Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กกร.ชี้น้ำท่วมใต้ ฉุดเศรษฐกิจโตไม่เกิน 2%  : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ธ.ค.68

    กกร.ชี้น้ำท่วมใต้ ฉุดเศรษฐกิจโตไม่เกิน 2% : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/nlD2P75xkQ8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S1CcptYM40FVAiSwnlh-2

  • เศรษฐกิจไทย ในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6%

    เศรษฐกิจไทย ในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6%

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 น่าห่วง! คาดชะลอลงอีกจากแรงบีบภาษีสหรัฐฯ น้ำท่วมใต้ สินค้าจีนเสี่ยง over supply อีกระลอก แนะรัฐ-เอกชน เร่งฟื้นฟู-เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ Reinvent Thailand ยกระดับการแข่งขันของไทย

    วันที่ 3 ธ.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. เป็นประธานในการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง

    โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    “กกร.ประเมินว่า GDP ไทยในปี 2569 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% ส่งออกอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0.5% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.2-0.7% ขณะที่ปี 2568 การขยายตัวของ GDP ไทยอยู่ในกรอบ 2% ส่งออกขยายตัว 10% เงินเฟ้อ 0.0%”

    ทั้งนี้ ปีหน้ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ

    ขณะที่ อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้

    โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% – 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    ภาพ: DNY59/Getty Images

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-gdp-1-6-worrying-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-wS2ppgWKbIPe8iSMBIMZ

  • สโคป ประกาศยอดขาย สโคป หลังสวน แตะ 90% สวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมคงราคาพิเศษถึงสิ้นปี ก่อนปรับขึ้นปีหน้า

    สโคป ประกาศยอดขาย สโคป หลังสวน แตะ 90% สวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมคงราคาพิเศษถึงสิ้นปี ก่อนปรับขึ้นปีหน้า

    บริษัท สโคป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เปิดเผยความสำเร็จของโครงการแฟลกชิป สโคป หลังสวน ซึ่งสามารถทำยอดขายรวมแตะ 90% ภายในปีนี้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดระดับบน และความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพงานออกแบบและมาตรฐานการอยู่อาศัยของแบรนด์ สโคป

    นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ สโคป หลังสวน มาจากการผสานองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ทำเลถนนหลังสวนซึ่งเป็น Rare Location กรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดินมีอยู่อย่างจำกัด, งานออกแบบระดับสากลร่วมกับ Thomas Juul-Hansen และ KPF, การเลือกสรรวัสดุคุณภาพที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด รวมถึงแนวคิด Well-Being ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยทั้งด้านกาย ใจ และสังคม

    ในปี 2567 SCOPE Langsuan สร้างยอดขายรวมกว่า 1,600 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2568    แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯเผชิญการแข่งขันสูงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ยืนยันบทบาทของ สโคป หลังสวน ในฐานะโครงการเรือธงที่แข็งแกร่งที่สุดในพอร์ตของบริษัท

    จากดีมานด์ทั้งในและต่างประเทศที่ยังแข็งแรง และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ให้ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่านี้ สโคปจึงประกาศยืน“ราคาพิเศษปัจจุบัน” สำหรับ 10 ยูนิตสุดท้ายถึงสิ้นปี 2568 ก่อนจะปรับขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2569 โดยคาดว่าราคาขายเฉลี่ยใหม่ของโครงการจะอยู่ราว 650,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นราว 10% จากปัจจุบัน

    สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงบนทำเลหายากที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง 10 ยูนิตนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการสินทรัพย์คุณภาพที่จะอยู่อาศัยเอง หรือนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์ระดับพรีเมียมในย่านที่มีซัพพลายจำกัด และมีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ก่อนมีการปรับราคาขึ้นอย่างเป็นทางการในปีถัดไป

    พร้อมกันนี้ สโคป ยังเปิดเผยทิศทางธุรกิจปี 2569 โดยเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาตรฐานสากล แห่งใหม่ในทำเลคุณภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่าน ACQUA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์ ผ่าน 4 บริการซิกเนเจอร์ ได้แก่ TasteCraft, Housekeeping Prestige, Wellness Sanctuary, และ Lifestyle Atelier ซึ่งออกแบบเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม UHNWI ในทุกมิติของการใช้ชีวิต

