Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดัน “บอลลูนนานาชาติ” ปลุกท่องเที่ยวเหนือ โกยรายได้กว่า 3.5 หมื่นล้าน

    สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดัน “บอลลูนนานาชาติ” ปลุกท่องเที่ยวเหนือ โกยรายได้กว่า 3.5 หมื่นล้าน

    จังหวัดเชียงรายยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–ก.ย.) เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 4.6 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3% จากปีก่อน ส่งผลให้เชียงรายติดอันดับ 9 จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของประเทศ

    หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและพื้นที่จัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ ที่ต่อยอดกิจกรรมระดับโลกอย่าง “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta” ซึ่งจัดต่อเนื่องมาหลายปี และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชียงรายในปัจจุบัน

    นาย ชัยภัฏ จาตุรงคกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด กล่าวว่า สิงห์ปาร์คไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็น “ศูนย์กลางกิจกรรมท่องเที่ยวของภาคเหนือ” เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัด

    “หลายเทศกาลที่เราจัดต่อเนื่องจนกลายเป็นงานประจำปี ไม่ได้เพียงดึงนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างโอกาสให้กับชุมชนเชียงรายทั้งจังหวัด รางวัลที่เราได้รับคือความภูมิใจของคนเชียงรายทุกคน”

    นาย ชัยภัฏ จาตุรงคกุล

    นอกจากเทศกาลบอลลูนฯ แล้ว “สิงห์ปาร์ค ฟาร์มเฟส ออน เดอะฮิลล์ 2025” ซึ่งจะจัดขึ้นเดือนธันวาคมนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา (911.56 ล้านบาท) ตอกย้ำบทบาทของสิงห์ปาร์คในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

    ความสำเร็จดังกล่าวถูกตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อเทศกาลบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้ารางวัล “Gold Award” สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวทีระดับโลก “2025 IFEA/Haas & Wilkerson Pinnacle Awards” ที่จัดโดยสมาคมเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ (IFEA) ณ เมืองปาล์มสปริง รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

    สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดัน “บอลลูนนานาชาติ” ปลุกท่องเที่ยวเหนือ โกยรายได้กว่า 3.5 หมื่นล้าน

    รางวัลนี้มอบให้เทศกาลที่โดดเด่นด้านการจัดการกิจกรรม ความปลอดภัย การบริหารพื้นที่ และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่ง “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ได้รับคะแนนสูงสุดในหลายด้าน สะท้อนมาตรฐานการจัดงานระดับสากลของไทย และต่อยอดศักยภาพจังหวัดเชียงรายสู่การเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกต่อเนื่อง เช่น การแข่งขัน “Spartan World Championship 2026” ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/643471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FUT7hs8ChEcnmTwdtHnRw

  • โครงการความร่วมมือเส้นทางเครือข่ายการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจากอิหร่าน ตุรกี และปากีสถาน  สู่เส้นทางสายไหมของจีน

    โครงการความร่วมมือเส้นทางเครือข่ายการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจากอิหร่าน ตุรกี และปากีสถาน สู่เส้นทางสายไหมของจีน

    โครงการรถไฟระหว่างประเทศ ปากีสถานอิหร่านตุรกี (Pakistan–Iran–Turkey Railway) หรือชื่อย่อว่า      ไอ.ที.ไอ. (ITI) มีชื่อเต็มว่า Islamabad–Tehran–Istanbul Railway เป็นโครงการความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสามประเทศมุสลิมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ปากีสถาน อิหร่าน และตุรกี โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการขนส่งระหว่างเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป

    โครงการนี้เริ่มต้นดำเนินการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Organization: ECO) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็น ระเบียงเศรษฐกิจทางบกเชื่อมต่อระหว่างเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยผ่านทางอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคแต่ได้ถูกระงับการดำเนินงานชั่วคราวเนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ก่อนจะมีการฟื้นฟูและกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งหลังจากหยุดชะงักไปกว่า 10 ปี

