Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน-ปลดล็อกลงทุน 3 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน-ปลดล็อกลงทุน 3 แสนล้าน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า จะเสนอวาระให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้  ได้แก่

    1. การเพิ่มทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) 

    โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100,000 คน ภายใน 4 เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะให้คนไทยเพื่อให้ทันต่อโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มาใช้ในการรีสกิล (Reskill) หรืออัปสกิล (Upskill) ให้กับแรงงานไทย เช่น การเทรนคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ระบบสันดาปให้สามารถทำงานกับรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการกำหนดมาตรฐานทักษะที่ตลาดต้องการ และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการจัดทำหลักสูตรระยะสั้น โดยจะเป็นการจ้างให้มาฝึกอบรม เพื่อเสริมทักษะแก่คนงาน

    2. ช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยสู่ระบบอัตโนมัติ 

    มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ โดยจะใช้เงินส่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งนี้ จะมอบเงินอุดหนุนให้แก่เอสเอ็มอี เพื่อปรับเปลี่ยนโรงงานและการผลิตของตนเองให้ใช้ ระบบอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยในการเปลี่ยนผ่าน (Transform) สู่โลกยุคใหม่

    3. ปลดล็อกการลงทุนด้วยระบบ Fast Pass 

    โครงการนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการลงทุนเพื่ออนาคต และ เป็นโครงการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ ซึ่งจะใช้มติ ครม. เพื่อปลดล็อกกฎระเบียบและกระบวนการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว และพร้อมที่จะลงทุน

    สำหรับปัจจุบัน มีโครงการลงทุนของ BOI ที่พร้อมจะลงทุนรอการปลดล็อกอยู่ประมาณ 470,000 ล้านบาท ในธุรกิจต่างๆ โดยคาดว่าเม็ดเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท จะสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีหน้าทันที หากมีการปลดล็อก

    “Fast Pass จะช่วยร่นระยะเวลาในการขออนุญาตต่างๆ เช่น การขอวีซ่าจากกระทรวงต่างประเทศ การขออนุญาตเข้าเมือง (ตม.) รวมถึงการปลดล็อกปัญหาเรื่อง น้ำและไฟ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ Data Center ที่รอการลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก”

    ทั้งนี้ BOI จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (รวมศูนย์) และกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องอนุมัติภายในเวลาที่จำกัด และกลไก Fast Pass นี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะถูกนำไปเสนอต่อคณะกรรมการชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ที่เกี่ยวข้องกับ Regulatory Guillotine เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ อย่างถาวรด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jzm2jjrEo7PUIDpWUJjPf

  • “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ ในงาน FTI Outlook 2026 พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ ในงาน FTI Outlook 2026 พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ในงานสัมมนา FTI Outlook 2026  เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย แนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2026 

    วันที่ 19 พ.ย. 68 ที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษเรื่อง “Navigating the Global Economic Landscape รู้รอบทิศ คิดรอบด้าน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2026” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต” โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” กล่าวรายงานโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ งานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย แนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2026 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ในงานมีการเสวนา “CEO Vision: Leading Change for the Upcoming Future อ่านเกมอนาคต พลิกโฉมอย่างผู้นำ” โดยนางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต และนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2896757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y65LcAv1qrryZgDL0sj8m

  • 7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    นพ.ตนุพล วิรุฬหารุญ หรือ หมอแอมป์ แห่ง BDMS Wellness Clinic เปิดเผยเทรนด์ Wellness Economy ในปี 2026 จากข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ( GWI) สถาบันเวลเนสระดับโลก ผนวกเข้ากับเทรนด์ของประเทศไทย ระบุว่า

    Wellness 2026 จะเป็นปีที่ “สุขภาพ” ไม่ใช่แค่ค่านิยม แต่คือระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    เนื่องจากจะเป็นจุดเปลี่ยนจากการแค่เป็นการดูแลสุขภาพส่วนตัว เป็น ‘ระบบเศรษฐกิจสุขภาพ’ เนื่องจากข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Global Wellness Economy Monitor 2025 (GWI) ชี้ชัดว่า

    เศรษฐกิจเวลเนสโลกปี 2026 จะขยายสู่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.6% จนแตะราว 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 7.1% ของ GDP โลก (ปี 2024 อยู่ที่ 6.12%)

    นั่นหมายความว่า  “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่คือ “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ของโลกใบนี้

    นพ.ตนุพล วิรุฬหารุญ

    สำหรับเทรนด์ Wellness ปี 2026 ที่ประเทศไทยต้องรู้ ได้แก่

    1) Wellness Real Estate  โตเร็วที่สุดในโลก

    หมวดนี้ในปี 2026 จะพุ่งแตะ 746 พันล้านดอลลาร์ ก่อนจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029

    เติบโตเฉลี่ย 15.2% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าตลาดอสังหาฯ ปกติหลายเท่า!

    นพ.ตนุพลมองว่า บ้าน–คอนโด–อาคาร–รีสอร์ตยุคใหม่ต้องออกแบบเพื่อ “สุขภาพผู้คนก่อนสวยงาม” เช่น อากาศดี, แสงดี, เสียงดี, นอนดี, เดินได้ ออกกำลังกายง่าย และมีพื้นที่สีเขียวและชุมชนเชื่อมโยงกัน

    2)  Mental Wellness มาแรงไม่หยุด

    หมวดนี้มีมูลค่าแตะ 331 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี เพราะคนทั้งโลกต้องการการนอนดี, การจัดการความเครียด, พื้นที่พักใจ และเครื่องมือฟื้นฟูสมอง

    อ้างอิงจากข้อมูล GWI สะท้อนว่า “คนรุ่นใหม่ทั่วโลกเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์” จึงไม่แปลกที่ Sleep Economy, Aromatherapy, Mindfulness, Sound Healing จะเติบโตแบบก้าวกระโดด

    3) แพทย์แผนดั้งเดิม ใกล้แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ในปี 2026 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าราว 756.6 พันล้านดอลลาร์ ก่อนจะทะลุ “ล้านล้าน” ในปี 2029  เติบโตเฉลี่ยถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดที่โตรวดเร็วที่สุด

