Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/board/tcas/4157600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vCid5KbrGnV_3oR9XPSN7

  • รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าทบทวนแผนฟื้นฟูฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินสะสมกว่า 2.8 แสนล้านบาท

    โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทลูก การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน และการเร่งจัดหาขบวนรถใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เป้าหมายหลักคือการเพิ่มรายได้จากการโดยสารและสินค้าให้สูงขึ้น และลดภาระหนี้สินให้ได้ และมีเป้าหมายระยะยาว เพิ่มรายได้จากการโดยสารให้เพิ่มขึ้น 4 เท่า และรายได้จากการขนส่งสินค้าให้เพิ่มขึ้น 5 เท่า เพื่อให้ รฟท. ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการระบบรางที่ดีที่สุดในอาเซียนภายในปี 2570

    ขณะเดียวกันยัง มุ่งนำแปลงที่ดินที่มีศักยภาพออกพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่เป็นใจ โดยขอสนุบสนุนการกู้เงิน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว

    โดย มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด เห็นชอบให้รฟท.กู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ขณะแผนแก้หนี้สะสมมานานหลายแสนล้านบาท ล่าสุดไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 18,000 ล้านบาท

    สำหรับเหตุผลของการดำเนินการครั้งนี้ กระทรวงคมนาคม รายงานว่า ปัจจุบัน รฟท. มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก รฟท. ต้องจัดสรรรายได้ไว้เพื่อจ่ายชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้

    ส่วนรายได้ที่เหลือต้องจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางระบบราง เช่น หมอบรองราง ตัวราง สะพาน ระบบอาณัติสัญญาณ และเครื่องกั้น/สัญญาณไฟทั่วประเทศ

    อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน รถโดยสาร รถสินค้า และรถพ่วงซึ่งมีอายุการใช้งานนาน ทำให้ต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินรถค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ

    ส่งผลให้ รฟท. มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

    เปิดแนวทางแก้หนี้รฟท.

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่าแนวทางการแก้ปัญหาหนี้รฟท.แบ่งเป็น 2 แนวทาง

    โดยแนวทางแรก คือ การหารายได้จากการเดินรถขนส่งสินค้า ปัจจุบันรฟท.มีรายจ่ายด้านการเดินรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยมีรายได้จากการเดินรถโดยสารยังต่ำ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี

    เนื่องจากปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อรถโดยสารที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้รฟท.ทบทวนเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถในรูปแบบ PPPคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

    ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าโดยสารได้ เพราะสภาพการใช้งานรถไฟค่อนข้างเก่ามาก

    “หากรฟท.สามารถปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้นได้ อาจจะทำให้รฟท.สามารถปรับค่าโดยสารขึ้นมาได้ เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น โดยรฟท.จะใช้อัตราราคาน้ำมันคำนวณต้นทุน ซึ่งพบว่าขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีรายได้รวมของการขนส่งสินค้าประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการขนส่งสินค้าอีก 2,400 – 2,500 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10%” นายอนันต์ กล่าว

    นอกจากนี้ยังมีการหารายได้จากการเดินรถไฟท่องเที่ยว ที่ผ่าน มารฟท.มีรายได้จากการรถไฟท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการเดินรถไฟขบวนรถไฟญี่ปุ่น KIHA183

    และขบวนรถไฟ Royal Blossom รวมทั้งรถไฟขบวนพิเศษสีน้ำเงิน ไปยังแหล่งเส้นทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

    ทั้งนี้รฟท.จะต้องบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและขบวนรถไฟให้ดีขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ภายในปี 2568 อยู่ที่ 100 ล้านบาท

    ปั้นที่ดินเชิงพาณิชย์ 3.8 หมื่นไร่

    ส่วนแนวทางที่สอง คือ แผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ของรฟท. บนพื้นที่ 3.8 หมื่นไร่ มูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่โอนให้บริษัทลูกอย่าง บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ฐานะบริษัทลูก ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อนำที่ดินแปลงศักยภาพเปิดประมูลสร้างรายได้

    โดยมีสถานีกลางบางซื่อ(สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) ศูนย์กลางเดินทางระบบรางใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดขาย ตั้งเป้าหมายดึงนักลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์มิกซ์ยูส

    ที่ผ่านมารฟท.เคยเปิดประมูลพื้นที่โดยรอบมาแล้วสองครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องปรับแผนครั้งใหญ่ โดยอาศัยบริษัทลูกนำที่ดินทั้งหมดออกพัฒนาต่อไป

    ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทลูกของการรถไฟฯ นำไปบริหารจัดการสัญญาเช่า โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ รวมทั้งจัดสรรพื้นที่และเจรจากับบุคคลที่สาม หรือร่วมทุนกับเอกชน เพื่อรับโอนพื้นที่ไปดำเนินการ

    โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูก ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้การส่งมอบสัญญาดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเช่าพื้นที่จากการรถไฟฯ หรือซื้อที่ดินจากองค์กรอื่นมาพัฒนาและบริหารจัดการ โดยบริษัทเอสอาร์ทีต้องแบ่งผลตอบแทนให้กับรฟท. ในฐานะผู้บริหารสัญญา ร้อยละ 5 ของรายได้จากค่าบริหารสัญญา

    ต่อสัญญาเซ็นทรัลยาว20ปี

    รวมทั้งยังต่อต่อสัญญาเช่าของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในฐานะผู้เช่า บนที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน” หรือที่ดินบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าว ของ รฟท. ที่จะครบสัญญาเช่าในเดือนธันวาคม 2571

    ทั้งนี้ในปัจจุบันทางเอกชนได้ยื่นเรื่องขอต่อสัญญามายังบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) บริษัทลูกของรฟท. แล้ว โดยส่งเรื่องมาให้รฟท.พิจารณาแล้ว โดยการต่อสัญญาใหม่ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนของรฟท.ต้องไม่น้อยกว่าสัญญาเดิม

    ชงบอร์ดรฟท.เคาะสัญญาเช่า 10 แปลง

    ขณะเดียวกันทางบริษัทเอสอาร์ทีได้เสนอแผนต่อรฟท.ในการต่อสัญญาที่ดินแปลงอื่นอีกประมาณ 10 แปลง เช่น โครงการถนนพหลโยธิน (หัวมุม อตก.) ,โครงการย่านชุมทางหาดใหญ่ ฯลฯ

    โดยจะเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. พิจารณาภายในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

    ส่วนแปลงพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ปัจจุบันได้แบ่งแผนงานออกเป็น 2 ส่วน คือ แปลง E (กระทรวงคมนาคม) ที่เตรียมดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ตามสัญญาเช่ากับกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่

    และส่วนที่สอง คือ โซนพื้นที่ด้านข้างแปลง E เบื้องต้นบอร์ดรฟท.มอบหมายให้บริษัทเอสอาร์ทีฯไปดำเนินการศึกษาพื้นที่โซนดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความกว้างสามารถพัฒนาพื้นที่ต่อได้

    ด้านแปลง G ซึ่งเป็นแปลงที่ก่อสร้างโครงการบ้านพักคนไทยและเป็นพื้นที่ที่ติดบ้านพักพนักงานอยู่แล้ว ปัจจุบันตามแผนบริษัทเอสอาร์ทีฯ ได้งบกลางเพื่อดำเนินการออกแบบและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)คาดว่าใกล้เสร็จภายใน 2 เดือน

    ทั้งนี้บริษัทเอสอาร์ทีฯต้องประเมินมูลค่าการลงทุนว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ หากคุ้มค่าสามารถเดินหน้าต่อได้

    นอกจากนี้ยังมีที่ดินรถไฟย่านรัชดาฯ 186 ไร่ 124 แปลง 124 สัญญา ที่ปล่อยเช่าสร้างตึกสูงใหญ่ โรงแรม-สถานบริการอาบอบนวด ราคาที่ดินสูงสุดอยู่ที่ 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา และมีหลายแปลงที่จะหมดสัญญา

    ขณะเดียวกัน หลายสัญญาขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์เปลี่ยนรูปแบบเป็นโรงแรม3ดาวอย่างโพไซดอน ที่ประเมินว่าต้องปรับสัญญาเช่าใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างรายได้

    ส่วนที่ดินแปลงศักยภาพรองสถานีธนบุรี 148ไร่ โดย บ้านพักพนักงานรถไฟ สถานีธนบุรี 305 ครัวเรือน เนื้อที่ 21 ไร่ โดยรฟท. มีแผนแปลงโฉมเป็นมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ ให้เอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี

    เพราะนอกจากใกล้โรงพยาบาลศิริราช แม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว บริเวณดังกล่าว ยังเป็นทำเลทองศักยภาพสถานีจุดตัดรถไฟฟ้า 2 สาย ระหว่างสายสีส้มตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม)

    และสายสีแดง (ตลิ่งชัน -ศิริราช-ศาลายา) ใกล้สถานีอิสรภาพ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังไม่รวมที่ดินบริเวณตลาดน้อยย่านฝั่งธนบุรีติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีรูปแบบให้เอกชนเช่าพัฒนาโรงแรม3ดาว ฯลฯ

