Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ประกอบการร้านอาหาร บุกทำเนียบรัฐบาล ร้องทบทวน ยกเลิกห้ามดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาขาย

    ผู้ประกอบการร้านอาหาร บุกทำเนียบรัฐบาล ร้องทบทวน ยกเลิกห้ามดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาขาย

    ผู้ประกอบการร้านอาหาร โวยออกกฎหมายไม่สนใจผู้ประกอบการ ร้องทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ด้านโฆษกรัฐบาลแย้มแนวทางผ่อนปรน ปลดล็อกกลางวัน – ขยายเวลานั่ง พรุ่งนี้

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย และนายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนผู้รับหนังสือ

    ยอมรับห้ามดื่มต่อกระทบมาก

     นายสรเทพ เปิดเผยว่า ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่มีปัญหาหลักคือเรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่จริงๆ วันนี้ที่มายื่นคือเรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2515 ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่งสามข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น 

    ขอร้องแยกให้ชัด

    โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ 1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว 2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โทรมาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็มๆ ทั้งนี้ทีเส็บจะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป แน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ไม่ได้แก้มีผลกระทบกับเขาแน่ๆ และถึงขั้นที่ว่าเขาอาจจะย้ายจัดการสัมมนาไปประเทศอื่น นี่คือผลกระทบ

    ขอร้องมองมิติอื่นด้วย

    นายสรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร การท่องเที่ยวมีความกังวล กระทั่งแม้แต่มัคคุเทศก์เองยังเป็นกังวล ว่าจะเอาอย่างไรอย่างเช่นหากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ในช่วงที่มีอากาศร้อนเขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาทีมันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมดกลายเป็นสภาวะสุญญากาศในช่วงนี้ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่ตนอยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ ตนจึงมายื่นข้อเสนอตรงนี้

    ออกกฎหมายไม่สนผู้ประกอบการ

    ด้านนายสง่า กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสารเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคนต่อวัน สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เรากังวลคือถ้ามีการปรับจริงกระแสตรงนี้หากนักท่องเที่ยวโดนปรับสัก 1-2 คนแล้วไปสร้างกระแสจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากๆ ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรออกมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ไม่เหมือนกับ 10 -20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ

    พรุ่งนี้มีคำตอบ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาขาย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาขายแต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา คิดว่าจะได้คำตอบ และมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค.นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    ขออดใจรออีกนิด

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้จะหารือกับคณะกรรมการดูว่ามีอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับจำนวนนักท่องเที่ยว ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิดหนึ่ง

    คาดปลดล็อกเวลาขายกลางวัน

    เมื่อถามว่า จะมีแนวทางที่เหมาะสมพอจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนการขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเวลาเที่ยงคืน สำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งต่อกำลังดูแนวทาง แต่อาจจะมีให้นั่งต่อไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    อาจปลดล็อกบางพื้นที่

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ระเบียบเหล่านี้จะเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดเพียงว่าห้ามขายและห้ามดื่ม ส่วนเรื่องเวลาต้องดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และย้ำว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้อย่างลำพัง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เมื่อถามถึง การแบ่งโซนนิ่ง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง  ทั้งนี้มีข้อกังวลของประชาชนว่าหากยกเลิกโซนนิ่งแล้วจะเป็นอย่างไร เรียนว่า การจะปลดโซนนิ่งต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fdwTC5_50HCThCAJGNWZI

  • คนละครึ่งพลัส โดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน เหลือเงินคืนรัฐกี่บาท เอาไปทำอะไรต่อ

    คนละครึ่งพลัส โดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน เหลือเงินคืนรัฐกี่บาท เอาไปทำอะไรต่อ

      
              คนละครึ่งพลัส สรุปคนโดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน คำนวณยอดเงินส่งคืนรัฐไปเท่าไร และเงินก้อนนี้จะเอาไปใช้ตรงไหนต่อ ถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

