Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ได้เปลี่ยนสถานะจากกระแสทางเลือกมาเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว” ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ มาถอดรหัสถึงทิศทาง โอกาส และความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยมีฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่คือกลไกขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงทุกองคาพยพของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่นโยบายระดับมหภาคไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครายบุคคล

    เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานคณะกรรมการฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียวและที่ปรึกษาโครงการระดับนานาชาติ, และ คุณณพล ก่อก้องวิศรุต รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Ecosystem จากบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมให้มุมมอง

    วิวัฒนาการฉลากเขียวในประเทศไทย

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ได้เริ่มต้นด้วยการพาย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของการขับเคลื่อน ฉลากเขียวในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคลาสสิกแบบ ‘ไก่กับไข่’ กล่าวคือ ผู้ผลิตลังเลที่จะลงทุนเพราะไม่แน่ใจในตลาด ขณะที่ผู้บริโภคก็หาซื้อสินค้าทางเลือกได้ยาก ดร.ธำรงรัตน์เล่าว่า “การทลายกำแพงนี้จึงเริ่มต้นจากการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่ายและใกล้ตัว เช่น คลิปหนีบกระดาษ หรือตู้เหล็ก เพื่อสร้างความคุยเคยและพิสูจน์ให้เห็นว่าของรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป”

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ได้เจาะลึกถึงต้นทุนที่แท้จริง โดยชี้ว่า การประเมินด้วยหลักการวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ทั่วไปนั้นสูงกว่าที่เห็น หากเรารวมต้นทุนภายนอก (Externality) หรือผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนต้องร่วมกันจ่ายผ่านภาษีเพื่อการฟื้นฟู ในทางตรงกันข้าม หากตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียวเติบโตจนเกิดการผลิตในปริมาณมาก (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และเมื่อบวกกับผลประโยชน์ภายนอก (Saving) ที่สังคมได้รับจากการลดมลพิษ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์สีเขียวนั้นคุ้มค่ากว่าอย่างมหาศาล ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มได้รับการยอมรับในภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางอนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อสินค้าสีเขียวได้แม้จะมีราคาสูงกว่าปกติถึง 15% หากมีเหตุผลอันสมควร

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านฉลากสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน โดยได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและภูฏานในการพัฒนาระบบฉลากเขียวของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาปฏิบัติจริง ซึ่งยังคงติดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) โดยยกตัวอย่างว่า “ยุทธศาสตร์ชาติที่ 5 ว่าด้วยการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรเป็นหัวใจของทุกกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติ หลายหน่วยงานยังมองว่าเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพียงหน่วยงานเดียว” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการบูรณาการอย่างแท้จริง

    แปลงนโยบายสู่การกระทำที่วัดผลได้

    คุณณพล ก่อก้องวิศรุต ได้นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างโฮมโปร ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด เขาชี้ว่าในฐานะผู้จำหน่ายสินค้ารายใหญ่ โฮมโปรตระหนักดีว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขยะ แต่ในขณะเดียวกันก็มองเห็นโอกาสมหาศาลในการเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    กลยุทธ์ของโฮมโปรนั้นลึกซึ้งกว่าแค่การรีไซเคิล โดยเริ่มต้นจากการ ‘ยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ (Product Life Extension)’ ผ่านการจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมที่ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อมแทนการทิ้ง ก่อนจะเข้าสู่โครงการแลกเก่าเพื่อโลกใหม่ ซึ่งเป็นระบบการรับคืนสินค้าเก่าจากบ้านลูกค้าโดยตรงและนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยกอย่างเป็นระบบ จากข้อมูลพบว่าสามารถรวบรวมสินค้าเก่าได้แล้วกว่า 5 แสนชิ้น โดย 95% เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกว่า 80% ของวัสดุที่เก็บกลับมา สามารถนำไปรีไซเคิลและป้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตใหม่ได้สำเร็จ เช่น สุขภัณฑ์เก่ากว่า 400 ตันที่ถูกนำไปผลิตเป็นกระเบื้องปูพื้น

    คุณณพลยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ

    • ในอดีตราคาคืออุปสรรคสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าสีเขียว แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า ปัจจุบันอุปสรรคหลักได้เปลี่ยนเป็นการขาดความหลากหลายของสินค้า (Lack of Choice) ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมีความต้องการ แต่ตลาดยังตอบสนองไม่เพียงพอ
    • กลุ่มผู้บริโภค Gen Z และรุ่นถัดไป เติบโตมาพร้อมกับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Conscious) ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ในโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดในอนาคตอันใกล้ และจะเลือกแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
    • ผู้บริโภคยุคใหม่มีความกังวลเรื่อง ‘การฟอกเขียว (Greenwashing)’ หรือการแอบอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองจากฉลากที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) จะสามารถสร้างความไว้วางใจและมีความได้เปรียบทางการตลาดอย่างชัดเจน

    อาคารเขียว ตลาดมูลค่าล้านล้านบาทที่ขับเคลื่อนด้วยฉลากวัสดุ

    คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียว ได้เชื่อมโยงความสำคัญของฉลากสิ่งแวดล้อมเข้ากับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล โดยมูลค่าการก่อสร้างอาคารใหม่ในปีที่ผ่านมาสูงถึงระดับล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่อาคารเขียวจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4% ของอุปทานใหม่ทั้งหมด โดยมีแรงขับเคลื่อนทั้งด้านกฎหมาย (เช่น Building Energy Code) และแรงจูงใจทางการเงิน (เช่น Thailand Taxonomy ที่ธนาคารจะใช้พิจารณาสินเชื่อ)

    คุณอมรรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า มาตรฐานอาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น TREES (ของไทย), LEED (ของสหรัฐอเมริกา), หรือ EDGE ล้วนมีข้อกำหนดที่ให้คะแนนกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทต่างๆ ทำให้ฉลากเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของโครงการ คุณอมรรัตน์กล่าวว่า “ฉลากได้เปลี่ยนมุมจากสัญลักษณ์เชิงเทคนิค มาเป็นภาษาเดียวกันของความโปร่งใส”

    ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ของอุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่ ‘การออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (Data-Driven Design)’ โดยสถาปนิกและวิศวกรยุคใหม่จำเป็นต้องคำนวณคาร์บอนฝังตัว (Embodied Carbon) ในวัสดุแต่ละชนิดตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่งหมายความว่า วัสดุก่อสร้างที่มาพร้อมข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น ฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) และ Carbon Footprint จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างสูงและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ ความยั่งยืนยังขยายขอบเขตไปถึงมิติของสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน (Health & Wellbeing) ทำให้ฉลากที่รับรองเรื่องการปลอดสารพิษมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการโรงพยาบาลและโรงเรียน

    ความร่วมมือคือหนทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหวนกลับ โดยมีแรงผลักดันจากทุกทิศทาง ทั้งกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น, นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว, แรงจูงใจทางการเงิน, และที่สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ฉลากสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ได้กลายเป็นภาษาและเครื่องมือกลางที่ทุกภาคส่วนใช้ในการสื่อสาร วัดผล และสร้างความน่าเชื่อถือในเส้นทางสู่ความยั่งยืน มันได้สร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ให้กับผู้ผลิตที่พร้อมจะปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก อนาคตของธุรกิจไทยจึงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งมอบโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/tei-thailand-green-label-circular-economy-trends-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3667w5Z0Bw3S5B0PepURj-

  • กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    • เผยแพร่ : 12/11/2025 12:39

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว โดยล่าสุดมีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 12 แห่ง

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

    กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    gfgnfn

    dfbdfbd

    สาวน้อยหนองปรือเฉือนชนะ อบจ.ระยอง 1-0 ประเดิมชัยฟุตซอล “ตากสินระยองเกมส์”

    สืบสวนพัทยา ร่วมปกครอง ตม. รวบเจ้าของเว็บ ขายของเล่นผู้ใหญ่–ยากระตุ้นอารมณ์ ทำเสื่อมติดสติ๊กเกอร์โปรโมททั่วเมืองพัทยาของกลางอื้อ

    “นายกฯอนุทิน” สั่งเร่งเยียวยา ปชช. เผชิญวิกฤตน้ำท่วม พร้อมย้ำทุกหน่วยงานเตรียมรับมือดูแลหลังน้ำลด

    สลด! จยย.เฉี่ยวกันล้ม ถูกชนซ้ำดับคู่กลางสุขุมวิทพัทยา

    ระทึกกลางดึก! กระบะมักง่ายกลับรถในที่ห้าม บิ๊กไบค์หนุ่มพุ่งชนสนั่น ร่างกระเด็นเจ็บสาหัส

