Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กิจกรรม CMU Open House 2025 แบบ Onsite เปิดบ้าน มช. พาเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์

    กิจกรรม CMU Open House 2025 แบบ Onsite เปิดบ้าน มช. พาเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์

    ❇️ กิจกรรม CMU Open House 2025 แบบ Onsite เปิดบ้าน มช. พาเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    รศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง รองคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา เป็นประธานเปิดกิจกรรม CMU Open House 2025 : เปิดบ้านมช. พาเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์ มช. ให้แก่ นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ โดยมี ผศ.พญ.กรองกาญจน์ สุธรรม ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา กล่าวต้อนรับ ร่วมกับ คณาจารย์จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ทีมเจ้าหน้าที่ห้องสมุด และหน่วยทะเบียนและประเมินผลการศึกษาเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำต่างๆ

    โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน บรรยากาศภายในคณะแพทยศาสตร์ มช. และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการพร้อมกับอีก 21 คณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจและค้นหาตนเองผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเยี่ยมห้องพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ อาจารย์ใหญ่ ดร.อมรพันธุ์ นิมานันท์, การเยี่ยมชมห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ และเพลิดเพลินกับทางเดิน Sky Walk ชื่นชมบรรยากาศของคณะแพทยศาสตร์ มช.

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องเรียน 0410 ชั้น 4 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร
    คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/WEQDN

    #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3821762/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e7Kum47BuveU_ods4rYt8

  • บัณฑูร ล่ำซำ บรรยายพิเศษ “บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน” | TOPNEWS

    บัณฑูร ล่ำซำ บรรยายพิเศษ “บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน” | TOPNEWS

    บัณฑูร ล่ำซำ รองประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ บรรยายพิเศษ “บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน”

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมทางไกล 1 ชั้น 3 อาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จัดให้มีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน” โดยได้รับเกียรติจาก คุณบัณฑูร ล่ำซำ รองประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ เป็นวิทยากร (Keynote Speaker)

    การบรรยายในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย พระราชนันทวัชรบัณฑิต, รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง และผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตระดับปริญญาโท และปริญญาเอก มจร. วิทยาเขตนครน่าน, พระครูถาวรรัตนานุกิจ ประธานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 6 พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมจังหวัดน่าน จำนวน 16 โรงเรียน, ดร.พิมลพรรณ สกิดรัมย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน

    การบรรยายมุ่งเน้นให้เห็นถึงบทบาทของพระสงฆ์ในการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศาสนา และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1390374&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MLg5SFgqpy3Ths8hQXIwr

  • “อาเล็ก”ดันไทยเที่ยวไต้หวัน ส.ค. โต 19.12% สูงสุดรอบปี

    “อาเล็ก”ดันไทยเที่ยวไต้หวัน ส.ค. โต 19.12% สูงสุดรอบปี

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยในปี พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการที่นำโดย “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดัง ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน
     

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยในปี พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการที่นำโดย “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดัง ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน

    สถิติล่าสุดเผยให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 19.12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติอัตราการเติบโตรายเดือนที่สูงสุดของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง

    กลยุทธ์ “อาเล็ก” ปลุกกระแส “ไต้หวันมะ?”

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้เลือก “อาเล็ก-ธีรเดช” ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชาวไทยและเคยมีประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวในไต้หวันหลายครั้ง มารับหน้าที่สำคัญนี้ โดยมีกิจกรรมหลักๆ ดังนี้:

    ภาพยนตร์สั้นประชาสัมพันธ์: อาเล็กได้เดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นใน 6 เมืองสำคัญของไต้หวัน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามหลังจากการเปิดตัว และกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์

    สโลแกนติดหู: การนำคำยอดฮิตในหมู่คนไทยอย่าง “ไต้หวันมะ?” (Taiwan ma?) มาใช้เป็นสโลแกนประชาสัมพันธ์ประจำปี ได้ช่วยจุดกระแสการพูดถึงการท่องเที่ยวไต้หวันในตลาดไทยได้อย่างดี
     

