Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”


    11/11/2568 | 167 |

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”
    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมในพิธี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

    การเปิดโรงงานดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำกับดูแลให้ทุกโครงการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติ

    “รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา EEC ให้เป็น ‘เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)’ โดยโรงงาน Unicq Technology แห่งนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม”
    — นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก ถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่มีเสถียรภาพ และมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการผลักดันให้ EEC เป็นพื้นที่ต้นแบบของ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/441243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qiWxM4PaDlcStCTVDIn2u

  • G7 ประชุมที่แคนาดาหารือวิกฤตยูเครน-จีนผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    G7 ประชุมที่แคนาดาหารือวิกฤตยูเครน-จีนผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G7 เริ่มการประชุมที่แคนาดาเมื่อวันอังคาร เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนและหาทางออกสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมา 4 ปี พร้อมทั้งรับมือการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญของจีนที่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ภูมิภาคไนแอการ่า ประเทศแคนาดา ชายแดนสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมุ่งเน้นหาแนวทางระดมทุนสนับสนุนยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซีย 2 แห่งที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    ยูเครนเผชิญการโจมตีโครงสร้างพลังงาน

    อนิตา อานันด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา กล่าวว่ายูเครนกำลังเผชิญการโจมตีที่รุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เธอหลีกเลี่ยงการสัญญาผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับการช่วยเหลือเคียฟในการประชุมครั้งนี้

    อานันด์ระบุว่าลำดับความสำคัญของการประชุมคือการขยายการสนทนาให้กว้างขึ้นนอกเหนือจากกลุ่ม G7 ที่ประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยมีตัวแทนจากซาอุดีอะระเบีย อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ เม็กซิโก และเกาหลีใต้เข้าร่วมด้วย

    วิกฤตการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีพลังงาน G7 ตกลงมาตรการเพิ่มเติมเพื่อตอบโต้การผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ปักกิ่งสร้างการควบคุมตลาดในการกลั่นและแปรรูปแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะแร่ดินหายากที่จำเป็นสำหรับแม่เหล็กในเทคโนโลยีที่ทันสมัย

    G7 ประกาศโครงการร่วมเบื้องต้นเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อเพิ่มกำลังการกลั่นที่ไม่รวมจีน แม้สหรัฐฯ จะไม่เป็นภาคีในข้อตกลงเบื้องต้นเหล่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณสอดคล้องกับพันธมิตร G7

    การเจรจาทวิภาคีสหรัฐฯ-แคนาดา

    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดจะจัดการเจรจาทวิภาคีกับอานันด์ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุม G7 อานันด์กล่าวว่าไม่คาดหวังจะเรียกร้องปัญหาสงครามการค้าของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของแคนาดา

    เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญจะเป็นจุดสนใจหลัก โดยระบุว่า มีฉันทามติระดับโลกที่เพิ่มขึ้นในหมู่พันธมิตรว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/g7-meeting-canada-ukraine-china-critical-minerals-dominance&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ddUvQYoJx9SjVA1D2uWTv

  • พิธีเปิดการศึกษา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

    พิธีเปิดการศึกษา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

    วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61016&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13lEkFSf851VWSMod0PT1J

  • นิด้าโพลออกผลสำรวจกลางสัปดาห์! ปชช. 91%หนุนใช้โดรนทางทหาร

    นิด้าโพลออกผลสำรวจกลางสัปดาห์! ปชช. 91%หนุนใช้โดรนทางทหาร

    12 พ.ย.2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “โดรนทางการทหารและความมั่นคง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพล สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 97%

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรู้จักและการใช้โดรนของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง 78.47% ระบุว่า
    รู้จักแต่ไม่เคยใช้ รองลงมา 13.13% ระบุว่า รู้จักและเคยใช้ และ 8.40% ระบุว่า ไม่รู้จัก เมื่อพิจารณาตัวอย่างที่ระบุว่ารู้จักและเคยใช้โดรนในภารกิจต่าง ๆ (จำนวน 172 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง 43.02% ระบุว่า ใช้ถ่ายภาพและบันทึกข้อมูล รองลงมา 29.07% ระบุว่า ใช้เพื่อการเกษตร 20.35% ระบุว่า ใช้เพื่อความสนุกสนาน 4.66% ระบุว่าใช้เพื่อสำรวจ ตรวจสอบ 1.16% ระบุว่าใช้เพื่อภารกิจทางทหารและความมั่นคง และใช้เพื่อการทำแผนที่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน และ 0.58% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ใช้เพื่อการศึกษา

