Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘หอการค้าไทยในจีน’ สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    ‘หอการค้าไทยในจีน’ สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    “ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร” หอการค้าไทยในจีน เตือนไทยเสียเวลา 10 ปี พลาดโอกาสตลาดจีน ชี้สินค้าถูกมอง “ล้าสมัย” ท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ “ไม่ปลอดภัย” เร่งรัฐ-เอกชนเปลี่ยนทัศนคติก่อนถูกทิ้งห่าง

    • ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานหอการค้าไทยในจีน ชี้ว่าไทยสูญเสีย “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” มากว่า 10 ปี เพราะปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์จีนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ล่าช้า ทำให้สินค้าไทยถูกมองว่า “ล้าสมัย” และ “ไม่ทันเกม”
    • สินค้าไทยขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง และขาดภาพลักษณ์กับอัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้ไม่สามารถเจาะตลาดชนชั้นกลางของจีนได้ แม้จะมีศักยภาพก็ตาม
    • ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนย่ำแย่จากปัญหาความปลอดภัยหลายกรณี ทั้งการฉ้อโกง การกักขัง และอาชญากรรมออนไลน์ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
    • ดร.ไพจิต สรุปว่า 10 ปีที่ผ่านมาเป็น “ช่วงเวลาที่สูญเปล่า” เพราะไทยไม่สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งขึ้นได้เลย ทำให้เข้าถึงตลาดจีนซึ่งใหญ่กว่าไทย 35 เท่า ได้เพียง “เสี้ยวเดียว”

    ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง เปิดเผยถึงสถานการณ์ของผู้ประกอบการไทยในตลาดจีนว่า ขณะนี้ไทยกำลังสูญเสีย “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในยุคที่จีนเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่ไทยกลับปรับตัวยุ่งยากและล่าช้า ส่งผลให้สินค้าไทย “ไม่ทันเกม” และถูกมองว่า “ล้าสมัย” ในสายตาผู้บริโภคจีน

    ดร.ไพจิต กล่าวว่า ไทยขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ขาดภาพลักษณ์และอัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแรง แม้สินค้าหมวดอาหารไทยจะมีศักยภาพด้านสุขภาพ แต่ยังขาดงานวิจัยรองรับเพื่อนำไปสื่อสารในจีนอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถเจาะตลาดชนชั้นกลางที่ขยายตัวรวดเร็ว

    “10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่า เพราะเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้แข็งแรงขึ้นได้เลย ตลาดจีนแม้ใหญ่กว่าไทยถึง 35 เท่า แต่ไทยกลับเข้าถึงได้เพียง “เสี้ยวเดียว” เนื่องจากขาดความพร้อมด้านสินค้า กลยุทธ์ และบุคลากร

    ท่องเที่ยวไทยทรุด ถูกมอง ‘ไม่ปลอดภัย’

    ด้านการท่องเที่ยวนั้น ภาพลักษณ์ไทยในหมู่นักท่องเที่ยวจีนย่ำแย่จากเหตุการณ์ความปลอดภัยหลายกรณี ทั้งการฉ้อโกง การกักขัง และอาชญากรรมออนไลน์ ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้อาจทำได้เพียง 4 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ 5 ล้านคน และห่างไกลจากระดับ 7-8 ล้านคนก่อนเกิดโควิด

    ดร.ไพจิต เสนอให้รัฐใช้กลยุทธ์ “1 ข่าวลบ ต้องมี 3 ข่าวบวก” เพื่อรีเซ็ตความเชื่อมั่น พร้อมมองว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568  ช่วยฟื้นบรรยากาศด้านบวกได้อย่างมากในสื่อจีน

    'หอการค้าไทยในจีน' สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    แข่งขันดุเดือด-จีนพัฒนาเร็วและเป็นระบบ

    ตลาดจีนปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME และ Micro-enterprise มากกว่า 80 ล้านราย แข่งขันกันรุนแรง ขณะที่สินค้าจีนถูกมองว่า “ถูกและดี” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทั้งรถ EV เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ จีนมีทิศทางพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้กำหนดแผนระดับชาติ เช่น

    1. แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 เน้นขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ สัดส่วนเป้าหมาย 60% ของ GDP

    2. เทคโนโลยี โดยตั้งเป้า AI ทาบชั้นสหรัฐฯ ภายในปี 2025

    3. โครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าโครงการ CR450 รถไฟความเร็วสูงพัฒนาใหม่

    4. พลังงานสีเขียว มุ่งสู่ Carbon Peak/Carbon Neutrality 

    ทั้งหมดทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติต้องเข้าใจ “ระบบคิดแบบจีน” หากต้องการอยู่รอดในตลาดนี้

    อุปสรรคการลงทุนในไทย “ขาดคน-ระบบราชการอืด”

    แม้ไทยเป็นฐานลงทุนสำคัญภายใต้นโยบาย Go Global และ Belt and Road แต่การลงทุนใหม่จะเกิดขึ้นได้ยาก หากไทยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดร.ไพจิตย้ำว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ขาดคนเก่ง” เพราะแรงงานไทยที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีจีนมีจำนวนน้อยมาก

    ดังนั้น ไทยควรอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญจีนเข้ามาทำงานชั่วคราว 6 เดือนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ก่อนต้องเดินทางกลับตามเงื่อนไข พร้อมชี้ถึงปัญหาคอร์รัปชันและความล่าช้าของระบบราชการที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

    'หอการค้าไทยในจีน' สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    จุดเริ่มต้นคือ ‘ทัศนคติ’ ต้องเลิกมองตัวเองเป็นผู้แพ้

    ทั้งนี้ หากไทยยังติดกับดักทัศนคติ “แข่งขันไม่ได้” จะไม่สามารถก้าวทันจีนได้เลย ไทยต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ได้แก่