    คนละครึ่งพลัส
    ภาพจาก Silvia Yulita Ratih/shutterstock.com

              วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สวพ.FM91 รายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากข้อมูลสะสมคนคนละครึ่งพลัส ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.30 น. พบว่า มีผู้ที่ยังไม่ใช้จ่ายครั้งแรก 239,731 คน และจะถูกตัดสิทธิ เนื่องจากถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

              ขณะเดียวกัน กระปุกดอทคอม คำนวณว่า ยอดเงินงบประมาณที่ตั้งวงเงินไว้ จะต้องคืนรัฐประมาณ 480-500 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟส 1 และลงทะเบียนสำเร็จแทน

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ขอบคุณข้อมูลจาก สวพ.FM91

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296448.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LAKIpPj8Np0Wh__vNQCYw

  • อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยน่าจะได้เคยไปเยี่ยมเยือน เมืองผูเอ่อร์ ที่ตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเสน่ห์ของเมืองนี้นอกเหนือจากจุดเด่นในด้านชัยภูมิที่ดีที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟจีน–ลาว แล้ว ยังเป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะปลูกกาแฟที่ขึ้นชื่อ ผสมผสานกับทัศนียภาพอันงดงาม เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกาแฟที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคั่วและชงกาแฟด้วยตัวเอง ดังนั้นใครที่ได้เดินทางมาเมืองนี้ รับรองว่าต้องตกหลุมรักวัฒนธรรมกาแฟที่นี่อย่างแน่นอน


    เพราะภายในหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองผูเอ่อร์จะมีร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นหลายแห่ง โดยพนักงานในพื้นที่จะคั่วเมล็ดกาแฟสดและสาธิตขั้นตอนการผลิตให้ผู้มาเยือนได้ชมอย่างใกล้ชิด กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสานวัฒนธรรมกาแฟเข้ากับวิถีชีวิตชนบทอย่างกลมกลืน
    ไม่เพียงแค่การผสมผสาน “วัฒนธรรมการผลิตกาแฟ” เพื่อสร้างประสบการณ์ในภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ทว่าในภาคอุตสาหกรรม ผูเอ๋อ ยังถือเป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ของจีนก็ว่าได้ เพราะจากสถิติล่าสุดหลังเทศกาลตรุษจีนปี 2568 สถานการณ์ตลาดกาแฟเมืองผูเอ่อร์ยังคงมีทิศทางขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
    โดยราคารับซื้อผลกาแฟเชอรี่ (ผลกาแฟสด) อยู่ที่ระดับสูงกว่ากิโลกรัมละ 10 หยวน ซึ่งเป็นราคา สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 100 ปีนับตั้งแต่เมืองผูเอ่อร์เริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี ค.ศ. 1912 เป็นต้นมา และหลายปีที่ผ่านมา ตลาดกาแฟเมืองผูเอ่อร์มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟคงที่ไม่น้อยกว่า 670,000 หมู่ (ประมาณ 280,000 ไร่)
    ขณะที่มูลค่าอุตสาหกรรมกาแฟของเมืองผูเอ่อร์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมกาแฟของเมืองผูเอ่อร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีที่ระดับ 2,780 ล้านหยวน 5,130 ล้านหยวน 6,300 ล้านหยวน และ 8,500 ล้านหยวนตามลำดับ โดยคาดว่าในปี 2568 จะมีโอกาสขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านหยวนอีกด้วย