    หนุนเอสอาร์ทีฯหารายได้ต่อ

    ส่วนประเด็นที่รฟท.มีสินทรัพย์จำนวนมาก แต่ยังบริหารจัดการได้ไม่ครบถ้วน โดยกระทรวงการคลังจะรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อเตรียมจัดหาบริษัทเอกชนเข้ามาประมูลสินทรัพย์ของรฟท. ที่มีศักยภาพ เพื่อหารายได้ให้กับรฟท.นั้น

    เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เนื่องจากการหารายได้จากทรัพย์สินของรฟท.ยึดตามมติครม.เดิมที่มีการอนุมัติให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ ไปดำเนินการก่อนเป็นอันดับแรก

    อย่างไรก็ดีรฟท.ได้มอบหมายให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ ไปหารือกับผู้แทนกระทรวงการคลังในเรื่องนี้ คาดว่าคณะกรรมการบริษัทเอสอาร์ทีฯ ชุดใหม่จะเริ่มทำงานได้ภายในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

    ดันศึกษาที่ดินเพิ่ม 28 แปลง

    ที่ผ่านมารฟท.ได้มอบให้ SRTA ศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ จำนวน 28 แปลง เช่น โครงการบางซื่อ-คลองตัน (RCA) ,โครงการศิลาอาสน์แปลงย่อย

    รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    โครงการตลาดคลองสาน , โครงการสถานีราชปรารภ(แปลง OA),โครงการย่านบางซื่อ (แปลง A2) สถานีขนส่ง, โครงการย่านสถานีหนองคาย (แปลง 5) เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/644354&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10rplHklGnCz8wlXHa1gnF

  • เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซี-บางจาก เปิดเกมรุกรับมือค่าครองชีพ สร้างความคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    เคทีซีจับมือบางจาก เปิดกลยุทธ์ “เติมเต็มความคุ้มค่า” รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงการใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์ประจำวันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านสองแคมเปญหลัก ได้แก่ การมอบเครดิตเงินคืนทันที 3% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เจซีบี และการแลกคะแนน KTC FOREVER หรือบางจาก กรีนไมลส์ เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการ ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน

    นายสุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีเชื่อว่าความคุ้มค่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกบัตรเคทีซี เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้ออกบัตรเครดิต แต่ต้องการเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว การเดินทาง หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างการเติมน้ำมัน ความร่วมมือกับบางจากในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์ที่ผสานทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มผ่านสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ e-Coupon ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้จริง พร้อมช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่งสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมการเงินที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

    สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการบางจากที่ร่วมรายการทั่วประเทศ คือ รับ e-Coupon เครดิตเงินคืน 3% ไม่ต้องใช้คะแนนแลก (หรือ 30 บาทต่อเซลส์สลิป) ผ่านแอปฯ KTC Mobile โดยไม่ต้องลงทะเบียน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต KTC JCB ทุกประเภท ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 หรือเลือกแลกคะแนน KTC FOREVER และคะแนนบางจากกรีนไมลส์ เพื่อรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 33% ทุก 100 บาทที่ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ และใช้ทุก 100 คะแนน KTC FOREVER + ทุก 100 คะแนนบางจากกรีนไมลส์ ไม่จำกัดยอดแลกคะแนน เมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมรายการตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569

    สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก วีซ่า แพลทินัม (KTC-BANGCHAK VISA PLATINUM) และบัตรเครดิตเคทีซี-บางจาก แพลทินัม มาสเตอร์การ์ด (KTC-BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD) รับเพิ่มเครดิตเงินคืน 1% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในการเติมน้ำมันทุกชนิด (ไม่รวมน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ) ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก จากยอดชำระไม่เกิน 3,000 บาท/เซลส์สลิป โดยเครดิตเงินคืนจะถูกโอนเข้าบัญชีบัตรเครดิตในรอบบัญชีถัดไป

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทั้งนี้ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1547925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gVURNwlfdKDInQLWMLuDk

  • ส.อ.ท.ห่วงเศรษฐกิจติดหล่มลุ้น“Quick Big Win”ฟื้นประเทศ

    ส.อ.ท.ห่วงเศรษฐกิจติดหล่มลุ้น“Quick Big Win”ฟื้นประเทศ


    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯชะลอตัวเล็กน้อย หนุน “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี  ชง 3 ข้อเสนอ เติมเม็ดเงินในระบบ เร่งเบิกจ่ายงบปี’69 ภายใน 30-45 วัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 87.8 ในเดือนกันยายน 2568  ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าคงทนปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์สันดาปและเครื่องปรับอากาศ จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในตลาดออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา รวมถึงผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดจีนและมาเลเซียที่มีคำสั่งซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 0.1% ต่อสัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐฯโดยรวม

    นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าจากจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนม.ค.–ก.ย. 2568 เพิ่มขึ้นถึง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (+9.78%YoY) เหล็ก (+9.23%YoY) และพลาสติก (+16.28%YoY)

    อย่างไรก็ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยที่ยังคงขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบต่อผลผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตลอดจนการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายน 2568 มูลค่าการค้ากับเมียนมาลดลงเหลือ 9,401 ล้านบาท (-40.8%) ขณะที่การค้ากับกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 11 ล้านบาท (-99.9%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ในเดือนตุลาคมยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ เหลือ 30.94 บาทต่อลิตร และปรับลดราคาน้ำมันเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจและฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร หัตถกรรม ของฝาก และเครื่องนุ่งห่ม

    ขณะเดียวกันการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดบริเวณชายแดน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัยดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงบางประการที่ต้องเฝ้าระวัง  ทั้งธุรกิจสีเทาอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าอย่างต่อเนื่องกระทบต่อรายได้จากการส่งออก  นอกจากนี้ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1.2% ถือว่าต่ำดังนั้นต้องลุ้นมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล หวังว่าจะไม่ทำให้เศรษฐกิจติดหล่ม และต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วขึ้น  ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส   สิ่งหนึ่งที่สบายใจคือนโยบายรัฐตรงโจทย์ ในช่วง 4 เดือน”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่าได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ   ดังนี้ 1.เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างให้กับผู้ประกอบการ SMEs ภายใน 30–45 วันนับตั้งแต่ตรวจรับงานเพื่อลดปัญหาการขาดสภาพคล่อง พร้อมปรับลดวงเงินหลักประกันสัญญาและเร่งคืนให้เร็วขึ้นภายใน 15 วัน

    2. เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐประจำปีงบประมาณ  2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายอย่างน้อย 33% ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    3.  สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการปราบปรามและป้องกันธุรกิจสีเทาในทุกมิติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนแผนของคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ใน 6 ด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย

    ด้านม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท.   กล่าวว่า จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,335 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนตุลาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 67.3% เศรษฐกิจโลก 63.1% และอัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 48.1% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ 48% การเข้าถึงสินเชื่อ 29.1% ราคาพลังงาน 27.1% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 20.4%

    ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 93.5 จากระดับ 91.8 ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ อาทิ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อและปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย และสหรัฐอเมริกายังมีพัฒนาการในเชิงบวก โดยทั้งสองประเทศได้บรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไว้ที่ 19% พร้อมให้สิทธิยกเว้นภาษี (0%) แก่สินค้าบางประเภทจากไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    ขณะเดียวกันการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯ จะ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเหลือ 47% จากเดิม 57% ขณะที่จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก ซึ่งช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการค้าโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wO6ERIyoFep3PoGWTL7SU

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต.ค.ชะลอตัว รับหลายปัจจัยใน-ตปท.กดดัน หวังรัฐเร่ง Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต.ค.ชะลอตัว รับหลายปัจจัยใน-ตปท.กดดัน หวังรัฐเร่ง Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนต.ค.68 อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 87.8 ในเดือนก.ย.68

    การปรับลดลงดังกล่าว เป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การส่งออกสินค้าคงทนปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์สันดาป และเครื่องปรับอากาศ จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในตลาดออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดจีน และมาเลเซีย ที่มีคำสั่งซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 0.1% ต่อสัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยรวม

    นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าจากจีน ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย.68 เพิ่มขึ้นถึง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (+9.78%) เหล็ก (+9.23%) และพลาสติก (+16.28%)

    รวมทั้งความกังวลต่อสถานการณ์น้ำ และอุทกภัยที่ขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบต่อผลผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตลอดจนการดำเนินธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งมูลค่าการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดน ยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนก.ย.68 มูลค่าการค้ากับเมียนมา ลดลงเหลือ 9,401 ล้านบาท (-40.8%) ขณะที่การค้ากับกัมพูชา ลดลงเหลือเพียง 11 ล้านบาท (-99.9%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนต.ค. ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กนบ.) ได้มีมติปรับลดลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ เหลือ 30.94 บาท/ลิตร และปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน ลง 30 สตางค์/ลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.68 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการดังกล่าว มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ และฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร หัตถกรรม ของฝาก และเครื่องนุ่งหุ่ม