    นายยงยุทธกล่าวปิดท้ายว่า “เรามุ่งเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ สโคป ในฐานะผู้นำตลาด Ultra Luxury Residential อย่างแท้จริง ด้วยการพัฒนาโครงการที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์ คุณภาพ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยตามแนวคิด Well-Being อย่างลึกซึ้ง พร้อมจับโอกาสจากแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาวะดอกเบี้ยที่มีทิศทางดีขึ้นในปีหน้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YdYYYHjFAbHTWRxj3M1aZ

  • ครม. คลอด พ.ร.บ.ลดโลกร้อน หนุนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ครม. คลอด พ.ร.บ.ลดโลกร้อน หนุนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 3 ธ.ค. 2568, 11:52 1

    ครม.เห็นชอบหลักการ “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ตั้งกองทุนภูมิอากาศ–ภาษีคาร์บอน–ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ ()พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือพ.ร.บ.ลดโลกร้อน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ เพื่อยกระดับระเบียบฯ ปี 2550 ขึ้นเป็นกฎหมายแม่บทด้าน climate ของประเทศ รองรับพันธกรณี UNFCCC และเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางปี 2593-สุทธิเป็นศูนย์ปี 2608

    สำหรับร่างกฎหมางกฎหมายฉบับนี้เป็นกรอบใหญ่ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งระบบ โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ตั้ง 4 คณะกรรมการหลัก นำโดยคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเป็นนิติบุคคลของรัฐ ใช้รายได้จากเครื่องมือด้านคาร์บอนต่าง ๆ มาหนุนการลงทุนและการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก–แผนการปรับตัวระดับชาติ ให้ทุกหน่วยงานรัฐเดินตามเป้าหมายเดียวกัน

    รวมถึงการวางระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และกลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) พร้อมกำหนดให้คาร์บอนเครดิตเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายและโอนได้ โดยกำหนดภาษีคาร์บอน สำหรับสินค้าบางประเภท ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ โดยต้องออกกฎหมายลำดับรองกำหนดอัตราและวิธีการให้สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลัง และวางมาตรฐานกลางในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็น taxonomy อ้างอิงสำหรับนโยบาย การลงทุน และการจัดสรรเงินทุนสีเขียว

    นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทลงโทษ กรณีไม่รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือรายงานเท็จ เพื่อให้มาตรการด้านคาร์บอนมีผลบังคับใช้จริง และสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมาย หลังจากนี้กระทรวงทรัพฯ จะเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องภาษีคาร์บอน ระบบ ETS และ CBAM อย่างรอบคอบ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องการ “คุ้มครองโลก-คุ้มครองคนไทย” ไปพร้อมกัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการ และภาระค่าครองชีพของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/5x485okv8mbc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ohxob8hUPQ_r5TgefOtd

  • รู้จัก GIFT+ นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักนำโดย “ตะวันออกกลาง” ตลาดใหญ่ 9.8 หมื่นล้าน

    รู้จัก GIFT+ นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักนำโดย “ตะวันออกกลาง” ตลาดใหญ่ 9.8 หมื่นล้าน

    “ท่องเที่ยวทรุด” “ต่างชาติเที่ยวไทยวูบ” นี่อาจเป็นคำอธิบายสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่หลายคนมองว่าแม้ภาครัฐและเอกชนพยายามจับมือร่วมกัน แต่สุดท้ายภาพรวมอุตสาหกรรมก็ยังคงฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะปี 2567 แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมรายได้ยังต่ำกว่าคาด

    โครงสร้างดีมานด์ที่เปราะบางแบบเดิมสะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาตลาดหลักอย่าง “จีน” ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยกว่า 10 ล้านคนต่อปี ตอนนี้กลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน ทั้งจากกำลังซื้อที่หดตัว การเดินทางแบบประหยัด และการแข่งขันอย่างรุนแรงจากจุดหมายปลายทางอื่นในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เวียดนาม และสิงคโปร์ โดยเฉพาะการดึงดูดคนจีนให้กลับมาเที่ยวในประเทศบ้านเกิดของตนเองโดยรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสความนิยมท่องเที่ยวในจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ตลาดยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียและยุโรปบางส่วนยังได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ทำให้การใช้จ่ายลดลง ขณะที่ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงระบบ เช่น โครงสร้างราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ภาพลักษณ์ความปลอดภัย ความล่าช้าของระบบขนส่ง และการขาดแคลนแรงงานบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้รายได้ต่อหัวไม่เติบโตตามเป้า

