Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส่องแนวโน้มวงการซื้อขาย“เพชรแท้”กับการปรับตัวครั้งใหญ่ในยุคเศรษฐกิจซบเซา

    ส่องแนวโน้มวงการซื้อขาย“เพชรแท้”กับการปรับตัวครั้งใหญ่ในยุคเศรษฐกิจซบเซา

               แม้เราต่างทราบกันดีว่าเพชรคืออัญมณีที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในโลก และถือเป็นความใฝ่ฝันของใครหลาย ๆ คนที่อยากจะได้มาครอบครอง แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การซื้อขายสินค้าอัญมณีมูลค่าสูงอย่างเพชรได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลพบว่าในปีพ.ศ.2568 ตลาดซื้อขายเพชรแท้ในประเทศจีนเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ตลอดจนการเติบโตของสินค้าเครื่องประดับอัญมณีทดแทน อาทิ เพชรสังเคราะห์ หรือ ทองคำ ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของตลาดเพชรแท้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอัญมณีประเภทเพชรแท้ในระดับราคาปานกลางถึงสูงซึ่งมีความต้องการในตลาดที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    d19123ab-4fdd-43a5-b3c5-07be3be863a7.png

    จากข้อมูลผลสำรวจพบว่า มีเพียง 38% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่มองว่าตลาดโดยรวมมีแนวโน้ม    เชิงบวก ขณะที่ 26% เห็นเพียงว่าตลาดมีความทรงตัว ส่วนแนวโน้มผลกระทบจากเทศกาลหรือวันสำคัญยังคงมีผลเชิงบวกต่อยอดขาย และถือเป็นช่วงกอบโกยของวงการซื้อขายตลาดเพชรแท้ในระดับทหนึ่ง โดยคิดเป็น 38% ของความคิดเห็นทั้งหมด และอีก 29% มองว่าเทศกาลมีอิทธิพลในระดับคงที่ แม้ว่ายอดการบริโภคในช่วงเทศกาลจะช่วยพยุงสมดุลของตลาดเพชรแท้ไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตามบรรยากาศของตลาดเพชรแท้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง

    e4ccfdae-49f0-45c6-97a8-46560ceaea19.png

                   อ้างอิงจากผลสำรวจอัตราความนิยมการซื้อเครื่องประดับเพชรแท้ พบว่าช่วงโอกาสที่การซื้อ-ขายเครื่องประดับเพชรแท้ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ งานพิธีหมั้น งานแต่งงาน วันครบรอบ เทศกาลชีซี (七夕节) หรือ           วันวาเลนไทน์ของจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน และ เทศกาลอู่เอ้อหลิง (520) ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคมของทุกปี โดยชื่อเทศกาลล้อเสียงภาษาจีนมาจากคําว่า “หว่ออ้ายหนี่” มีความหมายว่า “ฉันรักคุณ” ถือเป็นวันแห่งการบอกรักของชาวจีน)  ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงที่สุดคือ แหวนเพชร ขณะที่ สร้อยคอ ต่างหู และกำไล ก็มีความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ สำหรับช่วงราคาเครื่องประดับเพชรแท้ที่เป็นที่นิยม ผู้บริโภคกว่า 60% มักพึงพอใจในช่วงราคาที่ไม่เกิน 10,000 หยวน (45,400 บาท) โดยมีบางส่วนอีก 35% ที่พึงพอใจในช่วงระหว่าง 10,001–30,000 หยวน (45,404-136,200 บาท) ในขณะที่สินค้าที่มีราคามากกว่า 30,000 หยวน (136,200 บาท) ขึ้นไป มีสัดส่วนความต้องการเพียง 4% ของตลาดเท่านั้น ในแง่รูปแบบสินค้า เพชรขนาด 0.5–1 กะรัต ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดกว่า 81% ส่วนเพชรขนาด 1–2 กะรัตขึ้นไป มีความต้องการน้อยกว่ามาก รูปแบบการฝังเพชรแบบหลายเม็ด อาทิ แบบสามเม็ด (Three-stone) แบบฮาโล (Halo) และแบบกลุ่ม (Cluster) เป็นที่ชื่นชอบที่สุด ในขณะที่ แบบเพชรเม็ดเดียว (Solitaire) มีเพียง 18% เท่านั้น

    204badb6-82b2-47e8-9b97-e806dc1a7e55.png

                   ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและความท้าทายในตลาดเพชรแท้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มความสนใจของผู้บริโภคได้เปลี่ยนทิศทางไปสู่สินค้าประเภทอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ทองคำ ไข่มุก หยก ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อการเติบโตของตลาดเพชรแท้ในอนาคต นอกจากนี้ ความนิยมและการขยายตัวของตลาดเพชรสังเคราะห์ หรือ เพชรLab” (Lab-grown Diamonds) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงอัตราการหมั้น/แต่งงานของผู้คนยุคใหม่ที่ลดลง ล้วนเป็นความท้าทายและอุปสรรคสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมเพชรต้องเผชิญในปัจจุบัน

    c5503b4f-422c-42e6-955e-c816614aca03.png

                   จากข้อมูลผลสำรวจพบว่า วิธีการแก้ไขปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีที่สุด คือการใช้เครื่องมือตรวจสอบเพชรแท้ (Diamond Testing Instruments) ที่มีอัตราการใช้งานสูงถึง 85% ในท้องตลาดการซื้อขายเพชรแท้ ซึ่งส่วนใหญ่มักนิยมใช้ในร้านค้าปลีก และกว่า 80% ของผู้ใช้งานเห็นว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพทางธุรกิจ ทั้งในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ยกระดับความรู้ด้านอัญมณีของพนักงาน ทั้งยังเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของผู้ขายอีกด้วย ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) กำลังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการค้าเพชรแท้อย่างแพร่หลาย โดยกว่า 53% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าได้เริ่มใช้งานแล้ว โดยในกลุ่มดังกล่าวกว่า 82% เชื่อว่าบล็อกเชนมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการรับรองคุณภาพสินค้า การสร้างความไว้วางใจของผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพของทีมขาย และการเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความเป็นสากลยิ่งขึ้น

    932cc9d1-8124-4d6d-8650-2a376c9a7ec9.png

                   แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงปรับตัว แต่ผู้ประกอบการธุรกิจตลาดเพชรแท้ยังคงมีมุมมองเชิงบวก และระมัดระวังต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเกือบครึ่งหนึ่งคาดหวังว่าแนวโน้มของตลาดจะเปลี่ยนผันไปในระดับที่ดีขึ้น กลยุทธ์หลักในด้านการตลาดและการลงทุนจะมุ่งไปที่ การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ (Content Marketing) ผสมผสานกับประสบการณ์หน้าร้าน (Offline Experience) เช่น การจัดกิจกรรมภายในร้าน การถ่ายภาพและแชร์ลงเพจร้านโดยพนักงานขาย เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า เป็นต้น เบื้องต้นในระยะสั้น บริษัทส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าคงคลังที่มีอยู่โดยไม่เพิ่มการจัดซื้อใหม่ ส่วนการพัฒนาในระยะยาว จะมุ่งเน้นกลยุทธ์การเจาะตลาดลูกค้าระดับ พรีเมียม การยกระดับภาพลักษณ์ร้านและคุณภาพบริการ รวมถึงพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไป

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: ในช่วงปีพ.ศ. 2568 ตลาดเพชรแท้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ได้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากปัญหาหลายปัจจัย ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสามารถนำบทเรียนจากตลาดจีนมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ เนื่องจากในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความโปร่งใส ผู้ประกอบการอาจนำเทคโนโลยีตรวจสอบเพชรแท้ (Diamond Testing Instruments) มาประยุกต์ใช้ในร้านค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า รวมถึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการตรวจสอบแหล่งที่มา ตลอดจนการรับรองคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไทยในตลาดนานาชาติ

    ในแง่การตลาดและการโฆษณาสินค้า จากผลสำรวจตลาดเพชรแท้ในประเทศจีนได้พิสูจน์แล้วว่า การตลาดยุคใหม่ไม่ควรพึ่งพาเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างฐานชื่อเสียงแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงง่าย พร้อมกับจัดกิจกรรมภายในร้าน เช่น เวิร์กช็อปออกแบบเครื่องประดับ หรือกิจกรรมถ่ายภาพแชร์ลงโซเชียลแลกกับสิทธิพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงและความประทับใจให้กับลูกค้า ทั้งยังช่วยให้เกิดการบอกต่อและกระจายข้อมูลในวงกว้าง

    ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้บริโภคในตลาดเพชรราคาสูงจะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการไทยควรยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยเอกลักษณ์ของงานฝีมือสกุลไทย เช่น การฝังเพชรอย่างประณีต การออกแบบร่วมสมัยที่ผสมผสานศิลปะไทย ตลอดจนการให้บริการออกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Design) เพื่อสร้างคุณค่าและความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ และแม้ว่าตลาดเพชรแท้ทั่วโลกจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัวและยกระดับสู่มาตรฐานสากลผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ หากผู้ประกอบการไทยสามารถผสมผสานการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เข้ากับเสน่ห์ของงานฝีมือไทยได้อย่างลงตัว ย่อมจะสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในตลาดโลก ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry ครั้งที่ 73 ในวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 และครั้งที่ 74 ในวันที่ 8-12 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบ นวัตกรรม และคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยต่อไป เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพิ่มช่องทางการตลาด และเรียนรู้แนวโน้มความต้องการของตลาดโลก จะช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับทิศทางการค้า ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในระดับสากล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 หรือเว็บไซต์ https://www.ditp.go.th/

    https://mp.weixin.qq.com/s/hfQWyi34DsdYqmgIfLkEhQ

    https://gimg2.baidu.com/

    https://img0.baidu.com/

    เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    12 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lm6ewxezf0j55dvlv72d3brz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_be4Q_V79a-bD1MPOI-BI

  • เปิดแฟ้ม ครม. ‘คลัง’ ชงแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ลดความเสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

    เปิดแฟ้ม ครม. ‘คลัง’ ชงแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ลดความเสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

    เศรษฐกิจ

    เปิดแฟ้ม ครม. ‘คลัง’ ชงแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ลดความเสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

    18 พ.ย. 2025 เวลา 6:15 น.

    เปิดแฟ้ม ครม. 'คลัง' ชงแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ลดความเสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

    จับตา ครม.วันนี้เคาะแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือไม่เกิน 3% ของจีดีพี คงเป้ากรอบหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% จีดีพี ลดความเสี่ยงถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง “คลัง” ชงคนละครึ่งพลัส 1.5 เพิ่มเงินจูงใจรีสกิลร้านค้า

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (18 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน โดยมีวาระสำคัญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้แก่กระทรวงการคลัง เสนอ โครงการ คนละครึ่งพลัส 1.5 โดยเติมเงินให้ร้านค้าที่เข้าร่วมการอบรมเพิ่มทักษะการขายออนไลน์ ที่รัฐบาลจะเติมเงินให้ 10-20% ไม่เกิน 2,000 บาท ภายหลังการเข้าร่วมอบรม เพื่อช่วยยกระดับร้านค้าให้มีความสามารถทางดิจิทัลมากขึ้น

    กระทรวงการคลัง เสนอ การปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มีเป้าหมายสำคัญที่จะปรับลดการขาดดุลการคลังสู่ระดับมาตรฐาน โดยกำหนดให้ขาดดุลไม่เกิน 3% ของจีดีพี ภายในปีงบประมาณ 2572 จากปัจจุบันในปีงบประมาณ 2569 คาดว่าจะขาดดุลที่ 4.4% ทั้งนี้การปรับกรอบการคลังระยะปานกลางเพื่อเป็นการมุ่งรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงในการปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้ง ที่อาจเป็นความเสี่ยงจะกระทบกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในอนาคต

    โดยกรอบการคลังระยะปานกลางจะใช้เป็นกรอบในการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ต่อไป ซึ่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดกรอบงบประมาณปี 2570 ในช่วงบ่ายวันนี้ต่อไป

    สำหรับวาระเพื่อพิจารณาอื่นๆที่น่าสนใจได้แก่  กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เสนอ การกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศและกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการและเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ

    สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ การทบทวนแนวทางการประเมินผู้บริหารของหน่วยงานรัฐ

    กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เสนออขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เรื่องการดำเนินโครงการใดใดของหน่วยงานรัฐที่มีความจำเป็นจะต้องเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่เก้าสิงหาคม 2556 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เรื่อง การกำหนดโครงการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐที่มีความจำเป็นจะต้องเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

    กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เสนอ ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา  Stipendium Hungaricum  ปี ค.ศ. 2026-2028 ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี

    คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.)  เสนอ การกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์เลี้ยง

    สำหรับวาระเพื่อทราบได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกรมควบคุมมลพิษพ.ศ. ….