    ขณะเดียวกัน การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดบริเวณชายแดน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และ เที่ยวดีมีคืน ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    *หวัง Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 93.5 จากระดับ 91.8 ในเดือนก.ย.68 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ อาทิ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อและปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 บาท ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่อง และกระตุ้นการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ยังมีพัฒนาการในเชิงบวก โดยทั้ง 2 ประเทศ ได้บรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไว้ที่ 19% พร้อมให้สิทธิยกเว้นภาษี (0%) แก่สินค้าบางประเภทจากไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน มีแนวโน้มผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เหลือ 47% จากเดิม 57% ขณะที่จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก ซึ่งช่วยคลี่คลายบรรยาการทางการค้าโลก

    อย่างไรก็ดี แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย แต่อุตสาหกรรมไทย ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงบางประการที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความกังวลต่อปัญหาธุรกิจสีเทา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศด้านการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออก รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในตลาดโลก

    ประธาน ส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนไปถึงภาครัฐ ดังนี้

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างให้กับผู้ประกอบการ SMEs ภายใน 30-45 วัน นับตั้งแต่ตรวจรับงาน เพื่อลดปัญหาการขาดสภาพคล่อง พร้อมปรับลดวงเงินหลักประกันสัญญา และเร่งคืนให้เร็วขึ้นภายใน 15 วัน

    2. เสนอให้เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายอย่างน้อย 33% ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    3. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการปราบปราม และป้องกันธุรกิจสีเทาในทุกมิติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนแผนของคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ใน 6 ด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J9toS2qLuwrK7UCtn8IPd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.15 น.

    กลยุทธ์ : Sideway สร้างฐานใหม่
    แนวรับ : $4,000  หรือ  61,700 บาท
    แนวต้าน : $4,170  หรือ  63,500 บาท

    ข่าว :

    .

    ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก – เงินไหลเข้า Safe Haven
    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลงแรงจากผลประกอบการที่ผิดหวังและความกังวลมูลค่าหุ้น AI ทำให้เกิดภาวะ Risk-off เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย เช่นทองคำและพันธบัตร (10Y Yield ลดลง)

    ดอลลาร์แข็งแต่จำกัดผลกระทบ เพราะ Fed ไม่ชัดเจน
    ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเยน/ยูโร แต่ไม่กดทองมากเพราะ Fed ยัง “ไม่ฟันธง” เรื่องดอกเบี้ย Thomas Barkin ชี้เศรษฐกิจอยู่ในจุดที่ไม่โดดเด่น ทั้งเงินเฟ้อสูงและตลาดแรงงานอ่อนแรง ทำให้ FOMC แบ่งเป็น 2 ฝ่าย (ลดดอกเบี้ย vs คงดอกเบี้ย)

    ลุ้น “ประธาน Fed คนใหม่” จากทรัมป์ – สัญญาณลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
    ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดว่าต้องการประธาน Fed ที่มีแนวคิด Dovish มากขึ้น หากมีการเปลี่ยนตัวจริง จะเป็นสัญญาณแรงที่ทำให้ทองพุ่งได้ในอนาคต

    ตลาดแรงงานแผ่วลงกดดัน Fed
    ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น 232,000 ราย และ Continuing Claims พุ่งแตะ 1.957 ล้านราย บ่งชี้ว่าหางานใหม่ยากขึ้น ตลาดแรงงานอ่อนแรง = แรงกดดันให้ Fed ผ่อนคลายเร็วขึ้นหนุนราคาทอง

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ทองคำได้แรงหนุนจากภาวะ Risk-off ในตลาดหุ้น และการไหลเข้าของ Safe Haven

    ดอลลาร์แข็งแต่ยังไม่กดดันเพราะทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนยังถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยง

    ความเป็นไปได้ที่ประธาน Fed คนใหม่จะ “Dovish” กลายเป็นแรงคาดการณ์เชิงบวกต่อตลาดทองคำในระยะถัดไป

    ตลาดแรงงานอ่อนแอหนุนโอกาส Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ

    Sentiment โดยรวมยังออกเชิงบวก (Bullish Bias) แต่ทองยังต้องสร้างฐานในกรอบ Sideway ก่อนจะไปต่อ

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวรับสำคัญ: 4,000$ ≈ 61,700 บาท
    แนวต้านสำคัญ: 4,170$ ≈ 63,500 บาท

    ราคาทองปรับลงทดสอบ 4,000$ และรีบาวน์ขึ้นมา มีโอกาสสร้างฐานใหม่ในกรอบ 4,000 – 4,200$
    หากทอง Break 4,200$ ได้ มีโอกาสกลับขึ้นไปเทส All-Time High รอบใหม่
    กลยุทธ์หลักตอนนี้คือ Sideway รอสร้างฐาน เน้น ซื้อเมื่ออ่อนตัว (Buy on Dips) ที่โซนแนวรับ และขายตามแนวต้านเพื่อทำกำไรระยะสั้น