    1. เร่งปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนบุกตลาดจีน

    2. รวมกลุ่มสร้างพลังต่อรอง เหมือนญี่ปุ่น-เกาหลี

    3. เพิ่มความเร็วในการพัฒนา ให้ทันจีน และเลือกสนามที่ไทยได้เปรียบ เช่น อาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และยานยนต์พลังงานทางเลือก

    อย่างไรก็ตาม จีนยังเดินหน้าเติบโตอีกมาก โดยตั้งเป้าภายในปี 2035 จะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วระยะต้น และจำนวนชนชั้นกลางจะพุ่งจาก 400 ล้านคนเป็น 800 ล้านคน ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ไทยต้องคว้าให้ได้

    “การเข้าตลาดจีนต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพเชิงกลยุทธ์ ผู้ประกอบการไทยต้องวางงบประมาณด้านการตลาดออนไลน์-ออฟไลน์อย่างสมดุล มีข้อมูลและงานวิจัยรองรับ พร้อมเข้าใจระบบกฎหมายและธรรมาภิบาลของจีนอย่างลึกซึ้ง มิฉะนั้นความเสี่ยงจะสูงและมีโอกาสถูกเอาเปรียบได้ง่าย”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09smgd1DA1Sh6e4TBk4nkv

  • เปิดลิสต์ลายแทงท่องเที่ยวไทย หมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองหา

    เปิดลิสต์ลายแทงท่องเที่ยวไทย หมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองหา

    ​ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ สำหรับงาน “Thailand Dianping Summit” ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท ดิจิลิ้งก์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ดำเนินงานและบริหารแพลตฟอร์ม “เหวยไท่กว๋อ (Wei! Taiguo)” ร่วมจับมือกับ Meituan (เหมยถวน) – DianPing (เตรี่ยนผิง) แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ยักษ์ใหญ่ของจีน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และพันธมิตรแพลตฟอร์มจีนชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันก่อน ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

    งาน “Thailand Dianping Summit” จัดขึ้นโดย Meituan ภายใต้เครือ Dianping (ต้าจ้งเตรี่ยนผิง) แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งเป็นเสมือน “ซูเปอร์แอป” ที่รวบรวมบริการด้านอาหาร การท่องเที่ยว การเดินทาง และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 680 ล้านคนทั่วประเทศจีน ทำให้การจัดงานครั้งนี้กลายเป็นเวทีทรงพลังที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการมองเห็นในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในประเทศจีน

    ภายในงานยังมีการบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงของ Meituan และ Dianping เกี่ยวกับภาพรวมตลาดจีน พฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการขยายตัวของแพลตฟอร์ม รวมถึงการนำเสนอข้อมูล “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนต่ออาหารไทย”

    ไฮไลท์กับการประกาศสุดยอด ร้านอาหาร- แหล่งท่องเที่ยวไทยคุณภาพ

    “ไท่ห่าวชือ” ร้านเด็ดเมืองไทย เชิดชูร้านอาหารไทยที่โดดเด่นที่สุด ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์การกินที่นักท่องเที่ยวจีนยกให้เป็น “ต้องลองให้ได้สักครั้งในชีวิต” คือมาตรฐานใหม่ของการแนะนำร้านอาหารไทยให้เข้าสู่สายตาชาวจีนในวงกว้าง

    ได้แก่ ร้านเรือนจรุง, แม่ทุมผัดไทยเข่ง, ร้านเฮียตือหูฉลาม (Ar Tue Sharkfin Yaowarat), ร้านเพนนี ป๊อปคอร์น คาเฟ่ , บ้านกุ๊กไก่ ปทุมวัน , ใหม่เอี่ยม (บรรทัดทอง), High tea, ก่วงเฮงข้าวมันไก่ประตูน้ำ, Robert Bake & Brunch, The Old Chiangmai Café, SUKHUM (สุขุม), Albatross Coffee Roasters, กล่องแสนสุข, Uncloud Coffee and Dining, Badasga Beach Club, CAVA BIEN MARCHE, ร้านเพ็ญศิริ เกาะสมุย , ร้านน้องโจ๊ก, ร้าน ส.หน้าวัง, ปรางค์วิวคาเฟ่ อยุธยา, ร้านข้าวหมูแดงป้าลบ, ร้านนายกุ่ยไก่หุบบอน, TAKARA WONG คาเฟ่ บางแสน, ร้านควัน (KWANN) โรงแรมนีสา กรุงเทพฯ, โรงคั่วกาแฟ 23​ Roaster​ ​& Cafe กระบี่, ชาวเกาะ คอฟฟี่เฮ้าส์, โฟลว เชียงแสน, เจริญรัถเป็นพะโล้, โชไทอัน ชาบู, ร้านเผ็ดมาร์ค, ร้านปาท่องโก๋เสวย เยาวราช, กุ้งทองซีฟู้ด เทอร์มินอล 21 พระราม 3, กู่ หลง เปา (Gu Long Bao Artisanal Bun Shop), ร้านข้าวหมกไก่สยาม ตลาดสดธนบุรี, หมูทอดจับกัง, ร้านซีเฟรช ริเวอร์ไซด์ พระราม3, ข้าวมันไก่เจ็กเม้ง, ร้านฮกกีโภชนา, โทสตาโต เจริญกรุง, Arteasia ทรงวาด และ ร้านจิ้นทอดป้าตือ

     

    “ไท่ห่าวหวาน” ลายแทงเที่ยวไทย สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่โดดเด่นทั้งด้านความสวยงาม เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ จนกลายเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองว่า ไม่ควรพลาด ทำหน้าที่เป็นลิสต์แนะนำที่ช่วยผลักดันจุดเช็กอินไทยสู่ระดับสากล และสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยวท้องถิ่นไปพร้อมกัน