    กิจกรรมแฟนมีตติ้งต่างประเทศครั้งแรก: ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดแพ็กเกจ “ทริปแฟนมีต อาเล็ก มหัศจรรย์แดนไต้หวัน” ที่กรุงไทเป ซึ่งมีแฟนคลับชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน โดยผนวกเสน่ห์ของนักแสดงเข้ากับการร่วมมือกับบริษัททัวร์ สายการบิน และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ต่างๆ

    นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังได้เชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ของไทย 4 คณะ ไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวลับในเมืองฮัวเหลียนและไถตง รวมถึงการจัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพฯ ถึง 3 ครั้ง เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการเดินทางในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย

    เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยแผนงานใหม่

    ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า อัตราการเติบโตในเดือนสิงหาคมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ที่นำความนิยมของนักแสดงชื่อดัง การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์มาผสานกับแผนส่งเสริมท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    “ในปีนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้นำความนิยมของนักแสดงชื่อดัง…มาผสานกับแผนส่งเสริมท่องเที่ยว ผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง ซึ่งอัตราการเติบโตในเดือนสิงหาคมนี้พิสูจน์ได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวประสบผลสำเร็จ และคาดว่าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับอนาคต สำนักงานฯ มีแผนที่จะสานต่อความร่วมมือกับสายการบิน บริษัททัวร์ และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เพื่อมอบสิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยวไทย ควบคู่ไปกับการใช้ความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ในการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น เช่น:

    การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    การลิ้มรสอาหารระดับมิชลิน บิบ กูร์มองด์

    การท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย

    การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับทุกเพศสภาพ

    ขยายโอกาสสู่ผู้โดยสารแวะต่อเครื่อง (Transit)

    นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันยังได้ผลักดันไปยังกลุ่มผู้โดยสารที่มาแวะต่อเครื่องบิน โดยล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ “Taiwan the Lucky Land” สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันซึ่งมาต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเถาหยวนโดยพำนักในไต้หวันไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะได้รับ คูปองใช้จ่ายภายในสนามบิน มูลค่า 600 ดอลลาร์ไต้หวัน (ลงทะเบียนออนไลน์ได้จนถึง 31 ตุลาคมปีหน้า)

    แคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับไต้หวันจาก “จุดเปลี่ยนเครื่องบิน” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว” ด้วยการมอบโอกาสให้นักท่องเที่ยวไทยได้ลิ้มรสอาหาร สัมผัสวัฒนธรรม และบริการอันน่าประทับใจภายในสนามบิน แม้จะมีเวลาจำกัด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/733470&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00QCDIZV-LH6hQkIe3fVnX

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมและทดสอบสนามแข่งขัน กีฬาแข่งเรือใบ ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมและทดสอบสนามแข่งขัน กีฬาแข่งเรือใบ ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.12 น.

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมและทดสอบสนามแข่งขัน กีฬาแข่งเรือใบ ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33  

    วันนี้ (14 พฤศจิกายน 2568)  นายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  เดินทางไปติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมและทดสอบสนามแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33  ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยในเวลา  10.30  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และคณะ ได้เดินทางไปยัง ศูนย์สมุทรกีฬา อ่าวดงตาล สัตหีบ จังหวัดชลบุรี  เพื่อติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมกีฬาเรือใบ โดยมี พลเรือเอก สมประสงค์  นิลสมัย  นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสมาคมฯ และพลเรือโท รณรงค์  สิทธินันท์  ผู้อำนวยการศูนย์สมุทรกีฬา ให้การต้อนรับ และนำชมการเตรียมการในส่วนต่างๆของสมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ 

    จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคณะได้เดินทางต่อไปยัง โอเชี่ยนมารีน่ายอร์ชคลับ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามความพร้อมของสนามแข่งขันซึ่งจะใช้จัดแข่งขันเรือใบประเภท SSL47 ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทย ซึ่งวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ จะทรงมีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมฝึกซ้อมกับทีมแบบนักกีฬาทั่วไป โดยไม่ขอรับสิทธิพิเศษใดๆ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้  กำหนดจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568   