    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ตลาดดั้งเดิมชะลอตัว นี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคท่องเที่ยวไทยอาจต้องมองหาโอกาสใหม่ เส้นทางใหม่ “รีเซ็ตวิธีคิด” จากการแย่งชิงจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมไปสู่การจับตลาดใหม่ๆ ที่คุณภาพสูงกว่าและสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิมอย่างแท้จริง

    รู้จัก GIFT+ กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ไทยต้องคว้าให้ได้

    ปัจจุบันหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ภาคท่องเที่ยวไทย รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ คือ กลุ่ม “GIFT+” ที่ย่อมาจาก GIFT+ = Gulf + India + Far East Plus ประกอบด้วย

    • Gulf (กลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง) นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 70-125%
    • India (อินเดีย) นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีจำนวนประชากรใหญ่สุดของโลก
    • Far easT (กลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออก) และอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และรัสเซีย ซึ่งเป็นทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุไว้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม GIFT+ ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวโดยตรงอย่างธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ห้างค้าปลีก และขนส่ง เพียงเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่นๆ อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพก็มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อต่างชาติไปด้วยเช่นกัน

    โดยจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่ม GIFT+ ที่เดินทางเข้าไทยในช่วงปี 2566-2567 อยู่ที่ 12.2 และ 18.5 ล้านคน คิดเป็น 45-50% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพใช้จ่ายสูงและขยายตัวเร็ว

    ทั้งนี้หนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่ม GIFT+ ที่เติบโตอย่างโดดเด่นมีบทบาทสูงขึ้นในฐานะ “Thailand Tourism New Curve” ที่ภาคท่องเที่ยวบ้านเราตั้งใจผลักดันเรื่องรายได้จากคุณภาพ (Quality Tourism) มากกว่าการแข่งขันในเชิงปริมาณหรือตัวเลขนักท่องเที่ยว นั่นก็คือ ตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (Gulf) ที่กำลังแทนที่ตลาดจีนและโตเร็วกว่าคาด

    “ตลาดตะวันออกกลาง” New Engine ของท่องเที่ยวไทย

    เมื่อมองไปในตลาดโลกผู้เล่นที่เติบโตเร็วและชัดที่สุดในปี 2567-2569 คือ นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (Middle East) หรือกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ได้แก่ โอมาน, กาตาร์, คูเวต, บาห์เรน, ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว “คุณภาพสูงที่สุด” ในภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยมีลักษณะเด่นที่ภาคธุรกิจควรเข้าใจ

    • กำลังซื้อสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ในระดับที่สูงกว่าเอเชียตะวันออกเฉลี่ย 2–3 เท่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านการตลาดท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ของ ททท. พบว่าในปี 2567 นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางมีการใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 89,622 บาท/คน/ทริป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก UAE ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต โดยมี UAE สูงสุดเป็นอันดับ 1 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,612 บาท/คน/ทริป

    • เดินทางเป็นกลุ่มครอบครัวใหญ่และเที่ยวแบบ Longer Stays

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีความเป็นสังคมครอบครัวนิยม (Family-Oriented Travel) มักเดินทาง 5-10 คนต่อทริปทำให้มีความต้องการที่พักที่กว้างขวาง เป็นส่วนตัว และเข้าใจวิถีมุสลิม เช่น มีร้านอาหารฮาลาล พื้นที่ละหมาด มีพนักงานบริการที่พูดภาษาอาหรับได้ มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัวที่เน้นความสะดวกสบาย โดยส่วนใหญ่จะเลือกเข้าพักโรงแรมระดับ 4-5 ดาวไปจนถึงพูลวิลล่าส่วนตัว ทำให้รายได้ต่อครอบครัวสูงมาก