    ความเป็นมา

    เส้นทางรถไฟ ITI ถือเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศที่เชื่อมโยง นครอิสลามาบัดกรุงเตหะราน         นครอิตันบูล เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค

    รากฐานของโครงการ ITI มาจาก ข้อตกลงกรอบความร่วมมือด้านการขนส่งสินค้าผ่านแดน (TTFA)” ภายใต้องค์การ ECO โดยมีการทดลองเดินขบวนรถไฟเที่ยวแรกในปี 2552

    ในระยะต่อมา ทั้งสามประเทศได้บรรจุแผนพัฒนาให้โครงการนี้สามารถเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟสายเหนือใต้ของปากีสถาน (ML-1) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระเบียงเศรษฐกิจจีนปากีสถาน (China–Pakistan Economic Corridor: CPEC)” ภายใต้กรอบความร่วมมือ เส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road Initiative: BRI)” ของจีน

    โครงการ ML-1 มีมูลค่ารวมประมาณ 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมต่อระหว่างเมืองการาจี ทางตอนใต้ของปากีสถาน ถึงเมืองเปชาวาร์ ทางตอนเหนือ และคาดว่าจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026)

    เส้นทาง ITI จะเชื่อมต่อเข้ากับ ML-1 และทอดยาวไปถึงมณฑลซินเจียงของจีน ทำให้สามารถขนส่งสินค้าเข้าสู่เครือข่ายรถไฟทั่วประเทศจีนได้โดยตรง

    ศักยภาพ

    เส้นทางรถไฟนี้มีความยาวรวมประมาณ 6,540 กิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในหกของเส้นรอบโลก โดยแบ่งออกเป็น

    • ระยะทางในตุรกีประมาณ 1,950 กิโลเมตร

    • ระยะทางในอิหร่านประมาณ 2,603 กิโลเมตร

    • ระยะทางในปากีสถานประมาณ 1,990 กิโลเมตร

    ขบวนรถไฟ ITI ใช้เวลาเดินทางเพียง 10–12 วัน จากนครอิสตันบูลประเทศตุรกีไปยังกรุงอิสลามาบัดประเทศปากีสถาน ขณะที่การขนส่งทางเรือในเส้นทางเดียวกันต้องใช้เวลาราว 21–35 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการประกันภัยและความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมาก

    โครงการนี้มีขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าสูงสุดถึง 80,000 ตัน ซึ่งเป็นศักยภาพสำคัญในการสนับสนุนการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสามประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 400 ล้านคน

    ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

    การเปิดใช้งานเส้นทางรถไฟสาย ITI มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ ได้แก่

    1. เสริมสร้างบทบาทของอิหร่านในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างตะวันออกและตะวันตก
      ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นจุดตัดของเส้นทางคมนาคมสำคัญ อิหร่านจะกลายเป็น หัวใจเศรษฐกิจของภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

    2. เพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งระหว่างประเทศ
      การขนส่งทางรถไฟช่วยลดเวลาและต้นทุนได้มากเมื่อเทียบกับการขนส่งทางทะเล และยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับการขนส่งสินค้าในยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองหรือสงคราม

    3. ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
      โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก ECO และยังช่วยขยายเครือข่ายการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในกรอบ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางของจีนในอนาคต

    4. สร้างสมดุลใหม่ของอำนาจเศรษฐกิจในภูมิภาค
      การเชื่อมโยงทางบกจะช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งผ่านคลองสุเอซ และปรับสมดุลของอำนาจเศรษฐกิจจากเส้นทางทะเลสู่เส้นทางบก โดยมีอิหร่านเป็นศูนย์กลางสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม โครงการรถไฟระหว่างประเทศ ปากีสถานอิหร่านตุรกี (ITI) เป็นโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ที่มีทั้งความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ไม่เพียงแต่ช่วยย่นระยะเวลาและลดต้นทุนการขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในอนาคต

    โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอิหร่านในฐานะ จุดศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างทวีป และมีแนวโน้มที่จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในโครงข่ายการคมนาคมระหว่างเอเชียและยุโรปในศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gqnunw8hhgggpxny53vcy115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UMNpLEM3N8Gm_rQDTpUvu

