะเลทรายโดยรอบ กลางห้องโถงหลักตั้งอยู่รูปปั้นรามเสส ที่ 2 หนัก 83 ตันฟาโรห์ผู้ปกครองอียิปต์เป็นเวลา 66 ปีในยุคทอง

    ไฮไลต์สมบัติฟาโรห์ตุตันคาเมน

    ดาวเด่นของการจัดแสดงคือคอลเล็กชันของกษัตริย์ตุตันคาเมนที่มีมากกว่า 5,000 ชิ้น หลายชิ้นได้รับการจัดแสดงร่วมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีห้องปฏิบัติการอนุรักษ์แบบเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถชมการประกอบเรือพระอาทิตย์อายุ 4,500 ปีที่ถูกฝังใกล้พีระมิดคูฟู

    แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์เก่าในกรุงไคโรที่แออัด พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้มีหอแสดงแบบดื่มด่ำ ระบบแสงไฟที่แม่นยำ การจัดแสดงความเป็นจริงเสมือน และแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็ก

    เป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยว 5 ล้านคนต่อปี

    พิพิธภัณฑ์เปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่วันอังคาร รัฐมนตรีการท่องเที่ยวอียิปต์ เชอริฟ ฟาธี คาดหวังว่าพิพิธภัณฑ์จะดึงดูดนักท่องเที่ยว 5 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันที่ต้อนรับ 5,000-6,000 คนต่อวัน และหวังเพิ่มเป็น 15,000 คนต่อวัน

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอียิปต์ซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศและการจ้างงานที่สำคัญ ได้รับผลกระทบหลายครั้งในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา จากการประท้วงปี 2011 ความไม่สงบ และการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเป็นครั้งคราว ในปี 2025 อียิปต์ต้อนรับนักท่องเที่ยว 15 ล้านคนใน 9 เดือนแรก สร้างรายได้ 12.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/egypt-opens-grand-egyptian-museum-tourism-boost&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NvPXvx5NgGabZCB2tgChs

  • เทศกาลขนหัวลุก ลาดยาวฮาโลวีน ครั้งที่ 4 สร้างสีสันกระตุ้นการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    เทศกาลขนหัวลุก ลาดยาวฮาโลวีน ครั้งที่ 4 สร้างสีสันกระตุ้นการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    สมาคมพ่อค้าแม่ค้าอำเภอลาดยาวจัดงาน ลาดยาวฮาโลวีน ครั้งที่ 4 เพื่อสร้างสีสันและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแต่งผีเที่ยวงานและร่วมจุดเทียนแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง.งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ตลาดฟีลกู๊ด (หน้าวัดประชานิมิตร) อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้เสริมให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ ผ่านการจำหน่ายสินค้าและอาหารภายในงาน

    ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมความสนุกและความหลอนตลอดสองวัน อาทิ กิจกรรม จุดเทียนแสดงความอาลัย รวมหัวใจ อาลัย แด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ประกวดแต่งผีสุดหลอน พร้อมชิงรางวัลสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม บ้านผีสิง สุดระทึกให้ได้กรี๊ดกันตลอดเส้นทาง ชมฟรีหนังกลางแปลง 3 เรื่องรวด ได้แก่ โกยเถอะโยม, หลวงพี่กะอีปอบ และ ปิดฉากฮาโลวีน

    โดยมีประชาชนและร้านค้าร่วมกันแต่งคอสตูมเป็นผีน้อยน่ารัก​ สร้างประสบการณ์สยองขวัญ ร่วมงานชวนขนหัวลุกแต่สนุกสนานครบทุกวัย เวียนกลับมาอีกครั้งกับหนึ่งในเทศกาลอันเป็นที่ชื่นชอบของชาวอำเภอลาดยาวกับวันฮาโลวีน ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี โดยมีประชาชนต่างได้ร่วมแต่งตัวเป็นผีหรือชุดแฟนซีต่างๆ มาเฉลิมฉลองกัน ในสถานที่จัดงาน อย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟและโคมฟักทองแกะสลัก หรือ Jack-o-lantern มันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลคืนฮาโลวีน

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษจากเยาวชนในพื้นที่ โดย ชมรม To Be Number One โรงเรียนลาดยาววิทยาคม ขึ้นแสดงโชว์สร้างความบันเทิง พร้อมโซน ช้อป ชิม ชิล ให้ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับร้านอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายภายใต้บรรยากาศสุดคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1375599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zl5J8SluIS_Eb3gyBA-M7

  • “อัครา” นำทีมเปิดพรรคกล้าธรรมชุมพร | TOPNEWS

    “อัครา” นำทีมเปิดพรรคกล้าธรรมชุมพร | TOPNEWS

    วันที่ 1 พ.ย. 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดสาขาตัวแทนพรรคกล้าธรรม ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสี่แยกปฐมพร ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร โดยมีนายบุญสิงห์ วรินรักษ์ รองหัวหน้าพรรค และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร ผู้อำนวยการพรรค พร้อมแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1–3 ได้แก่ นายสุรชัย แดงละอุ่น นายสมมิตร ทองเหลือ และ ดร.ชลทิพย์ สุวรรณการ ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายอัครา กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนชุมพร ทั้งในด้านการศึกษา อาชีพ และการท่องเที่ยว โดยจะผลักดันให้จังหวัดชุมพรใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างคุ้มค่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเผยว่า พรรคกล้าธรรมมีผู้สมัครมากที่สุดทั่วประเทศ และมั่นใจในศักยภาพของทีมผู้สมัครในจังหวัดชุมพร ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายอัครา ยังกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับระบบขนส่งและเศรษฐกิจของภาคใต้ เชื่อมโยงท่าเรือสองฝั่งทะเลให้เกิดความคล่องตัวทางโลจิสติกส์ พร้อมรับหนังสือจากตัวแทนสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหางบผูกพันของเกษตรกร ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการลงพื้นที่พบประชาชน และตอกย้ำจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในการ “พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคนไทยทุกคน”

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1375396&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yanC6Y7o6mOLEmNPTzWXz

  • เกินคาด! คนละครึ่งพลัสชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย 4 วันแรก เงินสะพัดกว่า 8.7 พันล้านบาท

    เกินคาด! คนละครึ่งพลัสชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย 4 วันแรก เงินสะพัดกว่า 8.7 พันล้านบาท

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การใช้จ่ายโครงการ คนละครึ่งพลัส วันที่ 4 (1 พ.ย.) ณ เวลา 23.00 น. พบว่า มียอดการใช้จ่าย 8,748 ล้านบาท เเยกเป็นเงินที่รัฐร่วมจ่าย 4,321 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 4,426 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้สิทธิ์กว่า 15 ล้านคน จากที่ได้สิทธิ 20 ล้านคน มีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 792,804 ร้านค้า โดยปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสคึกคักมาก ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจของไทยกับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    พร้อมย้ำถึงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการใช้จ่ายในโครงการฯ ว่า การใช้จ่ายในโครงการฯ จะต้องเป็นการซื้อขายสินค้า และบริการเฉพาะบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะ โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า โดยผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีการทำธุรกรรมซื้อขายและสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการแบบพบหน้า (Face to Face) โดยไม่มีการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่านคนกลาง เว้นแต่การใช้สิทธิผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการฯ

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการนวด และสปา ที่ประสงค์จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ขอให้ตรวจสอบชื่อและที่ตั้งของสถานประกอบการในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้ตรงกับใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการตรวจสอบ และอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ดังมีรายละเอียดวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลร้านค้าถุงเงินบนเว็บไซต์ถุงเงินกรุงไทยปรากฏตาม QR Code

    ข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของร้านค้าในสื่อสังคมออนไลน์ ร่วมกับการวิเคราะห์ธุรกรรมของร้านค้าด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) กระทรวงการคลังได้ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ของร้านค้าแล้วเป็นจำนวน 55 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568) เนื่องจากมีพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายแบบผิดปกติ จึงขอย้ำเตือนว่า กระทรวงการคลังจะดำเนินการเอาผิดกับร้านค้าที่ทุจริตในโครงการฯ อย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ โครงการฯ มีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าสินค้าหรือบริการกับประชาชนเพื่อบรรเทาภาระ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยกับผู้ค้าขายรายเล็กที่สุจริต