    และในปัจจุบันเมืองผูเอ่อร์มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 220,000 ราย โดยคาดว่าปี 2568 เกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าหลักหมื่นหยวน ต่อรายต่อปี โดยมณฑลยูนนานมีเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟกว่า 1.2 ล้านหมู่ (ประมาณ 500,000 ไร่) ครอบคลุมเมืองผูเอ่อร์ เมืองหลินชาง เมืองเป่าซาน และเขตฯ เต๋อหง
    ส่วนปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบกว่า 146,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.82 ของเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟทั่วโลกและร้อยละ 1.08 ของปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบทั่วโลก ขณะที่เนื้อที่เพาะปลูกกาแฟของมณฑลยูนนานคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 98 ของเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟในจีน โดยที่เมืองผูเอ่อร์เป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่ สุดโดยครองสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน
    จากศักยภาพนี้ ทางรัฐบาลจีนได้วางแผนส่งเสริมและพัฒนา อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน อย่างต่อเนื่อง ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมชาและกาแฟเมืองผูเอ่อร์ได้เปิดเผย “รายงานการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในมณฑลยูนนาน ปี 2567” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านกาแฟของมณฑลยูนนานทั้งในด้านขนาดพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ ไปจนถึงการผลิตและการแปรรูป ส่งผลให้มณฑลยูนนานกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของจีน ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นจุดเด่นของการพัฒนาด้านกาแฟของมณฑลยูนนาน 4 ประการ คือ
    1. มณฑลยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟและผลผลิตเมล็ดกาแฟสูงเป็นอันดับหนึ่งของจีน ทั้งนี้ สถิติ ในปี 2567 มณฑลยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ 1.19 ล้านหมู่ (ประมาณห้าแสนไร่) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97.9 ของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งประเทศ และให้ผลผลิตกาแฟ 150,200 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98.7 ของผลผลิตกาแฟของทั้งประเทศ
    2. มณฑลยูนนานเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยแหล่งเพาะปลูกสำคัญส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 900-1,800 เมตรบริเวณลุ่มแม่น้ำนู่เจียง แม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง) แม่น้ำแดง และแม่น้ำจินซา โดยเมืองที่มีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เมืองผูเอ่อร์ (มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 52 ของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งหมดของมณฑลยูนนาน) เมืองหลินชาง (มีสัดส่วนร้อยละ 20) เมืองเป่าซาน (มีสัดส่วนร้อยละ 12) เขตฯ สิบสองปันนา (มีสัดส่วนร้อยละ 8) และเขตฯ เต๋อหง (มีสัดส่วนร้อยละ 7)

    3. อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน กำลังฟื้นตัวดีทั้งในด้านราคาและคุณภาพ โดยในปี 2567 ยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ราคาเมล็ดกาแฟโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 41.02 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 และสูงกว่าราคาโดยเฉลี่ยของกาแฟอาราบิก้าในตลาดโลกร้อยละ 14.1 ส่วนราคากาแฟระดับพรีเมียมอยู่ที่กิโลกรัมละ 67.37 มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 46,100 ตัน และอัตราส่วนกาแฟระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.6 จากปี 2564 ซึ่งมีไม่ถึงร้อยละ 8 ขณะเดียวกัน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ฉบับที่ 13 และฉบับที่ 14 มูลค่าภาคเกษตรของกาแฟในมณฑลยูนนานมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 4.15, -4.5 และ 22.5 ตามลำดับ และสาเหตุที่มูลค่ากาแฟยูนนานในช่วง “แผนฯ 13” ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี เป็นผลกระทบจากหลายปัจจัย อาทิ ตลาดกาแฟโลกชะลอตัว โครงสร้างการผลิตที่เน้นปริมาณมากกว่าคุนภาพ และต้นทุนที่สูงขึ้น
    4. อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน มีพัฒนาการชัดเจนทั้งด้านการแปรรูปขั้นต้นและเชิงลึก สำหรับการแปรรูปขั้นต้น ในปี 2567 มณฑลยูนนานมีโรงงานแปรรูปผลกาแฟสด 510 แห่ง มีกำลังการผลิตมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี และโรงงานกะเทาะเปลือกกาแฟ 95 แห่ง มีกำลังผลิตเมล็ดกาแฟดิบ 92,000 ตันต่อปี ในส่วนของการแปรรูปเชิงลึกเริ่มมีการก่อตัวรวมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยปี 2567 มณฑลยูนนานใช้เมล็ดกาแฟดิบในการผลิตเชิงลึก 96,000 ตัน คิดเป็นอัตราการแปรรูปเชิงลึกร้อยละ 80.8 มีผู้ประกอบการแปรรูปเชิงลึก 128 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดกลางขึ้นไป 41 ราย พื้นที่สำคัญของเขตอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟเชิงลึก ได้แก่ นครคุนหมิง เมืองเป่าซาน เมืองผูเอ่อร์ เขตฯ ฉู่สง เขตฯ หงเหอ และเขตฯ เต๋อหง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์กาแฟของมณฑลยูนนานมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟสกัดเย็นสูตรเข้มข้น ผงกาแฟสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูปชนิดฟรีซดราย กาแฟ 3 in 1 และกาแฟผสมผลไม้ รวมถึงแบรนด์กาแฟของมณฑลยูนนาน เช่น Zhongka (中咖) Beaton (比顿) Cat Four (四只猫) และ Aini (爱伲) ก็มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    ในวันนี้ ด้วยจุดแข็งของ อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ได้ปูทางสู่ความร่วมมือ ไทย-จีน โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) และมูลนิธิโครงการหลวง ได้เดินทางไปหารือกับกับ มหาวิทยาลัยเกษตรยูนนาน วิทยาเขตผูเอ่อร์ มณฑลยูนนาน เพื่อพัฒนาพันธุ์กาแฟพรีเมียม การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการแปรรูป และการทดลองใช้เครื่องจักรแปรรูปกาแฟอัจฉริยะในประเทศไทย
    โดยในการเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้มีการไปเยี่ยมชมโรงเรือนเพาะพันธุ์กาแฟของมหาวิทยาลัย รวมสายพันธุ์กว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ สายพันธุ์ป่าดั้งเดิม และสายพันธุ์ใหม่สำหรับการวิจัยและต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมเยี่ยมชมสถาบันพืชเขตร้อน เปิดหลักสูตรเฉพาะทางด้านกาแฟ ครอบคลุมตั้งแต่การจำแนกพันธุ์ การคั่ว การสกัด ไปจนถึงการชง ทั้งยังได้ได้เดินทางไปดูงานบริษัท Yunnan Agricultural Reclamation Co., Ltd. ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในยูนนาน ภายใต้แบรนด์ “Yun Coff” ที่มีกำลังการผลิต 50–60 ตันต่อวัน (รวมกว่า 5,000–6,000 ตันต่อปี) ด้วยสายการผลิตอัจฉริยะ ด้วย

