Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เผยโฉมนักแสดง ‘7 ประจัญบาน’ พันธุ์ใหม่ ผู้จัด ‘โอริเวอร์’ ดึง ‘เป้ อารักษ์’ รีเทิร์น ‘ช่อง 7HD’ – แนวหน้า

    เผยโฉมนักแสดง ‘7 ประจัญบาน’ พันธุ์ใหม่ ผู้จัด ‘โอริเวอร์’ ดึง ‘เป้ อารักษ์’ รีเทิร์น ‘ช่อง 7HD’ – แนวหน้า

    ฟิล์มส์ แล้วจ้า เพราะล่าสุด ช่อง 7HD โพสต์ภาพโปสเตอร์ 7 หนุ่มนักแสดงนำเป็นที่เรียบร้อย นำทีมโดย เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ, บิว-ณัฐพล ไรยวงค์, แชป-วรา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/924727&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zphTyJ-g084y85aGo5Tek

  • (50 สัมพันธ์ไทย-จีน) สกีรีสอร์ต ‘เหนือสุดแดนมังกร’ เปิดฉากฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    (50 สัมพันธ์ไทย-จีน) สกีรีสอร์ต ‘เหนือสุดแดนมังกร’ เปิดฉากฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    โม่เหอ, 2 พ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (1 พ.ย) ที่ผ่านมา สกีรีสอร์ตหมู่บ้านอาร์กติกโม่เหอ ในเมืองโม่เหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ซึ่งอยู่เหนือสุดของประเทศจีน ได้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ นับเป็นการเปิดฉากฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวประจำปี 2568-2569 ซึ่งถือเป็นที่แรกของมณฑลเฮยหลงเจียง

    เนื่องจากเป็นหนึ่งในลานสกีกลางแจ้งที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศจีน สกีรีสอร์ตแห่งนี้จึงมีฤดูกาลเล่นสกียาวนานถึง 6 เดือน และเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูหนาวในครั้งนี้ สกีรีสอร์ตหมู่บ้านอาร์กติกโม่เหอได้สร้างเส้นทางเล่นสกีใหม่เพิ่มอีกเส้นทาง นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและอาคารอุปกรณ์สกีใหม่ทั้งหมด

    นักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลซานตงรายหนึ่งกล่าวว่า เส้นทางสกีของที่นี่ทั้งกว้างขวางและสวยงาม ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการเล่นสกีในเมืองอื่นๆเป็นอย่างมาก บวกกับวิวทิวทัศน์ป่าไม้ยามหิมะตกแล้วก็ยิ่งงดงามมากขึ้น

    สำหรับฤดูหนาวปีนี้ เมืองโม่เหอจะนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวและฉากทัศน์ใหม่ๆ พร้อมทั้งดำเนินโครงการ “ท่องเที่ยวปลอดภัยและอุ่นใจ” อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1378782&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zMKgKgpfEFTzyScT-DFE0

  • พลังคูณสอง! BOI x ตลท. ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ดึงบิ๊กเทค-อีวี-ดิจิทัล สู่เวที IPO ไทย

    พลังคูณสอง! BOI x ตลท. ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ดึงบิ๊กเทค-อีวี-ดิจิทัล สู่เวที IPO ไทย

    ในวันที่โลกเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม ประเทศที่ยืนเฉย คือประเทศที่ถอยหลัง!

    และนั่นคือเหตุผลที่ “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)” ตัดสินใจเดินเกมใหม่ เกมที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี” อีกต่อไป

    แต่ก้าวไปสู่การ “ปลดล็อกศักยภาพทุน” ของผู้ประกอบการไทยและต่างชาติให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    จุดเริ่มต้น ‘พลังคูณสอง’

    “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ร่วมหารือกับผู้ประกอบการ 5 รายแรก เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่เวทีระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    เบื้องหลังดีลนี้ คือการ “จับมือครั้งประวัติศาสตร์” ระหว่าง BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ

    เป้าหมายไม่ใช่แค่ช่วยให้บริษัทเติบโต แต่คือการสร้าง “สะพานทุน” เชื่อมโลกการลงทุนสู่ตลาดทุนไทยอย่างเป็นระบบ