    เมื่อสอบถามเฉพาะผู้ที่ระบุว่ารู้จักโดรน ทั้งที่เคยใช้และไม่เคยใช้โดรน (จำนวน 1,200 หน่วยตัวอย่าง)
    ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ความสำคัญของการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง 80.50% ระบุว่า สำคัญมาก รองลงมา 17.33% ระบุว่า ค่อนข้างสำคัญ 1.50% ระบุว่า ไม่ค่อยสำคัญ 0.42% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และ 0.25% ระบุว่า ไม่สำคัญเลย

    ความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง 91.08% ระบุว่า เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย รองลงมา 57.25% ระบุว่า
    ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ 51.50% ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการป้องกันภัย 48.08% ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการโจมตีเป้าหมาย 21.50% ระบุว่า เป็นการใช้ความได้เปรียบ
    ทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ 16.42% ระบุว่า ไทยควรผลิตโดรนเองเพื่อลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 4.17% ระบุว่า เป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้จากการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า 3.08% ระบุว่า
    ไทยอาจต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเกินไป 2.58% ระบุว่า อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากการล่วงล้ำเขตแดนเพื่อนบ้าน 1% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย 0.83% ระบุว่า ไม่ใช่การรบแบบสุภาพบุรุษ 0.58% ระบุว่า ควรนำงบประมาณไปใช้อย่างอื่นดีกว่า และอาจเป็นการละเมิดกฎของสงคราม เช่น การใช้โดรนโจมตีเป้าหมายนอกเขตการสู้รบ เป็นต้น
    ในสัดส่วนที่เท่ากัน และ 0.50% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    เมื่อถามถึงการรู้จักระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ พบว่า ตัวอย่าง 48.50% ระบุว่า ไม่รู้จักเลย รองลงมา
    41.25% ระบุว่า พอรู้จักบ้าง 10.17% ระบุว่า รู้จักดี และ 0.08% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ
    ความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้ที่ควรรับผิดชอบในกรณีที่การใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในภารกิจ
    ทางทหารและความมั่นคงของไทยเกิดความผิดพลาด พบว่า ตัวอย่าง 43.92% ระบุว่า ผู้บัญชาการกองทัพ รองลงมา 38.92% ระบุว่า ผู้ควบคุมหน่วยระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ 26.33% ระบุว่า ผู้นำประเทศ 24.58% ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 12.75% ระบุว่า ผู้ออกแบบ เขียน Code ป้อนข้อมูล สำหรับระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ 11.50% ระบุว่า บริษัทผู้ผลิต และ/หรือ จัดจำหน่ายอาวุธ 10.42% ระบุว่า นักการเมืองผู้ร่วมอนุมัติงบจัดซื้ออาวุธ 9% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ และ 4% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่าง 51.33% ระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง รองลงมา 22.42% ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย 12.50% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย 11.50% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และ 2.50% ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/894294/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Czn1EkKK_M_3F9iqmoTJz

  • ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ‘ขอบคุณจากใจ’ ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 เวลา 15.03 น. ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุจากคลินิกแพทย์และห้องปฐมพยาบาลของท่าอากาศยานเชียงใหม่ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียต้องการความช่วยเหลือ หลังประสบอุบัติเหตุรถล้มที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.เชียงใหม่ราม

     นักท่องเที่ยวรายนี้ มีกำหนดเดินทางกลับประเทศ แต่สายการบินปฏิเสธการขึ้นเครื่องเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนหัก กระดูกคอเคลื่อน และปอดอักเสบ แม้จะมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าสามารถเดินทางได้โดยต้องใช้ออกซิเจนและมีพยาบาลดูแล แต่สายการบินแจ้งว่าไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า (เป็นไปตามระเบียบ เเละเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร) ทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

     ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยได้ติดต่อประสานงานกับกงสุลอินเดียประจำเชียงใหม่ และให้คำแนะนำในการเข้ารับการรักษาที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้นำนักท่องเที่ยวไปติดต่อกับสายการบินเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลในการปฏิเสธการเดินทาง และให้ความช่วยเหลือในการเข็นรถเข็นพร้อมสัมภาระไปยังรถแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับที่พัก