    ดังนั้น ความร่วมมือในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการค้าระหว่าง ไทย-จีน จึงมีแนวโน้มที่สดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีพิเศษที่ไทยและจีนก้าวสู่การครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษนี้ ไม่เพียงหล่อหลอมด้วยสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันแน่นแฟ้น แต่ยังถูกเสริมสร้างด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นหนา ซึ่งสะท้อนอยู่ในแนวคิด ‘Harmony in Business’ หรือ ‘ความปรองดองในธุรกิจ’ ที่เป็นหัวใจของงานในปีนี้ด้วย

    ที่มา :


    เรียนรู้จากต้นแบบการพัฒนาในจีน

    พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว ด้วยการเดินทางสี่รูปแบบ “น้ำ-บก-อากาศ-ราง”

    ถอดรหัสความสำเร็จของ “เรดบูล” ทะยานสู่ “หงหนิว” เครื่องดื่มให้พลังงานแบรนด์ไทยที่ครองใจชาวจีนมากว่า 30 ปี

    เจาะระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแดนมังกร ยุทธศาสตร์ล้ำสมัยที่ขับเคลื่อนกองทัพจีนให้เหนือชั้น

    Post Views: 76

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/12/lesson-learn-from-coffee-industry-in-yunnan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FnR7f9buy6CMujG523_vM

  • เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้ปรับเกณฑ์วีซ่าทำงาน เพิ่มโอกาสเยาวชนไทยทำงานในเกาหลีใต้

    12 พฤศจิกายน 2568, 22:37น.

              สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ประกาศผ่อนปรนเกณฑ์การขอวีซ่าหางานและวีซ่าทำงานสำหรับผู้ที่ทำงานในเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป จะมีการผ่อนปรนเกณฑ์ในการขอวีซ่าหางาน (D-10) และการทำงาน (E-7) สำหรับเยาวชนที่มีความสามารถ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างไทย–เกาหลี และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนไทยได้ทำงานในประเทศเกาหลีใต้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาเกาหลีเป็นอย่างดี จะได้รับการผ่อนปรนทั้งด้านการตรวจสอบหลักฐานค่าใช้จ่ายในการพำนัก การประเมินคะแนน และยังสามารถพำนักอยู่ได้ยาวนานขึ้นจากเดิม 1 ปี เป็นสูงสุด 3 ปี

              สำหรับผู้สมัครที่มีอายุไม่เกิน 29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาภาษาเกาหลีหรือเกาหลีศึกษา และสอบผ่าน TOPIK ระดับ 6 เมื่อสมัครขอวีซ่าหางาน D-10-1 ในประเทศเกาหลี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายในการพำนัก และไม่ต้องมีคะแนนประเมินขั้นต่ำ 60 คะแนน โดยระยะเวลาการพำนักจะขยายจากเดิม 1 ปี เป็น 3 ปี

              มาตรการผ่อนปรนนี้เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐเกาหลีอนุมัติข้อเสนอของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไทยที่เรียนสาขาวิชาภาษาเกาหลีหรือเกาหลีศึกษาในประเทศไทยได้รับโอกาสมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยประมาณ 28 แห่งที่เปิดสอนสาขาภาษาเกาหลีและเกาหลีศึกษา ทั้งในหลักสูตรเอก โท และวิชาเลือกทั่วไป

              นอกจากนี้ เกณฑ์ของวีซ่าทำงานประเภท E-7 ก็ได้รับการผ่อนปรนเช่นกัน จากเดิมต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา และสาขาอาชีพที่ตรงตามเกณฑ์ แต่ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาเกาหลีจะได้รับการยกเว้นการตรวจสอบในส่วนของสาขาวิชาและประสบการณ์การทำงาน

              อีกทั้ง สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 29 ปี ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่อยู่ใน QS ไม่เกินอันดับที่ 1,000 ในเกณฑ์ 3 ปีที่ผ่านมา และสอบผ่าน TOPIK ระดับ 2 จะได้รับคะแนนพิเศษในการพิจารณาวีซ่าและสามารถพำนักในเกาหลีใต้ได้สูงสุด 3 ปี

              มหาวิทยาลัยที่อยู่ในรายชื่อ (ตามเกณฑ์ปี 2026): จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ชลบุรี)

              เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย นายปาร์ค ยงมิน กล่าวว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของสถานทูตในการขอให้รัฐบาลเกาหลีผ่อนปรนเกณฑ์ เพื่อให้นักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเกาหลีมีโอกาสในการทำงานมากขึ้น พร้อมทั้งคาดหวังว่าการจ้างงานและการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศจะช่วยส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

              รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    https://overseas.mofa.go.kr/th-ko/brd/m_28336/view.do?seq=34&page=1

    #สาธารณรัฐเกาหลี

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kOhwj1_19NiRlhF36YtVn

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rFsHqHLnj7LIQ4KPfu8gy

  • เปิด TOP10 โรคร้าย พบ “ม้ามืด” พุ่งติดอันดับคร่าชีวิตทั่วโลก อันตรายเทียบเท่า “มะเร็ง”

    เปิด TOP10 โรคร้าย พบ “ม้ามืด” พุ่งติดอันดับคร่าชีวิตทั่วโลก อันตรายเทียบเท่า “มะเร็ง”

    เปิด TOP 10 โรคร้าย ที่เป็นสาเหตุการตายของคนทั่วโลก พบม้ามืดผู้ป่วยพุ่ง ชี้ 3 ปัจจัยหลัก เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน

    วารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet เผยข้อมูลที่น่าตกใจล่าสุด เมื่อ “โรคไตเรื้อรัง” (Chronic Kidney Disease: CKD) ถูกจัดให้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 9 ของโลกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นครั้งแรกที่โรคนี้ติด 1 ใน 10 อันดับโรคที่อันตรายที่สุด

    การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก

    สถิติผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

    ทีมนักวิจัยจาก NYU Langone Health, มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และสถาบัน IHME ได้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพจาก 133 ประเทศ และพบว่าสถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่ง

    ตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2023 จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจาก 378 ล้านคน เป็น 788 ล้านคน นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าประมาณ 14% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกกำลังป่วยด้วยโรคนี้ และเฉพาะในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตจากโรคไตถึง 1.5 ล้านคน

    3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก: เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน

    งานวิจัยชี้ชัดว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่ส่งผลให้เกิดโรคไตเรื้อรัง คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (โรคเบาหวาน), ความดันโลหิตสูง และดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูง หรือ ภาวะโรคอ้วน

    ที่สำคัญ ภาวะไตทำงานบกพร่องยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างยิ่งของโรคหัวใจ โดยมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลกประมาณ 12%

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ “อันตรายแต่ถูกมองข้าม”

    ดร. โจเซฟ โคเรช หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยอาวุโส ระบุว่า โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาที่ “อันตรายแต่ถูกมองข้าม” และควรได้รับความสำคัญในระดับเดียวกับโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการ

    ด้าน ดร. มอร์แกน แกรมส์ ผู้ร่วมวิจัยอีกท่าน เน้นย้ำว่าโรคไตมักถูกตรวจพบช้าและไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ โดยเรียกร้องให้มีการตรวจปัสสาวะให้บ่อยขึ้นเพื่อตรวจจับโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นที่สามารถรักษาและชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    สำหรับ 10 โรคร้ายแรงที่คนเป็นกันมากทั่วโลก มีดังนี้

    – โรคมะเร็งระยะลุกลาม
    – โรคเบาหวาน
    – โรคหัวใจล้มเหลว
    – โรคหลอดเลือดหัวใจ
    – โรคหลอดเลือดสมอง
    – โรคปอดอักเสบ
    – โรคไตวายเรื้อรัง
    – โรคตับ
    – โรคอัลไซเมอร์
    – โรคพาร์กินสัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855918/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FFqB92WozOr-QrAVoyn2l

  • “รมว.นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ วางแนวทางขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพผู้ประเมิน

    “รมว.นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศ วางแนวทางขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพผู้ประเมิน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109971&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s3cVydvSiU9yAG_wRh9gC

  • ผู้ประกอบการร้องขอทบทวนพ.ร.บ.ฯ-ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย รัฐบาลแย้มแนวทาง‘ปลดล็อก’

    ผู้ประกอบการร้องขอทบทวนพ.ร.บ.ฯ-ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย รัฐบาลแย้มแนวทาง‘ปลดล็อก’

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

    ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯร้องทบทวน‘พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ ยกเลิก‘ห้ามดื่ม’นอกเวลาขาย ด้าน‘สิริพงศ์’แย้มแนวทางแก้‘ปลดล็อกกลางวัน-ขยายเวลานั่ง’เข้าวงบอร์ดควบคุมน้ำเมา 13 พ.ย.นี้

    12 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดยนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย  , นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    นายสรเทพ  เปิดเผยว่า  ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่มีปัญหาหลักคือเรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่จริงๆ วันนี้ที่มายื่นคือเรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2515 ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่งสามข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ

    1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว

    2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โทร.มาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็มๆ ทั้งนี้ทีเส็บจะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป แน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ไม่ได้แก้มีผลกระทบกับเขาแน่ๆ และถึงขั้นที่ว่าเขาอาจจะย้ายจัดการสัมมนาไปประเทศอื่น นี่คือผลกระทบ

    นายสรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร การท่องเที่ยวมีความกังวล กระทั่งแม้แต่มัคคุเทศก์เองยังเป็นกังวล ว่าจะเอาอย่างไรอย่างเช่นหากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ในช่วงที่มีอากาศร้อนเขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาทีมันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมดกลายเป็นสภาวะสุญญากาศในช่วงนี้ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่ตนอยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ ตนจึงมายื่นข้อเสนอตรงนี้

    ด้านนายสง่า กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสารเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคนต่อวัน สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เรากังวลคือถ้ามีการปรับจริงกระแสตรงนี้หากนักท่องเที่ยวโดนปรับสัก 1-2 คนแล้วไปสร้างกระแสจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากๆ ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรออกมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ไม่เหมือนกับ 10 -20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาขาย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาขายแต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา คิดว่าจะได้คำตอบ และมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค. นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้จะหารือกับคณะกรรมการดูว่ามีอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิดหนึ่ง