    “สิทธิประโยชน์จาก BOI” จะกลายเป็นเชื้อเพลิง
    “เครื่องมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ” จะกลายเป็นปีก

    และเมื่อสองพลังนี้ผสานกัน นี่คือ พลังคูณสองของเศรษฐกิจไทย

    พลังคูณสอง! BOI x ตลท. ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ดึงบิ๊กเทค-อีวี-ดิจิทัล สู่เวที IPO ไทย

    สมรภูมิหลักของการยกระดับ

    ในระยะแรก ความร่วมมือจะมุ่งเน้นใน 2 ด้านสำคัญ

    1. ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ ดิจิทัล

    บริษัทเหล่านี้ที่เข้ามาลงทุนในไทยและได้รับการส่งเสริมจาก BOI จะได้รับการสนับสนุนให้ “เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ” เพื่อขยายฐานทุน เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยร่วมเป็นเจ้าของ “อุตสาหกรรมอนาคต”

    2. ผลักดันภาคการผลิตไทยสู่ความยั่งยืน

    BOI จะผสานโครงการ Smart and Sustainable Industry เข้ากับโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนเดิมลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “เพิ่มบริษัทในตลาดหุ้น” แต่คือการวางหมากระยะยาวของประเทศ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี – นวัตกรรม – ความยั่งยืน

    “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสริมว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้สอดรับกับยุค New Economy

    จากเดิมที่ต้องมีกำไรถึงจะเข้าตลาดได้ สู่ยุคใหม่ที่ “ศักยภาพเติบโต” สำคัญกว่า “ตัวเลขกำไรในวันนี้”

    พลังคูณสอง! BOI x ตลท. ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ดึงบิ๊กเทค-อีวี-ดิจิทัล สู่เวที IPO ไทย

    นั่นหมายความว่า บริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยังอยู่ในช่วงลงทุน สามารถเข้าระดมทุนได้ภายใต้เกณฑ์ Market Cap-based Listing เช่นเดียวกับตลาดทุนชั้นนำในเอเชีย

    “นี่คือพลังคูณสองระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและตลาดทุน ที่จะยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างแท้จริง”

    หมุดหมายใหม่เศรษฐกิจไทย

    ดีล “BOI x ตลาดหลักทรัพย์ฯ” ไม่ใช่แค่การจับมือธรรมดา แต่มันคือ “จิ๊กซอว์ที่ขาดหาย” ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่จะเชื่อม กลุ่มทุน–เทคโนโลยี–ตลาดทุน เข้าด้วยกัน

    และหากทุกอย่างดำเนินไปตามแผน… ประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่ “จุดหมายปลายทางของการลงทุน” แต่จะกลายเป็น “ฐานทุนแห่งเอเชีย” ที่โลกหันมามอง.

    พลังคูณสอง! BOI x ตลท. ปลุกเศรษฐกิจใหม่ ดึงบิ๊กเทค-อีวี-ดิจิทัล สู่เวที IPO ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eEW5v3kB5MSqpk-w8IFIN

  • สิ่งที่ ‘ทรัมป์’ ไม่รู้คือ จีนแยกเศรษฐกิจตัวเองออกจากตะวันตกมานานแล้ว…

    สิ่งที่ ‘ทรัมป์’ ไม่รู้คือ จีนแยกเศรษฐกิจตัวเองออกจากตะวันตกมานานแล้ว…

    ต่างประเทศ

    สิ่งที่ ‘ทรัมป์’ ไม่รู้คือ จีนแยกเศรษฐกิจตัวเองออกจากตะวันตกมานานแล้ว…

    จีนดำเนินนโยบายพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจมานานกว่าสองทศวรรษเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ นโยบายนี้ช่วยให้จีนสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและลดอิทธิพลของชาติตะวันตก

    • จีนดำเนินนโยบายพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจมานานกว่าสองทศวรรษเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
    • นโยบายนี้ช่วยให้จีนสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและลดอิทธิพลของชาติตะวันตก
    • จีนได้สร้างจุดแข็งในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ เช่น แร่หายากและส่วนประกอบยา เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรอง
    • ความพยายามของทรัมป์ในการใช้ภาษีกดดันจึงไม่เป็นผลนัก เพราะจีนได้เริ่มแยกตัวทางเศรษฐกิจมานานแล้ว
    • ปัจจุบันจีนยังคงเดินหน้าส่งเสริมการผลิตขั้นสูงและเทคโนโลยีในประเทศเพื่อพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์

    ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จีน พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แม้นโยบายนี้จะสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง แต่ก็ช่วยให้จีนสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งต่างๆ ตามที่ที่ปรึกษาระดับสูงของรัฐบาลปักกิ่งกล่าวไว้

    ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐ พยายามใช้นโยบายภาษีเพื่อลดการพึ่งพาสินค้าจีน และป้องกันไม่ให้สินค้าส่วนเกินจากโรงงานจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอเมริกัน ความพยายามนี้กลับเจออุปสรรคใหญ่ เพราะจีนได้เริ่ม “ตัดขาด” ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ มานานแล้ว

    ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษ จีนดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์คือจีนสามารถสร้าง “คอขวด” ทางเศรษฐกิจบางจุดที่ใช้กดดันสหรัฐได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้อเมริกามีเครื่องมือตอบโต้จีนได้น้อยลง

    สิ่งที่ 'ทรัมป์' ไม่รู้คือ จีนแยกเศรษฐกิจตัวเองออกจากตะวันตกมานานแล้ว...

    ต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคหู จิ่นเทา

    แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองถือเป็นเสาหลักของนโยบายเศรษฐกิจจีน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ปี 2012 แต่ยังสืบเนื่องมาจากยุคของหู จิ่นเทา ผู้นำคนก่อนหน้าด้วย

    โครงการแทนที่สินค้านำเข้าด้วยการผลิตในประเทศของจีน แม้จะมีต้นทุนสูงและไม่มีประสิทธิภาพในบางส่วน แต่ก็ทำให้ประเทศตะวันตกสูญเสียอิทธิพลและอำนาจต่อรองเมื่อเกิดข้อพิพาททางเศรษฐกิจหรือการค้ากับจีน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำจีนเริ่มพูดถึงเรื่องการพึ่งพาตัวเองอย่างเปิดเผยมากขึ้น ประเด็นนี้ยังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งผู้นำระดับสูงของประเทศได้ร่างแนวทางสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีฉบับใหม่ของจีน

    “เราต้องเร่งสร้างความพึ่งพาตัวเองและเพิ่มศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น” ประธานาธิบดีสีกล่าวในสุนทรพจน์หนึ่งของเขา

    ใช้อำนาจควบคุม “แร่หายาก” กดดันสหรัฐ

    ปีนี้ จีนได้ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของตัวเอง นั่นคือการควบคุมแหล่งผลิต “แร่หายาก” และ “แม่เหล็กหายาก” ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทคทั่วโลกเกือบทั้งหมด

    หลังจากสหรัฐ พยายามจำกัดการนำเข้าจากจีนในด้านนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จึงต้องยอมประนีประนอมกับประธานาธิบดีสีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงใหม่

    ข้อตกลงนี้ทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐ ในปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังต่ำกว่าภาษีสำหรับประเทศอย่างอินเดียและบราซิล ซึ่งโดยปกติสหรัฐ จะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากกว่า

    การที่จีนขู่จะเข้มงวดกับการส่งออกแร่หายากอย่างรุนแรง ยังช่วยโน้มน้าวให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกนโยบายที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนก.ย. ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหม่ในการทำธุรกิจกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางทหาร

    ครองตลาดส่วนประกอบยา อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิปคอมพิวเตอร์

    จีนได้สร้าง “คอขวดทางเศรษฐกิจ” ในหลายด้านจากนโยบายการพึ่งพาการผลิตในประเทศ ตอนนี้จีนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ผลิตยาปฏิชีวนะและยารักษาโรคอื่นๆ รวมถึงเป็นผู้ผลิตหลักของอุปกรณ์ไฟฟ้า ชิปคอมพิวเตอร์เกรดทั่วไป และสินค้าจำเป็นอีกจำนวนมาก