    นอกจากนี้ระยะเวลาเที่ยวเฉลี่ยจะอยู่ที่ 7-12 คืนต่อทริป หรือบางกลุ่มที่พักยาว 14-16 วัน โดยกว่า 60% คือ First-Time Visitors หรือเดินทางมาไทยเป็นครั้งแรก ทำให้มีศักยภาพกลับมาเที่ยวซ้ำตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์

    • มองหา Wellness Tourism และชื่นชอบไทยเป็นพิเศษ

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ทั้งร้านอาหารระดับพรีเมียมและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะด้าน Medical & Wellness หรือการท่องเที่ยวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ขึ้นชื่อเรื่องความทันสมัยและเชื่อถือได้เรื่องแพทย์เฉพาะทางและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะนิยมเดินทางมาใช้บริการหลากหลายประเภทในไทย เช่น การพักผ่อนระดับหรู สปา แพทย์ความงามและชะลอวัย

    นอกจากนี้ยังชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของประเทศไทย จากข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นว่านอกจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต พังงา กระบี่ และ เชียงใหม่ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสนใจท่องเที่ยว “เมืองรอง” มากขึ้น เช่น หัวหิน ขอนแก่น บุรีรัมย์

    ททท. ตั้งเป้าดันรายได้ 8 หมื่นล้านบาท

    ปัจจุบันไทยถือเป็นอันดับต้นๆ ของจุดหมายปลายทางที่ชาวตะวันออกกลางชื่นชอบในเอเชีย แซงคู่แข่งหลายประเทศ เช่น มัลดีฟส์ ตุรกี อินโดนีเซีย ในหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะ Wellness, Medical และ Luxury Travel
    ตลาดท่องเที่ยวตะวันออกกลางฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเชิงปริมาณจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 38.90% นำโดยตลาดขนาดใหญ่อย่าง ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ที่นำฟื้นตัวทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพด้วยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

    สถิติล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ณ วันที่ 22 เม.ย. 2568 ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้าไทยอยู่ที่ 162,790 คน นำโดยซาอุดีอาระเบียที่มีอัตราการเติบโตถึง 15.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับตลอดทั้งปี 2568 ททท. ได้ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและแอฟริกาจำนวนรวม 1.1 ล้านคนที่จะสร้างรายได้กว่า 98,000 ล้านบาทให้ประเทศไทย

    หลังไทยฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งด้านจำนวนและรายได้ ขณะที่สายการบินจากอ่าวอาหรับอย่าง Emirates, Etihad Airways, Qatar Airways รวมถึง Saudia Airlines ต่างขยายเส้นทางสู่วงการท่องเที่ยวไทย ส่งสัญญาณดีมานด์ระยะยาวที่ชัดเจนมาก

    ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยล่าสุด ททท. ได้ตั้งเป้าใหญ่ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศ ภายใต้นโยบาย “Value over Volume” ผ่านมาตรการสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเส้นทางบินตรงและเพิ่มความถี่เที่ยวบิน โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการสายการบินเพื่อเชื่อมเมืองรอง-เมืองท่องเที่ยวไทยโดยตรง

    โดยล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOC) ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Dnata Travel ผู้ให้บริการด้านการเดินทางรายใหญ่ของตะวันออกกลาง และสายการบินระดับโลก 2 ราย ประกอบด้วย Emirates, Etihad Airways เพื่อขยายเครือข่ายการเดินทาง เชื่อมต่อเส้นทางระหว่างภูมิภาคตะวันออกกลางและไทย ดึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจ สมาคม และผู้ประกอบการไทยเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการ พัฒนามาตรฐาน Halal-friendly ในระดับประเทศเพื่อผลักดันไทยเป็น “Muslim Friendly Destination Hub”

    สรุปแล้วนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้แม้มีจำนวนไม่มาก แต่กลับสร้างรายได้ “สูงกว่าเท่าตัว” เมื่อเทียบกับตลาดหลักดั้งเดิม หลายประเทศใน GCC มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริประดับ 80,000-90,000 บาท มีระยะเวลาพำนักยาวและนิยมใช้บริการที่มีมูลค่าสูงและยังเป็นฐานลูกค้าที่ช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่เมืองรองและธุรกิจเฉพาะทาง ที่ไทยต้องการผลักดัน 