    เนื่องจาก คนกลับมาเชื่อใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” เช่น แพทย์แผนจีน แพทย์อินเดีย (Ayurveda) แพทย์แผนไทย ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงสมุนไพรไทย เพราะผู้คนต้องการสิ่งที่ เป็นธรรมชาติ  ปลอดภัย และสามารถปรับใช้ในชีวิตจริงได้

    4) Wellness Tourism หรือ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จะโตแบบติดปีก

    ในปี 2026 แตะ 1.078 ล้านล้านดอลลาร์ โตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี และเป็นสัดส่วน 17.6% ของการท่องเที่ยวโลก

    เนื่องจากผู้เดินทางต้องการกำลังใจ, ต้องการพักใจ พักกาย และต้องการสถานที่ที่พาเขากลับมาเป็น “ตัวเองที่ดีที่สุด”

    นอกจากนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก ทั้งแพทย์ บุคลากรอาหารดี การบริการเป็นเลิศ และธรรมชาติเด่น นพ.ตนุพลขอเรียกสิ่งนี้ว่า “Wellness Soft Power ของไทย”

    5) Public Health & Prevention & Preventive Medicine

    สำหรับอัตราเติบโตในหมวดนี้ในปี 2024–2029 จะโต 3.3% ต่อปี อย่างไรก็ตามตัวเลขนั้นโตน้อยกว่าค่าเฉลี่ย สาเหตุจากสถานการณ์หลังโควิด มีการจัดสรรงบป้องกันโรคลดลงทั่วโลก, หลายประเทศลดงบวัคซีน การตรวจคัดกรองและการสื่อสารสุขภาพ อีกทั้งงบประมาณในช่วงปีดังกล่าวเคลื่อนกลับสู่ระดับก่อน COVID-19 เนื่องจากหลายรัฐบาล “ตัดงบสาธารณสุขเชิงป้องกัน” เพราะประเมินผลระยะสั้นได้ยาก

    อย่างไรก็ตามแม้โตช้า แต่หมวดนี้กลับเป็นหมวดที่จะสร้าง ‘ผลตอบแทนจากการลงทุน’ (ROI) สูงสุด

    รายงาน WHO ชี้ว่า หากสามารถ “ลงทุน 1 เหรียญในระบบป้องกันสุขภาพ จะได้กลับมา 35 เหรียญ”

    สอดคล้องกับงานวิจัยของ Masters et al., 2017 (Journal of Epidemiology & Community Health, BMJ Group) ที่พบว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.3 เท่า  นพ.ตนุพลชี้ว่า นั่นหมายถึงว่าประเทศที่ลงทุนสุขภาพก่อน จะเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าชาติที่เน้นรักษาปลายเหตุ

    อีกส่วนหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ Personalized Medicine (การแพทย์เฉพาะบุคคล / เวชศาสตร์แม่นยำ) ซึ่งมีอัตราเติบโตปี 2024–2029 อยู่ที่ 9.3% ต่อปีหมวดนี้โต เร็วมากกว่า 3 เท่า ของ Public Health เพราะแรงขับเคลื่อนดังนี้

    •  การตรวจ DNA / Epigenetics / Telomere / Longevity Biomarkers เพิ่มขึ้นทั่วโลก
    •  Wearables , AI , Blood Biomarkers   ทำได้ง่ายขึ้น ถูกลง
    • คนต้องการ “ตรวจลึก–รู้ก่อน–ป้องกันก่อน”
    • คลินิก Longevity / Wellness Clinics กำลังขยายตัวทั่วโลก
    • Demand จากผู้ที่ใช้ GLP-1 (ลดความอ้วน) / Anti-aging Therapy (ชะลอวัย) / Hormone Optimization ทำให้ตลาดโตเพิ่ม

    ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวทำให้ ภาพใหญ่ของโลกเปลี่ยนจาก ‘รักษาเมื่อป่วย’ เป็น ‘ป้องกันก่อนป่วย’

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐโตช้า (3.3%) ส่วนประชาชนและภาคเอกชนหันไปลงทุน Personalized Medicine ที่โตถึง 9.3% ต่อปี

    6) อาหารสุขภาพ ,แร่ธาตุ วิตามิน , อาหารลดน้ำหนัก

    ซึ่งมีมูลค่าปี 2024 อยู่ที่ 1.275 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ปี 2026 ที่ 1.364 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่คาดการณ์ปี 2029 เท่ากับ 1.539 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราเติบโตเฉลี่ย 2024–2029 คือ 3.9% ต่อปี

    GWI อธิบายว่า ภาวะเงินเฟ้อผลักราคาของอาหารสุขภาพในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สะท้อนยอดขายที่แท้จริง นอกจากนี้การแข่งขันรุนแรง และคนอีก 2.6 พันล้านคนทั่วโลกยังไม่มีกำลังพอจะจ่ายอาหารสุขภาพไหว

    ทั้งนี้ เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2026 ที่น่าสนใจคือ Gut Health มาแรงที่สุด นั่นคือ ตลาดอาหารที่เกี่ยวกับลำไส้ – ไมโครไบโอม อาทิ โพรไบโอติก พรีไบโอติก Plant-based ฯลฯ

    ตามมาด้วย Brain Food และ Mood Food ที่เน้นช่วยเรื่องสมาธิด ลดความเครียด เสริมความทรงจำ และตลาด GLP-1 Lifestyle กับ High-Protein Demand เพื่อลดน้ำหนัก เช่นอาหารกลุ่มโปรตีนสูง และลดน้ำตาล เป็นต้น

    7)  Workplace Wellness

    เป็นหมวดที่โตช้า แต่จำเป็นที่สุดในโลกที่กำลังเครียด โดยโตเพียง 2.2% ต่อปี เพราะหลายบริษัทไม่เชื่อว่า “ออกกำลังกายในออฟฟิศอย่างเดียวแก้ปัญหาได้”  ซึ่งเทรนด์ของโลกกำลังขยับไปสู่การให้ทำงาน 4 วัน, สนับสนุนการนอนที่เพียงพอ ลดการส่งงานดึก และจัดสรรสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศดี แสงดี

    …..

    7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    ท้ายนี้ นพ.ตนุพลมองว่า ปี 2026 สุขภาพไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่คือพลังเศรษฐกิจใหม่ของครอบครัว ของธุรกิจ และของประเทศ และควรเริ่มที่วันนี้ เพราะทุกวิถีชีวิตของผู้คน กำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก.