    ผลที่ตามมาคือสหรัฐ มีเครื่องมือตอบโต้ที่เหลืออยู่น้อยลง เมื่อวอชิงตันพยายามกดดันให้ปักกิ่งยกเลิกการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ฝ่ายบริหารของทรัมป์จึงต้องขู่ว่าจะจำกัดการส่งออกสินค้าจำเป็นประเภทสุดท้ายที่จีนยังต้องพึ่งสหรัฐ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องบิน

    เจ้าหน้าที่จีนในขณะเดียวกันก็ออกมาเรียกร้องให้ประเทศเดินหน้าเส้นทางการพึ่งพาตัวเองต่อไป “ระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจรจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น” เถียน เผยเอี๋ยน ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสของประธานาธิบดีสีกล่าว พร้อมเสริมว่าอุตสาหกรรมที่หลากหลายและกว้างขวางจะช่วยสร้าง “ปราการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศได้

    เมื่อจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลกในช่วงปลายปี 2001 ประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหลายประเภท รถยนต์ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องจักรผลิตไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ผลิตในจีนขณะนั้นยังด้อยกว่าของนำเข้าทั้งในด้านคุณภาพและเทคโนโลยี ทำให้ทั้งบริษัทและผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงนิยมสินค้าต่างประเทศ

    แต่ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ยกระดับคุณภาพและปริมาณของสินค้าภายในประเทศขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    “ในบรรดาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 500 ประเภท จีนของเราครองอันดับหนึ่งของโลกในกว่า 220 รายการ” จิ่น จ้วงหลง วิศวกรระดับแนวหน้าของประเทศซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวไว้เมื่อปีที่แล้ว

    ธนาคารของรัฐจีนก็มีบทบาทสำคัญ โดยได้ปล่อยเงินกู้จำนวนมหาศาลให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งช่วยให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกในสองอุตสาหกรรมนี้

    ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำจีนได้มีมติให้เดินหน้าผลักดัน “การผลิตขั้นสูง” ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดยเอกสารสรุปของที่ประชุมระบุว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจต้อง “เร่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิต คุณภาพสินค้า อุตสาหกรรมการบิน ระบบขนส่ง และโลกไซเบอร์ของจีนให้เร็วที่สุด”

    จีนใช้จุดแข็งที่สำคัญคือขนาดของภาคการผลิตที่ใหญ่กว่าประเทศใดในโลก ผนวกกับการกำกับดูแลจากรัฐอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เหลือเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมเท่านั้นที่บริษัทสหรัฐ และยุโรปยังคงเป็นผู้นำ เช่น เครื่องบินพาณิชย์ และชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงบางประเภท

    แบรด เซตเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) กล่าวว่า

    “ประธานาธิบดีสีค่อนข้างเก่งในการหาวิธีลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสหรัฐ จากห่วงโซ่อุปทานของจีนลงเรื่อยๆ ยกเว้นในส่วนของชิปขั้นสูงที่สุดที่ยังออกแบบโดยบริษัทอเมริกัน แต่ผลิตที่อื่น”

    ยังผลิตชิป AI ไม่ได้ แต่หาช่องซื้อลักลอบได้

    แม้จีนจะลงทุนอย่างมหาศาลด้านเทคโนโลยีสาธารณะมานานกว่าทศวรรษ แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตชิปความเร็วสูงสุดที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอาวุธรุ่นใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจีนจำนวนมากกลับสามารถหาช่องทางซื้อหรือแม้แต่ลักลอบนำเข้าไมโครชิปของ Nvidia ได้อยู่ดี

    นโยบายจีน ที่มุ่งแทนที่สินค้านำเข้าด้วยสินค้าผลิตในประเทศมีอยู่หลายโครงการ ตั้งแต่ “แคมเปญนวัตกรรมภายในประเทศ” (Indigenous Innovation) ที่เริ่มขึ้นหลังจีนเข้าร่วม WTO, โครงการ “Made in China 2025” ที่เปิดตัวในปี 2015 จนถึงนโยบายล่าสุดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่เรียกว่า “พลังการผลิตคุณภาพสูง” (high-quality productive forces)

    ระบบธนาคารของรัฐยังให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์อย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกในสองตลาดนี้

    สิ่งที่ 'ทรัมป์' ไม่รู้คือ จีนแยกเศรษฐกิจตัวเองออกจากตะวันตกมานานแล้ว...