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดเสริม” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “หัวใจ” ของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้องสร้างความมั่นคงรายได้ กระจายความเสี่ยง และผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวสู่ระดับ New High ในปีต่อไปหลังจากนี้ 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2899663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JjEXZ6Xb1hFRITBXrZwow

  • ธุรกิจร้านอาหารเฮ! หลังรัฐปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์รับไฮซีซั่น

    ธุรกิจร้านอาหารเฮ! หลังรัฐปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์รับไฮซีซั่น

    ‘ประธานธุรกิจร้านอาหาร’ ขอบคุณรัฐบาลหลังรัฐปลดล็อกเวลาขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย14.00–17.00 น. มั่นใจช่วยกระตุ้นธุรกิจร้านอาหารทั่วไทย ดันรายได้รับฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมเรียกร้องเดินหน้าปลดล็อกถาวรให้สอดคล้องโลกปัจจุบัน

    3 ธ.ค.2568-นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยหลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมติปลดล็อกข้อจำกัดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. โดยคำนึงถึงบริบทปัจจุบันของประเทศไทยที่เป็นประเทศท่องเที่ยวระดับโลก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคที่คำสั่งคณะปฏิวัติปี 2515 ออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าราชการออกไปดื่มระหว่างเวลาราชการ ถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    สำหรับการปลดล็อกครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญ ทั้งต่อผู้ประกอบการและต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ก่อนหน้านี้สร้างความสับสนให้กับธุรกิจจำนวนมาก และยังส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นปลายปีที่กำลังมาถึง ที่ผ่านมาสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจและรายงานข่าวเกี่ยวกับโทษของนักท่องเที่ยวที่นั่งดื่มในร้านอาหารช่วงเวลาที่กฎหมายห้าม ทำให้หลายคนเกิดความกังวล และถึงขั้นทบทวนการเดินทางมายังประเทศไทย โดยอาจเปลี่ยนไปเลือกประเทศอื่นในอาเซียนแทน ซึ่งเป็นผลกระทบเชิงภาพลักษณ์ที่ไม่ควรมองข้าม

    ทั้งนี้ ในส่วนของภาคธุรกิจร้านอาหาร การเปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายจะช่วยเพิ่มรายได้จากการขายอาหารอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักรับประทานอาหารกลางวันช้ากว่าคนไทย และนิยมใช้ช่วงบ่ายพักผ่อนในร้านอาหารหรือบาร์เย็น ๆ เพื่อดื่มเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเปิดขายจึงช่วยให้ลูกค้านั่งได้นานขึ้น สั่งอาหารมากขึ้น และยังทำให้ร้านไม่มีช่วงฟันหลอรายได้หายไปถึง 3 ชั่วโมงเหมือนอดีต ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของร้านอาหารโดยตรง

    นายสรเทพ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การเปิดโอกาสให้ร้านอาหารเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวเป็นการตอบโจทย์ประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ไม่เพียงกระตุ้นเม็ดเงินให้ธุรกิจร้านอาหาร แต่ยังช่วยสร้างความประทับใจและความสะดวกสบายแก่ผู้มาเยือน เชื่อว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้จะช่วยทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงปลายปีและต้นปีคึกคักขึ้น

    ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อข้อจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันถูกปลดออก ก็ยิ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากผ่านรายได้ของผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ

    นายสรเทพ กล่าวย้ำว่า การปลดล็อกครั้งนี้ควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และเห็นควรให้รัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกแบบถาวร เพราะกฎหมายเดิมไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว และไม่ตอบสนองบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การปรับกฎหมายให้ทันยุคจึงเป็นการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/908269/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n1fXxsCcwrmLRtDsr-EV7

  • มหาดไทย-ท่องเที่ยว-ขนส่ง จับมือผู้ประกอบการ ร้านป้ายไวนิล -ร้านขายยา มอบข้าวกล่องน้ำดื่มพื้นที่อุทกภัยพัทลุง | TOPNEWS

    มหาดไทย-ท่องเที่ยว-ขนส่ง จับมือผู้ประกอบการ ร้านป้ายไวนิล -ร้านขายยา มอบข้าวกล่องน้ำดื่มพื้นที่อุทกภัยพัทลุง | TOPNEWS