    ได้แก่ โลตัส สปา โรงแรมเดอะสุโกศล, อวานีเวลล์, อวานี พลัส หัวหิน, แคทลียา มาสสาจ, ไวท์ วูด กรีน สปา แอนด์ เวลเนส, รีแลกซ์ เพลส เฮลท์ แอนด์ มาสสาจ, เล็กมาสสาจ, พรีม สปา, มายเดย์ ไทย มาสสาจ, บียอนด์ มาสสาจ, สิริ กิริยา สปา, เนเชอรัล ทัช มาสสาจ แอนด์ เนลส์ ราชเทวี, The Akesis Touch, ลม สปา (Lomm Spa) ฮาเวนน่า สปา, Reviv Spa สมุย, บุปผา สปา, ลัคกี้ โรส มาสสาจ นวดเพื่อสุขภาพ, โซนสบาย มาสสาจ, ดินสอ ไทย มาสสาจ, สยาม เวลเนส กรุ๊ป ( เล็ทส์ รีแล็กซ์) , ลีลา ไทย มาสสาจ, ฟ้าลานนาสปา เชียงใหม่, เคฟ ไรรา สปา, เนเจอรัล วิงค์ สปา, สกายไลน์ ฟลายอิ้งกมลา ภูเก็ต, โนว แพลน ภูเก็ต ทราเวลล์, ไร่ภูกลองฮิลล์, เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค, ศูนย์อนุรักษ์ช้างอ่าวนาง, สมุยซิปไลน ลิปะน้อย, สมุย ท็อป กัน, สวนพฤษกศาสตร์, บัวขาว วิลเลจ สมุย, ปางช้างโชคชัย, สนามบินพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่ และ เอราวัณ ป่าตอง ซีวิว ซิปไลน์

    ​งานนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเดินทางมารับประกาศนียบัตรภายในงาน พร้อมเสียงสะท้อนความยินดีที่ได้ก้าวเข้าสู่ ‘ลิสต์แนะนำ’ สำหรับผู้บริโภคจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างฐานนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และยกระดับมาตรฐานธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากสื่อพันธมิตรและแพลตฟอร์มชื่อดังของจีน อาทิ WeChat, Xiaohongshu และ National Geographic พร้อมทั้ง บุคคลในแวดวงอาหาร อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการไทยจากทั่วประเทศ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในวงการอาหารและการท่องเที่ยว ถือเป็นงานใหญ่แห่งปีที่สะท้อนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับประเทศระหว่างไทย-จีน

    ไม่เพียงเท่านี้ “ไท่ห่าวชือ” และ “ไท่ห่าวหวาน” ยังจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน จึงเป็นโอกาสสำคัญยิ่งสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และ SMEs ไทย ที่จะก้าวสู่สายตานานาชาติ และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NWA990TB0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vK3W4GV8NZSMY97oP16BC

  • แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC สนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก เปิดตัวสกายฟลาเยอส์ วิงส์ ออฟ การูแดปเทอรัส (Skyflyers: Wings of Garudapterus) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในโครงการ Asiatique The Riverfront Destination เครื่องเล่น giant swing ride ลอยฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย–แปซิฟิก ด้วยความสูงเทียบเท่าอาคาร 36 ชั้น ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “การูแดปเทอรัส” (Garudapterus) เทอโรซอร์หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้สกุลพันธุ์ใหม่ของโลก เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ บัตรราคา 320บาท

    ไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 บริษัทได้เปิดตัวเครื่องเล่น Skyflyers: Wings of Garudapterus อย่างเป็นทางการ ด้วยความสูง 135 เมตร เทียบเท่ากับตึก 36 ชั้น ทำให้มองเห็นวิวของกรุงเทพฯได้แบบ 360 องศา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ใหม่รวมกว่า 20,000 ตารางเมตรของ Asiatique The Riverfront Destination ในปีนี้ และเป็นเฟสแรกของโครงการพัฒนา Asiatique District มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท และเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ Jurassic World: The Experience ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NEON และ Universal Destinations & Experiences นำประสบการณ์ Immersive สู่ประเทศไทย

    ขณะเดียวกันยังเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการพัฒนา Asiatique The Riverfront Destination สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำระดับโลก จากการค้นพบเทอโรซอร์สายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยนักบรรพชีวินวิทยาไทย สู่ประสบการณ์ Immersive อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งไม่ได้แค่นำเสนอเครื่องเล่นระดับโลกเท่านั้น แต่ยังร่วมยังนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ

    โดยโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ AWC ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนการเรียนรู้ และตอบโจทย์การท่องเที่ยวแห่งอนาคต พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    Skyflyers ได้รับแรงบันดาลใจจาก “การูแดปเทอรัส” เทอโรซอร์สกุลพันธุ์ใหม่ของโลกที่นักบรรพชีวินวิทยาไทยค้นพบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงปีกของครุฑ โดยครุฑเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความกล้าหาญ  การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ครั้งสำคัญนี้ ถือป็นจุดเริ่มต้นของสร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งพื้นที่ต่าง ๆ ของ Skyflyers  ได้ถ่ายทอดบรรยากาศยุคดึกดำบรรพ์ อาทิ หน้าผาหินสูงชัน ชั้นดินเก่าแก่ พื้นที่วางไข่ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ผืนป่าที่มีระบบนิเวศคล้ายโอเอซิส ตลอดจนรอยเท้าฟอสซิลที่หลงเหลือ เป็นเรื่องราวของของการเดินทางที่น่าตื่นตา ปลุกความสนใจให้กับผู้ชมทุกวัย”

    ส่วนการออกแบบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านความร่วมมือกับศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  สถาบันผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบครั้งสำคัญ นอกจากนี้ความเชื่อมโยงกับครุฑยังเพิ่มมิติทางวัฒนธรรมให้แก่ประสบการณ์นี้ ผ่านมุมมองพาโนรามา 360 องศาบนท้องฟ้า