    เก็บภาษีสูง ผลักดันให้คนจีนหันมาใช้ EV

    ในบางกรณี จีนบรรลุการพึ่งพาตัวเองผ่านนโยบายกีดกันทางการค้า เช่น ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา รัฐบาลได้เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมที่ทำให้ราคาของรถยนต์นำเข้า โดยเฉพาะรถยนต์และ SUV เครื่องใหญ่จากต่างประเทศ สูงขึ้นกว่าสองเท่า

    ผลที่เกิดขึ้นคือรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดกลายเป็นกระแสหลักในประเทศ ปัจจุบันรถสองประเภทนี้ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งของตลาดรถยนต์ในจีนแล้ว

    การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นทำให้รถยนต์นำเข้ากลายเป็นของหายากในจีน และยังทำให้ผู้บริโภคชาวจีนไม่คุ้นชินกับรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังแรงสูง ผลลัพธ์คือเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดเริ่มได้รับความนิยม คนจีนก็ปรับตัวและหันมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันรถสองประเภทนี้คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ

    ตั้งแต่ช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ เจ้าหน้าที่สหรัฐ มักมองข้ามความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้ “คอขวด” ทางเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นอาวุธในการต่อรอง พวกเขาให้เหตุผลว่าการทำเช่นนั้นจะทำลายความน่าเชื่อถือของจีนในฐานะประเทศที่เหมาะกับการลงทุนจากต่างชาติ และอาจทำให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตออกไปที่อื่น

    แน่นอนว่าสิ่งนั้นอาจเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต แต่จนถึงตอนนี้ จีนยังคงเดินหน้าในเส้นทางการพึ่งพาตัวเองอย่างแน่วแน่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนที่แล้ว

    ในแถลงการณ์ปิดประชุม พรรคประกาศว่า “เราต้องรักษาและขยายจุดแข็งของเราให้มั่นคง ก้าวข้ามอุปสรรคและข้อจำกัดทั้งหลาย และเสริมสร้างจุดอ่อนของเราให้แข็งแกร่งขึ้น”

    ท้ายที่สุด ความมุ่งมั่นของผู้นำจีนในแนวทางนี้ชัดเจนกว่าที่เคย พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ต้องการให้ประเทศผลิตสินค้าได้เองเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถต้านแรงกดดันจากโลกตะวันตกได้ในระยะยาว

    อ้างอิง: The New York Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1206135&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bmmtSebwXx8eqfqaqsfUQ

  • เศรษฐกิจปี69ท้าทายตัวแปรเลือกตั้ง ‘กานดา’ ชู แนวคิด ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ ปลดล็อคแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ

    เศรษฐกิจปี69ท้าทายตัวแปรเลือกตั้ง ‘กานดา’ ชู แนวคิด ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ ปลดล็อคแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ

    แม้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงกำลังซื้อเปราะบาง โดยเฉพาะปี2569 ยังมีความท้าทายสูง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ขณะทางออกผู้ประกอบการต่างพลิกเกมการแข่งขันในทำเลศักยภาพ มีกำลังซื้อสูง อย่างตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตที่ประเมินว่ายังเติบโตต่อเนื่อง

    นายหัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึง ทิศทางตลาดในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน ส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” ขาดความชัดเจนด้านนโยบาย

    ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศจะได้รับผลกระทบจากนโยบายตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มมีผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2569 โดยเฉพาะต่อภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

    ทั้งนี้แม้จะมีสัญญาณของดอกเบี้ยขาลง การชะลอการเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ และการขยายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องถึงกลางปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง ยกเว้นรัฐบาลใหม่จะใช้ยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “บริษัทยังต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเน้นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อที่แข็งแรง โดยในเดือนธันวาคมนี้บริษัทเตรียม Soft Opening โครงการ ParQ Villa เชิงทะเล ภูเก็ต โครงการพูล วิลล่า สไตล์ Modern Contemporary จำนวน 22 หลัง พร้อมสวนเนื้อที่ 4-5 ไร่ จับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และจะ Grand Opening ในไตรมาสแรกปี 2569 และเตรียมที่จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ I-Leaf Privé บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมสไตล์ Contemporary Resort ที่เน้นความเป็นส่วนตัว โดยเตรียมเปิด 3 ทำเล ได้แก่ ภูเก็ต ลำลูกกา และพระราม 2 ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไป”