    สภาผู้แทนราษฎร เสนอ รายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวดห้าหน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชชนะจากไทย พุทธศักราช 2560 (เการบริหารจัดการของเรือนจำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง กรณีการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม-น้ำใช้และโภชนาการของผู้ต้องขังในเรือนจำ)

    สภาผู้แทนราษฎร เสนอ กรณีที่หน่วยงานของรัฐยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวดห้าหน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เรื่อง รายงานผลการตรวจติดตามการดำเนินโครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับพร้อมข้อเสนอแนะ

    กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ ขออนุมัติก่อนหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2573 เพื่อเช่ารถยนต์มาใช้ในราชการ

    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอ รายงานการพัฒนาระบบราชการประจำปี 2567

    กระทรวงคมนาคม เสนอ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ผลการเดินทางเข้าร่วมงาน China International Agricultural Trade Fair ครั้งที่ 22 ณ นครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

    กระทรวงพลังงาน เสนอ รายงานประจำปีและรายงานงบการเงินขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ประจำปี 2567

    สำนักเลขาคณะรัฐมนตรี เสนอ รายงานสถานภาพทางกฎหมาย สถานะ ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

    กระทรวงมหาดไทย เสนอ รายงานสรุปผลและการนำเสนอวิดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของกระทรวงมหาดไทยครั้งที่หนึ่ง (ระหว่างวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2568)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LMjXJeNnnmVb03UL4KcU_

  • พัทลุงหนุนสละพันธุ์สุมาลี พืชเศรษฐกิจสำคัญปี 68 สร้างมูลค่ากว่า 203.52 ล้านบาท

    พัทลุงหนุนสละพันธุ์สุมาลี พืชเศรษฐกิจสำคัญปี 68 สร้างมูลค่ากว่า 203.52 ล้านบาท

    สละพันธุ์สุมาลี ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของ จ.พัทลุง เนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศและดินของภาคใต้ตอนล่าง ดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตต่อเนื่อง และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมในการบริโภคผลสด และแปรรูปเป็นสละลอยแก้ว ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตในท้องถิ่น

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางจังหวัดได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม และผลักดันการปลูกสละพันธุ์สุมาลีอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการเกษตรเชิงท่องเที่ยว สนับสนุนการขายออนไลน์ ส่งเสริมการแปรรูป และจัดอบรมเกษตรกรปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

    นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศท.9 ติดตามสถานการณ์การผลิตสละพันธุ์สุมาลีของ จ.พัทลุง ปี 2568 (ข้อมูล ณ 4 พ.ย. 68) พบว่า มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งจังหวัด 3,808 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 3,153 ไร่ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในพื้นที่ อ.ป่าบอน เกษตรกรผู้ปลูก 1,112 ครัวเรือน เฉลี่ยปลูกครัวเรือนละ 2.84 ไร่ ได้รับมาตรฐาน GAP จำนวน 146 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 525 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งจังหวัดอยู่ที่ปีละ 5,088 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,614 กก./ไร่/ปี เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งสละพันธุ์สุมาลีโดยทั่วไปจะใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต และจะออกผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุ 7-8 ปี และจะออกต่อเนื่องประมาณ 20 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดูแลรักษา

    สำหรับราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ กก.ละ 40 บาท โดยจำหน่ายในรูปแบบผลสด 4,884.48 ตัน หรือร้อยละ 96 และแปรรูป 203.52 ตัน หรือร้อยละ 4 ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลสดอยู่ที่ 183,055 บาท/ครัวเรือน/ปี โดยปี 2568 สละพันธุ์สุมาลีผลสดสามารถสร้างมูลค่าให้กับจังหวัดกว่า 203.52 ล้านบาท

    ส่วนการจำหน่ายสละพันธุ์สุมาลีของจังหวัดแบ่งเป็น ผลผลิตร้อยละ 50 เกษตรกรจำหน่ายแผงลอย อ.ป่าบอน, ร้อยละ 21 ส่งขายไปยัง จ.ภูเก็ต สตูล และสงขลา , ร้อยละ 13 จำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง, ร้อยละ 10 ขายตรงจากสวนโดยมีพ่อค้ามารับซื้อหน้าสวน , ร้อยละ 4 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ ThailandPostMart และร้อยละ 2 วางจำหน่ายที่สวนสละที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

    ด้านการแปรรูป เกษตรกรนิยมทำเป็น “สละลอยแก้ว” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของผู้บริโภค โดยผลผลิต จำนวน 1 กก. สามารถทำสละลอยแก้วได้ประมาณ 35 ถ้วย เกษตรกรและกลุ่มแปลงใหญ่ในพื้นที่ จำหน่าย ในราคาถ้วยละ 15 บาท หรือใน 1 กก. สร้างรายได้ถึง 525 บาท นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไวน์สละ แบ่งเป็นขนาด 375 ml ราคาขวดละ 500 บาท และขนาด 750 ml ราคาขวดละ 1,000 บาท ซึ่งตัวอย่างของแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการแปรรูปไวน์สละพันธุ์สุมาลี คือ กลุ่มแปลงใหญ่สละ ต.ทุ่งนารี ในชื่อแบรนด์ “ไวน์ป่าบอนซิกเนเจอร์” และแปลงใหญ่สละ ต.หนองธง ในชื่อแบรนด์ “ไวน์สวนสละลุงถัน”

    ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปไวน์สละนอกจากจะสร้างรายได้ให้จังหวัดแล้ว ยังสามารถเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะเป็น Soft Power ของประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนชาวสวนสละ ตลอดจนสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศ

    ทั้งนี้จากการส่งเสริมและผลักดันของภาครัฐ ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การปลูกสละพันธุ์สุมาลีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ปัจจุบัน จ.พัทลุง มีกลุ่มแปลงใหญ่สละทั้งหมด 8 แปลง สมาชิก 374 คน พื้นที่ปลูกกว่า 3,140 ไร่ สะท้อนถึงความสำเร็จของการรวมกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และเป็นอีกก้าวสำคัญ ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดอย่างยั่งยืน โดยจังหวัดพัทลุงได้มุ่งส่งเสริมยกระดับคุณภาพสละพันธุ์สุมาลี พัฒนามาตรฐานสินค้า และขยายช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่า และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FTe8lXS2o6lQ94au6g31r

  • เปิดโมเดลยกเครื่องประเทศไทย  สู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก-ภูมิรัฐศาสตร์

    เปิดโมเดลยกเครื่องประเทศไทย สู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก-ภูมิรัฐศาสตร์

    เศรษฐกิจ

    เปิดโมเดลยกเครื่องประเทศไทย สู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก-ภูมิรัฐศาสตร์

    18 พ.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    “ศุภวุฒิ” ชี้ไทยต้องเร่งยกเครื่องโมเดลพัฒนา ลดอำนาจรัฐ-รับมือภูมิรัฐศาสตร์-ดันอุตฯ พลังงานสะอาด วางอนาคตแรงงานอีก 20 ปี อดีตทูตไทยชี้ “เศรษฐกิจ-การทูตถดถอย” เร่งออกแบบโมเดลใหม่ ย้ำไทยต้องยึดผลประโยชน์ชาติท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ อภิสิทธิ์–ณัฐพงษ์ ชี้อาเซียนต้องร่วมมือสกัดมหาอำนาจเศรษฐกิจ ขณะการเมืองไทยต้องมีเสถียรภาพก่อนปฏิรูปประเทศ