    ด้านการผลิต Skyflyers: Wings of Garudapterus โดยบริษัท Funtime จากประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นระดับโลกที่ได้รับความเชื่อถือจากแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก Funtime มีมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่รัดกุม กระบวนการความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองจาก TÜV และประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการออกแบบ ผลิต และติดตั้งเครื่องเล่นที่เป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัยสูงสุดของอุตสาหกรรม ด้วยการดำเนินงานในกว่า 25 ประเทศและผลงานที่ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนแผนงานในอนาคตคาดว่าจะเปิดตัวพื้นที่ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ที่จะเป็นพื้นที่ lifestyle experience space มากกว่าพื้นที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่เคยเห็นในเฟสแรก โดยจะรวมเอาส่วนของอาหาร การรับประทานอาหาร (dining experience) และการผสมผสานของค้าปลีกไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน คาด่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปี 2570-2571 เพื่อรองรักลุ่มนักท่เที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่เอเชียทีคฯโดยเฉลี่ย 25,000 ถึง 35,000 คนต่อวัน และคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เยี่ยมชมจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15% โดยเฉพาะเครื่องเล่น Skyfly จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมอีก 1,000 ถึง 2,000 คนต่อวัน เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจาก Hatchdrome และ Jurassic World ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการดึงดูดตลาดต่างประเทศที่หลากหลาย ทั้งจากตะวันออกกลางและยุโรป ตลาดในประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/861931/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V5GtWQhUqYpEzYXejQQxl

  • ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

    30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.10 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    การนี้ทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัว ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. และ ทรงวิ่งประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนหนึ่งเดียวของโลก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมวิ่งอีกจำนวน 50,000 คน จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก

    โดยทรงใช้เส้นทางวิ่งจาก ณ ถนนพญาไท ฝั่งตะวันตก ด้านหน้า MBK CENTER ถึงแยกสามย่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกอังรีดูนังค์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ ถึงแยกเฉลิมเผ่า เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 1 ทรงวิ่งฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ ฝั่งราชกรีฑาสโมสร ถึงสามแยกราชดำริ ตัดถนนสารสิน ตัดช้ายวิ่งเลียบสวนลุมพินี  เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ทรงวิ่งตรงเลียบฝั่งสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายที่แยกวิทยุ (สะพานไทย-เบลเยี่ยม) ทรงวิ่งตรงเลี้ยวซ้ายที่แยกสารสิน วิ่งเลียบฝั่งสวนลุมพินี ถึงสามแยกราชดำริ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ (ฝั่งโรงแรมเอราวัณ) ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 1 วิ่งเลียบฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงแยกปทุมวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท ทรงวิ่งเลียบฝั่งโรงแรมเอเชีย ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชวิถี ขึ้นสะพานต่างระดับ ข้ามแยกตึกชัย ลงสะพานถึงแยกอุภัยเจษฎทิศ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสวรรคโลก ถึงแยกยมราช เลี้ยวขวาเข้าถนพิษณุโลก วิ่งผ่านแยกสะพานขมัยมรุเชฐ ถึงแยกสวนมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินนอก ทรงกลับตัวหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทรงวิ่งย้อนกลับบนถนนราชดำเนินนอก วิ่งผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวข้ายเข้าถนนดินสอ ผ่านลานคนเมือง เสาชิงช้า เลี้ยวขวา ถนนบำรุงเมือง เข้าถนนกัลยาณไมตรี เลี้ยวขวาเข้าถนนสนามไชย ถึงป้อมเผด็จดัสกร แล้วทรงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหน้าพระลาน กลับตัวหน้าป้อมขันธ์ ฝั่งสนามหลวงเข้าถนนราชดำเนินใน ก่อนทรงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นชัย ณ บริเวณท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 21.1 กิโลเมตร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RCRyTIqiYkhrCpiNLjqxW

  • รร.ช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง ต้อนรับคณะสัมมนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย ครั้งที่ 5

    รร.ช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง ต้อนรับคณะสัมมนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย ครั้งที่ 5

    โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง ให้การต้อนรับคณะสัมมนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย ครั้งที่ 5 จากโรงเรียนจีนทั่วประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมโรงเรียนและร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษาภาษาจีน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมอาคารฉงซิน

    ภายในกิจกรรมครั้งนี้ คณะผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เยี่ยมชมบรรยากาศการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนของโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง พร้อมรับฟังการนำเสนอแนวทางการพัฒนาและผลงานด้านภาษาจีนของโรงเรียน รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับผู้แทนจากโรงเรียนจีนทั่วประเทศและหน่วยงานด้านการศึกษาภาษาจีน

    การสัมมนาจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือ และยกระดับคุณภาพการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833523/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MDMEdOCtfLRIo0loWz4LK

  • ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    ชลน่าน จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง อนุทิน แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    “ชลน่าน” จี้รัฐเร่งช่วยเหลือดูแลการเจ็บป่วย ปชช.หลังน้ำลด ติง ”อนุทิน” แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก ตั้งแต่โควิดมาจนถึงน้ำท่วมใต้ เชื่อเยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล.หวังกลบกระแสโจมตี รบ.

    เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมเลวร้ายมาก มีคนตายนับร้อย เพราะปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมในหลายจังหวัด ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประชาชนยังต้องจมอยู่กับน้ำในหลายพื้นที่ โดยจากรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน หนักที่สุดคือพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะต้องยอมรับว่าหาดใหญ่ คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ดังนั้นผลที่ตามมาคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ และหลายฝ่ายประมาณการณ์ในพื้นที่หาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาเช่นเดิม

    นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย แม้จะออกมาขอโทษประชาชน แต่กว่าจะยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดมาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด การบริหารจัดการบกพร่องอย่างร้ายแรง มันช้าไปมาก เพราะจากการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดล้มเหลว ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ประชาชนเสียชีวิตที่ล่าสุดมีมากกว่าร้อยคน ขณะเดียวกันพบว่าภาคธุรกิจพังยับ ประชาชนหลายแสนคน หลายหมื่นครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านพัง ทรัพย์สินหายไปกับน้ำ ล่าสุดนายอนุทินรีบประกาศความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน เป็นเจตนาประกาศออกมาเพื่อกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุออกมาต่อต้าน ขับไล่ ทำให้นายอนุทินต้องรีบพูดเพื่อหวังกลบกระแสวิจารณ์สถานการณ์ตอนนี้ จำเป็นต้องพูดถึงมาตรการการเยียวยาช่วยเหลืออย่างอื่นที่จำเป็นก่อนไหม หรือบทเรียนจากภัยโควิด ไม่ได้ทำให้คุณอนุทินเรียนรู้อะไรนอกจากเสียน้ำตา การบริหารภาวะวิกฤตจึงล้มเหลวซ้ำซาก

    “สิ่งที่ต้องดำเนินการคือรัฐบาลต้องระดมกำลังเร่งอพยพประชาชน และต้องระดมแพทย์และพยาบาลให้การดูแลประชาชนที่ประสบเหตุ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบทั้งร่างกายและจิตใจประชาชนมาก ประชาชนยังหวาดระแวงต้องคิดเสมอว่าทุกคนที่ประสบภัยเป็นคนป่วย คาดการณ์ว่ามีจำนวนนับแสนคน คณะแพทย์ต้องเร่งนำประชาชนเข้าสู่การดูแลด้านสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจ เตรียมสถานบริการทางการแพทย์ รพ.สนาม เครือข่ายส่งต่อ ระดมทีมแพทย์ พยาบาลอาสา บุคคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือ ยาเวชภัณฑ์ ให้พร้อมที่จะรองรับ นอกจากนี้ควรเร่งป้องกันโรคระบาด โรคที่มาจากน้ำ โรคฉี่หนูที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา สำหรับคนที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ เร่งรัด จัดเก็บเพื่อดำเนินการตรวจอัตลักษณ์บุคคลอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากนี้จึงประกาศมาตรการช่วยเหลือเยียวยาทุกมิติ เร่งฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว ทุกหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการการทำงาน ที่สำคัญผู้บัญชาการหน่วยงานต้องชัดเจนอย่ามั่วเหมือนที่ผ่านมาเพราะจะส่งผลให้การทำงานล่าช้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้” นพ.ชลน่าน กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/931344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bha9YfqL6jS7AFA7S5tbY

  • เจาะลึกรายงาน World Energy Outlook เมื่อโลกเข้าสู่ ‘ยุคแห่งไฟฟ้า’ และสมรภูมิชิงทรัพยากรที่เปลี่ยนจากน้ำมันเป็นแร่ธาตุ

    เจาะลึกรายงาน World Energy Outlook เมื่อโลกเข้าสู่ ‘ยุคแห่งไฟฟ้า’ และสมรภูมิชิงทรัพยากรที่เปลี่ยนจากน้ำมันเป็นแร่ธาตุ

    World Energy Outlook 2025

    ท่ามกลางความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผสมโรงกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงลูกผีลูกคน รายงานฉบับล่าสุด World Energy Outlook 2025 จาก International Energy Agency (IEA) ได้ทำหน้าที่เสมือนตัวกลางที่ชี้บอกชาวโลกว่า เราไม่ได้กำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงธรรมดา แต่เรากำลังก้าวเข้าสู่ ยุคแห่งไฟฟ้า หรือ The Age of Electricity อย่างเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมกติกาการแข่งขันของโลกธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และนิยามของความมั่นคงระหว่างประเทศไปตลอดกาล

    รายงาน World Energy Outlook 2025 คือสัญญาณเตือนและโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ เมื่อความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติสำรองอีกต่อไป แต่หมายรวมถึงการครอบครองเทคโนโลยีชิป แบตเตอรี่ สายส่งไฟฟ้า และแร่ธาตุหายาก ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การอัปเดตตัวเลขพลังงาน แต่คือแผนที่นำทางสำหรับผู้บริหาร นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายในการเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่ที่กำลังถาโถม ทั้งโอกาสจากราคาพลังงานที่มีแนวโน้มถูกลง และความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานที่กำลังถูกใช้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์

    ปฐมบทแห่งยุคไฟฟ้าและการขยายตัวที่ไร้ขีดจำกัด

    แกนกลางของรายงานฉบับนี้คือการยืนยันว่า ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นกระดูกสันหลังใหม่ของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ ในทุกฉากทัศน์ที่ IEA ได้ทำการวิเคราะห์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าความต้องการพลังงานโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ โดยในฉากทัศน์นโยบายปัจจุบัน หรือ Stated Policies Scenario (STEPS) ได้คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าโลกจะพุ่งทะยานขึ้นถึงร้อยละ 40 ภายในปี 2035 คิดเป็นปริมาณมหาศาลกว่า 11,000 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้เทียบเท่ากับการนำความต้องการไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศในปัจจุบันมารวมกันถึงสองเท่าครึ่ง

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเติบโตนี้ไม่ได้มาจากภาคอุตสาหกรรมหนักแบบดั้งเดิมเหมือนในอดีต แต่กลับขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ความต้องการระบบทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Data Centers และ AI

    อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ก็นำมาซึ่งจุดเปราะบางที่น่ากังวล นั่นคือปัญหาของระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้า รายงานของ IEA ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในขณะที่การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างมาก ทว่าการลงทุนในระบบสายส่งกลับมีสัดส่วนเพียง 0.4 ดอลลาร์ ต่อทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ความไม่สมดุลนี้หากไม่ได้รับการแก้ไข จะกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญ ทำให้เกิดการสูญเปล่าของพลังงานสะอาดที่ผลิตได้แต่ส่งไปไม่ถึงผู้ใช้ และอาจนำไปสู่ความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงขั้นวิกฤตสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าเป็นลมหายใจ