  • ม.ภาคฯ มอบทุนเรียนฟรี 100% หนุนทีมหมอนทองวิทยา สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน

    ม.ภาคฯ มอบทุนเรียนฟรี 100% หนุนทีมหมอนทองวิทยา สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน

    ภูมิภาค

    ม.ภาคฯ มอบทุนเรียนฟรี 100% หนุนทีมหมอนทองวิทยา สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน

    วันอาทิตย์ ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี ชื่นชม “หัวใจนักสู้” ของทีมหมอนทองวิทยา ชี้การเดินทางของโค้ชสกลและลูกทีม คือภาพแทนของความพยายามและความเชื่อในความฝัน พร้อมประกาศมอบทุนเรียนฟรีตลอดหลักสูตร

    เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ม.ภาคฯ) จังหวัดขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดี เปิดเผยถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักกีฬาฟุตบอลจากโรงเรียนหมอนทองวิทยา ซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน 7HD ประจำปี 2025 นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง “หมอนทองวิทยา” พบ “องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท” โดยจะมอบทุนเรียนฟรี 100% ตลอดหลักสูตร แก่นักกีฬาที่มีความสามารถและตั้งใจจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร กล่าวว่า เหตุผลที่คนไทยจำนวนมากหลั่งไหลให้กำลังใจทีมหมอนทองวิทยา มาจากผลงานและ “หัวใจที่ไม่ยอมแพ้” ของทีม รวมถึงความทุ่มเทของอาจารย์สกล ผู้ฝึกสอน ที่หลายคนจำได้จาก “รถบรรทุกความฝัน” ซึ่งใช้พานักกีฬาหนุ่มน้อยเดินทางจากบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สู่สนามแข่งขันในกรุงเทพมหานคร ระยะทางกว่า 122 กิโลเมตร ไป–กลับทุกครั้ง เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

    “เด็กๆ ชุดนี้อาจอายุยังน้อย แต่มีหัวใจนักสู้เต็มร้อย หลายนัดที่เป็นรองแต่ก็สู้จนวินาทีสุดท้าย ตราบใดที่ยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ และถ้าวันนี้หมอนทองวิทยาคว้าแชมป์ได้ นั่นคือบทพิสูจน์ของความพยายามที่ฟ้าเขียนไว้ให้สมบูรณ์แล้ว” อธิการบดี กล่าว

    การสนับสนุนครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการผลักดันเยาวชนไทยที่มีทักษะด้านกีฬา ให้สามารถพัฒนาทั้งด้านการเรียนและอาชีพในอนาคต โดยทางมหาวิทยาลัยยืนยันพร้อมเป็น “เวทีต่อยอดฝัน” ให้แก่นักกีฬาอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11EnyjdYDsGNVvy4uuYJxc

  • เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เปิดสนามสอบธรรมสนามหลวง นักธรรมชั้นโท-เอก ประจำปี 2568

    เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เปิดสนามสอบธรรมสนามหลวง นักธรรมชั้นโท-เอก ประจำปี 2568

    9 Nov 68

    วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 เวลา 12.30 น. พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง เมตตาเป็นประธานในพิธีเปิดสนามสอบธรรมสนามหลวง ระดับนักธรรมชั้นโท–เอก ประจำปีการศึกษา 2568 ณ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
    ในการนี้ พระเทพมังคลาจารย์ได้เมตตาให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรผู้เข้าสอบ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการศึกษาพระธรรมวินัยให้แตกฉาน และน้อมนำหลักธรรมไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพระศาสนา
    สำหรับการสอบในวันนี้เป็นการสอบวิชาธรรม โดยมีพระครูโฆสิตปริยัตยาภรณ์, ดร. เจ้าคณะตำบลสุเทพ เขต 1 เจ้าอาวาสวัดป่าแดงมหาวิหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการและกองงานเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมถวายการต้อนรับ อำนวยความสะดวกแก่คณะผู้บริหารการสอบและผู้เข้าสอบ พร้อมร่วมบันทึกภาพเป็นที่ระลึกในโอกาสอันเป็นสิริมงคลนี้
    บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เปี่ยมด้วยศรัทธาและความตั้งใจของพระภิกษุสามเณรผู้เข้าสอบ เพื่อสืบต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและรุ่งเรืองสืบไป.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3817266/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h0CCKPi8PmWKVz_4hQSW1