    อ้างอิง

    Global Wellness Institute (2025). Global Wellness Economy Monitor 2025. Miami, FL: GWI.

    Masters, R., Anwar, E., Collins, B., Cookson, R., & Capewell, S. (2017).

    Return on investment of public health interventions: a systematic review.

    Journal of Epidemiology & Community Health, 71(8), 827–834.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/733718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yq6J8VIpTTIssWYw-0xpU

  • ส.อ.ท.ถอดรหัสอุตสาหกรรม วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569

    ส.อ.ท.ถอดรหัสอุตสาหกรรม วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 ภายใต้หัวข้อ “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและฉากทัศน์เศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมไทยปี 2569 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้นำภาคธุรกิจ ร่วมถอดรหัสปัจจัยเสี่ยงและโอกาส พร้อมประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทย รวมถึงทิศทางอุตสาหกรรมรายสาขา เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนธุรกิจและเตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

    งานจัดขึ้นที่ ห้อง Auditorium อาคาร 3 ชั้น 2 ปตท. สำนักงานใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย”

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานขาดแคลน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และคอขวดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป รัฐบาลจึงเดินสองแนวทางคู่กัน คือ ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า เช่น คนละครึ่งพลัส และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับ วางรากฐานระยะยาว ผ่านการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    fti-outlook-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว รัฐบาลผลักดัน BOI FastPass และ PPP Fast Track เพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านการลงทุน มูลค่ากว่า 4.7 แสนล้านบาท และยกระดับคุณภาพแรงงานด้วยการพัฒนาทักษะแบบ Demand Driven ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมผลักดัน TH-AI Passport เพื่อยกระดับความสามารถด้าน AI

    ด้าน SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย ก็ได้รับมาตรการสนับสนุนตั้งแต่เงินทุน ระบบสินเชื่อเชิงซัพพลายเชน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้จริง โดยเฉพาะร้านค้าคนละครึ่งพลัสกว่า 400,000 ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Upskill ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวน ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ GDP โลกปี 2569 คาดขยายตัวเพียง 3.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งต้นทุนการผลิตสูง หนี้ครัวเรือน และแรงกดดันจากค่าเงินบาท

    fti-outlook-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า GDP ไทยปี 2568 จะขยายตัวในกรอบ 1.8–2.2% แม้การส่งออกโต 9.5–10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มี local content ต่ำ การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 10.2% ทำให้การเติบโตจำกัด อย่างไรก็ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลจะเป็นแรงสนับสนุนให้ GDP ปีนี้และปีหน้าเพิ่มขึ้น

    การจัดงาน FTI Outlook 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าใจ ทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยปี 2569 พร้อมถอดรหัสปัจจัยเสี่ยง โอกาส และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

    นอกจากนี้ ปีนี้ยังครบรอบ 22 ปีของ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ที่ทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” เศรษฐกิจไทย สะท้อนภาวะภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส.อ.ท. จึงมุ่งใช้เวที FTI Outlook 2026 เป็นพลังสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ ความยั่งยืนและความสามารถแข่งขันสูง ในอนาคต

    fti-outlook-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-outlook-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nBXpndv4OY4Q2lFLRUQyH

  • ปมไต้หวันฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่น จีนขู่แบน “อาหารทะเล” เสียหายพันล้านเยน

    ปมไต้หวันฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่น จีนขู่แบน “อาหารทะเล” เสียหายพันล้านเยน

    ข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่นจากคำพูด นายกฯทาคาอิจิ เรื่องไต้หวัน ลุกลามสู่แบนอาหารทะเลและบอยคอตท่องเที่ยว ญี่ปุ่นเสี่ยงเสียรายได้ 9,600 ล้านดอลลาร์จากนักท่องเที่ยวจีน หุ้นตก 5-10% GDP อาจร่วง 0.5% หากยืดเยื้อกระทบอุตสาหกรรมประมงและค้าปลีกหนัก

    วันนี้ (20 พ.ย.2568) CNN รายงาน ข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ลุกลามจากคำพูดของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เรื่องการตอบโต้ทางทหารหากจีนบุกไต้หวัน กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาคอาหารทะเลและการท่องเที่ยว จีนขู่ว่าจะแบนนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โดยเหมา หนิงโฆษกกระทรวงกการต่างประเทศจีน ระบุว่า “แม้ส่งมาก็ไม่มีตลาด” 

    สื่อญี่ปุ่นอย่าง NHK และ Kyodo รายงานว่าจีนแจ้งแบนแล้ว แต่ญี่ปุ่นยังไม่ยืนยัน มิโนรู คิฮาระ เลขาฯ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าโตเกียวยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ โดยจีนเรียกร้องให้ถอนคำพูด มิเช่นนั้นจะมีมาตรการเพิ่ม หลังเคยแบนอาหารทะเลบางส่วนตั้งแต่ ส.ค.2566 จากน้ำเสียฟุกุชิมะ และเพิ่งผ่อนปรนให้บางส่วนเมื่อช่วงต้นปี 2568

    การระงับคำสั่งซื้อนี้กระทบญี่ปุ่นอย่างหนัก เพราะจีนเป็นตลาดหลักของอาหารทะเลญี่ปุ่น มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลบางประเภทปี 2567 อยู่ที่ 144.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2566 ลดลงร้อยละ 57 เหลือ 218,500 ล้านเยน ราว 1,400 ล้านดอลลาร์ จากการแบนก่อนหน้า

    หากระงับคำสั่งซื้อทั้งหมด ชาวประมง อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้ส่งออกจะเดือดร้อน โดยรวมส่งออกอาหารทะเลญี่ปุ่นปี 2566 มูลค่า 3.9 ล้านล้านเยน (หรือราว 26,440 ล้านดอลลาร์) ญี่ปุ่นอาจต้องหาตลาดใหม่ แต่การแข่งขันสูงและต้นทุนเพิ่มจะฉุดกำไรลง

    คำขู่นี้ตามเกิดขึ้นตามหลังคำเตือนพลเมืองจีนให้เลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงสัปดาห์ก่อน สายการบินจีน เช่น Air China, China Eastern, China Southern เสนอคืน หรือ เปลี่ยนตั๋วฟรี นักท่องเที่ยวจีน 7,500,000 ล้านคน เป็นจำนวนสูงสุด บริษัทท่องเที่ยวญี่ปุ่น East Japan International Travel Service สูญเสียการจองถึงร้อยละ 70 ในปีนี้ ยู จินซิน รองประธาน บอก CNN ว่า เป็นการสูญเสียที่หนักมาก ถ้ายังไม่สิ้นสุดจะกระทบการเงินหนัก

    อ่านข่าวเพิ่ม :

    “วราเทพ” คัมแบ็กเพื่อไทย ส่งลูกชายลง สส.กำแพงเพชร

    หมอเด็กแนะ เมื่อลูกมีไข้ ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nYbsz2kjmb4KeDOFitqRI

  • ส.อ.ท. ชู FTI Outlook 2026 เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุตสาหกรรมรับปี 69

    ส.อ.ท. ชู FTI Outlook 2026 เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุตสาหกรรมรับปี 69

    เศรษฐกิจ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 10:05 น.