    พี่น้องต่างครรภ์แห่งสวนนงนุชพัทยา เปิดตำนานอบอุ่นสองชีวิตใหม่ลูกช้างคู่สายเลือดเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UHOHTe6AlfX4VaKMI7cOP

  • “รมว.อรรถกร” เน้นย้ำซีเกมส์ปลอดภัยสูงสุด พร้อมดูแลนักกีฬาทุกชาติมาตรฐานเดียวกัน

    “รมว.อรรถกร” เน้นย้ำซีเกมส์ปลอดภัยสูงสุด พร้อมดูแลนักกีฬาทุกชาติมาตรฐานเดียวกัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UOnISYi7PHOUel-tvKB2b

  • ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์

    ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

    Tag :

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Vijit Chao Phraya 2025” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดเต็มมหาปรากฏการณ์แสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. รวมระยะเวลา 45 คืนแห่งความงดงามที่จะเปลี่ยนบรรยากาศริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สว่างไสวและเปี่ยมมนต์เสน่ห์กว่าที่เคยใน 15 จุดการแสดง โดยปีนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังมุ่งหมายให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นเวทีของอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาดการมาเยือน

    นายอรรถกร  ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานเป็น 45 วันเต็ม

    ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวาและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้วกว่า 26.9 ล้านคน ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยงาน Vijit Chao Phraya 2025 จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับกิจกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นกิจกรรมระดับโลก (World Events) พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรม และชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแก่นักท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 ในปีนี้ ททท. ได้เนรมิตมหาปรากฏการณ์การแสดง แสง สี เสียงแห่งปี ตลอดแนวริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยใช้การแสดงแสง สี สุดล้ำสมัย เนรมิตตั้งแต่สะพาน วัด อาคารประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแลนด์มาร์กใหม่ที่เรียงรายสวยงามไปตามโค้งน้ำตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ทั้งยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจยามค่ำคืน หรือ Night Economy ให้กลับมา มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนในช่วงไฮซีซั่น เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอันน่าประทับใจที่เปิดให้เข้าชมความสวยงามได้ฟรีทุกวัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วม 1,500,000 คน และเกิดรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงาน ไม่น้อยกว่า 6,200 ล้านบาท

     สำหรับพื้นที่การจัดกิจกรรม “Vijit Chao Phraya 2025” ในปีนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน รังสรรค์การแสดงตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 15 จุดแสดง โดยแต่ละจุดสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่แตกต่างกัน