     นอกจากนี้ นายหัสกรยังได้เสนอแนวคิดเชิงนโยบาย “ซื้อบ้านแก้หนี้” ต่อภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือน และกระตุ้นการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคที่มีศักยภาพ โดยชี้ว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยแม้จะมีรายได้เพียงพอต่อการกู้ซื้อบ้าน แต่ติดปัญหาหนี้เดิม เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ที่เป็นอุปสรรคต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้าน แนวทางที่เสนอคือ ในกรณีที่ลูกค้ามีศักยภาพเพียงพอหรือสามารถกู้ได้เกินกว่าวงเงินที่ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังควรหาแนวทางผ่อนปรนเงื่อนไขให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ โดยรวมภาระหนี้เดิมเข้ากับสินเชื่อบ้านได้

    ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการกู้เงินซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท แต่เนื่องจากลูกค้ามีภาระหนี้บัตรเครดิตอยู่ประมาณ 150,000 บาท จึงไม่สามารถกู้สินเชื่อบ้านได้ อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าสามารถปิดภาระหนี้บัตรเครดิตจำนวน 150,000 บาท โดยการรวมหนี้นั้นกับวงเงินสินเชื่อบ้านก็จะสามารถขอกู้ได้ เพราะจากรายได้ที่มีอยู่ลูกค้าสามารถขอกู้ได้สูงสุด 2.5 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งวงเงินกู้บ้านและยอดหนี้บัตรเครดิตเดิมได้

    ขณะภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ว่า ตลาดโดยรวมยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่ตลาดชะลอตัวจากความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐในการต่อมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 จากแรงหนุนของมาตราการที่รัฐต่ออายุให้ทั้งเรื่องของการลดค่าธรรมเนียมโอนและการจดจำนอง

    รวมถึงการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่สามารถกู้ได้เต็ม 100% ซึ่งช่วยกระตุ้นตลาดได้ดีในระดับหนึ่ง แต่โดยภาพรวมใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ก็ยังไม่ดีเท่ากับ 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 จากปัญหาหลักคือ สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก

    สำหรับในไตรมาสที่ 4 คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า และถือเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ประกอบการต่างเร่งปิดยอดขาย ตลาดจะมีความคึกคักยิ่งขึ้นจากโปรโมชั่นต่างๆ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา เพื่อผลักดันยอดขายในช่วงสุดท้ายของปี

    นอกจากนี้ การออกแบบบ้านในทุกโครงการของบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับแนวคิด 5 Kanda Concept  ได้แก่

    1.Eco Smart ออกแบบและเลือกใช้วัสดุ เพื่อลดการใช้พลังงาน 

    2.Easy Maintenance ออกแบบบ้าน ให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต เลือกใช้วัสดุทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    3.Multi Generation ออกแบบให้มีห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ เลี้ยงเด็กเล็ก หรือการใช้ประโยชน์อื่นๆ

    4.Space Matter ให้ความสำคัญกับการออกแบบทุกพื้นที่ใช้สอย ต่อเติมพื้นที่ซักล้างหลังบ้านไว้ให้สำหรับบ้านทุกแบบ

    5.Flood Protection จัดทำระบบป้องกันอุทกภัย 

    “การปล่อยกู้โดยรวมหนี้บัตรเครดิตเข้ากับสินเชื่อบ้านได้ จะก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อผู้ซื้อบ้าน ธนาคาร และเศรษฐกิจโดยรวม โดยที่กระทรวงการคลังไม่จำเป็นต้องนำเงินมาอัดฉีดให้กับแนวทางที่นำเสนอนี้ และนอกจากจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและการผ่อนชำระของประชาชนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดอสังหาฯ ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ลดอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) และเป็นการเปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีทรัพย์สินหนุนหลังให้กลายเป็นหนี้บ้านที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงระบบการเงินได้ในระยะยาว” นายหัสกรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/643194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mlc5AqZ_Gka5umGDQI5qY