    • เสนอให้ลดอำนาจรัฐและดุลพินิจ สนับสนุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น พลังงานสะอาดและบริการ พร้อมพิจารณาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
    • ชี้ว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับบทบาททางการทูตและการต่างประเทศ โดยต้องมียุทธศาสตร์ที่ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักเพื่อรับมือความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
    • เสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเริ่มจากการปฏิรูประบบการเมืองและแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถดำเนินนโยบายระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง
    • เรียกร้องให้ภาครัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชน และใช้เวทีอาเซียนสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในหัวข้อ “Driving Thailand Toward a New Development Model” ว่า ปัญหาทางการเมืองไทยยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาแก้ไข แต่สิ่งที่ควรเร่งทำในระยะสั้นคือ “ลดอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะเรื่อง “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นรากของปัญหาหลายด้าน แม้จะเป็นภารกิจที่ยากเพราะไม่มีใครอยากลดอำนาจของตนเอง

    ดร.ศุภวุฒิ กล่าว่า สำหรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นแบบตั้งตัวไม่ติด ยกตัวอย่างเช่น ความตึงเครียดไทย–กัมพูชาไม่ใช่เพียงประเด็นทวิภาคี แต่เป็นผลพวงจากจีโอโพลิติกส์ที่สหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามามีบทบาทผ่านการเจรจาภาษีการค้า ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลไทยต้องวางวิธีรับมืออย่างรอบด้าน

    ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลควรใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุดในการสนับสนุนภาคเอกชน ทั้งการเปิดให้เอกชนร่วมพัฒนาระบบขนส่ง เช่น ระบบราง การเร่งลงทุนพลังงานสะอาด รวมถึงการพิจารณาจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund)” คล้ายกองทุน GIC ของสิงคโปร์ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองชี้ให้ชัดว่า หากได้บริหารประเทศ คนไทยจะมีอนาคตที่ดีขึ้นอย่างไร

     ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแรง จำนวนแรงงานจะลดลง 5 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านคน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต้องเร่งอัปสกิล–รีสกิลแรงงาน และกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมองว่า “พลังงานสะอาด” เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยควรเดินหน้าอย่างจริงจัง

    ในด้านเงินทุน (Capital) นั้นปัจจุบันไทยมีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศปีละ 8,000–9,000 ล้านบาท เพราะไม่เห็นโอกาสลงทุนในประเทศ และยังเป็นเพียงแพลตฟอร์มให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากกว่าที่จะสร้างเทคโนโลยีของตนเอง จึงควรทบทวนแนวทางและคิดใหม่เพื่อให้ไทยเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มแทนการเป็นแค่ฐานรองรับ

    “ไทยควรพัฒนา “อุตสาหกรรมบริการ” ในมิติเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “มาเมืองไทย ปลอดภัย อาหารอร่อย สุขภาพดี” ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยมีพร้อมและสามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”

    ไทยเผชิญ“เศรษฐกิจ-การทูตถดถอย”

    นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องเร่งออกแบบ “โมเดลใหม่” เพื่อพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน หลังตัวชี้วัดทุกด้านในช่วงกว่า 10–15 ปีที่ผ่านมา สะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยต่อเนื่อง 

    ขณะเดียวกัน “การต่างประเทศของไทยก็เสื่อมถอยไปพร้อมกัน” จนไม่สามารถกลับคืนสู่ความโดดเด่นเช่นในอดีตได้ ซึ่งการทูตไทยซึ่งเคยมีภาพลักษณ์สง่างามและเป็นแบบอย่างในภูมิภาค ได้เลือนรางลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

    แม้ยังมีเพียงหนึ่งด้านที่ไทยทำได้ดี คือ บทบาทในอาเซียน ที่ยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และช่วยลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกเก่าและกลุ่ม CLMV ซึ่งแม้บางประเทศจะพัฒนาแซงหน้าไทยแล้ว แต่แนวนโยบายนี้ยังช่วยสร้างความไว้วางใจแก่สมาชิกใหม่ได้อยู่

    นายพิศาล กล่าวว่า บทเรียนสำคัญคือ “การต่างประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเดินไปควบคู่กัน” หากรัฐบาลต้องการผลักดันการปฏิรูปประเทศ กระทรวงการต่างประเทศต้องยกระดับบทบาทจาก “เกรด C” เป็น “เกรด A” และทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด เพราะการต่างประเทศที่สง่างามและยืนบนผลประโยชน์ชาติจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญที่สุด

    อย่างเหตุการณ์ล่าสุดป็นสัญญาณเตือนความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่เหตุปะทะชายแดนที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ การประกาศรักษาเอกราชอธิปไตยของรัฐบาลไทยต่อหน้าสหรัฐฯ แต่ไม่นานหลังจากนั้นต้องเจรจาขอคงสิทธิภาษีการค้า 

    รวมถึงแรงกดดันจากภาคเอกชนสหรัฐเกี่ยวกับการถอนตัวจากปฏิญญาร่วม ซึ่งสะท้อนธรรมชาติของสหรัฐยุคใหม่ที่ “ไม่แยกเศรษฐกิจออกจากความมั่นคง” และพร้อมใช้ทุกประเด็นเพื่อกดดันคู่เจรจา

    “ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นพวกของสหรัฐ แต่ต้องยืนบนผลประโยชน์ของตนเอง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับจีน ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ อุตสาหกรรมสีเทา และความเสี่ยงที่หลายเมืองอาจกลายเป็น “เมืองหน้าด่าน” หากยังไม่มีการปฏิรูปการต่างประเทศอย่างจริงจัง”นายพิศาล กล่าว

    ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การทูตแบบใหม่ที่ “ยืนหยัดในผลประโยชน์ชาติและสง่างาม มีความนุ่มนวลโดยไม่อ่อนน้อม และแข็งแกร่งโดยไม่แข็งกร้าว” ซึ่งจะทำให้ประเทศได้รับความเคารพจากนานาชาติมากขึ้นในระยะยาว

    “อภิสิทธิ์”ตั้งโจทย์ใหญ่อนาคตไทย

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจต่อรองของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ หรือการแข่งขันลดภาษีระหว่างประเทศที่ทำให้ทุกฝ่ายสูญเสียรายได้โดยไม่เกิดประโยชน์ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับภูมิภาค 

    โดยเฉพาะช่วงที่ไทยจะกลับมารับตำแหน่งประธานอาเซียนในอีก 2–3 ปีข้างหน้า โดเฉพาะนโยบายและอุตสาหกรรมควรคิดในระดับอาเซียนเพื่อคุ้มครองประเทศในภูมิภาคจากบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า “อาเซียนกริด” ที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั้งภูมิภาค

    สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล นั้น คนไทยยังใช้เทคโนโลยีโดยได้รับมูลค่าเพิ่มน้อย รัฐควรกำหนดเงื่อนไขกับธุรกิจเทคโนโลยีต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ Data Center หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง 

    ทั้งนี้ ประเทศไทยยังได้เปรียบในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร แต่ต้องผสานเทคโนโลยีให้เพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสุขภาพต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดนักเดินทางเฉพาะกลุ่ม เช่น นักถ่ายทำภาพยนตร์ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ประกอบการดิจิทัล

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “พันธมิตรภาคเอกชน” โดยต้องเปิดข้อมูลภาครัฐให้เข้าถึงง่าย สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์แบบเรียลไทม์ และเร่งพัฒนา E-ID แม้จะมีโจทย์ด้านความเชื่อมั่นของระบบ พร้อมตั้งตัวชี้วัดการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ถูกต้องและสอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผลประโยชน์ตกสู่ประชาชนจริง ๆ

    “ณัฐพงษ์”ชี้ถึงเวลาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีนายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ยเพียงปีกว่า ทำให้นโยบายประเทศขาดความต่อเนื่องและไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกิดจาก “การเมืองไร้เสถียรภาพและขาดความชอบธรรม” ทำให้รัฐบาลใดก็ถูกลดทอนอำนาจ และเสี่ยงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งได้ง่าย หากไม่แก้ระบบการเมือง แม้เปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง นโยบายก็ไม่เดินหน้า

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบการเมือง ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ทีมบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีวิสัยทัศน์เพียงพอจะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1srmHKHW2a_EqFdTyJbuU_

  • เศรษฐกิจไทยโตช้า ‘เรื้อรัง’ ‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะโมเดลใหม่

    เศรษฐกิจไทยโตช้า ‘เรื้อรัง’ ‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะโมเดลใหม่

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดสัมมนาประจำปีภายใต้หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ว่า นับตั้งแต่รับตำแหน่งมุ่งหาคำตอบว่าไทยจะ “ก้าวข้ามโมเดลเก่า” ที่ฉุดรั้งการเติบโตมานานอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายการเติบโตต่ำ การอาศัยอุตสาหกรรมเดิม ขาดการลงทุน และสังคมสูงวัย ขณะที่ “พลังของรัฐ” ทั้งงบประมาณและฐานะการคลังลดลงต่อเนื่อง

    “สถานการณ์วันนี้ยากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เราไม่มีโมเดลใหม่แต่พลังเราน้อยลง โดยต่างชาติและ Rating Agency จับตาใกล้ชิด และหนึ่งในผลงานสำคัญ คือ S&P ยังไม่ลด Outlook หลังรัฐบาลส่งสัญญาณรักษาวินัยการคลังผ่านมาตรการเชิงปฏิบัติ”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายสุด คือ เวลา 4 เดือน ถ้าจะวางรากฐานใหม่ให้ประเทศต้อง “ทำจริง” มากกว่าคิด ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานได้สั่งคืนเงินให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทันทีในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก 30,000 ล้านบาท เพื่อแสดงสัญญาณวินัยการคลังชัดเจน

    ส่วนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ฉบับใหม่ รัฐบาลเตรียมเสนอกรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดกว่าเดิม เช่น ลดการขาดดุลจาก 4.4% สู่ระดับ 3% ภายในปี 2572, ควบคุมงบกลางไม่ให้เกิน 3% และกำหนดให้ชำระคืนหนี้ในงบประมาณไม่น้อยกว่า 4%

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หัวใจของโมเดลใหม่คือ “คน” นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสะท้อนปัญหาเดียวกันคือแรงงานขาดทักษะที่ตลาดต้องการ รัฐบาลจึงเร่งรีสกิลแรงงานแบบ Demand Driven โดยร่วมกับ BOI และผู้ลงทุนต่างชาติ เพื่อระบุทักษะที่ต้องการจริง

    สำหรับแผนรีสกิลใช้เงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ที่อนุมัติไปแล้วกว่าหมื่นล้านบาท และจะใช้รูปแบบใหม่ เช่น Short Course, การเรียนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม, การใช้เทคโนโลยี AR เพื่อฝึกทักษะ และปั้นแรงงานยานยนต์เดิมให้ทำงานกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Motor Assembly ได้

    “รัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่โมเดลใหม่ที่แข็งแรงในระยะยาว”

    เผยเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “โตช้าเรื้อรัง”

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวสัมมนาหัวข้อ “เครื่องจักรกไารเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวิตน์ย้อนกลับ” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “โตช้าเรื้อรัง” ต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี โดยแม้ประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7% ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไทยรั้งท้ายภูมิภาคเอเชีย

    วิกฤติเศรษฐกิจในรอบหลายทศวรรษไม่ได้กระทบชั่วคราว แต่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงอย่างถาวร หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ ภายในไม่เกินปี 2073 รายได้ต่อหัวของชาวเวียดนามจะสูงกว่าไทย ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2579 “แทบไม่สามารถบรรลุผลได้” เพราะรายได้ต่อหัวไทยเพิ่มขึ้นช้ากว่าประเทศรายได้สูงอย่างมีนัยสำคัญ

    “การเติบโตต่อหัวของไทยต่ำจนไม่มีวันไล่ทันประเทศรายได้สูง หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาการโตต่ำยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจนทั้ง 1. หนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 80% ของ GDP 2. ธนาคารไม่ปล่อยกู้ SME เพราะเสี่ยงหนี้เสีย 3. ภาครัฐต้องอุ้มหลายภาคส่วน ทั้งครัวเรือน เกษตรกร และธุรกิจ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง”

    นอกจากนี้ ค่าจ้างแรงงานต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบแทนไปสู่ทุนนิยมมากกว่าแรงงาน ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ว่างงานสูง แต่เป็นประเทศที่คนทำงานแล้ว “รายได้ไม่พอ” โดยแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี

    “ปัญหาเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงไปถึงสังคมและการเมือง เช่น การทุจริต ความไม่โปร่งใส ความอ่อนแอของระบบนิติธรรม รวมถึงความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็น “ประเทศสีเทา” หากปล่อยให้เครือข่ายฟอกเงิน-อาชญากรรมข้ามชาติขยายตัวต่อเนื่อง”

    “Good Jobs” คือหัวใจการพาไทยรอด

    นายสมเกียรติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญสุด คือ ต้องสร้างงานดี (Good Jobs) ที่ให้รายได้เพียงพอ มีสวัสดิการ ความปลอดภัย และความก้าวหน้า เพราะหากคนมีงานดี สังคมจะสงบ การเมืองมีเสถียรภาพ และประเทศจะโตยั่งยืน ซึ่ง Good Job เกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนมีทักษะสูงขึ้น ระบบการผลิตเข้มแข็ง และธุรกิจแข่งขันได้จริง