    เริ่มต้นที่ สะพานพระราม 8 ภายใต้แนวคิด “พระมหากรุณา สายธาราสู่รามา 8” ถ่ายทอดความงดงามของสายน้ำผ่านการแสดงเลเซอร์ประกอบ Light & Sound วันละ 6 รอบ ตั้งแต่เวลา 19.00–21.30 น. ต่อเนื่องด้วยบริเวณ ปากคลองบางกอกน้อย–ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช) ภายใต้แนวคิด “สายธารา พระเมตตาสู่ขุนเขา” พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช)  กับแนวคิด “สายธารแห่งเวลา   มหาธาราสู่ปวงชน” ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของสายน้ำและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยง ผู้คนสองฝั่งเจ้าพระยา บริเวณ อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา กองทัพเรือ จัดแสดงในแนวคิด “Might of the Royal Thai Navy มหานุภาพ ราชนาวีไทย” ด้วยการแสดง Light & Sound ผสานเทคนิคพิเศษ สะท้อนพลังแห่งสายน้ำและกองทัพเรือไทยอันทรงเกียรติ ต่อมากับ สวนนาคราภิรมย์ ผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับแนวคิด  “Chao Phraya Rhapsody บทกวีแห่งเจ้าพระยา” ที่ถ่ายทอดความงามของแม่น้ำผ่านบทเพลงแห่งแสง ส่วน วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Dawn of Siam อรุณรุ่งแห่งมหานครสยาม” เนรมิตแสงยามค่ำคืนให้เปล่งประกายดั่งอรุณรุ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถัดมา ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ถ่ายทอดพลังแห่งผู้พิทักษ์สายน้ำในแนวคิด “Guardians of the Sea ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล”  และ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กับแนวคิด “Lamp of Kindred Spirit ธรรมประทีปแห่งกัลยาณมิตร” พร้อมการแสดง Light & Sound และสื่อประสมสุดพิเศษ และบริเวณ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Threads of Glory สายใยแห่งความรุ่งเรือง” ด้วยเทคโนโลยีแสง  สี เสียงสุดล้ำสมัย Light & Sound ผสานเทคโนโลยีพิเศษ พร้อมการแสดงโดรนสุดอลังการกว่า 500–1,000 ลำ ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” ที่จะส่องสว่างเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาในค่ำคืนพิเศษ  โดยการแสดงโดรน 500 ลำ จัดแสดง วันที่ 14, 21, พฤศจิกายน และ วันที่ 5, 12, 19 ธันวาคม 2568  วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.) และการแสดงโดรน 1,000 ลำ จัดแสดง วันที่ 9, 15, 22, 28, 29 พฤศจิกายน และ วันที่ 6, 13, 20 ธันวาคม 2568 วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.)  ขณะเดียวกัน สะพานพระปกเกล้า จัดแสดงแนวคิด “Luminary Golden Threads สายใยทองแห่งสยาม” สื่อถึงความรุ่งเรืองของชาติ ส่วนบริเวณ ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ผ่านแนวคิด “Siam Ghostly Heritage  สยามวิญญาณรัตติกาล” ด้วยเทคนิค Light on Balloon ที่เล่นแสงและเงาอย่างมีมิติ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงที่ วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ภายใต้แนวคิด “Beacon of Ambition แสงไฟแห่งความรุ่งเรือง” และที่ RIVER CITY BANGKOK กับแนวคิด “Thailand Land of Smiles เมืองไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม” ถ่ายทอดรอยยิ้มแห่งสยามที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ได้จัดแสดงต้นคริสต์มาสสุดยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “The Thai-conic Lighting Symphony” พร้อมการแสดง ICONIC Multimedia Water Feature ที่จัดขึ้นวันละ 3 รอบ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขริมสายน้ำเจ้าพระยา และปิดท้ายที่ ปั้นจั่น / เครนก่อสร้างทางน้ำ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด กับการจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Crystal of Life ดวงแสงแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” Art Installation สื่อถึงพลังงานแห่งความหวังและความงดงามของการท่องเที่ยวสีเขียว ที่จะเปล่งประกายไปพร้อมกับสายน้ำแห่งชีวิต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสีสันบรรยากาศความงดงาม บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในแต่ละพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : Vijit Chao Phraya 2025  หรือ www.thailandfestival.org

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/927131&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15_5dId1xg-S3wMtSm_nZC

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสคาดเศรษฐกิจโตต่อเนื่องใน Q4 แม้การเมืองมีความเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสคาดเศรษฐกิจโตต่อเนื่องใน Q4 แม้การเมืองมีความเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/2568 แม้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการเมืองและงบประมาณยังคงฉุดรั้งภาคธุรกิจของฝรั่งเศส็ตาม

    ผลสำรวจรายเดือนของธนาคารกลางฝรั่งเศสบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัวอีกเล็กน้อยในไตรมาส 4 หลังจากมีการขยายตัว 0.5% ในไตรมาส 3 ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนและการส่งออก

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวของธนาคารกลางฝรั่งเศส ได้จากการสอบถามความเห็นของบริษัทเอกชนจำนวน 8,500 แห่ง รวมทั้งพิจารณาจากตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจล่าสุด โดยดัชนีชี้วัดความไม่แน่นอนของธนาคารกลางฝรั่งเศสซึ่งอิงจากการตอบกลับจากบรรดาผู้นำธุรกิจนั้น ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในภาคอุตสาหกรรมและการบริการในเดือนต.ค.

    ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสยังสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้วิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ทำให้ฝรั่งเศสเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง และทำให้ประเทศไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการอนุมัติงบประมาณ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเผชิญกับอุปสรรค เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ลงมติแก้ไขร่างกฎหมายซึ่งจะทำให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากกฎหมายการเงินดังกล่าวถูกบังคับใช้ในท้ายที่สุด

    แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นับจนถึงขณะนี้ ความไม่แน่นอนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนมากกว่าภาคธุรกิจ เนื่องจากอัตราการออมยังคงสูง และการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bL4F-YDek4O79BxwwDQvK

  • รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    เทคโนโลยี

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    ปัจจุบันประเทศไทยถูกห้อมล้อมไปด้วยเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาถึง 2 ด้านด้วยกัน คือทั้งทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก

    ทั้งนี้ปรากฏว่า เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ยังได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมาด้วย

    อ้างอิงจากรายงานข่าวของต่างประเทศที่พบว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศจีนได้เริ่มติดตามสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่ม Prince Holding Group ในกัมพูชาที่ถูกสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมฟอกเงินและอาชญากรรมสแกมเมอร์ (cyber scams) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ก่อนที่จะมีรายงานข่าวของกระทรวงการคลังสหรัฐว่า 

    มีการประมาณการมูลค่ารวมของเงินที่คนอเมริกันถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมไซเบอร์ในปี ค.ศ. 2024 ที่สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเหล่าสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นความเสียหายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2023

    ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้มักทำการหลอกขโมยเงินจากเหยื่อผ่านบัญชีม้าเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรีบถอนโอนเงินออกนอกประเทศโดยแปลงเป็นเงิน stablecoins อย่างเช่น USDT หรือ USDC เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจว่า เงินจำนวนมากที่เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ได้จากการล่อลวงเหยื่อ ก่อนจะแปลงเป็นเงิน USDT หรือ USDC ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเครือข่ายมิจฉาชีพและอาชญากรรมสแกมเมอร์ในช่วง ค.ศ. 2020-2024 แล้วนั้น

    มันยังบังเอิญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดของ stablecoins อย่าง USDT และ USDC ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย (ดูรูปที่ 1) การขยายตัวของแหล่งสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้ จึงขยายตัวตามมูลค่าตลาดของ stablecoins ทั้งระบบด้วย

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการจะตัดเส้นเลือดใหญ่ของเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์อย่างถอนรากถอนโคนแล้ว รัฐบาลคงหนีไม่พ้นที่จะต้องดำเนินมาตรการต่อไปนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ให้ได้ผลต่อไป ซึ่งได้แก่

    มาตรการแรก ประเทศไทยควรต้องเตรียมเรื่องการออกกฎหมายเฉพาะด้านเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่อย่างเช่น stablecoins และอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะได้สามารถกำกับดูแลธุรกรรมผ่านช่องทาง stablecoins ให้เกิดผลได้จริงมากขึ้น 

    ทั้งนี้ ก.ล.ต. อาจจะเริ่มต้นด้วยการติดตามและศึกษาจากกฎหมาย GEINUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ก.ล.ต. อาจประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Securities and Exchange Commission (SEC) เพื่อช่วยแนะนำเรื่องของการรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

    มาตรการที่สอง ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ทำการยึดทรัพย์สินและจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพในเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาอื่น ๆ ให้ได้ผลมากขึ้น 

    ตัวอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึด bitcoin ที่มีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนายเฉินจื้อ (Chen Zhi) ซึ่งเป็นประธานและผู้บริหารของ Prince Holding Group

    ในขณะที่ประเทศอังกฤษก็ได้ทำการยึดคฤหาสน์ของนายเฉินจื้อที่มีมูลค่า 12 ล้านปอนด์ และอาคารสำนักงานอีกราว 100 ล้านปอนด์ ไต้หวันได้ยึดทรัพย์คิดเป็นมูลค่า 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับเรือยอชต์อีก 1 ลำและอื่น ๆ

    ฮ่องกงได้ประกาศยึดทรัพย์ที่เป็นทั้งเงินสดและหุ้นที่มีมูลค่า 353 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศสิงคโปร์ก็ได้ยึดทรัพย์ของเครือข่ายกลุ่มนี้คิดเป็นเงินรวม 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

    ข้อดีของความร่วมมือกันระหว่างประเทศคือการสามารถร่วมกันยึดทรัพย์สินของนายเฉินจื้อและพรรคพวกในเครือข่ายที่พยายามกระจายทรัพย์สินไปแฝงตัวอยู่ในหลาย ๆ ประเทศได้มากขึ้นนั่นเอง

    มาตรการที่สาม ต้องมุ่งกำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ในแต่ละสายงานที่เห็นแก่อามิสสินจ้างที่ได้จากนายทุนสีเทา

    อย่างไรก็ตาม ระบบกระบวนการยุติธรรมปกติที่แม้จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาก็ตาม แต่ก็มักต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลสรุปที่ชัดเจน หรืออาจจะถูกแทรกแซงบิดเบือนจากการใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องของบรรดาผู้ที่ทุจริตด้วย

    ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายสำคัญอื่น ๆ  อย่างเช่น กฎหมายภาษี เข้ามาร่วมใช้กับการรายงานบัญชีทรัพย์สินเพื่อใช้เล่นงานผู้บริหารที่มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ด้วยข้อหาที่ไม่รายงานรายได้พึงประเมินให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง เนื่องจากผู้ทุจริตจะไม่สามารถรายงานรายได้ในส่วนที่ได้มาโดยทุจริตได้ 

    การใช้กฎหมายภาษีเพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่นี้ก็จะมีข้อดีในแง่ที่ว่า จะสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ใช้เวลาไม่มาก และมีต้นทุนในการดำเนินการที่ค่อนข้างต่ำด้วย

    โดยสรุปแล้ว การรับมือให้เท่าทันกับการขยายตัวของปัญหาสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทานั้น เราจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ด้านหลักตามที่ได้กล่าวไปแล้วคือ ด้านความพร้อมในเรื่องกฎหมายเฉพาะทางเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

    ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทำการยึดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย และด้านการใช้กฎหมายภาษีมาเป็นเครื่องมือเสริมในการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ให้เหลือน้อยลง เช่นนี้แล้ว ไทยก็จะสามารถรับมือกับธุรกิจสีเทาและสแกมเมอร์ได้อย่างเท่าทันต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/1207141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M4vceY1n3qaUD4RVbX2pZ

  • เจาะลึกตลาด “เห็ดหูหนู” พืชเศรษฐกิจมาแรง! ราคาพุ่งรับเทรนด์อาหารสุขภาพ

    เจาะลึกตลาด “เห็ดหูหนู” พืชเศรษฐกิจมาแรง! ราคาพุ่งรับเทรนด์อาหารสุขภาพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FKoDzd8EvDNHgs6Cz7g6o

  • บทบาทของนวัตกรรมต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว: รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2025

    บทบาทของนวัตกรรมต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว: รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2025

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-48&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uyuBBcWUVX0L0fGnMr04C

  • ลงนามMOU “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซื้อหนี้เสีย 1 แสน คลัง-ธปท.ย้ำทำเพื่อช่วยชีวิตลูกหนี้-ฟื้นเศรษฐกิจ

    ลงนามMOU “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซื้อหนี้เสีย 1 แสน คลัง-ธปท.ย้ำทำเพื่อช่วยชีวิตลูกหนี้-ฟื้นเศรษฐกิจ

    คลัง-ธปท.ผนึก 3 หน่วยงานลงนาม MOU เปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ให้ SAM ซื้อหนี้เสียไม่มีหลักประกันรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ยกดอกเบี้ยคงค้างและค่าธรรมเนียม ลดต้นบางส่วน หวังช่วยลูกหนี้กลับมาส่งหนี้ได้ “เอกนิติ” ย้ำไม่เร่งแก้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น ชี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องหนี้ แต่ช่วยชีวิตคนไทย

    เมื่อ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)นายชาติศิริ โสภณพณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย น.ส.นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสิทรัพย์สุขุมวิทหรือ SAM และ นางลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ร่วมลงนามหลักการเบื้องต้น (MOU) และเปิดตัวโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธาน และร่วมเป็นเป็นสักขีพยาน กล่าวว่า หนี้ครัวเรือน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย และหากปล่อยให้หนี้ครัวเรือนสูงมาก และไม่เร่งแก้ไข จะมีปัญหาต่อเนื่องถึงฐานะการเงินของครัวเรือนไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นได้ โดยโครงการนี้เป็นเสาที่ 2 ของมาตรการ “Big Quick Win” ที่ต้องการแก้ไขหนี้ครัวเรือน และขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือผลักดันโครงการหนี้ออกมาไดน 1 เดือน เพราะสิ่งสำคัญจะไม่ได้ช่วยแค่ฐานะการเงินของคนไทยเท่านั้น  แต่ยังได้ช่วยชีวิตคนให้กลับมาดำเนินชีวิตได้