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-19-nov-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gs6opSIRUmErKu5GLKZpr

  • ความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    ความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน ของผู้ประกอบการไทย ที่เริ่มจากหัวใจของคนทำงาน

      ในอุตสาหกรรมไม้ยางพาราที่มีการแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การพัฒนาให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงจำเป็นต้องมีผู้นำที่มองลึกกว่าตัวเลขกำไร คุณพรศักดิ์ งามรัตนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจจากศูนย์ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง และขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    จุดเริ่มต้นของ บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด

      “ธุรกิจของผมเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เกษตรกรต้องโค่นต้นยางพาราจำนวนมากเพราะกรีดน้ำยางจากต้นไม่ได้ ทำให้ต้องปลูกต้นยางพาราใหม่ทดแทน ทำให้ไม้ยางพาราล้นตลาด ตอนนั้นโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราก็มีอยู่ไม่กี่โรง ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะมาตั้งโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบตรงนี้ให้มีค่ามากยิ่งขึ้น

    ก่อนเข้ามาทำโรงงานนี้ ผมไม่มีความรู้เรื่องไม้ยางพารามาก่อนเลย เพราะเดิมทีผมทำธุรกิจร้านอาหาร แต่พอเริ่มมาลงมือทำจริง ผมเรียนรู้ทุกอย่างจากประสบการณ์ล้วน ๆ ศึกษาวิธีอบไม้ยางพาราเอง แก้ปัญหาเอง ทดลองเอง จนเริ่มเข้าใจระบบทั้งหมด โดยเมื่อก่อนวัตถุดิบมีเยอะ เพราะโรงงานมีน้อย แต่พอโรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มแย่งวัตถุดิบกัน ราคาก็ปรับสูงขึ้น ทำให้เราต้องปรับตัวหนักเหมือนกัน เพราะถ้าเราบริหารไม่ดี มันไปต่อไม่ได้แน่นอน”

    จุดแข็งที่โดดเด่นจากคู่แข่ง

     สินค้าของบริษัท บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด มีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพของไม้ยางพาราที่ผ่านการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างเข้มงวด และการควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ทำให้ไม้มีความแห้งสม่ำเสมอ ไม่บิดงอ แข็งแรง ทนทาน เหมาะต่อการนำไปแปรรูปในงานเฟอร์นิเจอร์และอุตสาหกรรมไม้ระดับคุณภาพ

    แนวคิดการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน

      “เมื่อก่อนโรงงานที่ประกอบการโรงเลื่อยไม้ยางพาราในภาคใต้มันน้อย วัตถุดิบมันก็มีเพียงพอ แต่ ณ ปัจจุบัน ปัญหาที่พบเจอคือมีโรงงานเกิดขึ้นหลากหลาย แย่งวัตถุดิบกันจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาวัตถุดิบปรับสูงจนไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด เริ่มจากการคิดหาทางว่าทำอย่างไรดีที่พอจะลดต้นทุนได้ เราก็เริ่มมีการทำโซล่าเซลล์ขึ้นมา ซึ่งอันนี้ได้ผลมากเลย เพราะโรงงานไม้ยางของเรา เดือนหนึ่งเมื่อก่อนผลิตเต็มที่ เราใช้ค่าไฟเดือนละสองล้านกว่าบาท แต่ตอนนี้พอติดตั้งโซล่าเซลล์ไปสองเฟสแล้ว เราลดค่าใช้จ่ายไปได้ประมาณห้าถึงหกแสนบาทต่อเดือนเลย หลังจากนั้นเราก็ต่อยอดแนวคิดดเรื่องของ ESG เรื่อยมา

    สำคัญที่สุดเลยคือเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะโรงงานผลิตไม้จะมีเรื่องของฝุ่น เรื่องของขยะ เรื่องของควัน โรงงานของเราก็มีการควบคุมตลอด ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเราพึ่งมาควบคุมเรื่องนี้ เราทำมาตลอดในเรื่องการควบคุมมลภาวะ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนชุมชนโดยรอบ

       พร้อมทั้งทุก ๆ ปี เราจะเป็นประธานกฐินผ้าป่าให้กับวัดตามชุมชน หรือไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวันเด็กเราก็มีของขวัญไปทุกหน่วยงาน การมอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ตลอดจนสาธารณกุศลที่ยื่นมือมาขอความช่วยเหลือ เราซัพพอร์ตให้ทุกรายการครับ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม

    นอกจากจะช่วยเหลือสังคมโดยรอบแล้วสังคมในโรงงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เรามีพนักงานอยู่ประมาณสี่ร้อยคน เราก็มีการคัดแยกขยะเป็นสามประเภท แล้วก็นำมาขาย พอขายได้เท่าไหร่ เราไม่ใช่เอาเข้าบริษัทนะครับ เงินที่ได้เรานำมาซื้อข้าวของเครื่องใช้เครื่องกินแจกกับพนักงานที่อาศัยอยู่ ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้พนักงานรักองค์กรมากยิ่งขึ้นเมื่อเขารักองค์กรผลดีก็จะส่งมาถึงคุณภาพของงาน

       สุดท้ายองค์กรของเรามีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ในเรื่องของค่าแรงของพนักงาน เราก็สามารถตรวจสอบได้ ในเรื่องของระบบการเงิน การบัญชีของบริษัทก็สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงพนักงาน ระบบการเงิน ทุกอย่างเราสามารถตรวจสอบได้หมดครับ”

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะทำให้บริษัทเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบโรงงานให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน เพราะ ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่ แต่ ESG คือเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริง ๆ

    SCB สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

      “เราใช้บริการของ SCB มาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจไม้ยางพาราเลยครับ ตอนแรกก็เพราะในเครือญาติใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์ กันอยู่แล้วก็แนะนำมา หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ เลย คิดว่า ณ วันนั้นที่ตัดสินใจ ก็ยังมีความรู้สึกว่าเราไม่ผิดหวังกับธนาคารเลย ซึ่งทางธนาคารไทยพาณิชย์ ให้คำปรึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับการลงทุน ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน เขาให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว และเราได้ข้อมูลทันที อันนี้สำคัญมากครับ คิดว่า ณ วันนั้นที่ตัดสินใจ วันนี้เราก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่าไม่ผิดหวังเลย เรามีเพื่อนคู่คิด มีผู้ร่วมลงทุนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน

    ทุกครั้งที่เรามีปัญหาธนาคารไทยพาณิชย์ จะเข้ามาช่วยตลอด ช่วงโควิดก็เหมือนกันครับ เขายื่นมือมาช่วยทันที

    สำหรับผู้ประกอบการท่านอื่นที่ยังไม่เคยใช้บริการกับธนาคารหรือใช้ธนาคารอื่นอยู่ ผมอยากให้ลองใช้บริการของธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นทางเลือกดู จากประสบการณ์ที่ผมใช้มาตลอด ผมคิดว่าเป็นธนาคารที่ดูแลเราอย่างดีจริง ๆ และผมก็ยังมีความรู้สึกว่าเราไม่ผิดหวังเลยครับ

    “ตลอดระยะเวลากว่า 34 ปีที่ผ่านมา บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยหัวใจของความตั้งใจจริง ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเส้นทางที่บริษัทเชื่อมั่นว่าจำเป็นต่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย และเมื่อมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจ มองเห็นศักยภาพ และพร้อมร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทจึงสามารถก้าวต่อได้อย่างมั่นคง แม้ในวันที่สถานการณ์ไม่ง่าย

    ESG Start Now – เริ่มเพื่อรอด เพราะความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/sme-banking/articles/success-story-and-inspiration-case/pstparawood2559/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n0FNdX4PT3FmHt-QZuhX_

  • อัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย

    อัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย

    และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมด้วยพันธมิตรจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมอนามัย ตำรวจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ สมาคมโรงแรมไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านท่องเที่ยวและการเดินทาง เช่น Trip.com, Agoda และ Grab ประเทศไทย

    ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 26.7 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 3.7 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด นทท.จีนถือเป็นตลาดสำคัญ ที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเดินหน้ามาตรการเสริมความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการพัฒนามาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานงานด้านความมั่นคง

    ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Trusted Thailand ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัยและคุณภาพของโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และศูนย์การค้า เพื่อให้เป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวจีนที่นิยมท่องเที่ยวแบบอิสระ (FIT)

    นายหยาง เสี่ยวหลง ตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาเติบโตมั่นคงและลึกซึ้ง โดยด้านการท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญ ความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเดินทาง เขายกย่องโครงการ “Trusted Thailand” ว่าเป็นความร่วมมือที่มีความรับผิดชอบและตั้งใจจริง ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวจีน และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชนจีนเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวต่อเนื่อง

    ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ชี้ว่า ปี 2568 มีหลายเหตุการณ์ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในกลุ่มชาวจีน ทำให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงขึ้น โครงการ “Trusted Thailand” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยว่าเป็นจุดหมายที่ “ปลอดภัย คุณภาพสูง และเชื่อถือได้” พร้อมเสริมพลัง Soft Power ของไทย เช่น รอยยิ้ม มิตรภาพ และวัฒนธรรม เพื่อให้ไทยยังคงเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยวจีนในระยะยาว มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับคืน และสนับสนุนให้รายได้การท่องเที่ยวไทยเติบโตตามเป้าหมาย 2.8 ล้านล้านบาทในปี 2569