    ในส่วนของกีฬาเรือใบ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ ทำการแข่งขันจำนวน  8  ประเภท ประกอบด้วย   Optimist   ILCA 4 ชาย  ILCA 4 หญิง  ILCA 6 ชาย   ILCA 6 หญิง   420   470 ทำการแข่งขันที่ศูนย์สมุทรกีฬา ระหว่างวันที่ 9 – 14 ธันวาคม 2568 และประเภท SSL 47  ทำการแข่งขันที่โอเชี่ยนมารีน่ายอร์ชคลับ ระหว่างวันที่  15 ถึง 18 ธันวาคม 2568 โดยปัจจุบัน มีความพร้อม ทั้งในส่วนของสนามแข่งขันและสถานที่ในการรองรับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทยนั้นปัจจุบันได้ทำการเก็บตัวฝึกซ้อมและมีความพร้อมโดยทางสมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ  ได้ดำเนินการเก็บตัวนักกีฬา โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยในการเสริมสมรรถภาพร่างกาย และในด้านจิตวิทยาได้จัดให้มีโครงการจิตตปัญญา เพื่อให้นักกีฬาและผู้ฝึกสอนได้นำแนวทางการพัฒนาด้านจิตวิทยามาใช้กับการแข่งขัน   ​นอกจากนั้นยังได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์การแข่งขันในกับนักกีฬาทั้งตัวจริงและคู่ซ้อม และยังได้ศึกษาและเปรียบเทียบคู่แข่งขันที่จะต้องพบกันในซีเกมส์

    ทั้งนี้ ความคาดหวังเหรียญรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้   ประเทศไทยส่ง นักกีฬาแล่นใบเข้าร่วมการแข่งขันครบทุกประเภท โดยคาดหวังเหรียญรางวัล ได้ประเมินไว้ที่ 4 เหรียญทอง   ในประเภท ต่างๆ ดังนี้  
         – ประเภท Optimist หญิง  จาก น.ส.ไพลิน เจริญผล  
         –  ประเภท ILCA 4 หญิง  จาก น.ส.ปริญ ทรัพย์ยิ่ง  
         –  ประเภท ILCA 4 ชาย จาก นายดาวิน ฌู  
        –  ประเภท 470 จาก จ่าเอก นาวี ธรรมสุนทร และ จ่าเอกหญิง นิชาภา ไหวไว 
           
     การแข่งขัน เรือใบในกีฬา ซีเกมส์ ครั้งนี้  มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุดถึง 7 ชาติจากจำนวน 11 ชาติประกอบด้วย  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  เมียนมาร์  ฟิลิปปินส์   สิงคโปร์ ไทย   และ เวียดนาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/927912&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06fM95w06SdauGV27BRvuP

  • ‘เอกนิติ’ จ่อชงครม.เศรษฐกิจคลอดแพคเกจอุ้มSME ถก ‘แบงก์ชาติ’ ตั้งกองทุนค้ำประกันหนุนกู้เงินในระบบ

    ‘เอกนิติ’ จ่อชงครม.เศรษฐกิจคลอดแพคเกจอุ้มSME ถก ‘แบงก์ชาติ’ ตั้งกองทุนค้ำประกันหนุนกู้เงินในระบบ

    ‘เอกนิติ’ ปักหมุด 2 สัปดาห์เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจเคาะแพคเก็จอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร่งหารือ ‘แบงก์ชาติ’ ดึงเงิน FIDF ตั้งกองทุนลุยค้ำประกันหนุนเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ด้าน ‘ศุลกากร’ ยัน 1 ม.ค. 69 ดีเดย์เก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก หวังแก้ปมสินค้าต่างชาติทะลักเข้าไทย เชื่อช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ

    14 พ.ย. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ พิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังพิจารณาตั้งกองทุนเพื่อค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี โดยดึงเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้ามาดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่เสริมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    “ขณะนี้ผู้ว่าการ ธปท. กำลังดูแพคเก็จที่จะเข้ามาช่วยเสริมการค้ำประกันให้กับเอสเอ็มอีเพิ่มเติมจาก บสย. โดยจะตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา ดึงเงินจาก FIDF เข้ามาดำเนินการ โดยการค้ำประกันส่วนนี้จะมีทาร์เก็ตชัดเจน เพื่อทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เพราะตามข้อเท้จจริงแล้วเอสเอ็มอีที่ไม่ได้รับสินเชื่อเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยง ดังนั้นจึงมีการคิดกลไกค้ำประกันตรงนี้เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินกล้าที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยกลไกการดำเนินการกำลังเร่งพิจารณากันอยู่” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    นอกจากนี้ 2. จะมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีในมิติต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการด้วย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากร ขณะเดียวกันในส่วนของกรมศุลกากร ก็จะมีแนวทางในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย และแก้ปัญหาสินค้าต่างชาติที่อาจจะทะลักเข้าไทยหลังจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ มีผล โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ที่สั่งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีร้านค้าอยู่ต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีนำเข้า บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% หลัจากก่อนหน้านี้ได้เคยมีการยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท โดยเก็บเฉพาะภาษี VAT เพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงสิ้นเดือน พ.ย. 2568 กรมศุลกากรจะมีการ MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์

    3. จะใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอีไทย ซึ่งถือเป็นแนวทางในการสนับสนินสินค้าไทยผ่านมาตรการของรัฐบาล โดยเรื่องนี้จะเป็นความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย

    สำหรับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นั้น นายเอกนิติ ระบุว่า เร็ว ๆ นี้กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะนัดหารือกับสำนักงานสภาผู้แทนการค้าสหรัฐ​ฯ (USTR) เพื่อเจรจาเรื่องภาษีการค้าทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังดำเนินการเรื่องนี้ต่อ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้ต้องแยกประเด็นทางการเมืองกับการเจรจาภาษีการค้าออกจากกันให้ชัดเจน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/896023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MeM9VqiE3mxxrO46DS8Lx

  • วอนรัฐออกแผนลดขาดดุล หวั่นอันดับเครดิตถูกหั่นซ้ำ

    วอนรัฐออกแผนลดขาดดุล หวั่นอันดับเครดิตถูกหั่นซ้ำ

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์การคลังของไทยในขณะนี้ว่า ประเด็นความเสี่ยงด้านวินัยการคลังกำลังถูกจับตาอย่างหนักหลังบริษัทจัดอันดับเครดิตปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากระดับ Stable เป็น Negative โดยเหตุผลหลักเชื่อมโยงกับสถานะการคลังและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ทำให้เกิดความกังวลว่าไทยอาจถูกทบทวนอันดับเครดิตอีกภายใน 1–2 ปีข้างหน้า

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

    พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำ “แผนการคลังระยะปานกลาง” ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ภายในสัปดาห์หน้า โดยแผนดังกล่าวจะกำหนดทิศทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของภาครัฐ เพื่อให้ระดับการขาดดุลงบประมาณลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 3% ภายในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า โดยเบื้องต้นมีเป้าหมายลดขาดดุลให้เหลือราว 3% ภายในปี 2572

    อย่างไรก็ตาม นางสาวณัฐพร ระบุว่า ในระยะสั้น ประเด็นเพิ่มรายได้ภาครัฐที่ถูกหยิบยกมากที่สุดคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงการทบทวนสิทธิหักลดหย่อนภาษีต่าง ๆ และการเก็บภาษีที่บังคับใช้แล้ว อาทิ Global Minimum Tax รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีนำเข้าสินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งทั้งหมดอาจช่วยเพิ่มรายได้รวมกันเกือบ 1% ของ GDP แต่ยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น

    หากต้องการลดการขาดดุลอย่างยั่งยืน นางสาวณัฐพร ชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องขยายฐานภาษีควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้ภาครัฐผูกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง

    นอกจากนี้  นางสาวณัฐพร เห็นว่า การกำหนดกรอบใช้จ่ายตามมาตรา 28 ให้ชัดเจนจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นด้านวินัยการคลัง โดยในช่วงโควิด กรอบการใช้จ่ายกิจกรรมกึ่งการคลังเคยถูกขยายจาก 32% เป็น 35% ก่อนลดกลับมาใกล้ระดับ 30% ในปัจจุบัน หากมีหลักเกณฑ์ดำเนินการชัดเจนจะช่วยลดความกังวลของนักลงทุนได้

    อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังศึกษาแนวทางต่างประเทศ พบว่า อิตาลีสามารถรักษาอันดับเครดิตไว้ได้เพราะลดการขาดดุลการคลังลงเกือบครึ่งภายในไม่กี่ปี ผ่านแผนรายรับ–รายจ่ายที่จับต้องได้ ขณะที่ฝรั่งเศสไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้จริง ทำให้ถูกลดทั้ง Outlook และเครดิตเรตติ้ง ดังนั้นความชัดเจนและการทำจริง คือหัวใจสำคัญ

    ทั้งนี้ นางสาวณัฐพร กล่าวว่า IMF เพิ่งปรับประมาณเศรษฐกิจไทยดีขึ้นเล็กน้อย โดยกรอบการเติบโตสอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดราว 2–2% ปลาย ๆ พร้อมมองว่านโยบายการเงินไทยน่าจะผ่อนคลายต่อ แต่จังหวะการปรับลดดอกเบี้ยต้องอิงข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก

    สำหรับกรอบหนี้สาธารณะปัจจุบันที่ 70% ของ GDP นั้น นางสาวณัฐพร ระบุว่าไม่ใช่ระดับวิกฤติ แต่หากแตะ 70% จริง รัฐบาลจะเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตรแพงขึ้น อีกทั้ง IMF แนะนำว่าประเทศไทยควรไม่ขยายเพดานเกิน 70% และควรทยอยลดกลับสู่ระดับ 60% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นระดับที่ปลอดภัยที่สุดของไทย

    ขณะที่หนี้ครัวเรือนถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างไม่ต่างจากหนี้สาธารณะ หากต้องการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 80% ของ GDP ต้องมีมาตรการต่อเนื่องและเข้มข้นมากกว่าเดิม แม้การจัดตั้ง AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการเพิ่มรายได้ภาครัฐที่อาจไปสร้างภาระประชาชนหรือไม่ นางสาวณัฐพร ยอมรับว่า การปฏิรูประบบราชการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเป็นสิ่งจำเป็นและควรทำควบคู่กัน เพราะการเพิ่มภาษีอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างการคลังได้ยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม แนวทางที่หยิบยกในปัจจุบันเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า รัฐบาลยังต้องวางโครงสร้างการปฏิรูปการคลังในภาพใหญ่ต่อไป

    และจากกรณีการต่ออายุโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” อาจสวนทางกับความพยายามลดขาดดุลหรือไม่ นางสาวณัฐพรให้ความเห็นว่า ต้องรอดูแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ว่าจะวางกรอบรายจ่ายอย่างไร เพื่อประเมินผลกระทบจริงว่ามาตรการกระตุ้นดังกล่าวสอดคล้องหรือขัดแย้งกับเป้าลดขาดดุลในระยะยาวเพียงใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/261487&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tWc8VNoWaekYQ54B1HDL7

  • “คนละครึ่งพลัส” ดึงเชื่อมั่นผู้บริโภค ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน ประชาชนมั่นใจเศรษฐกิจฟื้น

    “คนละครึ่งพลัส” ดึงเชื่อมั่นผู้บริโภค ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน ประชาชนมั่นใจเศรษฐกิจฟื้น

    “คนละครึ่งพลัส” ดัน เชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. ดีขึ้นรอบ 9 เดือน ผู้บริโภคคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นจากนโยบายคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนเชื่อมั่นภูมิภาคดีขึ้น ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากยังกังวลเหตุปะทะบริเวณชายแดน

    วันนี้ ( 14 พ.ย.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 9 เดือน และดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมกับนโยบายอื่น แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภค ยังกังวล ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาสงครามทางการค้า และชายแดนไทย-กัมพูชา