    เมื่อถามว่า จะมีแนวทางที่เหมาะสมพอจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนการขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเวลาเที่ยงคืน สำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งต่อกำลังดูแนวทาง แต่อาจจะมีให้นั่งต่อไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ระเบียบเหล่านี้จะเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดเพียงว่าห้ามขายและห้ามดื่ม ส่วนเรื่องเวลาต้องดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และย้ำว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้อย่างลำพัง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เมื่อถามถึง การแบ่งโซนนิ่ง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง

    อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลของประชาชนว่าหากยกเลิกโซนนิ่งแล้วจะเป็นอย่างไร เรียนว่า การจะปลดโซนนิ่งต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927310&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v-P4hM4Dt7UrHQdi7WHd

  • รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และเป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัล ว่างานมอบรางวัล Thailand Franchise Award ถือเป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและยกย่องธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อส่งเสริมการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้สนใจลงทุน อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15–20% ต่อปี โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถสร้างอาชีพได้แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์เป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้จริงและประสบความสำเร็จ

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “ขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ถือเป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้ประกอบธุรกิจไม่เฉพาะ SME แต่รวมไปถึง MSME ด้วย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ช่วยผลักดันให้สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปัจจุบันแฟรนไชส์ไทยขยายสาขาไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง” รมว.ศุภจีกล่าว

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ในปี 2568 มีธุรกิจแฟรนไชส์สมัครเข้าร่วมประกวดรวม 39 แบรนด์ โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 23 แบรนด์ และได้รับการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จนได้ผู้ชนะเลิศรวม 10 แบรนด์ ที่ได้รับโล่รางวัลอันทรงเกียรติและประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย

    การมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 5 ประเภท รวม 13 รางวัล ได้แก่

    1.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด (3 รางวัล)

    2.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม (5 รางวัล)

    3.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน (2 รางวัล)

    4.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศ (1 รางวัล)

    5.รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี (2 รางวัล)

    “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทุกแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ รางวัลที่ได้รับถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ของตนให้มีมาตรฐานและความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น”รมว.พาณิชย์ กล่าว

    ผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://franchise.dbd.go.th และสอบถามข้อมูลได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และสายด่วน 1570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/pr-news/news/pr/609804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TOL4nINBfYCvi3Qj7tUMB

  • จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศความพร้อมนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569
    • พรรคก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม
    • พรรคมองว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค “โอกาสใหม่” ประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ภายใต้สโลแกน “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” โดยยืนยันว่าพรรคจะเป็นทางเลือกใหม่ที่เน้นการรวมตัวของคนทุกเจเนอเรชัน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลับมามีศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    นายจตุพร กล่าวว่า พรรคโอกาสใหม่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐที่เข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้ง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มองโลกในมุมใหม่ เพื่อออกแบบนโยบายที่ “ทำได้จริง และเห็นผลจริง”

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รายได้ครัวเรือนลดลง ภาระหนี้สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายตัว ในขณะที่ปัญหาชายแดนยังคงมีอยู่ ตลอดชีวิตราชการและการทำงานเพื่อประเทศ ผมเห็นศักยภาพของคนไทยมากมายที่ยังไม่ได้รับโอกาส  นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องการ ‘โอกาสใหม่’  เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมกลับมามั่นคงอีกครั้ง”

    นายจตุพรกล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านของโลกเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดนโยบายชัดเจนในการเตรียมคน เตรียมธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “พรรคโอกาสใหม่” จะเป็นเวทีของคนทุกวัย ที่รวมความคิดและลงมือทำ เราจะไม่ปล่อยให้ประเทศนี้ติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะเดินหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลาน ให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพและศักดิ์ศรีบนเวทีโลกอีกครั้ง”นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tnZhiR6It5ee6hiTrpiZh