    ดังนั้น หากร้านค้าและประชาชนมีพฤติการณ์ เช่น รับแลกเงินโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง สแกนค่าสินค้าต่างจากราคาสินค้าหรือบริการจริง ซื้อขายสินค้าต้องห้าม ให้บริการที่ไม่ได้อยู่ในข่ายประเภทที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นต้น จะนำไปสู่ความเสียหายต่อการดำเนินโครงการฯ และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเรียกเงินคืนจากร้านค้าเต็มจำนวนตามที่รัฐได้โอนให้แก่ร้านค้า และดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดต่อไป

    นอกจากนี้ ขอย้ำเตือนร้านค้าอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยให้จำหน่ายสินค้าในราคาเดียวกันทั้งกรณีชำระด้วยเงินสด และชำระผ่านโครงการฯ ฝ่าฝืน โทษหนัก ปรับ 140,000 หรือ จำคุก 7 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    สำหรับในวันพรุ่งนี้ วันที่ 3 พฤศจิกายน กระทรวงการคลัง จะเปิดให้ร้านอาหารเลือกผูกร้านกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ได้บนแอปฯ ถุงเงิน ซึ่งร้านค้าจะสามารถเลือกผูกกับแพลตฟอร์ม Food Delivery ได้เพียงรายเดียวเท่านั้น ย้ำ! จะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 06:00 – 21:00 น.ของทุกวันเท่านั้น

    โดยผู้ที่จะสั่งซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery กระบวนการ คือ เริ่มต้นรายการสั่งซื้อผ่านแอปฯ เป๋าตัง และดำเนินการต่อบนแพลตฟอร์ม Food Delivery / เข้าสู่เมนู Food Delivery ในแอปฯ เป๋าตัง * เลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิ เวอรี” จากหน้าแรกของแอปฯ เป๋าตัง / เข้าสู่หน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แล้วเลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” / เลือกแพลตฟอร์ม Food Delivery ที่ต้องการใช้บริการ / แอปฯ เป๋าตังจะนำเข้าสู่แพลตฟอร์ม Food Delivery ที่เลือก / ดำเนินการค้นหาร้านค้าและเลือกรายการอาหารตามปกติ / ทำการสั่งอาหารและรอรับการแจ้งเตือนเพื่อชำระค่าจัดส่ง

    วิธีการชำระค่าจัดส่ง สามารถดำเนินการชำระค่าบริการจัดส่งอาหารผ่านช่องทางของ Food Delivery แพลตฟอร์ม / เมื่อชำระค่าส่งสำเร็จ ระบบจะส่ง Notification เพื่อให้ชำระค่าอาหารผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ส่วนการชำระค่าอาหาร (ไม่รวมค่าจัดส่ง) จะทำผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง โดยต้องดำเนินการภายใน 5 นาที หลังจากได้รับการแจ้งเตือน

    โดยการชำระผ่าน Notification ของแอปฯ เป๋าตัง ให้กดที่ Notification ของแอปฯ เป๋าตังที่แจ้งเตือนเพื่อชำระค่าอาหาร แล้วทำตามขั้นตอนจนสำเร็จ ระบบจะแสดงสลิปการทำรายการสำเร็จ

    ส่วนการชำระผ่าน Notification ของ Food Delivery Platform เปิด Notification: กดที่ Notification ของ Food Delivery แพลตฟอร์ม ที่แจ้งเตือนให้ชำระค่าอาหารผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IVlIMby9K4QC4Z_9XU3Np

  • ซูเปอร์โพลชี้! “คนละครึ่ง พลัส” คนไทยพอใจคนละครึ่ง พลัส

    ซูเปอร์โพลชี้! “คนละครึ่ง พลัส” คนไทยพอใจคนละครึ่ง พลัส

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,248 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    และเมื่อสอบถามความพึงพอใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง พลัส โดยรวม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.5 อยู่ในกลุ่ม “พอใจสูงสุด” (Top-2 Box ระดับ 9–10 คะแนน)