    “ส.อ.ท.” ชู FTI Outlook 2026 ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมไทย เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกคอขวดอุตสาหกรรมรับปี 2569

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 ภายใต้หัวข้อ “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและฉากทัศน์เศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมไทย ปี 2569

    โดยผู้ทรงคุณวุฒิ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้นำภาคธุรกิจ ร่วมถอดรหัสปัจจัยเสี่ยงและโอกาส พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย รวมถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมรายสาขา เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนธุรกิจ และเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ณ ห้อง Auditorium อาคาร 3 ชั้น 2 ปตท. สำนักงานใหญ่

    ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

    ส.อ.ท. ชู FTI Outlook 2026 เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุตสาหกรรมรับปี 69

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เรามีข้อจำกัดมากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานขาดแคลน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และคอขวดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนชัดเจนว่าไทยไม่สามารถพึ่งการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป เราจึงต้องลงมืออย่างเร่งด่วน ทั้งเพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    รัฐบาลตัดสินใจทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเฉพาะหน้าแต่ตรงจุด เพื่อพยุงกำลังซื้อและประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ หนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดคือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งให้รัฐบาลร่วมจ่าย 50% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก ผลลัพธ์ในระยะสั้นนั้นชัดเจนมาก ปัจจุบัน มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 913,000 ราย เกิดการใช้จ่ายแล้วกว่า 33,898 ล้านบาท เม็ดเงินไหลเวียนลงสู่เศรษฐกิจระดับพื้นที่ทั่วประเทศ 

    พร้อมกันนี้ ยังเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ถึง 12.7% สูงกว่าเป้าหมาย 8% อย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า รัฐได้ผลักเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุดอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เวลาที่จำกัด ด้วยหลักการว่า

    “รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ซึ่งตอนนี้เหลือ 2 เดือน จึงเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ หากมัวแต่คิดหาโมเดลใหม่คงไม่ทัน เลยต้อง Action เพื่อส่งสัญญาณให้เห็น”

    รัฐบาลจึงเดินสองทางคู่กัน คือ ประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรับมือสถานการณ์ และวางรากฐานระยะยาวเพื่อเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน โดยทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนวินัยการคลังและความโปร่งใสอย่างเคร่งครัด 

    ส.อ.ท. ชู FTI Outlook 2026 เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุตสาหกรรมรับปี 69

    หัวใจต่อจากนี้คือ ‘การลงทุน’ เพราะการเติบโตระยะยาวต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพการผลิต จึงผลักดัน BOI FastPass และ PPP Fast Track เพื่อแก้คอขวดที่ทำให้นักลงทุนติดค้างกว่า 4.7 แสนล้านบาท โดยยึดเส้นทางจริงของนักลงทุนเป็นตัวตั้ง และใช้พลังของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องพึ่งการกู้เงินเพิ่มเติม นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนคุณภาพสูง ไม่ใช่งบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนไทยไม่ถูกยกระดับทักษะให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ รัฐบาลจึงร่วมกับภาคเอกชนปรับระบบพัฒนาทักษะเป็นแบบ Demand Driven ให้เอกชนสะท้อนความต้องการจริง แล้วรัฐจัดหลักสูตรตอบโจทย์โดยตรง ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมผลักดัน TH-AI Passport เพื่อยกระดับความสามารถด้าน AI ให้คนไทยในวงกว้าง ต่อยอดสู่กำลังแรงงานคุณภาพที่พร้อมรองรับการลงทุนยุคใหม่ของโลก

    ในอีกด้านหนึ่ง SMEs คือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงเตรียมมาตรการยกระดับตั้งแต่เงินทุน การปรับระบบสินเชื่อเชิงซัพพลายเชน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้จริง ทั้งหมดนี้คือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจใหญ่

    และเพื่อให้การยกระดับ SME เกิดผลจริง รัฐบาลได้ขยายมาตรการ Upskill ไปสู่ร้านค้าคนละครึ่งพลัส โดยเปิดโครงการพัฒนาทักษะให้ร้านค้ามากที่สุด 400,000 ร้านค้า เริ่มตั้งแต่วันนี้ 19 พ.ย. ถึง 19 ธ.ค. 2568 ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมแพลตฟอร์ม Food Delivery หรือการผ่านหลักสูตรออนไลน์ของธนาคารออมสินและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยร้านค้าที่พัฒนาทักษะสำเร็จตามเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายในส่วนที่รัฐร่วมจ่าย สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งจะประกาศผลผ่านแอป ถุงเงิน มาตรการนี้คือการช่วยร้านค้ารายย่อยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มยอดขายจริง และพร้อมเติบโตไปกับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

    วันนี้ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต่างมีบทบาทสำคัญที่ต้องทำร่วมกัน รัฐบาลจะทำหน้าที่ปลดล็อกอุปสรรค รักษาเสถียรภาพ และสร้างกติกาที่เอื้อต่อการแข่งขัน ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรม การผลิต และการลงทุนใหม่ หากเรายืนเคียงข้างกัน ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้ ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของภูมิภาค ทั้งในด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ และอาหารแห่งอนาคต และสามารถส่งต่อเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยั่งยืน และแข่งขันได้ให้กับคนไทยรุ่นต่อไป

    ส.อ.ท. ชู FTI Outlook 2026 เร่งรัฐยกเครื่องเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุตสาหกรรมรับปี 69

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แรงกดดันจากสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP โลก ปี 2568 จะขยายตัวที่ 3.2% และปี 2569 GDP โลกจะชะลอตัวลงเหลือขยายตัวเพียง 3.1% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 3.7% สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ที่สะท้อนผ่านเครื่องชี้อย่างดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ที่จัดทำโดย ส.อ.ท. ซึ่งจะเห็นว่าย้อนหลังไป 13 ปี ระดับความเชื่อมั่นยังไม่สามารถกลับมายืนเหนือค่ากลางที่ระดับ 100 ได้ สะท้อนถึงความกังวลของสมาชิก ส.อ.ท. กว่า 16,000 ราย ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยมีหลายปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาสินค้าราคาถูกทุ่มตลาด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและภาระต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ตลอดจนภาระหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ 

    ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประมาณการ GDP ไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.8 – 2.2% แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5%-10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มี local content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ทำให้ GDP ยังคงขยายตัวในกรอบที่จำกัด แต่อย่างไรก็ตาม กกร. คาดหวังว่านโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยให้ GDP สามารถขยายตัวได้มากกว่ากรอบประมาณการในปีนี้ และช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในปี 2569 

    ส.อ.ท.ในฐานะองค์กรตัวแทนภาคเอกชนด้านการผลิต เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากผู้บริหารภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้นำภาคธุรกิจ โดยมุ่งนำเสนอฉากทัศน์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปี 2569

    พร้อมถอดรหัสปัจจัยเสี่ยง โอกาส และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย และใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกประกอบการ กำหนดทิศทางเชิงนโยบายของภาครัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต

    และในปีนี้ ยังนับเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 22 ปีของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม” สะท้อนมุมมองและภาวะของภาคการผลิตไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยริเริ่มจัดทำดัชนีฯ ตั้งแต่ปี 2546 ในวาระของนายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คนที่ 12 ดัชนีฯ จึงเปรียบเสมือนหลักไมล์สำคัญที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลง วางแผนกลยุทธ์ และเตรียมความพร้อมรับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ได้

    การจัดงาน FTI Outlook 2026 ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ส.อ.ท. ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย พร้อมเป็นพลังสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569 และอนาคตข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ECSjGi5E0jEr4vFJgRn1D

  • 4 หมื่นล้านบาท คนละครึ่งเฟส 2 ช่วยฐานรากหรือแค่พยุงระยะสั้น?

    4 หมื่นล้านบาท คนละครึ่งเฟส 2 ช่วยฐานรากหรือแค่พยุงระยะสั้น?

    เศรษฐกิจ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    4 หมื่นล้านบาท คนละครึ่งเฟส 2 ช่วยฐานรากหรือแค่พยุงระยะสั้น?

    การขับเคลื่อนโครงการ ‘คนละครึ่งเฟส 2’ ด้วยเม็ดเงินที่คาดว่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับเฟสแรกคือ กว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลกำหนดจะเริ่มต้นโครงการได้ในเดือนมกราคม 2569

    แม้จะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการ เร่งเดินหน้าให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเร็วที่สุดเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ และผู้ประกอบการต่างจับตาก็คือ โครงการนี้จะสามารถแปรสภาพไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเครื่องมือพยุงกำลังซื้อในระยะสั้นที่รอวันหมดอายุไปตามวงเงินที่จำกัดเท่านั้น

    พ่วงด้วยความกังวลถึงที่มาของงบประมาณโครงการใหม่นี้ที่มาจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นเร่งด่วนปี  2569 ที่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาทบางส่วน  และเงินคงเหลือจากโครงการคนละครึ่งเฟส 1 ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดคาดว่าจะเสร็จภายในเดือนธันวาคม นี้  ที่สะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างยิ่งยวด

    มองในแง่ของการสร้าง แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจโครงการที่มีขนาด 40,000 กว่าล้านบาท ย่อมสร้างอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ต่อระบบเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัวได้ ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด ทว่าเม็ดเงินจำนวนนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานได้จริงมากน้อยเพียงใด หากร้านค้า และผู้ประกอบการฐานรากยังขาดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การเปลี่ยนเม็ดเงินกระตุ้นระยะสั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง

    ซึ่งต้องอาศัยการเร่งรัดการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อเสริมแรง โครงการคนละครึ่งเฟส 2

    การยกระดับโครงการคนละครึ่งให้ดีกว่าเพียงแค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลต้องเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจฐานราก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการอุดหนุนการบริโภคทั่วไปเท่านั้น การเดินหน้าคนละครึ่งเฟส 2 จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของทีมเศรษฐกิจอย่างสูงยิ่ง

    เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดที่ตัวเลขการใช้จ่าย 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างการอัดฉีดเงินโดยตรงกับการให้ความช่วยเหลือด้านทักษะเฉพาะทาง (Reskill/Upskill) ให้สามารถสร้างวงจรการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้าสู่ระบบเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการฟื้นตัวอย่างแท้จริงได้หรือไม่ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี คือการสร้างระบบที่ทำให้เม็ดเงินนั้นสามารถไหลเวียน และสร้างผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนตลอดไป ไม่ใช่แค่การพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1208401&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZQk-IfsrdQxwwUASZcpPk

  • รัฐเดินเกมประคองเศรษฐกิจเร่งกระตุ้นใช้จ่าย

    รัฐเดินเกมประคองเศรษฐกิจเร่งกระตุ้นใช้จ่าย


    ‘เอกนิติ’ร่วมเวที FTI Outlook 2026 วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ มุ่งเพิ่มกำลังซื้อ ปลดล็อกอุปสรรคภาคอุตสาหกรรม  ขับเคลื่อนลงทุนด้วยศักยภาพสูง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง   กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย”ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 ภายใต้หัวข้อ “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต”จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เรามีข้อจำกัดมากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา ทั้งสังคมสูงวัย แรงงานขาดแคลน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และคอขวดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนชัดเจนว่าไทยไม่สามารถพึ่งการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป เราจึงต้องลงมืออย่างเร่งด่วน ทั้งเพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างเป็นระบบ”