    นักท่องเที่ยวได้กล่าวขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของตำรวจท่องเที่ยวในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ได้รับความปลอดภัยและความสะดวกสบายตลอดการเดินทางในประเทศไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3819219/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Co8E06eQGDgVXShABpo6Q

  • “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” จับมือกระทรวงท่องเที่ยวฯ เตรียมพาสินค้า SME 150 ราย -จาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาจัดจำหน่ายให้กับ นักกีฬา แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถึงขอบสนามซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา

    กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” จำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่าง ๆ 

    โดยจะนำสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และสินค้าจากผู้ประกอบการ SME รวม 150 ราย มาจำหน่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้

    1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ

    2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ

    3.จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ

    4. จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษสุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    “การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป”

    ด้าน ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ

    และในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา และพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PrOSvJ7SVTEGGhYs_oCsp

  • คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ไขข้อสงสัย “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5” คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว หนุนร้านค้ายกระดับศักยภาพ พร้อมช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ภายหลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill)

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร

    ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส นับเป็นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน มีเป้าหมายร้านค้าเข้าร่วม 400,000 ราย

    จากปัจจุบันที่มีร้านค้าลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส 858,991 ราย ในจำนวนนี้มีร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ซึ่งประกอบด้วย แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด อยู่แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งหมด

    รัฐบาลจ่ายเงินให้สูงสุด ร้านละ 2,000 บาท

    สำหรับร้านค้าที่ร่วมอบรมตามเงื่อนไข จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย โดยมีเพดานสิทธิสูงสุด 2,000 บาทต่อร้านค้า ระยะเวลาการอบรม 19 พ.ย.-19 ธ.ค. 2568 โดยรัฐบาลจะใช้วงเงินเดิมที่ได้รับมา จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท มาดำเนินต่อไป

    อบรมผ่าน 4 วิธี โดยให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    การอบรมมี 4 วิธีให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบ โดยจะประกาศผลร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค. 2568 บนแอปฯ ถุงเงินและเริ่มโอนเงินให้วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ได้แก่

    1. การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงินด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. ร่วมการอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้นำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning)

    3. เข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ซึ่งต้องผ่านการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด โดยต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 2568 จึงจะถือว่าได้ดำเนินการสำเร็จ และต้องไม่เป็นร้านที่อยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลเตรียมสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เปิดสิทธิให้กลุ่มตกหล่นลงทะเบียนก่อน คาดเริ่มใช้สิทธิเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2894954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w5Z9UrO9zGp8ZBYTW5Sik

  • ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาค อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทยจนกลายเป็น “Detroit of Asia” ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

    เวทีเสวนา “Japan–Thailand: Shaping ASEAN’s Next Frontier” ที่จัดโดย Nikkei Asia ร่วมกับ The Standard ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองและโอกาสของภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมี 3 ผู้นำจากองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ได้แก่

    • วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน)
    • โคจิ อิวานามิ (Koji Iwanami) ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) จำกัด
    • บุนเซอิ โอคุโบะ (Bunsei Okubo) ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ขณะที่ผู้ดำเนินรายการคือ โทโยอะกิ ฟูจิวาระ (Toyoaki Fujiwara) ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมและการประชุมระดับโลกของ Nikkei Incorporation ชี้ถึงความท้าทายอันน่ากังวลที่ญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญ ทั้งการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคต ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?

    ไทยต้องมีผู้นำที่มองไกล

    วิกรมเปิดประเด็นในการสนทนาอย่างเฉียบคมว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ ‘ผู้นำและนโยบาย’ โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยกว่า 5-6% ต่อปี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า

    “ถ้าไทยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น เราสามารถโตได้มากกว่า 2% แน่นอน”

    เขาย้ำว่าจุดแข็งของไทยมีทั้งภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาติมหาอำนาจ

    “อเมริกามีพนักงานสถานทูตในไทยกว่า 4,300 คน มากที่สุดในโลก สะท้อนว่าไทยคือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ” เขากล่าว

    ในมุมมองของวิกรม ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรใช้เพียงด้านการทูต แต่ต้อง “แปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” โดยไทยควรใช้สถานะของตนเป็น ฐานความร่วมมือ ระหว่างญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการใช้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

    “เราควรให้ญี่ปุ่นกับจีนร่วมผลิตในไทย แล้วส่งออกสู่ตลาดตะวันตก นี่คืออนาคตที่ควรเป็น”

    จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    โอคุโบะ ตัวแทนภาคธนาคาร ชี้ว่าไทยมี ‘ภารกิจสองด้าน’ คือเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต

    เขามองว่า “ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค” หากสามารถผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยีเข้ากับทรัพยากรและตลาดของไทยได้

    “MUFG และกรุงศรีฯ พร้อมสนับสนุนทั้งภาคการเงินและเครือข่ายการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้”

    เขาเสนอว่า ไทยควรพัฒนา 3 ด้านหลักเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ได้แก่

    1.พลังงานสะอาดและเสถียร สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

    2.ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง ที่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่

    3.นโยบายและสิทธิประโยชน์การลงทุนที่มั่นคง

    เขายกตัวอย่างความร่วมมือที่ธนาคารจัดทำขึ้น เช่น โครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับบริษัทไทยกว่า 400 คู่ ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์จริง หรือการร่วมพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับเครือข่ายค้าปลีกไทย

    “นี่คือตัวอย่างว่าการสร้างนวัตกรรมข้ามพรมแดน ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น”

    Honda กับบทบาท “เติบโตไปพร้อมสังคมไทย”

    อิวานามิ ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) ยืนยันว่า “ประเทศไทยคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุดของ Honda ในเอเชีย” เพราะมีตลาดที่มั่นคง แรงงานฝีมือดี และซัพพลายเชนที่แข็งแรง เขาย้ำว่า “ความสำเร็จของ Honda มาจากคนไทย”

    ประเด็นความท้าทายอย่างการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับค่ายจีนที่รุกแรง เขาให้คำตอบอย่างมั่นใจว่า “Honda ไม่แข่งที่ความเร็ว แต่แข่งที่ความเชื่อมั่นและความทนทาน”

    โดยบริษัทจะเดินบนสองเส้นทางคู่กัน ทั้งยานยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งลงทุนพัฒนาแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานที่ผลิตได้เอง

    “เราจะพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยี ทำงานกับโรงเรียนและซัพพลายเออร์ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะทั้งเชิงเทคนิคและดิจิทัล เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเป็นฐานผลิตที่มีนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ฐานแรงงานราคาถูกอีกต่อไป”

    เขายืนยันว่าแนวคิดของ Honda จะยังคงมุ่งเน้นที่สามเสาหลักคือ “สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผู้คน (Environment, Safety, People)” เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย

    อนาคตความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

    ช่วงท้ายของการเสวนา ฟูจิวาระได้ตั้งคำถามสำคัญถึงอนาคตของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองของทั้งสองประเทศ

    วิกรมเสนอว่า ไทยควรเรียนรู้จากดูไบและสิงคโปร์ ในการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)

    “นโยบายที่ดีไม่ต้องใช้เงิน แค่เปิดกว้างและทำให้นักลงทุนมั่นใจ” เขากล่าว และเชื่อว่า หากรัฐบาลไทยบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ GDP ของประเทศจะโตได้เกิน 5-6% อย่างแน่นอน

    ขณะที่โอคุโบะเสริมว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุด

    “เมื่อไทยสร้างความเชื่อมั่นได้ การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพลังงานสะอาด จะหลั่งไหลเข้ามา”

    ขณะที่อิวานามิกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากไทยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ Honda และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-thailand-shaping-aseans-next-frontier/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t5WNufrdYjKfJj6ZaVzOj

  • สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    เศรษฐกิจ

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    12 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    “เอกสิทธิ์ ปธ.สภานายจ้างฯ” แนะ รัฐบาลหนุนสร้าง “วิศวกรด้านเทคโนโลยี” ต่อเนื่อง เชื่อ เป็นกำลังสำคัญเคลื่อนศก.ประเทศเติบโตยั่งยืนได้แน่นอน

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่สถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) เดินทางเพื่อศึกษาดูงาน ที่สถาบันโคเซ็นฯ โดยมีรศ. ดร.ณัฐวุฒิ เดไปวา รักษาการแทน คณบดีสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะ ให้การต้อนรับ โดยได้หารือเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์กับภาคนายจ้างที่เป็นผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น 