    สะท้อนถึงความรู้สึกเชิงบวกต่อมาตรการดังกล่าว ว่า มีประโยชน์ต่อการจับจ่ายใช้สอยและการหมุนเวียนเศรษฐกิจจริง ขณะที่ประชาชน ร้อยละ 22.1 แสดงความพึงพอใจในระดับปานกลาง และมีเพียง ร้อยละ 8.4 เท่านั้นที่ระบุว่าไม่พึงพอใจ

    ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกความพึงพอใจต่อมาตรการคนละครึ่งพลัสตามภูมิภาค พบว่า ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มความพึงพอใจในระดับสูง โดยเฉพาะภาคเหนือ มีสัดส่วนกลุ่มพอใจสูงสุดมากที่สุด ร้อยละ 73.8 รองลงมาคือ ภาคใต้ ร้อยละ 71.4, กรุงเทพฯ ร้อยละ 70.4, ภาคกลาง ร้อยละ 68.2, และ ภาคอีสาน ร้อยละ 68.1 ในขณะที่กลุ่ม “พอใจน้อยหรือไม่พึงพอใจ” มีสัดส่วนต่ำในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือซึ่งมีเพียง ร้อยละ 4.7 เท่านั้น

    ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และ ไม่มีช่องว่างของความเหลื่อมล้ำด้านความพึงพอใจเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการบริหารนโยบายระดับชาติ

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบแนวโน้มที่น่าสนใจดังนี้ กลุ่ม Gen Y (29–44 ปี) มีความพึงพอใจสูงสุดที่ ร้อยละ 73.8 รองลงมาคือGen X (45–60 ปี) ร้อยละ 70.5  Baby Boomers (มากกว่า 60 ปี) ร้อยละ 68.9 และ Gen Z (ไม่เกิน 28 ปี) ร้อยละ 64.8 สอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจของแต่ละวัย

    โดยกลุ่มวัยทำงาน (Gen Y และ Gen X) มักเป็นผู้มีภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงเห็นผลเชิงบวกจากการใช้สิทธิโครงการโดยตรง ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) มีแนวโน้มใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจริงน้อยกว่า จึงมีระดับความพึงพอใจที่ต่ำลงเล็กน้อย

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.3 เห็นด้วยว่า มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้าชุมชนได้จริงมีเพียง ร้อยละ 7.1 ที่ไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 10.6 ที่ยังไม่แน่ใจ ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ถึง “ประโยชน์เชิงรูปธรรม” ของนโยบาย โดยเฉพาะต่อร้านค้ารายย่อยและตลาดชุมชนที่ได้รับเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในช่วงดำเนินมาตรการ

    นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.7 ระบุว่า “ต้องการให้ทำต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว” อีก ร้อยละ 38.7 เห็นว่าควรทำเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ส่วนร้อยละ 8.6 ที่ไม่ต้องการให้ทำต่อ เมื่อพิจารณาในเชิงดัชนีสนับสนุนนโยบาย พบว่ามีค่าบ่งชี้ว่าประชาชนมีความไว้วางใจและศรัทธาต่อแนวทางของรัฐในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม

    ผลการสำรวจในรายงานของซูเปอร์โพล ยังได้สะท้อนด้วยว่า มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับสูงมาก ทั้งในด้านความพึงพอใจและผลต่อเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและพื้นที่ชนบทที่ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

    1. ขยายผลในลักษณะโครงการถาวรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Permanent Scheme) โดยปรับวงเงินและรูปแบบการร่วมจ่ายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจรายไตรมาส

    2. เสริมระบบดิจิทัลและข้อมูลขนาดใหญ่ (Digital Payment & Data Analytics) เพื่อให้ติดตามผลได้แบบเรียลไทม์และลดปัญหาทุจริต

    3. เน้นสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ด้วยภาษาที่ตรงกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสังคม และระบบเกมมิฟิเคชัน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม

    4. พัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน (Local Business Ecosystem) โดยใช้ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาวทั่วประเทศ

    รายงานของซูเปอร์โพล ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่พึงพอใจระดับสูงสุดต่อนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล  โดยคนภาคเหนือพึงพอใจมากที่สุดและคน Gen Y ที่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานตอนต้นพึงพอใจมากที่สุดต่อโครงการ คนละครึ่ง พลัส เช่นเดียวกัน และอาจกล่าวได้ว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนทุกกลุ่มอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21tNjdt5o4QeaijovKWrfc