    สมรภูมิความมั่นคงใหม่ จากบ่อน้ำมันสู่เหมืองแร่

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รายงานเน้นย้ำคือการเปลี่ยนแปลงนิยามของ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ (Energy Security) เมื่อโลกพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้เทคโนโลยีสะอาด ความต้องการจึงเปลี่ยนทิศไปสู่แร่ธาตุที่สำคัญ  อาทิ ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับแบตเตอรี่และสายส่งไฟฟ้า ทว่าความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ปริมาณแร่ในธรรมชาติ แต่อยู่ที่การกระจุกตัวของห่วงโซ่อุปทานในระดับที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคน้ำมัน

    รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักที่ครองตำแหน่งในกระบวนการแปรรูปแร่อย่างเบ็ดเสร็จ โดยครองส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 70 ในแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ 19 จาก 20 ชนิดที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีพลังงาน สภาวะการพึ่งพาประเทศเดียวอย่างมหาศาลนี้ทำให้โลกมีความเสี่ยงสูงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลทางเทคนิค หรือความขัดแย้งทางการค้า ดังที่เห็นได้จากการประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายาก และกราไฟต์ของจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ผลิตทั่วโลกว่าวัตถุดิบเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทุกเมื่อ

    นอกจากนี้ ทองแดงกำลังกลายเป็นแร่ธาตุที่น่ากังวลที่สุดในบรรดาแร่ธาตุทั้งหมด รายงานเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนอุปทานในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากโครงการเหมืองทองแดงใหม่ ๆ ใช้เวลาพัฒนานานและเกิดขึ้นช้ากว่าความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นจากการขยายโครงข่ายไฟฟ้าและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกได้

    คลื่นยักษ์ LNG และจุดจบของยุคราคาก๊าซแพง

    ในฝั่งของเชื้อเพลิงฟอสซิล ตลาดก๊าซธรรมชาติกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้ รายงานพยากรณ์ว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ของอุปทาน LNG (Liquefied Natural Gas) ระลอกใหม่ โดยจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 300 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ภายในปี 2030 หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มถึงร้อยละ 50 จากกำลังการผลิตปัจจุบัน โดยมีสหรัฐอเมริกาและกาตาร์เป็นหัวหอกในการเพิ่มกำลังการผลิตนี้

    นัยสำคัญทางธุรกิจของปรากฏการณ์นี้คือ โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่ราคาก๊าซธรรมชาติถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ภาวะล้นตลาดจะกดดันให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย รวมถึงไทย และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นต้นทุนหลัก แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดให้กับผู้ผลิตที่ต้องแย่งชิงตลาดรองรับ โดยเฉพาะเมื่อตลาดยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วเริ่มลดการใช้ก๊าซลงเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม ทำให้ก๊าซส่วนเกินเหล่านี้ต้องไหลไปหาตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ราคาเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อที่สำคัญที่สุด

    จากผู้บริโภคสู่โรงงานโลกแห่งเทคโนโลยีสะอาด

    หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่พบในรายงาน World Energy Outlook 2025 คือการเปลี่ยนบทบาทของจีนในเวทีพลังงานโลก หลังจากที่จีนทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนความต้องการน้ำมันและถ่านหินของโลกมานานหลายทศวรรษ รายงานชี้ว่าความต้องการพลังงานของจีนกำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัวและจะเริ่มลดลง อันเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และจำนวนประชากรที่ลดลง

    ในทางกลับกัน จีนได้เปลี่ยนสถานะตัวเองไปสู่การเป็น ‘โรงงานผลิตเทคโนโลยีสะอาด’ ของโลกอย่างสมบูรณ์ ด้วยกำลังการผลิตส่วนเกินมหาศาลในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันจีนมีกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการของตลาดโลกถึง 2-3 เท่า สภาวะนี้ส่งผลให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีสะอาดถูกลงอย่างมาก ซึ่งในแง่หนึ่งช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศกำลังพัฒนาให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็สร้างแรงกดดันและความกังวลเรื่องความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาและยุโรป นำไปสู่การกีดกันทางการค้าและการพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเองขึ้นมาแข่ง

    การฟื้นคืนชีพของนิวเคลียร์

    IEA ยืนยันโมเดลที่ชี้ว่ายุคทองของการเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะผ่านพ้นไป โดยในฉากทัศน์นโยบายปัจจุบัน คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราวปี 2030 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงจากการรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 50 ของยอดขายรถใหม่ทั่วโลกภายในปี 2035 ส่วนถ่านหินนั้นคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ขาลงก่อนปี 2030 แม้จะยังมีความต้องการใช้ในอินเดียและอาเซียน แต่การลดการใช้ในจีนและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีนัยสำคัญพอที่จะดึงให้กราฟรวมของโลกดิ่งลง

    ในขณะที่ฟอสซิลกำลังถดถอย พลังงานนิวเคลียร์กำลังกลับมาเป็นทางออกสำคัญอีกครั้ง ในฐานะแหล่งพลังงานฐาน (Baseload energy) ที่ปราศจากคาร์บอน โดยมีการคาดการณ์ว่าการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลกจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2025 เทรนด์ที่น่าจับตามองคือความสนใจในเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่เสถียรสำหรับจ่ายไฟให้กับ Data Centers และระบบ AI ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจตอบโจทย์ได้ยากในบางพื้นที่