  • ไฮไลท์ฟุตบอล บุนเดสลีกา | ไฟร์บวร์ก 2 – 1 ซังต์ เพาลี | 9 พ.ย. 68

    ไฮไลท์ฟุตบอล บุนเดสลีกา | ไฟร์บวร์ก 2 – 1 ซังต์ เพาลี | 9 พ.ย. 68

    #ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน #ไฮไลท์ฟุตบอล #บุนเดสลีกา 

    แพ้ 7 เกมรวด!! ซังต์ เพาลี ไล่ไม่ทันบุกแพ้  ไฟร์บวร์ก 1-2 

    โปรแกรมการแข่งขันที่นี่ https://www.pptvhd36.com/schedule/sport
    ดูบอลออนไลน์ฟรี คลิก https://www.pptvhd36.com/live

    #ไฟร์บวร์ก #ซังต์เพาลีค #Bundesliga #บุนเดสลีกา #ผลบอลเมื่อคืน #ดูบอลออนไลน์ #ผลบอลเมื่อคืน #ครบทุกข่าวเข้าใจคอกีฬา #PPTVHD36 #pptvsports 

    คำที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/sport/highlight/97553&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFZEOVjqlPQlKJh9fIblO

  • ‘เพื่อไทย’จี้รัฐบาล‘ปลดล็อก’เวลาขายแอลกอฮอล์ บ่าย 2-5 โมงเย็น หลังกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว

    ‘เพื่อไทย’จี้รัฐบาล‘ปลดล็อก’เวลาขายแอลกอฮอล์ บ่าย 2-5 โมงเย็น หลังกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว

    วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.16 น.

    ‘เพื่อไทย’จี้รัฐบาล‘ปลดล็อก’เวลาขายแอลกอฮอล์ บ่าย 2-5 โมงเย็น วางกรอบการโฆษณาใหม่ หลังกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว ชี้ต้องกระจายอำนาจท้องถิ่นกำกับดูแล สร้างโอกาสให้สุราชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    9 พฤศจิกายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้วตามกฎหมาย ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ตั้งใจจะปรับเปลี่ยนบทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ให้สามารถเป็นกลไกส่งเสริมเศรษฐกิจได้ โดยมีการควบคุมผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ รัฐสภามีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 253 ประกาศเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2535 ที่ล็อกไม่ให้มีการอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ที่สังคมส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นมาตรการการควบคุมการจำหน่ายแบบเหมารวม เกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

    นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อประกาศฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว ก็ขอให้รัฐบาลเร่งปลดล็อกประกาศสำนักนายกฯ ที่ออกตามกันมา เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว สามารถมีความต่อเนื่องทางธุรกิจได้มากขึ้น โดยยังสามารถมีมาตรการควบคุมผลกระทบที่เหมาะสมอื่นๆ ได้อยู่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้ออกแบบให้สามารถกระจายอำนาจไปยังส่วนภูมิภาคได้ โดยเปิดให้แต่ละจังหวัดมีคณะกรรมการภายในจังหวัดที่มีส่วนร่วมของราชการภูมิภาค องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนและภาคสังคมที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันกำหนดมาตรการควบคุมต่างๆ ทั้งเรื่องเวลาจำหน่าย สถานที่จำหน่าย และมาตรการในการคัดกรองผู้ซื้อและควบคุมผลกระทบได้ ซึ่งจะทำให้แต่ละจังหวัดสามารถมีมาตรการที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ได้ เช่น ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตอาจมีมาตรการที่ผ่อนคลายกว่า ในขณะที่จังหวัดที่มีผู้อาศัยเป็นชาวมุสลิมมาก ก็อาจมีมาตรการที่เข้มข้นกว่าได้ เป็นต้น

    นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ยังมีการปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับยุคสมัยในหลายมิติ รวมถึงเรื่องการเปิดให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือสุราชุมชน ที่จากเดิมไม่มีช่องทางในการสื่อสารผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ผู้บริโภครู้จัก สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องรอกฎหมายระดับรองที่ทางฝ่ายบริหารต้องตราออกมาก่อน แต่กลับไม่เห็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเริ่มดำเนินการ แม้แต่คณะกรรมการฯ ก็ยังไม่มีการแต่งตั้ง จนภาคเอกชนต้องออกมาทวงถาม เพราะห่วงว่าจะถูกเตะถ่วงให้ล่าช้าและเสียโอกาสในช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวปลายปีนี้

    “รายได้หลักของประเทศไทยมาจากภาคการท่องเที่ยว การปลดล็อกข้อจำกัดให้ภาคธุรกิจ จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามฉันทามติที่สภาให้ไว้ อย่าทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ประเทศเสียโอกาสจากทุกวันที่ท่านทำเสียไป” นายชนินทร์ กล่าว

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/926609&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37c6L2Km1l65T6ImjJeuzS

  • “ธรรมนัส” นำทีมพารัฐมนตรี“กล้าธรรม” บุกชายแดนใต้ เตรียมปั้น “สุไหงโก-ลก”ศูนย์กลางท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” นำทีมพารัฐมนตรี“กล้าธรรม” บุกชายแดนใต้ เตรียมปั้น “สุไหงโก-ลก”ศูนย์กลางท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” นำทีมพารัฐมนตรี“กล้าธรรม” บุกชายแดนใต้ เตรียมปั้น “สุไหงโก-ลก”ศูนย์กลางท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” นำทีม ครม. “กล้าธรรม” ยกคณะบุก “สุไหงโก-ลก” ปลุกท่องเที่ยวชายแดนใต้ ประชาชนแห่ต้อนรับแน่นลานสนามกีฬา 

    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่จากพรรคกล้าธรรมลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางประชาชนกว่า 1,000 คน ที่มารอต้อนรับและให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น โดยมาเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า สนองพระปณิธาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ โดยมุ่งเน้นการลดจำนวนสัตว์จรจัด ตัดวงจรโรคระบาด และสร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงชายแดนใต้

    ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้คือการลงมาฟังประชาชนจริง ๆ และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คณะรัฐมนตรี 5 คน จาก 4 กระทรวง ลงพื้นที่สุไหงโก-ลกพร้อมกันขนาดนี้ พร้อมยืนยันว่าทุกปัญหาที่สะท้อนมาจะถูกสั่งการและแก้ไขทันที ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน การเกษตร การศึกษา การพัฒนาสังคม และการท่องเที่ยว โดยได้มอบหมายภารกิจให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยผลักดันการเรียนรู้และอาชีพในพื้นที่ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ดูแลกลุ่มเปราะบาง คนชรา ผู้พิการ

    ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า ในฐานะที่กำกับการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นประธานบอร์ดบริหารกองทุนกีฬาของการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีการหารือแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้แล้ว เราจะส่งเสริมให้ สุไหงโกลก, สุคิริน และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ กลับมามีชีวิตชีวา เราจะทำให้กลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดนที่คึกคักอีกครั้ง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย–มาเลเซีย สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน และในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะมาร่วมงาน Countdown กับพี่น้องชาวสุไหงโก-ลก เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชายแดนใต้

    ทั้งนี้ บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนหลายพันคนต่างรอให้กำลังใจ ร.อ.ธรรมนัส อย่างอบอุ่น พร้อมกันตะโกน “ผู้กองธรรมนัสสู้ ๆ” และเสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วลานสนามกีฬา และมีป้ายผ้าที่เขียนข้อความให้กำลังใจ อาทิ “มารไม่มี บารมีไม่เกิด ธรรมนัสย่อมชนะอธรรม สู้ ๆ”  จากนั้นประชาชนได้มอบดอกกุหลาบและขอถ่ายรูปกับคณะรัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894395&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lbu8S268sDCISxIlgh03L

  • รบ.เตือนนักเรียน-นักศึกษาเร่งจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน กยศ.