    “เศรษฐกิจไทยหากเปรียบเสมือนเครื่องบิน จะมี 4 เครื่องยนต์สำคัญด้านการใช้จ่าย ได้แก่ การบริโภค การลงทุนเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออก รวมถึง 4 เครื่องยนต์ด้านการผลิต ได้แก่ ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และบริการภาครัฐ โดยที่ผ่านมารัฐบาลเน้นเร่งฝั่ง “การใช้จ่าย” มากเกินไป ขณะที่ “การผลิต” ถูกละเลย ทำให้ประเทศโอเวอร์โหลด และเมื่อครัวเรือนมีหนี้สูง การลงทุนสะดุด และการส่งออกยากขึ้น เครื่องยนต์เศรษฐกิจจึงเร่งไม่ขึ้น”

    สำหรับปัญหาใหญ่ 3 ด้านของภาคการผลิตไทย อาทิ แรงงานขาดแคลน อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง อุบัติเหตุคร่าชีวิตและมลพิษคร่าชีวิตหลายหมื่นคนต่อปี การเกณฑ์ทหารถูกดึงแรงงานออกปีละ 70,000 คน คุณภาพการศึกษาต่ำ ไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ งบลงทุนรัฐลดลงเพราะงบประจำสูง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาไม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ รวมถึงกฎระเบียบล้าหลัง ขัดขวางการลงทุนใหม่ ทำให้ทรัพยากรถูกบิดเบือนจากนโยบายที่ไม่ตรงเป้า

    โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ความเสี่ยงใหม่ของไทย

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ได้แก่ 1. สหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูงที่สุดในรอบหลาย 10 ปี 2. ยุโรปออกมาตรการสิ่งแวดล้อม และ 3. สินค้าจีนล้นตลาด ทำให้ราคาสินค้าอุตสาหกรรมตกต่ำทั่วโลก โดยสถานการณ์นี้ทำไทยถูกบีบทั้งในตลาดโลกและในประเทศ โดยทางรอดนั้น ไทยควรมีโมเดลใหม่ด้านการผลิตไทย แบ่งเป็น

    1.ปฏิวัติภาคเกษตร ต้องเลิกคิดว่าไทยต้องมีแรงงานเกษตร 30% เพราะไม่มีประเทศรายได้สูงใดมีแรงงานเกษตรมากขนาดนี้ ดังนั้น ทิศทางใหม่คือเกษตรพรีเมี่ยม-เกษตรมูลค่าสูง เช่น ญี่ปุ่นเพาะปลูกเมล่อนพรีเมียม, ปูนิฮอกไกโดหรือเนื้อวากิวที่มีมูลค่าสูง ซึ่งไทยมีพืชเกษตรกรสร้างรายได้ดี อาทิ ไผ่เศรษฐกิจ, กล้วยน้ำว้า, ปูทะเล และถ่านชีวภาพ โดยทั้งหมดเป็นโอกาสเศรษฐกิจฐานรากที่สร้างรายได้จริง

    2.ยกระดับบริการ ใช้จุดแข็งร้านอาหาร-ท่องเที่ยวไทย โดยไทยมีร้านอาหารหนาแน่นติดอันดับโลก และติดอันดับสูงใน Michelin Guide หมวด “อร่อยราคาย่อมเยา” แต่ยังสู้สิงคโปร์ไม่ได้ในด้าน Michelin Star สะท้อนว่าระบบสนับสนุนภาครัฐยังไม่เข้มแข็ง

    แนะไทยเร่งพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

    ดังนั้น ไทยควรพัฒนาด้านการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ระบบ IT การสืบทอดกิจการ การทำแบรนด์ส่งออก ผลักดันร้านไทยไปต่างประเทศเหมือนสิงคโปร์ผลักดัน JUMBO Seafood vudmyh บริการควรปรับจาก non-tradable สู่ tradable เพื่อให้ส่งออกมากขึ้น

    3.ผลักดันบริการสมัยใหม่ เช่น การออกแบบชิป เหมือนอินเดียที่เป็นผู้ออกแบบ 1 ใน 5 ของโลก ยกระดับบริการ IT Digital บริการวิชาชีพ Creative Economy ถือเป็นภาคที่มีต้นทุนย้ายข้ามพรมแดนต่ำ ไม่ถูกภาษีศุลกากรเหมือนสินค้าอุตสาหกรรม

    4.ดึงอุตสาหกรรมถ่ายภาพยนตร์ ซีรีส์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ โดยปี 2568 มีต่างชาติมาถ่ายทำในไทย 451 เรื่อง สร้างรายได้ 7,000 ล้านบาท ซึ่งหนังใหญ่หลายเรื่อง เช่น Jurassic Park หรือ Alien Earth ถ่ายทำในไทยจำนวนมากทำให้เม็ดเงินกระจายสู่แรงงานไทย รวมถึงอุตสาหกรรมนี้โตได้อีกมาก หากรัฐเพิ่มวงเงินส่งเสริมและจัดการระบบให้โปร่งใส

    “ไทยต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ถ้าไม่อยากถูกทิ้งหลังอาเซียน โดยไทยต้องใช้แรงงานและทุนที่มีให้คุ้มค่า สร้างเครื่องยนต์ใหม่ในเกษตร-อุตสาหกรรม-บริการ ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์ “การใช้จ่าย” เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานดี เร่งการปรับตัวต่อโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ หากไม่เริ่มวันนี้ ไทยจะเสี่ยงกลายเป็นประเทศรายได้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และถูกกลไกเศรษฐกิจโลกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ”

    ‘วิรไท’เตือนศก.ไทยติดหล่ม-กำลังดิ่งเหว

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ ‘Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ’ ที่จัดขึ้นโดย TDRI ว่าจากการมองภาพเศรษฐกิจไทยของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “ติดหล่ม” หรืออาจจะกำลัง “ดิ่งเหว”

    ส่วนท่านที่สองคือ นายดนุชา พิชยนันท์ ว่าที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่าในความเป็นความก้าวหน้าของการพัฒนาของไทยได้หยุดชะงักมานานแล้ว ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะไม่ค่อยได้ยินผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบาย ยอมรับความจริงในลักษณะที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ดังนั้นความจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่ถูกปล่อยปละละเลยมาเป็นระยะเวลานาน จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเกิดภาวะชะงักงัน ติดหล่ม หรือกำลังจะดิ่งเหว

    ตัวชี้วัดไทย “ด้อยลง” แทบทุกด้าน

    รวมทั้งหากดูตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยเกือบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของเราเองก็ถดถอยลง โดยไม่จำเป็นต้องเทียบกับใครด้วยซ้ำตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มและชะงักงัน

    ทั้งดูจากความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือนความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย สถานการณ์คอร์รัปชันที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อย ๆ