    ความจริงเรื่องสภาพภูมิอากาศและความทนทานของระบบ

    รายงานยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า เป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยไม่มีการเกินเลยนั้นได้หลุดมือไปแล้ว ในทางปฏิบัติ เนื่องจากความล่าช้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก ในฉากทัศน์ Net Zero Emissions ฉบับปรับปรุงใหม่ IEA ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าโลกจะมีอุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะถูกดึงกลับลงมาภายในปี 2100 แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ โลกต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการดักจับและกำจัดคาร์บอน (Carbon Dioxide Removal – CDR) ในสเกลที่ใหญ่มาก ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังมีต้นทุนสูงและยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ความสำเร็จในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ รายงานยังย้ำเตือนว่าระบบพลังงานโลกในปัจจุบันมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าที่คิด ข้อมูลในปี 2023 ระบุว่ามีครัวเรือนกว่า 200 ล้านครัวเรือนทั่วโลกต้องเผชิญเหตุการณ์ไฟดับจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุ น้ำท่วม และคลื่นความร้อน ดังนั้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอนาคต จะมองเพียงแค่เรื่องประสิทธิภาพไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องความทนทานเพื่อให้ระบบสามารถต้านทานต่อวิกฤตสภาพอากาศที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    รายงาน World Energy Outlook 2025 ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของ “ถ้า” แต่เป็นเรื่องของ “เมื่อไหร่” และ “เร็วแค่ไหน” ภาคธุรกิจที่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) ลงทุนในประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และบริหารจัดการความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนได้ดี จะเป็นผู้ชนะในภูมิทัศน์ใหม่นี้ ในขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโครงสร้างพลังงานแบบเดิมจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นทั้งจากต้นทุน กฎระเบียบ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

    อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่: IEA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/iea-world-energy-outlook-2025-report&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A61AgyrNISQ6k9IBuSevJ

  • “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” สั่ง ศธ. ลุยฟื้นฟูภาคใต้เต็มกำลัง ตั้ง “Fix It Center” 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต ย้ำต้องเร่งเปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 29 พฤจิกายน 2568  นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงแผนการฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมบอกว่าตนจะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.) พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดจัดเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และชุดปฏิบัติการให้พร้อมเต็มที่เพื่อมุ่งเป้า “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกต่อว่า สหนักงานคณะการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้ง ศูนย์ Fix It Center จำนวน 50 ศูนย์ ทั่วพื้นที่ภาคใต้เพื่อให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ของประชาชนฟรี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ประชาชนกลับไปประกอบอาชีพได้เร็วขึ้น ส่วนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ระดมกำลังพร้อมชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นที่ชุมชน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรับผิดชอบล้างและฟื้นฟูโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเร่งให้โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ทันตามกำหนด และลดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

    นางนฤมลย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานจริงเพื่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยครู บุคลากร นักศึกษาอาชีวะ และเครือข่ายจิตอาสาของ ศธ. จะเป็นกำลังสำคัญของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ซึ่งจะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jo7-C-9ALf9XSJDqU9vsz

  • แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นต้องรับมือทั้งความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะระดับสูง และความผันผวนในตลาดการเงิน ขณะเดียวกันท่าทีต่อไต้หวันทำให้ความสัมพันธ์กับจีนถดถอยลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค

    การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางภาระการคลังอาจบั่นทอนเสถียรภาพระยะยาว ขณะที่ความตึงเครียดกับจีนเปิดฉากความท้าทายในหลายฉากทัศน์ทั้งการลดทอนความตึงเครียด ความไม่มั่นคงยืดเยื้อ หรือการเผชิญหน้ารุนแรงขึ้น

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซานาเอะ ทาคาอิชิ ประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้รับคะแนนเสียงให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่น กลายเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

    เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในถ้อยแถลงครั้งแรกต่อรัฐสภา ทาคาอิชิ ระบุว่าญี่ปุ่นอาจเกี่ยวข้องทางทหารในความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตทางการทูตทันที เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนทรุดต่ำลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

    อย่างไรก็ดี วิกฤตนี้ก่อตัวขึ้นมานานแล้ว ทาคาอิชิต้องการประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเบี่ยงความสนใจออกจากความท้าทายทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อของญี่ปุ่น

    ช่วงแรก คณะรัฐมนตรีของทาคาอิชิได้รับความนิยมสูงที่สุดชุดหนึ่งในรอบสองทศวรรษ โดยมีคะแนนสนับสนุนอยู่ที่ 65%-85% โดยเฉพาะจากกลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน ชาวญี่ปุ่นมองว่าลำดับความสำคัญของรัฐบาลคือการแก้เงินเฟ้อ (84%) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (64%) ระบบประกันสังคม (53%) และความมั่นคง (47%) ประเด็นปากท้องมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นทางการทหารมาก

    มีเพียงคนญี่ปุ่นส่วนน้อย (17%) ที่เห็นชอบให้ ฮางิอูดะ โคอิจิ ซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินนอกระบบ เข้ารับตำแหน่งผู้รักษาการเลขาธิการบริหาร หลังการลอบสังหารอดีตนายกฯ อาเบะ ความเชื่อมโยงระหว่าง LDP และโบสถ์ยูนิฟิเคชันถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยฮางิอูดะมีความใกล้ชิดกับองค์กรศาสนาที่ถูกวิจารณ์นี้

    ทั้งทาคาอิชิและฮางิอูดะต่างเป็นสมาชิกของนิปปอนไคกิ องค์กรเอ็นจีโอฝ่ายขวาจัดและชาตินิยมมากที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเปลี่ยนมุมมองประวัติศาสตร์ตามคำตัดสินของศาลโตเกียวหลังสงครามโลก ฟื้นฟูสถานะกึ่งศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ และลดทอนความเท่าเทียมทางเพศ องค์กรนี้สนับสนุนการเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิของผู้กระทำสงคราม และปฏิเสธการบังคับค้าประเวณีของ “สตรีปลอบขวัญ” ในสงครามโลกครั้งที่สอง

    นิปปอนไคกิมีบทบาทสำคัญในรัฐสภาญี่ปุ่น และมีนายกรัฐมนตรีถึง 6 คนที่เป็นสมาชิก เป้าหมายที่แท้จริงของทาคาอิชิคือการทำให้แนวคิดของนิปปอนไคงิเป็นกระแสหลัก และเสริมความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้ว คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติแพ็กเกจสภาพคล่อง 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น และส่งเสริมการเติบโตด้วยการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์