    ทั้งนี้รัฐบาลตัดสินใจทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเฉพาะหน้าแต่ตรงจุด เพื่อพยุงกำลังซื้อและประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ หนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดคือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งให้รัฐบาลร่วมจ่าย 50% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก ผลลัพธ์ในระยะสั้นนั้นชัดเจนมาก ปัจจุบัน มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 913,000 ราย เกิดการใช้จ่ายแล้วกว่า 33,898 ล้านบาท เม็ดเงินไหลเวียนลงสู่เศรษฐกิจระดับพื้นที่ทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ยังเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ถึง 12.7% สูงกว่าเป้าหมาย 8% อย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า รัฐได้ผลักเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุดอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เวลาที่จำกัด ด้วยหลักการว่า รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ซึ่งตอนนี้เหลือ 2 เดือน จึงเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ หากมัวแต่คิดหาโมเดลใหม่คงไม่ทัน เลยต้อง Action เพื่อส่งสัญญาณให้เห็น

    ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินสองทางคู่กัน คือ ประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อรับมือสถานการณ์ และวางรากฐานระยะยาวเพื่อเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน โดยทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนวินัยการคลังและความโปร่งใสอย่างเคร่งครัด

    อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญต่อจากนี้คือ ‘การลงทุน’ เพราะการเติบโตระยะยาวต้องเริ่มต้นจากการปลดล็อกศักยภาพการผลิต จึงผลักดัน BOI FastPass และ PPP Fast Track เพื่อแก้คอขวดที่ทำให้นักลงทุนติดค้างกว่า 4.7 แสนล้านบาท โดยยึดเส้นทางจริงของนักลงทุนเป็นตัวตั้ง และใช้พลังของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องพึ่งการกู้เงินเพิ่มเติม นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนคุณภาพสูง ไม่ใช่งบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนไทยไม่ถูกยกระดับทักษะให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ รัฐบาลจึงร่วมกับภาคเอกชนปรับระบบพัฒนาทักษะเป็นแบบ Demand Driven ให้เอกชนสะท้อนความต้องการจริง แล้วรัฐจัดหลักสูตรตอบโจทย์โดยตรง ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมผลักดัน TH-AI Passport เพื่อยกระดับความสามารถด้าน AI ให้คนไทยในวงกว้าง ต่อยอดสู่กำลังแรงงานคุณภาพที่พร้อมรองรับการลงทุนยุคใหม่ของโลก

    สำหรับอีกด้านหนึ่ง SMEs คือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงเตรียมมาตรการยกระดับตั้งแต่เงินทุน การปรับระบบสินเชื่อเชิงซัพพลายเชน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้จริง ทั้งหมดนี้คือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจใหญ่

    รวมทั้งเพื่อให้การยกระดับ SME เกิดผลจริง รัฐบาลได้ขยายมาตรการ Upskill ไปสู่ร้านค้าคนละครึ่งพลัส โดยเปิดโครงการพัฒนาทักษะให้ร้านค้ามากที่สุด 400,000 ร้านค้า เริ่มตั้งแต่วันนี้ 19 พฤศจิกายน ถึง 19 ธันวาคม 2568 ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมแพลตฟอร์ม Food Delivery หรือการผ่านหลักสูตรออนไลน์ของธนาคารออมสินและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยร้านค้าที่พัฒนาทักษะสำเร็จตามเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายในส่วนที่รัฐร่วมจ่าย สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งจะประกาศผลผ่านแอป ถุงเงิน มาตรการนี้คือการช่วยร้านค้ารายย่อยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มยอดขายจริง และพร้อมเติบโตไปกับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

    อย่างไรก็ตามวันนี้ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต่างมีบทบาทสำคัญที่ต้องทำร่วมกัน รัฐบาลจะทำหน้าที่ปลดล็อกอุปสรรค รักษาเสถียรภาพ และสร้างกติกาที่เอื้อต่อการแข่งขัน ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรม การผลิต และการลงทุนใหม่ หากเรายืนเคียงข้างกัน ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้ ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของภูมิภาค ทั้งในด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ และอาหารแห่งอนาคต และสามารถส่งต่อเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยั่งยืน และแข่งขันได้ให้กับคนไทยรุ่นต่อไป

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แรงกดดันจากสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP โลก ปี 2568 จะขยายตัวที่ 3.2% และปี 2569 GDP โลกจะชะลอตัวลงเหลือขยายตัวเพียง 3.1% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 3.7% สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ที่สะท้อนผ่านเครื่องชี้อย่างดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ที่จัดทำโดย ส.อ.ท. ซึ่งจะเห็นว่าย้อนหลังไป 13 ปี ระดับความเชื่อมั่นยังไม่สามารถกลับมายืนเหนือค่ากลางที่ระดับ 100 ได้ สะท้อนถึงความกังวลของสมาชิก ส.อ.ท. กว่า 16,000 ราย ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยมีหลายปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาสินค้าราคาถูกทุ่มตลาด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและภาระต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ตลอดจนภาระหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ

    ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประมาณการ GDP ไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.8 – 2.2% แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5%-10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มี local content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ทำให้ GDP ยังคงขยายตัวในกรอบที่จำกัด

    ทางกกร. คาดหวังว่านโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยให้ GDP สามารถขยายตัวได้มากกว่ากรอบประมาณการในปีนี้ และช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในปี 2569

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปีนี้ ยังนับเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 22 ปีของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม” สะท้อนมุมมองและภาวะของภาคการผลิตไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยริเริ่มจัดทำดัชนีฯ ตั้งแต่ปี 2546 ในวาระของนายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คนที่ 12 ดัชนีฯ จึงเปรียบเสมือนหลักไมล์สำคัญที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลง วางแผนกลยุทธ์ และเตรียมความพร้อมรับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ได้

    การจัดงาน FTI Outlook 2026 ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ส.อ.ท. ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย พร้อมเป็นพลังสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569 และอนาคตข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RHi2WTuuEtVCa3VYcAgqF

  • 2 นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาคการเงินไทย  ถึงเวลาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

    2 นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาคการเงินไทย ถึงเวลาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

    เศรษฐกิจ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    2 นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาคการเงินไทย  ถึงเวลาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

    “พิพัฒน์” ชี้ ภาคการเงิน หัวใจเศรษฐกิจไทย ย้ำต้องโปร่งใส-เข้าถึงได้-เสถียรภาพแข็งแรง ด้าน ดร.สุทธาภา เปิดปัญหาเชิงโครงสร้างไทย ติดกับดักเงินแพง-หนี้พุ่ง ชี้ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ใหม่ ลดอำนาจเบียดแข่งขัน เปิดทางสตาร์อัป หนุนแข่งขันที่ยุติธรรม

    พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาหัวข้อ “ฟังจริง คิดจริง ทำจริง พลิกโฉม การเงินไทยในโลกใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ” เพื่อรวบรวมความเห็นเชิงนโยบายการเงินที่เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย Chief Economist กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ ฟังจริง คิดจริง ทำจริง พลิกโฉม การเงินไทยในโลกใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ ว่า ภาคการเงินถือมีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจมักมีคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีเงินเหลือ กับกลุ่มที่ขาดเงิน 

    แต่ทั้งนี้มีไอเดียต้องการใช้เงิน ภาคการเงินจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านเงินจากคนที่มีเงินเหลือให้คนที่ขาดเงิน เพื่อนำไปลงทุน และสร้างผลตอบแทน โดยภาคการเงินมีตัวกลาง 2 รูปแบบ ได้แก่ ตัวกลางทางอ้อม เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทเงินทุน ประกันภัย และตัวกลางทางตรง เช่น ตลาดทุน ตลาดหุ้น รวมถึง Crypto Exchange

    สำหรับหน้าที่ภาคการเงินคือ การรวมทุนระดมเงินทุนจากแหล่งที่ถูกต้องไปใช้ในแหล่งที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด และถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการบริหารความเสี่ยง ประกันความเสี่ยงในระบบ ภาคการเงินที่ดีควรมี 5 ประเด็นหลัก คือ

    1.ประสิทธิภาพ (Efficiency) แบ่งต้นทุนต่ำ ทำงานอย่างมีประสิทธิผล 

    2.ความโปร่งใส (Transparency) ตรวจสอบได้ ป้องกันการฟอกเงิน 

    3.เสถียรภาพ (Stability) สถาบัน และตลาดทุนสามารถทำงานต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

    4.การเข้าถึงได้ (Access) ที่ทุกคนรวมถึงกลุ่มตัวเล็กต้องเข้าถึงภาคการเงินได้อย่างเท่าเทียม และ 5.ความยั่งยืน (Sustainability) สนับสนุนการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมสีเขียว และการพัฒนาอื่นๆ

    ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ อดีต Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Abacus Digital กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ยืนอยู่บนทางแยกที่อันตราย จำเป็นต้องมีการแก้ไข ซึ่ง นวัตกรรมด้านการเงินหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น Defi สินทรัพย์ Token Smart Contract กำลังท้าทายกรอบการดูแลแบบเดิมๆ ที่เราอยู่ 

    รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ความผันผวนของเงินดอลลาร์ มีการแซงซั่นก์ รวมถึงหลายประเทศมองหาสกุลเงินเทรด ซึ่งไทยพร้อมหรือยังที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้แก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ต้องแก้ในเชิงโครงสร้าง และมั่นใจว่าจะไปในทิศทางที่ชัดเจน

    ประการที่ 1 เริ่มจากประเด็น Inclusive Capital Allocation หรือการเข้าถึงทางการเงินที่ปัญหาหลักต้องแก้ 2 ประการ คือ ภาคเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ โดย World Bank ประเมินว่าเป็น 50% ของ GDP เป็นอันดับ 5 ของโลก กลุ่มนี้คือ SME และแหล่งเงินทุนนอกระบบ

    ขณะที่ปกติมักพูดถึงหนี้ครัวเรือนในระบบเป็นหลัก แต่หนี้ทั้งหมดเป็นภูเขาน้ำแข็งมีทั้งเหนือ และใต้น้ำ หนี้ที่มองเห็นเป็นหนี้เหนือหน้า เราพยายามลดหนี้เหนือน้ำ แต่จริงๆ ส่วนใต้น้ำขยายใหญ่ขึ้น ธนาคารทั่วไปรัดกุมเรื่องสินเชื่อ ผู้ประกอบการที่จ่ายได้ปกติต้องไปหาหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูงมาก อาจถึง 200% ต่อปี จึงต้องเข้าใจปัญหานี้ มาตรการช่วยเหลือที่เคยมีแก้ปัญหาชั่วคราวได้บ้าง เช่น คุณสู้เราช่วย ปิดไว้ได้ก่อน เป็นต้น ซึ่งอาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็อาจทำลายวินัยการชำระหนี้ และกระทบคนที่จ่ายดีมาตลอด

    ประการที่ 2 Efficiency หรือประสิทธิภาพเม็ดเงิน ที่ไม่ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจใหม่ซึ่งมีนวัตกรรมสูง แต่กลับไปไหลเข้าสู่ธุรกิจดั้งเดิม เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะผู้ก่อตั้ง Fintech Startup ประสบการณ์ 8 ปี พบว่าการระดมทุนยาก เนื่องจากนักลงทุนยังขาดความเข้าใจธุรกิจใหม่ มาตรวัดที่ใช้ยังถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจเดิม ส่งผลให้สตาร์ตอัปที่ดีต้องกลายเป็นนวัตกรรมต่างประเทศ 

    ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ Exit Market ปัญหามากเวลาลงทุน นักลงทุนไม่ดูแค่ระยะเริ่มต้นดูว่าจบอย่างไร ตลาด Exit Market มีทั้งขายกิจการผ่าน M&A หรือการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศ ประเด็นคือ ตลาด Exit ไม่ได้แก้ปัญหา SME ที่มีนวัตกรรมใหม่ จึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่บริษัทใหญ่แทน

    ดร.สุทธาภา กล่าวว่า สิ่งที่สองคือ การสร้าง Ecosystem ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ดร.พิพัฒน์ พูดเรื่อง Growth Agent และนโยบายการคลังที่เป็นเครื่องมือหลักช่วยเรื่องการเติบโต แต่ระบบสำคัญกว่านั้น นโยบายการเงิน เช่น Inflation Targeting ใช้รับมือวิกฤติทางการเงินปี 2540 ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจเวลานั้นแตกต่างจาก แต่วันนี้เข้าสู่ Digital Economy เต็มตัว อีกทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้องมีสกุลเงินเทรดใหม่ และเรากระโดดจาก Traditional สู่ Digital