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99368401%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u5iBcZ49DWmIRV1WTQkkY

  • “ทาคาอิจิ” ผลักดันการลงทุนยุทธศาสตร์ 17 ด้าน หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    “ทาคาอิจิ” ผลักดันการลงทุนยุทธศาสตร์ 17 ด้าน หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นให้คำมั่นในวันนี้ (4 พ.ย.) ว่า จะผลักดันการลงทุนใน 17 สาขาเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมการต่อเรือ ขณะที่รัฐบาลของเธอพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่นผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ

    ทาคาอิจิกล่าวในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเติบโตของรัฐบาลว่า “รัฐบาลจะเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างเต็มที่”

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ทาคาอิจิซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้วได้จัดตั้ง “สภายุทธศาสตร์การเติบโตของญี่ปุ่น” โดยมีคณะรัฐมนตรีทั้งหมดเข้าร่วม โดยสภานี้เข้ามาแทนที่สภาชุดก่อนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ

    ทาคาอิจิได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ในการแถลงนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 ต.ค. เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น

    นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังให้คำมั่นว่า จะรับประกันว่าภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือกันเพื่อดำเนินการลงทุนเชิงรุกเพื่อจัดการกับความเสี่ยงและปัญหาทางสังคมต่าง ๆ รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหาร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q7NyrPBUZYkMa_s2TZewz

  • สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

    สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

    สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน


    4/11/2568 | 100 |

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ 1.5 ºC Pathway ตามนโยบายของรัฐบาลข้อ 13 การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภา โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (Economy-wide) ณ ปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) และเร่งเพิ่มเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชนที่ดิน (LULUCF) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 152 MtCO2eq หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 MtCO2eq ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส

    รมว.ทส. เน้นย้ำว่า การยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 เป็นการเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อให้บรรลุตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาโดยเร็ว ทั้งยัง จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างงานใหม่ ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดส่ง NDC 3.0 ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ต่อ UNFCCC และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ รวมถึงเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงเป้าหมายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/438100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RvoRtSzXrUf64O_VKLium

  • ตำรวจท่องเที่ยว-สอบสวนกลาง ฝึกอบรมเชิงยุทธวิธี เพื่อเสริมสร้างทักษะ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว-สอบสวนกลาง ฝึกอบรมเชิงยุทธวิธี เพื่อเสริมสร้างทักษะ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ย.68 พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 ,พ.ต.อ.อรรพล สุดสาย ผกก.ฝอ.บก.ทท.3, พ.ต.อ.ชัย สงวนสิน ผกก.ฝอ.6 บก.อก.บช.ทท. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา บช.ก. ได้ให้การต้อนรับ ดร.ชัยยันต์ ชาญช่าง ผู้ประสานงานโครงการฝึกอบรมครูฝึกตำรวจ ซึ่งได้นำทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา ครูฝึกระดับ Tactical Instructor Team ผู้ผ่านการฝึกและปฏิบัติจริงในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหลักสูตร Tactical Combat, Hostage Rescue, และ Counterterrorism Operations ภายใต้มาตรฐาน FBI & Homeland Security)

    พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าวว่าตามนโยบายของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.,พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 ดำเนินการสร้างความรู้และสั่งฝึกเตรียมความพร้อม ในการดูแลนักท่องเที่ยว ในห้วงเทศกาลลอยกระทง ปีใหม่ รวมถึง การดูแลประชาชน ในภารกิจสำคัญ ในพิธีต่างๆ โดย บช.ทท. ได้จัดการฝึกอบรมเชิงยุทธวิธี “Tactical Training: Subject Control – Medical Response – Counterterrorism” เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านยุทธวิธี การควบคุมบุคคล การตอบสนองทางการแพทย์ภาคสนามและการป้องกันภัยคุกคามการก่อการร้าย ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยการ อบรมมีขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ชั้น 11 อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งบรรยากาศการฝึกอบรมเป็นไปอย่างเข้มข้น ครูฝึกจากสหรัฐฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งเชิงยุทธวิธีและจิตวิทยาการปฏิบัติ (Operational Mindset) ควบคู่กับการฝึกจริงในสถานการณ์จำลอง (Scenario-Based Training) เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจหลัก “ควบคุม–สื่อสาร–ช่วยชีวิต” อย่างแม่นยำและปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเปิดใจเรียนรู้ เห็นได้ชัดถึงการพัฒนาในด้าน