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    “มีความเป็นไปได้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะโตได้ 1.1% ตามมุมมองของกระทรวงการคลังล่าสุด และทั้งปี จะโต 2.4% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอยู่ในกรอบที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2568 จะโต 2-2.5% จากเม็ดเงินคนละครึ่งพสัล 88,000 ล้านบาท , เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 22,000 ล้านบาท , รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก-เมืองรอง อีก 50,000 ล้านบาท”

    สำหรับปี2569 ต้องติดตามช่วงรอยต่อ ที่รัฐบาล ประกาศจะยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในเดือนพฤษภาคม ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจในช่วงเลือกตั้ง คือ เม็ดเงินจากการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้ง หากมี การขยายโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะเป็นตัวมาประคองเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมกับการท่องเที่ยว ที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสแรก ของปี 2569 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นการฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาล ต้องเร่งจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการลงทุน ก่อนยุบสภา เพราะสิ่งที่น่ากังวลขณะนี้หลายหน่วยงาน ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงสูญญากาศทางการเมือง รวมทั้ง ยังมีปัจจัยลบ ที่สำคัญ มีทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาน้ำท่วม โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังมองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 2%

    อ่านข่าว:

     S & P คงความน่าเชื่อถือไทย BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล

    หวังสหรัฐฯเข้าใจไทย ปมขัดแย้งชายแดน ไม่กระทบเจรจาการค้า

    “ม้าน้ำตากแห้ง” ก.เกษตรฯ เดินหน้าเจรจาส่งออกตลาดจีนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_-tzjzO2w9ehq7-EoVRAa

  • ดีป้าแจงสรรหา ผอ.ใหม่โปร่งใสตามกฎหมาย

    ดีป้าแจงสรรหา ผอ.ใหม่โปร่งใสตามกฎหมาย

    ผอ.ดีป้า แจงสรรหาผอ.ใหม่โปร่งใสตามกฎหมาย 

    ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ รักษาการ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) แถลงชี้แจงการสรรหาผู้อำนวยการดีป้า คนใหม่ว่า กรณีที่มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) มีคำสั่งให้คณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลทบทวนกระบวนการดังกล่าวนั้น เกิดจาก ‘ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน’ ซึ่ง ดีป้า ได้ชี้แจงไปทางผู้บริหารกระทรวงแล้ว และอยู่ระหว่างทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยหลักฐานประกอบเพื่อส่งไปยังกระทรวงต่อไป โดยขณะนี้ ดีป้า เตรียมความพร้อมในทุกมิติเพื่อให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

    ดีป้า จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 เป็น ‘พระราชบัญญัติฉบับเฉพาะ’ แตกต่างจากองค์การมหาชนที่จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา พร้อมกล่าวต่อว่า ก่อนเริ่มกระบวนการสรรหา คณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้กำหนด ข้อกำหนดว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลผลิต ผลลัพธ์ และกรอบวงเงินค่าตอบแทนของผู้อำนวยการ เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งได้ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 

    ก่อนที่รัฐมนตรีจะพิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากนั้น ดีป้า ได้แจ้งผลต่อคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) เพื่อทราบเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาและค่าตอบแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยขั้นตอนนี้ถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการสรรหาอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบระยะเวลา 90 วัน และได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างวันที่ 3 – 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนขยายระยะเวลาเป็นระหว่างวันที่ 3 – 21 พฤศจิกายน 2568

    “ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เราพร้อมชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดดำเนินการถูกต้องตามกรอบระยะเวลา ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและเห็นถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดย ดีป้า ยังมีแผนที่จะถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ดีป้า ขอขอบคุณกระทรวงดีอี และพี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรที่แสดงความห่วงใย และเชื่อมั่นในการดำเนินงานของเราตลอด 8 ปีที่ผ่านมา และยืนยันอีกครั้งว่า ทุกขั้นตอนของกระบวนการสรรหาดำเนินการตามกฎหมาย ข้อบังคับ และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/depa-clarifies-selection-new-director-transparent-in-accordance-with-the-law&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2knLakrbb5ADb0jcEIO0-d

  • S & P คงความน่าเชื่อถือไทย BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล

    S & P คงความน่าเชื่อถือไทย BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล

    วันนี้ ( 14 พ.ย.2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยคาดว่า ในปี 2568 และ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ 2.3% และ 2.0% ตามลำดับ เนื่องจากการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยความเสี่ยงภายนอก (External Risks) และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    อีกทั้งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) ในปี 2568 – 2571 จะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่2.3% ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per capita) ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็นประมาณ 9,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    ทั้งนี้ S&P มองว่า รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนภาครัฐ (Public Investment) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 คาดว่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนบางส่วนของรัฐบาล อีกทั้งการลงทุนในโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    แม้ว่าตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงก.ย. 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 24.1 ล้านคน ลดลงประมาณร้อยละ 7.6 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ S&P มองว่า ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ประกอบกับรัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการยกระดับความปลอดภัยและสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและเร่งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    ส่วน หนี้ภาครัฐบาลสุทธิต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Net General Government Debt to GDP) คาดว่า ในปี 2568 และ 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3% อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลมีการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกและภาคธุรกิจจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก รวมถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    นอกจากนี้ S&P มองว่า ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยคาดว่า ตั้งแต่ปี 2568 – 2571 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุลเฉลี่ย2.5% ของ GDP และมีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิด้านสินทรัพย์ (Net Asset Position) อยู่ที่ประมาณ27% ของภาระการชำระค่าใช้จ่ายตามดุลบัญชีเดินสะพัด อีกทั้งประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) นอกจากนี้ S&P ยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการดำเนินงานบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยทั้ง 5 เสาหลัก นี้ มี ฐานราก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพด้านการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ และระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะมั่นคง รวมถึงรัฐบาลได้มีการวางกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium – Term Fiscal Framework: MTFF) ผ่าน 3 แนวทางหลัก

    คือ การกำหนดแนวทางการจัดการด้านการคลังทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สินให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม การปรับปรุงและเพิ่มกฎเกณฑ์การคลัง รวมถึงการยกระดับความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นทุนการคลังต่างๆ และรายได้สูญเสียจากสิทธิประโยชน์ภาษีต่าง ๆ เพื่อทำให้สามารถบังคับวินัยการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ การวางแนวทางกำกับการดำเนินมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความชัดเจนของการจัดการภาระการคลัง

    สำหรับกรอบแผนการคลังนี้มีเป้าหมายคือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและสาธารณชนมั่นใจ รวมถึงเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเพื่อความยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    “ม้าน้ำตากแห้ง” ก.เกษตรฯ เดินหน้าเจรจาส่งออกตลาดจีนอีกครั้ง

    3 สมาคม จี้พาณิชย์ ทบทวนนำเข้าข้าวโพด 1 ล้านตัน หวั่นกดราคาในปท.ร่วง

    หวังสหรัฐฯเข้าใจไทย ปมขัดแย้งชายแดน ไม่กระทบเจรจาการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18z1z9k_V4xqosqojV5j87

  • ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าลบ กังวลเฟดชะลอหั่นดอกเบี้ย-ข้อมูลเศรษฐกิจจีนอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าลบ กังวลเฟดชะลอหั่นดอกเบี้ย-ข้อมูลเศรษฐกิจจีนอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันนี้ (14 พ.ย.) ตามทิศทางตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 50,434.54 จุด ลดลง 847.29 จุด หรือ -1.65%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับ 26,732.99 จุด ลดลง 340.04 จุด หรือ -1.26% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ระดับ 4,022.89 จุด ลดลง 6.61 จุด หรือ -0.16%

    ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียร่วงลง 1.40% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดิ่งลง 2.82%

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนได้แสดงความลังเลที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและสัญญาณที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานค่อนข้างมีเสถียรภาพหลังจากที่เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งท่าทีดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เฟดทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือนธ.ค.

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 47% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 70% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในวันนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 6.5% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5%

    ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 3% และเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเดือนที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 อย่างไรก็ดี ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8%

    ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ลดลงเพียง 0.5% และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 0.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04hNy70DQYpTMqcA8BEfo7