    โดย ททท.เปิดรับผู้ประกอบการเข้าสมัครผ่านเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand เพื่อรับการประเมินและมอบตราสัญลักษณ์ โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โรงแรมและที่พัก ร้านอาหารและภัตตาคาร นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า และการประเมินมาตรฐานแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความปลอดภัยทั่วไป มีกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน แผนจัดการพื้นที่ การควบคุมการเข้า-ออก และการซักซ้อมแผนภัยพิบัติ

    2.ความปลอดภัยด้านการชำระเงิน : รองรับระบบชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น Alipay, WeChat Pay คุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ และเปิดเผยค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ : มีความสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ 4.ความปลอดภัยด้านการเดินทางเข้าถึง : จุดตั้งชัดเจน ป้ายข้อมูลครบถ้วน และเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม ททท.คาดว่าจะมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 5,000 ราย โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการโปรโมตผ่าน Trip.com พร้อมประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์-ออฟไลน์ของ ททท. เพื่อช่วยขยายกลุ่มลูกค้าและสร้างการรับรู้ระดับสากล

    ดังนั้นโครงการ Trusted Thailand จึงไม่เพียงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพบริการในสถานประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีคุณภาพระดับสากล พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางอย่างมั่นใจมากขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง รองรับการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/898925/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mim3tmqU1zhyaFfnfZnUG

  • อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อำเภอเวียงเชียงรุ้ง บูรณาการทุกภาคส่วน ผลักดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใน อ.เวียงเชียงรุ้ง สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย โดย “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในวนอุทยานประวัติศาสตร์เวียงเชียงรุ้ง มีลักษณะเป็นเนินสูงอยู่กลางทุ่งนา มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ.2482 เดิมเป็นวัดร้าง ชาวบ้านเรียกว่า “วัดเวียงฮุ่ง”

    โดยบริเวณวัดเป็นเมืองโบราณ มีการค้นพบและพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ.2523 และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกฐานะวัดร้างเป็นวัดเวียงเชียงรุ้งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2538 และมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ เป็นสิ่งแสดงว่าเป็นเมืองเก่า ปัจจุบัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรแล้ว จึงนับว่าเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าสำคัญแห่งหนึ่ง และยังมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเป็นเมืองเก่า

    นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เปิดเผยว่า จุดเด่นของ “วัดเวียงเชียงรุ้ง” คือในส่วนของพิพิธภัณฑ์เวียงเชียงรุ้ง ก็จะมีทั้งเครื่องชามหรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในสมัยนั้น นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์นี้แห่ง และในส่วนของศาลเจ้าด้านหลัง ก็จะมีความเชื่อว่า ถ้ามายกหินแล้วเสี่ยงทายก็จะได้สมความปรารถนา ส่วนใหญ่ก็จะมาขอพรเรื่องของการค้าขาย ความรัก และการงาน หลังจากที่ขอพรและได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะมีการรำแก้บนถวาย

    ทั้งนี้ วัดเวียงเชียงรุ้ง ถือเป็นวัดที่มีความสงบเงียบ มีซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ มีร่องรอยของเมืองเก่า จึงนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1396337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23QY7yFpQZIMbcrLFOF6R0

  • ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอีก 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม. (20 กันยายน 2565) ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น (เดิมมี 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)

    2. เห็นชอบการทบทวนมติ ครม. (17 ตุลาคม 2560) เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อกฎหมายปัจจุบัน เช่น สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องได้รับการรับรองในสาขาวิชาจากการจัดอันดับของ QS หรือ THE หรือหน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) ประกาศกำหนดในอันดับที่สูงหรืออย่างน้อยต้องดีกว่าอันดับของสาขาวิชานั้น ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาในไทย และให้มีการจัดทำแผนการรับนักศึกษาโดยกำหนดสัดส่วนของนักศึกษาไทยและต่างชาติให้เหมาะสม สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษา พร้อมหลักฐานต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามแบบที่กำหนด

    3. รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนอุดมศึกษาสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาค เพื่อ (1) ส่งเสริมนโยบาย “การจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาฯ” ภายใต้รูปแบบการจับคู่ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของไทยและ/หรือภาคเอกชนของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางการศึกษา (2) ยกระดับระบบอุดมศึกษาของประเทศให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา

    โดยที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่ อว. เสนอ และให้รับความเห็นหน่วยงานไปดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2reI9SLi6sxlcJ0EU8tBYL