    “เราไม่ได้จะเอาหนี้ออกมาบริหารที่ AMC เท่านั้น แต่ต้องการต่อลมหายใจให้ลูกหนให้มีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการลดดอกเบี้ย ยืดเวลาให้เขามีเวลาหายใจ และมีโอกาสกลับมาเป็นคนดี  ซึ่งเรื่องนี้เครดิต บูโร จะช่วยเปิดทางให้เข้ากลับเข้าสู่การขอสินเชื่อใหม่ได้ เป็นการช่วยให้ชีวิตเขาให้ไปต่อได้ ซึ่งไม่ได้ดีขึ้นแค่ลูกหนี้ แต่ครอบครัวเขาด้วย โดยหลังการทำ MOU ในวันนี้จะต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติมอีก เพื่อที่จะช่วยชีวิตลูกหนี้ได้อย่างแท้จริง”

    ขณะที่นายวิทัย กล่าวชี้แจงว่า โครงการนี้เราเลือกกลุ่มลูกหนี้ีที่มีปัญหามาก และเป็นรายย่อยก่อน ซึ่งจะช่วยได้ทั้งระบบเศรษฐกิจและช่วยคนด้วย สอดคล้องกับนโยบาย ธปท.ที่นอกเหนือจะแก้ไขปัญหาในภาพรวมจะลงไปเข้าแก้ปัญหาในรายจุดเพื่อให้คนไทยกินดีอยู่ดีได้ กลุ่มเป้าหมาย คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( NPLs) กับทุกประเภทสินเชื่อทุกผู้ให้บริการทางการเงิน รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยต้องเป็นหนี้เสีย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 โดยจะเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธนาคารพาณิชยก่อน 1.6 ล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ 43,600 ล้านบาท ซึ่งหากมองตัวเลขอาจจะไม่สูงมาก แตคิด่เป็นสัดส่วนจะสูงถึง 64% ของเอ็นพีแอลทั้งหมด โดย SAM  จะรับซื้อหนี้เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้

    “ธปท.จะปรับให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ลูกหนี้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติิ เช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน ทำให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระและปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติเครดิตบูโรที่ดีขึ้น โดยจะมี 2 ทางเลือกคือ จ่ายปิดจบ จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ 2. หากไม่ไหวให้ผ่อนชำระหนี้สูงสุด3 ปี และได้ยกเว้นดอกเบี้ยระหว่างเข้าร่วมมาตรการ โดยคาดว่าจะมีลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้ประมาณ 30-50% ”

    ส่วนการเริ่มโครงการนั้น นายวิทัย กล่าวว่า ใน 1 ม.ค. 2569 จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM  และตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM จะติดต่อกลับลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อตกลงกันได้ ช่วงแรกจะผ่อนหนี้ผ่านเจ้าหนี้เดิมก่อนระยะหนึ่ง จากนั้นเริ่มส่งหนี้ที่ SAM โดยตรง และหากลูกหนี้สามารถปิดจบ หรือผ่อนตามเงื่อนไขก็จะได้รับการปรับประวัติใหม่จากเครดิต บูโร เป็นลูกหนี้ปกติโดยไม่ต้องรอ 3 ปี ส่วนลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 330,000 บัญชี ทำให้เมื่อรวมทั้งสิ้นจะช่วยเหลือลูกหนได้ถึง 1.9 ล้านบัญชี 

    ด้านชาติศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือที่ดีระหว่างสถาบันการเงินและทางการไทย และสมาคมธนาคารไทยเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องช่วยลูกหนี้ โดยเฉพาการช่วยลูกหนี้ที่มีศัพยภาพให้กลับมาผ่อนหนี้ และออกจากเครดิตบูโรและกลับมาใช้สินเชื่อในระบบการเงิน และที่สำคัญเป็นเงินที่ใช้ในโครงการมาจาก เงินนำส่งของสถาบันการเงินและเงินของ AMC ซึ่งเป็นการผนึกกำลังที่ดี และไม่เสียวินัยทางการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yxvufhaqBz_KNMQc_SZiV

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”


    11/11/2568 | 167 |

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”
    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมในพิธี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

    การเปิดโรงงานดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำกับดูแลให้ทุกโครงการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติ

    “รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา EEC ให้เป็น ‘เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)’ โดยโรงงาน Unicq Technology แห่งนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม”
    — นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก ถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่มีเสถียรภาพ และมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการผลักดันให้ EEC เป็นพื้นที่ต้นแบบของ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/441243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qiWxM4PaDlcStCTVDIn2u