    นานหลายเดือนที่ผ่านมา ทาคาอิชิเรียกร้องให้ใช้นโยบายการคลังเชิงรุกอย่าง “รับผิดชอบ” อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่า ได้วางแนวทางรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไร เมื่อวัดทั้งในเชิงมูลค่ารวมและสัดส่วนต่อเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมีภาระหนี้สาธารณะสูงสุดในโลกเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจประเทศ

    สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่สูงยังไม่ทำให้เกิดการล้มสลาย เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่ถือโดยนักลงทุนภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงตั้งแต่โควิด-19 แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิชิอาจทำให้แนวโน้มนี้กลับทิศ

    การใช้จ่ายภาครัฐ การสวัสดิการสังคม ประชากรผู้สูงวัยและหดตัว รวมถึงภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ล้วนซ้ำเติมภาระหนี้นี้ เมื่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แพ็กเกจสภาพคล่องของทาคาอิชิอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและเยนอ่อนค่า ซึ่งจะกระตุ้นเงินเฟ้อและบั่นทอนประสิทธิผลของมาตรการ อีกทั้งอาจทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนำไปสู่การไหลออกของเงินทุน พร้อมผลกระทบลุกลามระดับโลก

    ความย้อนแย้งที่ยังคงอยู่ของ LDP

    สัญญาณเบื้องต้นสะท้อนความวิตกที่เพิ่มขึ้นในตลาดญี่ปุ่น ความกังวลนี้สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 1.835% สูงสุดตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2008

    ขณะเดียวกันเยนอ่อนค่าลงแตะระดับ 157.90 เยนต่อดอลลาร์ จากความกังวลด้านการคลังและความคาดหวังที่ลดลงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

    การอ่อนค่าของเยนอาจผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น และส่งผลให้ประสิทธิผลของแพ็กเกจสภาพคล่องลดลง ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีทาคาอิชิต้องขอใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มขึ้นอีก โดยจะยิ่งทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะกลางถึงยาวอ่อนแอลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/645288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C-WWZo1JKGcbytSK9fxbo

  • ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    2. นิยามใหม่ของความหรูหรา: Branded Residence และ Ecosystem ของการใช้ชีวิต

    หมดยุคที่ความหรูหราจะวัดกันแค่ขนาดห้องหรือวัสดุปูพื้น ความสำเร็จของดุสิตสะท้อนว่า ผู้ซื้อระดับบนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับ “ความไร้กังวล”

    โมเดล Branded Residence ภายใต้บริการ ‘Graciously Dusit Hospitality’ ตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างตรงจุด การผสานโรงแรมระดับตำนาน อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า เข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่าง “สวนดุสิตอรุณ” (Roof Park) ขนาด 7 ไร่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Mixed-Use Ecosystem

    นี่คือการรีเซ็ตย่านสีลม-พระราม 4 ให้กลายเป็น Super Core CBD ที่แท้จริง ลูกค้าระดับนี้ไม่ได้ซื้อแค่ “ที่อยู่” แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต” ที่มีงาน การพักผ่อน และธรรมชาติรวมอยู่ในที่เดียว ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลกหลังยุคโควิด-19

    3. Sustainability: มาตรฐานใหม่ที่ขาดไม่ได้

    การที่โครงการนี้เป็นเรสซิเดนซ์แห่งแรกในอาเซียนที่พัฒนาตามเกณฑ์ LEED Gold v4.1 บ่งบอกว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (Prerequisite) ของสินทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ไปแล้ว

    กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักในปัจจุบันมีความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและ Well-being สูงมาก การที่อาคารสูง 299 เมตรแห่งนี้ใส่ใจเรื่องนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตัดสินใจซื้อ นอกเหนือไปจากความหรูหราทางกายภาพ

    ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    4. ความยืดหยุ่นของราคา (Price Inelasticity) ในตลาดบนสุด

    ข้อมูลระบุว่า ยูนิตระดับ Penthouse 7 ห้อง ถูกจับจองไปแล้วถึง 5 ห้อง และยูนิตขนาดใหญ่ที่สุด 900 ตารางเมตร ที่ทางบริษัท วิมานสุริยา เก็บไว้เป็น “ไพ่ตาย” ใบสุดท้าย คาดว่าจะทำราคาได้แตะระดับ 500,000 บาทต่อตารางเมตร

    ปรากฏการณ์นี้ยืนยันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ตลาดระดับบนสุดมีความยืดหยุ่นต่อราคาน้อยมาก (Price Inelastic) หากสินค้านั้นตอบโจทย์เรื่องความหายาก (Scarcity) และคุณค่าทางใจ (Legacy) ราคาที่สูงขึ้นแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

    ก้าวต่อไป: บทพิสูจน์โมเดล ‘ภูเก็ต-พัทยา’

    ความสำเร็จที่กรุงเทพฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อโมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “เวิร์ก” ดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนาจึงไม่รอช้าที่จะขยายความสำเร็จนี้ไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ภูเก็ต และ พัทยา ภายในปี 2569

    การขยายตัวนี้ไม่ใช่แค่การสร้างตึกใหม่ แต่คือการนำจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของการเป็น Global Destination ไปปักหมุดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก

    ยอดขาย 95% ของดุสิต เรสซิเดนเซส ไม่ได้บอกเราแค่ว่า “โครงการนี้ขายดี” แต่มันกำลังตะโกนบอกเราว่า ในขณะที่เศรษฐกิจฐานรากอาจกำลังดิ้นรน ยอดพีระมิดของไทยยังคงแข็งแกร่ง และพร้อมจะจ่ายไม่อั้นให้กับสินทรัพย์ที่พวกเขามั่นใจว่าจะเป็น “มรดก” ที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F621desMhZLa6Ka9s_giB