    “ต้องสร้างความพร้อม และความคุ้นเคยของผู้เล่นในตลาด เรามีปัญหาฟอกเงิน และการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมค่อนข้างมาก ปัญหาเหล่านี้บั่นทอนศักยภาพการเติบโตทางการเงิน ปัญหาเรื่องนี้ต่างจากเรื่องเตรียมความพร้อม ต้องบริหารจัดการแยกกัน และไม่ควรปฏิเสธการเข้าร่วมธุรกรรมที่จะเป็น mainstream ตลาดโลก”ดร.สุทธาภา กล่าว

    ดร.สุทธาภา กล่าว นโยบายรัฐควรมุ่งเน้นลดต้นทุนให้มากที่สุด และอธิบายว่าเรื่องขนาดใหญ่ของธุรกิจต้องดูที่การใช้ “abusive power” หรืออำนาจในการกีดกันการแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันที่ดีที่สุดคือ การแข่งขันที่ยุติธรรม (Fair competition) รวมถึงการไม่ควรกีดกันผู้เล่นรายใหม่ เช่น Startup และการไม่ควรเพิ่มภาระด้วย Regulation ใหม่ที่มีต้นทุนสูง นอกจากนี้ควรการบังคับใช้กฎหมาย และกฎระเบียบควรเป็นไปอย่างเท่าเทียม และแฟร์ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AErVhxIxbsGqVi0WSAkt5

  • บีโอไอปลุกพลังบริษัทไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ 9 เดือน ลงทุนไทยโตเกือบเท่าตัว

    บีโอไอปลุกพลังบริษัทไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ 9 เดือน ลงทุนไทยโตเกือบเท่าตัว

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในไทยในปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย. 2568) นักลงทุนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมากจำนวน 840 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 447,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สะท้อนขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูง 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตร-อาหาร-เทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มธุรกิจบริการทั้งในภาคท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ และบริการทางการแพทย์ กลุ่มดิจิทัล กลุ่มสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์

    “ภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2566 บีโอไอพยายามผลักดันการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนที่มีการใช้ทักษะแรงงานที่สูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ

    รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย-ต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การรับช่วงการผลิตชิ้นส่วน และการร่วมทุน มาตรการเหล่านี้ได้เริ่มส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของผู้ประกอบการไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการลงทุนในกิจการฐานความรู้และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” นายนฤตม์ กล่าว

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 กลุ่มเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 31,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในสาขาหลักที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากบีโอไอ มีทั้งโครงการแปรรูปสินค้าเกษตร การผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้

    นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมจะเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับภาคเกษตรและอาหาร ดึงจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตรมาส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่มชีวภาพที่มีความต้องการสูงในตลาด เช่น Bioplastics, Biofuel และ Bio-Chemical และยกระดับการผลิตอาหารทั่วไปสู่อาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก อาหารออร์แกนิก อาหารทางการแพทย์ รวมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารไทย

    ตัวอย่างการลงทุนสำคัญ เช่น บจ. พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ ผลิตอาหารและวัตถุดิบเพื่อรองรับตลาดอาหารสุขภาพและอาหารที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อเสริมสุขภาพ บจ.เอ็กโซติค ฟู้ด ผู้ผลิตอาหารไทยพร้อมรับประทานและซอสปรุงรสส่งออกไปจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง

    บจ. เซาท์แลนด์รีซอร์ซ ผู้ผลิตยางแท่งโปรตีนต่ำ ช่วยยกระดับคุณภาพยางพาราไทยให้ได้มาตรฐานสากล บจ. เมดีซ กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเซลล์บำบัดและสเต็มเซลล์ ที่ได้ขยายการให้บริการไปแล้วกว่า 6 ประเทศทั่วอาเซียน ถือเป็นการต่อยอดนวัตกรรมสุขภาพขั้นสูงจากงานวิจัยสู่การลงทุนเชิงพาณิชย์ของไทย

    กลุ่มธุรกิจบริการทั้งในภาคท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ และบริการทางการแพทย์ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 30,000 ล้านบาท สำหรับกิจการท่องเที่ยว มีการลงทุนกิจการโรงแรมหลายแห่ง เช่น บจ. วัน พญาไท และ บจ. ภูเก็จพอร์ต กิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บมจ. การบินไทย และ บจ. ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กิจการขนส่งทางเรือ เช่น บมจ. อาร์ ซี แอล และ บจ. สยามลัคกี้มารีน กิจการบริการทางการแพทย์ เช่น บจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ บจ. วัฒนะวิภา บจ. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยอง เป็นต้น

    กลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าการลงทุนกว่า 140,000 ล้านบาท เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกิจการ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ โดยมีโครงการสำคัญที่ลงทุนโดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด และบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนจำนวนมากในกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มให้บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

    กลุ่มสาธารณูปโภคสำหรับภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าการลงทุนกว่า 93,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น บจ. อีสานพลังงานสะอาด บจ. บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ และ บจ. บลูเวฟ เพาเวอร์ บจ. กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน

    นอกจากนี้ ก็มีกิจการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับการขยายตัวของการลงทุนที่มาพร้อมกับระบบสาธารณูปโภคครบวงจรและระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ เช่น บจ. อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ บมจ. เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล บจ. อุบลราชธานี ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นต้น

    กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่มีบทบาทสำคัญต่อซัพพลายเชนในภาคการผลิตของไทย มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,400 ล้านบาท ตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น บจ. ซี.ซี.เอส. แอดวานซ์ เทค ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ บจ. ไซออน โมบิลิตี้ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า บจ. โปรเฟนเดอร์ จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนสำหรับยานพาหนะ

    การลงทุนในกลุ่มนี้สะท้อนความเข้มแข็งของห่วงโซอุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    “บีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยที่ผ่านมามีบริษัทไทยจำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมจนสามารถเติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่และออกไปสู่ตลาดโลก โดยในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท

    และถ้าเป็น SMEs ที่มีหุ้นไทยข้างมาก ก็จะได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท และยังอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศได้บางส่วนเพื่อลดต้นทุน อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมพิเศษ คือ วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไปอีกด้วย เพื่อเป็นแต้มต่อให้กับ SMEs ไทยด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/boi-boosts-thai-companies-potential-driving-the-new-economy-thai-investment-nearly-doubles-in-9-months/pr-news/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw046II1W9qcAlTERwi7eIAh