    รบ.เตือนนักเรียน-นักศึกษาเร่งจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน กยศ.

    รบ. เตือนนักเรียน นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืม แบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม พร้อมย้ำสถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย.

    9 พ.ย. 2568 – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/892799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BYVmg-3lbF-79KC3HLVWL

  • “พระราชวชิรศาสนวิเทศ” เป็นประธานพิธีบวชสุภาพสตรี “ปชาบดีโคตมี วิถีธรรมทูตคฤหัสถ์” ครั้งแรกในประเทศไทย

    “พระราชวชิรศาสนวิเทศ” เป็นประธานพิธีบวชสุภาพสตรี “ปชาบดีโคตมี วิถีธรรมทูตคฤหัสถ์” ครั้งแรกในประเทศไทย

    การศึกษา

    “พระราชวชิรศาสนวิเทศ” เป็นประธานพิธีบวชสุภาพสตรี “ปชาบดีโคตมี วิถีธรรมทูตคฤหัสถ์” ครั้งแรกในประเทศไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.09 น. พระราชวชิรศาสนวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และเจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประเทศนอร์เวย์ เป็นประธานในพิธีบวชสุภาพสตรี “โครงการปชาบดีโคตมี วิถีธรรมทูตคฤหัสถ์” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ สถานปฏิบัติธรรมสวนธรรมิกราช อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 8–22 พฤศจิกายน 2568

    พิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้สุภาพสตรีได้บวชตามประเพณีไทย ศึกษาและปฏิบัติในศีลของนักบวชหญิง ซึ่งสามารถฝึกปฏิบัติได้สูงสุดถึงระดับศีลของภิกษุณี โดยได้รับความสนใจจากพระเถรานุเถระ เจ้าคณะปกครองในพื้นที่ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ตลอดจนพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

    บรรยากาศในพิธีเป็นไปอย่างสงบและเปี่ยมด้วยความปีติ ตั้งแต่ช่วงขอขมา ปลงผม จนถึงพิธีอุปสมบท บรรดาผู้ร่วมงานต่างกล่าวอนุโมทนากับโครงการซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการส่งเสริมบทบาทสตรีในพระพุทธศาสนาไทย

     และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. พระครูรัตนสุตาภรณ์ รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช ได้เมตตากล่าวต้อนรับและบรรยายธรรมในหัวข้อ “ปชาบดีโคตมี วิถีธรรมทูตคฤหัสถ์” พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอย่างดียิ่ง

    มอบหมายโดยฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร

    พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร มอบหมายให้ พระครูสุตรัตนบัณฑิต ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่จากวิทยาลัยพระธรรมทูต และกองวิเทศสัมพันธ์ เข้าร่วมถวายการต้อนรับและปฏิสันถารแก่พระราชวชิรศาสนวิเทศ และคณะ

    ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้ร่วมกันกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในเมตตาของ พระครูรัตนสุตาภรณ์ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์และสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างดียิ่ง

    ความหมายของ “ปชาบดีโคตมี”

    ชื่อโครงการ “ปชาบดีโคตมี” มาจากพระนามของ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “ภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา” อันเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดโอกาสให้สตรีได้ศึกษาธรรมะและบวชในร่มเงาพระพุทธศาสนา โครงการนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาธรรมทูตคฤหัสถ์ในศตวรรษใหม่

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/453622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJvGnS-8GgEju6ZCYEFIx

  • NBT CONNEXT – กกต.ตรัง ลงพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1  ทำการประชาสัมพันธ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียน ประจำปีการศึกษา 2567

    NBT CONNEXT – กกต.ตรัง ลงพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ทำการประชาสัมพันธ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียน ประจำปีการศึกษา 2567

    NBT CONNEXT – กกต.ตรัง ลงพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ทำการประชาสัมพันธ์เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียน ประจำปีการศึกษา 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thainews.prd.go.th/regionnews/news/view/374182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eWQKgGpxJDjVE-HgnEdB4