    • Team Control (การทำงานเป็นทีมภายใต้แรงกดดัน)
    • Contact Communication (การสื่อสารเชิงยุทธวิธี)
    • Field Medical Response (การช่วยชีวิตภาคสนามก่อนส่งต่อแพทย์)

    และทุกนายจะ นำองค์ความรู้จากการฝึกครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาแนวทางฝึกเชิงยุทธวิธีของตำรวจท่องเที่ยวโดยผสานแนวคิด “Safety – Strategy – Psychology” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกำลังพลไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลทั้งในเชิงยุทธวิธีและภาวะผู้นำ
    การฝึกครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มทักษะ แต่จุดประกายหัวใจของผู้พิทักษ์ ให้เราฝึกเพื่อความพร้อม ฝึกเพื่อความปลอดภัย และฝึกเพื่อความภูมิใจในความเป็นตำรวจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5270312/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k8rHV8fRfUJIMefvwLcCj

  • “อรรถกร” ซัด “ธนเดช” สส.ปชน. ลั่น ก.ท่องเที่ยวฯ-กกท. ไม่มีโควตาหวยคนพิการ

    “อรรถกร” ซัด “ธนเดช” สส.ปชน. ลั่น ก.ท่องเที่ยวฯ-กกท. ไม่มีโควตาหวยคนพิการ

    “อรรถกร” ซัด “ธนเดช” สส.ปชน. ลั่น ก.ท่องเที่ยวฯ-กกท. ไม่มีโควตาหวยคนพิการ

    “อรรถกร” เดือดซัด “ธนเดช” สส.พรรคประชาชน ปมโควตาหวยคนพิการ ยันกระทรวงท่องเที่ยวฯ และ กกท. ไม่มีโควตาสักใบ ฟ้องแน่ถ้ายังปล่อยเฟกนิวส์ สอน อย่าคิดแต่จะเอายอดไลก์ สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมือง

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่ เรืออากาศโทธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ถึงกระทรวงท่องเที่ยวมีโควตาหวยสมาคมกีฬาคนพิการ และมีการพาดพิงว่ากระทรวงนี้อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคกล้าธรรม ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่เคยได้รับการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น การดำเนินการในส่วนนี้เป็นของสมาคมกีฬาคนพิการที่ประสานกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยตรง ตามระเบียบและกฎเกณฑ์

    “ผมขอยืนยันว่ากระทรวงท่องเที่ยวไม่ข้องเกี่ยวกับโควตาหวยใดๆ ทั้งสิ้น การที่นายธนเดช นำข้อมูลเท็จมาใส่ร้ายตัวผมและพรรคกล้าธรรมเพื่อปลุกปั่นสังคมแบบนี้ ผมสามารถฟ้องร้องได้ ดังนั้น ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโพสต์ ไม่ใช่พูดลอยๆ เพื่อเรียกกระแสหรือสร้างภาพให้ตัวเองดูโดดเด่น”

    นายอรรถกร ระบุในช่วงท้าย ตนเข้าใจดีว่าช่วงนี้อาจใกล้การเลือกตั้ง ภายในพรรคการเมืองบางพรรคจึงมีบางคนพยายามหาพื้นที่สื่อเพื่อให้คนพูดถึง แต่การสร้างข่าวเท็จหรือโยงเรื่องที่ไม่มีมูล ถือเป็นการบิดเบือนที่ไม่ควรเกิดขึ้น การตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรทำด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่ใช้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อเรียกยอดไลก์ยอดแชร์ มันจะสะท้อนถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของเจ้าตัวที่พูด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2893391&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F9YjdLAlZgResvctb1qOp