  • จีน-ไทยเดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจการค้า พัฒนาทางรถไฟ ปราบอาชญากรรมข้ามแดน

    จีน-ไทยเดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจการค้า พัฒนาทางรถไฟ ปราบอาชญากรรมข้ามแดน

    สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งพบปะหารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย นอกรอบการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ในเมืองคยองจูของเกาหลีใต้ กล่าวว่าจีนพร้อมเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาของจีนในยุคใหม่

    สีจิ้นผิงยังแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

    สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี เครือญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ซึ่งไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งและมีสายใยผูกพันดังครอบครัว โดยความสัมพันธ์จีน-ไทยเข้าสู่ระยะใหม่ของการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างสีจิ้นผิงเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายน 2022 ทำให้รากฐานมิตรภาพแข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสร่วมมือเพิ่มขึ้น

    ปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และ 50 ปีทอง มิตรภาพจีน-ไทย ซึ่งด้วยจุดเริ่มต้นใหม่นี้ทั้งสองฝ่ายควรสานต่อความสำเร็จในอดีต ทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน สนับสนุนความพยายามสร้างความทันสมัยของอีกฝ่าย และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคยิ่งขึ้น

    ขณะที่เมื่อไม่นานนี้ การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี ได้พิจารณาทบทวนและรับรองคำแนะนำสำหรับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน

    สีจิ้นผิงจึงกระตุ้นจีนและไทยเร่งการพัฒนาทางรถไฟจีน-ไทย เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร เศรษฐกิจสีเขียว นวัตกรรมดิจิทัล และอื่นๆ รวมถึงรับประกันว่าประชาชนของทั้งสองประเทศจะได้รับผลประโยชน์อันเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น

    ทั้งสองประเทศควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในด้านการท่องเที่ยว เยาวชน และความร่วมมือท้องถิ่น จัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกันและมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ

    นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายควรเพิ่มความพยายามปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม สร้างสภาพแวดล้อมอันปลอดภัยแก่การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทวิภาคี

    สีจิ้นผิงเสริมว่าท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงและความไร้เสถียรภาพ จีนพร้อมทำงานร่วมกับไทยเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามแผนริเริ่มธรรมาภิบาลโลก (GGI) ผดุงความเป็นธรรมและความยุติธรรมสากล และคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของกลุ่มประเทศโลกใต้

    ด้านอนุทินกล่าวว่าการที่สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างยิ่งและไทยซาบซึ้งกับสิ่งนี้อย่างมาก

    อนุทินกล่าวถึงความสำเร็จของการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 และการรับรองคำแนะนำสำหรับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน พร้อมชื่นชมว่าความสำเร็จจากการพัฒนาของจีนเป็นเรื่องน่าประทับใจ

    ปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยไทยพร้อมใช้โอกาสนี้เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีน และขยับขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเชื่อมโยง การท่องเที่ยว และอื่นๆ ตลอดจนยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีนสู่ระดับใหม่ และไทยจะยังคงดำเนินการปราบปรามการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมอย่างจริงจัง

    ขณะที่แผนริเริ่มระดับโลกที่เสนอโดยสีจิ้นผิง จำนวน 4 แผน ได้สะท้อนบทบาทของจีนในฐานะประเทศใหญ่ที่มีความรับผิดชอบในกิจการระหว่างประเทศ ซึ่งไทยชื่นชมอย่างมากและสนับสนุนอย่างแข็งขัน โดยไทยพร้อมขยายความร่วมมือพหุภาคีกับจีน และร่วมกันเดินหน้าสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/532010.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xnFgqesFx6mQEyFVwWsp8

  • รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยล่าสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 780,659 ราย ทั่วประเทศ และมียอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 5,424.7 ล้านบาท

    จากยอดการใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,684.9 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 2,739.8 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่ได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าว

    รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/01/590543/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j1IxwZS4YuO_RzFPUe_BW