    นอกจากปัญหาที่สะสมมานานแล้ว ในอนาคต เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นอีกมาก ทั้งจากผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์มาตรการกีดกันทางการค้า สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ การขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด อาทิ AI Transformation การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกปั่นป่วน

    “ยิ่งเราติดหล่มหรือชะงักงันนานขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะดิ่งเหวลึกขึ้นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และการปีนขึ้นจากเหวก็จะยากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุหลักคือทรัพยากรที่เรามีเหลือจะร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว” 

    ในขณะที่โลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และปัจจัยฉุดรั้งและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะประสานพลังกันในลักษณะที่เป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเป็นลูกโซ่ ผลกระทบนี้จะฉุดให้สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยไหลลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ และเมื่อเทียบกับพัฒนาการของตัวเราเองในอดีต

    สังคมขาดตระหนักรู้ความรุนแรงปัญหาสะสม

    สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยในวันนี้อยู่ในสภาวะติดหล่มหรือชะงักงัน มาทั้ง สังคมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ การเมืองที่มุ่งผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การมุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองหรือวิสัยทัศน์ที่ยาว ที่จะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาด ธุรกิจขนาดใหญ่มีการใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมก็ไม่เกิดขึ้นจริง การขาดหลักคิดนำทาง การขาดกลไกการปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ ระบบจูงใจที่ไม่เหมาะสม บวกกับคอร์รัปชันที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน หน่วยงานภาครัฐที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจรับแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลง

    ดังนั้น หากเศรษฐกิจไทยต้องการหลุดออกจากภาวะติดหล่ม เราจะต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา โดยต้องมีนโยบายอุตสาหกรรมใหม่นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง บทบาทของภาครัฐใหม่ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาที่สะสมมานานและความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรออยู่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่และให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาที่ได้รับการออกแบบใหม่นี้ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิม ๆที่คุ้นชินได้ แต่ต้องมองให้ไกลถึงความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต และมองถึงผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นในระยะยาว

    การสร้างโมเดลใหม่นี้ จำเป็นต้องใส่เลนใหม่เพื่อมองหาวิธีการใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ของการพัฒนา มุ่งหานวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ รวมถึงระบบแรงจูงใจใหม่ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลได้จริง และท้ายที่สุด การดำเนินการจะต้องทำให้จริงโดยต้องร่วมกันสร้างเจตจำนงทางการเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องอาศัยพลังการประสานงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันกับความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมานานและความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fNdcklqAmzJdMNTgtzn2z

  • “ภราดร” เร่งเครื่องเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบ

    “ภราดร” เร่งเครื่องเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบ

    รัฐบาลเดินหน้าเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ลั่น ดันเม็ดเงินจากภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ให้ประชาชนเห็นผลเร็วที่สุด

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงบรายจ่ายลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างการจ้างงานและกระตุ้นรายได้ให้กับประชาชนในวงกว้าง

    นายภราดร ยังเปิดเผยว่า ได้ติดตามความก้าวหน้าของการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้สำนักงบประมาณแจ้งส่วนราชการทุกหน่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 โดยเน้นให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

    สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งปรับเปลี่ยนจากงบเดิมของโครงการ Digital Wallet ได้รับการจัดสรรจริง 131,141 ล้านบาท และได้มีการเบิกจ่ายแล้ว 57,166 ล้านบาท คงเหลือ 73,974 ล้านบาท โดยมีการลงนามในสัญญาแล้วกว่า 52,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

    ทั้งนี้ ยังมีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านบาทของงบลงทุนภาครัฐที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อการฟื้นตัว การสร้างงาน และการสร้างรายได้ของประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเร่งรัดการเบิกจ่ายควบคู่กับการรักษามาตรฐานความโปร่งใส เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wZjaUpNQkzd19YIzpn9nT

  • ศธ.เดินหน้าขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย ออกประกาศแนวปฏิบัติบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง

    ศธ.เดินหน้าขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย ออกประกาศแนวปฏิบัติบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง

    เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงหน้าที่พลเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนฯ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

    1) เน้นย้ำการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองตามหลักสูตรแกนกลางฯ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 – ม.6

    2) ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ทั้งด้านหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การเลือกใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

    3) จัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน เน้นบูรณาการสาระการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ข่าวสารและสถานการณ์ร่วมสมัยเป็นฐานการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

    4) เลือกใช้สื่อที่หลากหลายและตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง ทั้งสื่อแบบดิจิทัล และสื่อพื้นบ้าน เช่น นิทาน ภาพถ่ายท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียน เช่น ใช้คลิปสารคดีสั้นหรือใช้แผนที่ท้องถิ่น ประกอบการเรียนประวัติศาสตร์

    5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ควรเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและไม่จำกัดเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เช่น ประเมินจากการอภิปราย การเขียนสะท้อนความคิด แฟ้มสะสมผลงาน โครงงาน ชิ้นงาน เป็นต้น

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามประกาศฉบับนี้ ครูจะมีแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน การวัดประเมินผล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น ส่วนนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างหลากหลายรูปแบบ และได้รับการวัดและประเมินผลที่มีความสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจอย่างหลากหลาย ขณะที่โรงเรียนจะมีแนวปฏิบัติในการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนเชิงนโยบายของโรงเรียน ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสื่อสารนโยบายแก่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศต่อไป

    ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93067&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aP7uYcyGAoQ-Kls3HSlFt

  • ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดลบ 52.62 จุด หุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยวร่วง กังวลสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นตึงเครียด

    ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดลบ 52.62 จุด หุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยวร่วง กังวลสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นตึงเครียด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ (17 พ.ย.) เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น กระทบต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและการท่องเที่ยวโดยตรง ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อสถานะทางการคลังของประเทศที่ส่อเค้าเสื่อมถอยภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มีการเทขายเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาล

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 50,323.91 จุด ลดลง 52.62 จุด หรือ -0.10%

    หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดได้แก่ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มการขนส่งทางอากาศ และกลุ่มค้าปลีก

    โบรกเกอร์ให้ความเห็นว่า หุ้นกลุ่มสำคัญอย่าง Fast Retailing (บริษัทแม่ของยูนิโคล่), กลุ่มห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และธุรกิจการบิน ต่างปรับตัวร่วงลงถ้วนหน้า หลังจากรัฐบาลจีนได้ประกาศเตือนพลเมืองของตนให้งดเว้นการเดินทางมายังญี่ปุ่น อันเป็นปฏิกิริยาต่อถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวัน

    มากิ ซาวาดะ นักกลยุทธ์จากฝ่ายเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ กล่าวว่า จากการโต้คารมระหว่างสองประเทศที่ยังดำเนินอยู่ “หุ้นของบริษัทที่มีสัดส่วนยอดขายในจีนสูงจึงอาจถูกตลาดมองว่าเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน”

    อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงในภาพรวมยังนับว่าไม่รุนแรงนัก เนื่องจากมีแรงซื้อกลับเข้ามาหลังจากดัชนีร่วงลงอย่างหนักกว่า 900 จุดเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) ประกอบกับยังมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาดไว้

    ซาวาดะกล่าวว่า ตลาดยังคงอยู่ใน “ภาวะรอดูท่าที” เพื่อจับตาการประกาศผลประกอบการของ Nvidia Corp. บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ บรรดาบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI หรือไม่

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAG0IQ8MCGKSHSRT07TXPUNZ252UV30&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t74EWHHupgQQSap8Ld-bY

  • เศรษฐกิจสูงวัยไทยกับโจทย์เกษียณ 65 ปี

    เศรษฐกิจสูงวัยไทยกับโจทย์เกษียณ 65 ปี

    ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ และกำลังจะขยับสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในปี  2576 ที่จะมีผู้สูงอายุมากถึง 18 ล้านคน หรือ 28% ของประชากรทั้งประเทศ สะท้อนแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ แรงงาน สวัสดิการ และการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ผู้สูงวัยยังคงมีบทบาทในเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ ตามแนวคิด Silver Economy ที่กำลังถูกจับตามองทั่วโลก

    ท่ามกลางบริบทนี้ กระแสข้อเสนอ “ขยายอายุเกษียณข้าราชการเป็น 65 ปี” จึงยิ่งถูกสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันก็มีบางสายงาน เช่น ผู้พิพากษา อัยการ และตำแหน่งวิชาการเฉพาะทาง ที่ทำงานได้ถึงอายุ 65–70 ปี เนื่องจากเป็นงานที่ใช้ประสบการณ์สูงและขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้าน

    น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ความเห็นในฐานะเป็นหน่วยงานวางแผนให้กับประเทศที่ติดตามโครงสร้างประชากรและเตือนสังคมมาโดยตลอดว่าไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ว่า ประเด็นการขยายอายุเกษียณต้องมองจากภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่มิติของระบบราชการเท่านั้น เพราะไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ย 75.6 ปี ขณะที่อายุสุขภาพดี (HALE) ซึ่งหมายถึงอายุ ที่ยังทำงานได้ของคนไทยอยู่ที่ 68.7 ปี ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังสามารถทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ

    การยืดอายุทำงานในหลายประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ และไทยก็เช่นกัน เพราะบางตำแหน่งราชการมีการปรับให้ทำงานได้เกิน 60 ปีแล้ว เช่น ผู้พิพากษาอาวุโสและอัยการอาวุโสที่ทำงานได้ถึง 70 ปี รวมถึงตำแหน่งวิชาการระดับเชี่ยวชาญในสายกฎหมาย กฤษฎีกา แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ ที่สามารถขยายการรับราชการต่อได้ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความชำนาญสูงและขาดแคลนบุคลากร ซึ่งสะท้อนว่าการขยายเกษียณเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่กำลังถูกหยิบมาพูดอีกครั้งในบริบทที่กำลังเปลี่ยนไป

    อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการ สศช. ย้ำว่า การขยายอายุเกษียณของข้าราชการ “ไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันสำหรับทุกตำแหน่ง” เพราะแต่ละงานมีความจำเป็นต่างกัน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน ซึ่งหากขาดความต่อเนื่องอาจกระทบคุณภาพการทำงานและการให้บริการของรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความพร้อมของบุคลากร เช่น สุขภาพไม่เอื้ออำนวย หรือไม่ประสงค์จะทำงานต่อ จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบที่มีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านลักษณะงาน ระยะเวลา และรูปแบบการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเต็มเวลา ไม่เต็มเวลา หรือสัญญาจ้างเฉพาะตำแหน่ง

    นอกจากนี้ การขยายอายุเกษียณข้าราชการเป็น 65 ปี มีประโยชน์สำคัญช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพราะข้อมูลชี้ว่า “ยิ่งสูงวัย รายได้ยิ่งลดลง” และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องพึ่งพิงรายได้จากบุตรหลานเป็นหลัก ขณะที่ผู้สูงอายุเกือบ 40% มีเงินออมไม่ถึง 50,000 บาท การทำงานจึงเป็นทางเลือกให้มีรายได้และความมั่นคงเพิ่มขึ้น และยังช่วยชะลอการหดตัวของกำลังแรงงานในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สศช.ไม่ได้มองเฉพาะการให้ข้าราชการเกษียณอายุ 65 ปี แต่มองกว้างไปถึงการทำงานหลังเกษียณของประชากรทั้งประเทศ จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ของอาชีพที่ผู้สูงอายุในทุกภาคส่วนสามารถทำต่อได้เมื่อเข้าสู่วัย Silver Age จากความร่วมมือ สศช.และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าโครงสร้างแรงงานของไทยยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสร้างรายได้ต่อได้อีกหลากหลาย โดยเฉพาะในภาคนอกระบบซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของประเทศ ยังทำงานต่อได้ในอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เช่น เกษตรพื้นฐาน เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปสินค้าเกษตร งานบริการในท้องถิ่น มัคคุเทศก์ชุมชน รวมถึงกิจการ Homestay เชิงวัฒนธรรมที่กำลังได้รับความนิยม

    ขณะเดียวกันเทคโนโลยียังเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยก้าวสู่บทบาทใหม่อย่างผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลัง ส่วนด้านผู้ประกอบการสูงวัยก็ยังมีศักยภาพสูงในการทำธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่ร้านอาหารสุขภาพ สมุนไพร สปา งานช่าง ไปจนถึงการค้าขายออนไลน์ที่ช่วยขยายตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากการศึกษาเดียวกันชี้ว่าผู้สูงอายุจะเป็น “พลังเศรษฐกิจขนาดใหญ่” โดยมูลค่าการใช้จ่ายจะเพิ่มจาก 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 เป็น 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 4% ต่อปี นำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจใหม่ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design อาหารเฉพาะโรค นวัตกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวสูงวัย และบริการช่วงท้ายชีวิต ซึ่งล้วนเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในทศวรรษหน้า

    สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ไทยมีผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรแล้ว และมีผู้สูงอายุถึง 4.5 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 40,000 บาทต่อปี ขณะที่กว่า 300,000 คนอยู่ในภาวะติดบ้าน-ติดเตียง ทำให้ไทยต้องเร่งออกแบบระบบรายได้ แรงงาน และสุขภาพที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นระบบ

    น.ส.วรวรรณทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือ “การสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาทในเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่” ไม่ว่าจะในฐานะแรงงาน ผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค เพื่อให้สังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.

    อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2896046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20fotu7pwTMrl1N4GmmOpT