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้สถาบันโคเซ็นฯ ได้ให้การต้อนรับ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ได้หารือและแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต โดยสภาองค์การนายจ้างฯ มีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอยู่แล้ว และถือว่าสถาบันโคเซ็นได้ผลิตและสร้างบุคลากรที่มีความสามารถสูงด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และด้านภาษา ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์กับการสรรหาบุคลากรเข้าทำงานของภาคธุรกิจผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลเองควรจะให้การสนับสนุนโครงการของสถาบันโคเซ็นฯให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป เชื่อมั่นว่า แรงงานในภาคส่วนวิศวกรเทคโนโลยี มีศักยภาพสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน หากรัฐบาลให้การสนับสนุนต่อเนื่อง

    ด้านรศ. ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางสถาบันโคเซ็นฯ ต้องขอขอบคุณ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและพร้อมให้การสนับสนุน สถาบันโคเซ็นฯ เพื่อสร้างอัตลักษณ์และผลิตวิศวกรที่มีอายุน้อยกว่าวิศวกรทั่วไป ถึง 2 ปี ทางสถาบันโคเซ็นฯ หวังว่า ทางสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย จะได้ร่วมมือและให้การสนับสนุนเรื่องการจ้างงานแก่นักศึกษาของสถาบันโคเซ็นใน อนาคตต่อไป

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT:Employers’ Confederation of Thailand ) เป็นสภาองค์การนายจ้างเพียงองค์การเดียวในประเทศไทย ที่เป็นภาคีสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศ (International Organization of Employers) เป็นตัวแทนนายจ้างของประเทศไทยในการทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) โดยมีภารกิจหลักคือให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯได้ดำเนินงานตามภารกิจ มาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีแนวปฏิบัติในการดำเนินงานที่ดี และเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ให้บริการสนับสนุนการดำเนินกิจการของนายจ้างไทยในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯ อยู่ในคณะกรรมการไตรภาคี โดยเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการที่มี 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อดำเนินงานและกำหนดนโยบายด้านแรงงาน

    รวมทั้งมีบทบาทในคณะกรรมการค่าจ้าง, คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นตัวแทนของฝ่ายนายจ้างในการหารือและการตัดสินใจ ทั้งนี้ คณะกรรมการไตรภาคีทำหน้าที่ปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เช่น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ และการปรับปรุงกฎหมาย ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw001XOt2Z4ebnGuP7E1zms5

  • เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ  ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เศรษฐกิจ

    11 พ.ย. 2025 เวลา 16:54 น.

    มติ ครม.โอนย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โอน “ฉันทานนท์” จากเลขาฯ สศก.มานั่งซี 11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ “อนุทิน” ให้นั่งหน้าห้องช่วยประสานงาน วางแผน ร่วมกับข้าราชการประจำ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (11 พ.ย.68) เห็นชอบการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) ตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการโอนนายฉันทานนท์ มารับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องการ ให้นายฉันทานนท์ มาช่วยงานหน้าห้องนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยประสานงานกับข้าราชการประจำ และเป็นคลังสมอง (Think Tanks) ที่เข้ามาช่วยทำงานให้กับรัฐบาลโดยเฉพาะการวางแผนนโยบายในด้านต่างๆ

    โดย นายฉันทานนท์ ทำงานเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มานานหลายปีทำให้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผน และผลักดันให้จากนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ

    นอกจากนี้การโอนให้มาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้เท่ากับเป็นการเลื่อนตำแหน่งจากซี 10 เป็น ซี11 เพื่อที่จะรอตำแหน่งบริหารระดับสูงที่จะว่างลงเพื่อแต่งตั้งให้ไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถในโอกาสต่อไป

    สำหรับประวัติ นายฉันทานนท์ ปัจจุบันอายุ 55 ปี

    ประวัติการศึกษา : 

    2539-2540 : ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ [University of New Hampshire, U.S.A.]

    2538-2539 : ประกาศนียบัตร หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการบริหารธุรกิจ [University of Winconsin – Madison, U.S.A.]

    2532-2536 : ปริญญาตรี สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ประวัติการทำงาน :

    2563-ปัจจุบัน : เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

    2562-2563 : ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2560-2562 : รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2558-2560 : ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2553-2557 : อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2545-2553 : หัวหน้ากลุ่มความตกลงสุขอนามัย และสุขอนามัยพืชอื่นๆ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ

    2543-2545 : นักวิเคราะห์นโยบาย และแผน ส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

     นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 5 ราย ได้แก่

     1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XvTzIv7ZcEVpwhNSWR6hP