    วันที่ ( 3 ธันวาคม 2568) ณ ศาลาอเนกประสงค์บ้านท่าสำเภาเหนือ หมู่ที่ 7 ตำบลชัยบุรี จังหวัดพัทลุง มีการจัดกิจกรรมมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากหลายภาคส่วน ภายใต้ความร่วมมือของครัวร้านป้ายสัญจร สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง สมาคมผู้ประกอบการร้านยาภาคใต้ และภาคีเครือข่ายในจังหวัดพัทลุง โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์
    ร่วมด้วย นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง นางสาวนฤมล คงทน ขนส่งจังหวัดพัทลุง และนางศรุดา อินทร์ประพันธ์ นายอำเภอเมือง เข้าร่วมลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ได้แก่
    • ครัวร้านป้ายสัญจรและพันธมิตร มอบข้าวกล่องจำนวน 500 กล่อง
    • เจ้าหน้าที่พลศึกษาและครอบครัว อำเภอศรีนครินทร์ สนับสนุนข้าวกล่องเพิ่มเติม 50 กล่อง
    • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา
    จังหวัดพัทลุง มอบน้ำดื่ม 50 แพค
    • สำนักงานขนส่งจังหวัดพัทลุง มอบน้ำดื่ม 30 แพค
    • สมาคมผู้ประกอบการร้านยาภาคใต้ มอบยาสามัญประจำบ้านจำนวน 50 ชุด
    . อำเภอเมืองพัทลุง มอบยาสามัญประจำบ้าน จำนวน 30 ชุด

    บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเต็มไปด้วยน้ำใจจากทุกภาคส่วน โดยประธานในพิธีได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามเดือดร้อน พร้อมยืนยันว่าจังหวัดพัทลุงจะเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
    กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ร่วมกัน “ส่งต่อธารน้ำใจ” ให้ผู้ประสบภัยได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

    ภาพ/ข่าว แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1412279&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pfHaQ9m1rWkWsMHSzen13

  • เจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ประกอบการควรรู้

    เจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ประกอบการควรรู้

    เจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ประกอบการควรรู้

    เจาะลึกภาษีธุรกิจท่องเที่ยว! รายได้สูงมาพร้อมภาระภาษีที่ต้องรู้ทัน ทั้ง VAT, ภาษีเงินได้ และหัก ณ ที่จ่าย เพื่อวางแผนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา และจากคนไทยที่นิยมท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ โรงแรม รถเช่า ร้านอาหาร หรือแม้แต่ไกด์อิสระ ต่างมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม “รายได้” ที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับ “ภาระภาษี” ที่ผู้ประกอบการหลายคนอาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ บทความนี้จึงจะพาไปเจาะลึกเรื่องภาษีกับธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้เท่าทัน และสามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    ทำไมธุรกิจท่องเที่ยวถึงต้องให้ความสำคัญกับภาษี

    ธุรกิจท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มกิจการที่อยู่ในสายตาของกรมสรรพากร เนื่องจากมีการรับเงินสดและโอนเงินจากลูกค้าจำนวนมาก ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ การตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบ การเสียภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกตรวจย้อนหลัง แต่ยังเป็นหลักฐานที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจด้วย

    ภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว

    1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น

    • บริษัททัวร์ที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยว
    • โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก
    • ร้านขายของที่ระลึก
    • บริษัทให้เช่ารถ หรือให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยว

    ภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณจากราคาขายสินค้า หรือค่าบริการ 7% และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม

    ข้อควรระวัง: บางธุรกิจเข้าใจผิดว่าหากให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วไม่ต้องเสีย VAT ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ถูกทั้งหมด เช่น บริการนำเที่ยวในประเทศไทย แม้ลูกค้าจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ถือว่าการให้บริการเกิดขึ้นในประเทศ จึงต้องเสีย VAT เช่นเดิม

    2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ธุรกิจท่องเที่ยวมักต้องจ่ายค่าบริการให้กับบุคคลหรือหน่วยงานอื่น เช่น ไกด์ พนักงานขับรถ หรือบริษัทรับจ้างย่อย การจ่ายเงินในลักษณะนี้จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อน เช่น

    • จ้างไกด์อิสระ → หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
    • จ้างบริษัทขนส่ง → หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
    • จ่ายค่าที่พักให้โรงแรม → อาจต้องหัก 3% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข

    การหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามกำหนด (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากละเลย อาจโดนค่าปรับและเบี้ยปรับสูง

    3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา / นิติบุคคล ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกิจการ

    • หากเป็นบุคคลธรรมดา (เช่น เจ้าของทัวร์รายย่อย) จะต้องยื่นแบบภ.ง.ด.90/91 และเสียภาษีตามขั้นบันไดรายได้
    • หากเป็นนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) จะต้องปิดงบการเงินประจำปี และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 โดยคิดภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่ายที่หักได้ตามกฎหมาย)

    ผู้ประกอบการควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมัน ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่ารถ ค่าโฆษณา หรือค่าคอมมิชชันต่างๆ ไว้ครบถ้วน เพราะสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้อย่างถูกต้อง และช่วยลดภาษีได้

    4. ภาษีป้ายและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับธุรกิจที่มีสถานประกอบการ เช่น โรงแรม บริษัททัวร์ หรือร้านของที่ระลึก หากมีป้ายชื่อหรือโลโก้แสดงหน้าร้าน ต้องเสียภาษีป้ายตามพื้นที่และขนาดป้ายที่กำหนด รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นเจ้าของที่ดิน อาคาร หรือรีสอร์ต ก็ต้องชำระภาษีด้วยเช่นกันทุกปี

    การวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ

    หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมักเจอ คือการ “ไม่วางแผนภาษีล่วงหน้า” ทำให้เสียภาษีเกินความเป็นจริง หรือพลาดโอกาสในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษี ตัวอย่างแนวทางวางแผนภาษี ได้แก่

    1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบรายได้–รายจ่าย และไม่ให้เกิดปัญหาเวลาโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
    2. จัดเก็บเอกสารให้ครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการหักภาษีได้
    3. ใช้โปรแกรมบัญชีที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันมีระบบบัญชีออนไลน์ที่รองรับการออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทำให้สะดวกต่อการยื่นแบบ และลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยตนเอง
    4. ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้าต่างชาติหรือมีการทำสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นเรื่องภาษีซ้อนหรือต้องใช้เอกสารเฉพาะทาง เช่น ใบรับรองถิ่นที่อยู่ (Certificate of Residence)

    สิ่งที่ผู้ประกอบการมักพลาด

    • ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า หรือออกไม่ถูกต้อง
    • ใช้ชื่อส่วนตัวในการรับเงินแทนชื่อบริษัท
    • ลืมยื่นแบบภาษีภายในกำหนดเวลา
    • คิดว่าธุรกิจเล็กไม่ต้องเสียภาษี
    • ไม่เก็บเอกสารประกอบรายจ่ายไว้ครบ ทำให้หักภาษีไม่ได้

    ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบย้อนหลัง และต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับสูงถึง 1.5% ต่อเดือน ดังนั้น “การจัดระบบภาษีที่ดีตั้งแต่ต้น” จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด

    กล่าวโดยสรุป ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษี” ที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง การรู้เท่าทันภาษีแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น มีความน่าเชื่อถือ และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมาย

    ในยุคที่การตรวจสอบภาษีมีความเข้มงวดมากขึ้น การมี “ที่ปรึกษาด้านบัญชีและภาษี” จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรพิจารณา เพราะนอกจากช่วยวางแผนและยื่นภาษีให้ถูกต้องแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และทำให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาวได้อีกด้วยล

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/734459&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D_Dw0w3ZfYWqAcxLH7Kh0

  • เตือนผู้ใช้ไอโฟน 17-16-15 เปลี่ยนการตั้งค่า ป้องกันถูกดูดข้อมูลผ่านสาย

    เตือนผู้ใช้ไอโฟน 17-16-15 เปลี่ยนการตั้งค่า ป้องกันถูกดูดข้อมูลผ่านสาย

    เตือนผู้ใช้งาน iPhone 17 – iPhone 16 – iPhone 15 เปลี่ยนการตั้งค่าเชื่อมต่อเป็น “ถามก่อนทุกครั้ง” ป้องกันถูกดูดข้อมูลผ่านสาย จากข้อผิดพลาด Apple

    การเปิดตัว iOS 26 ของ Apple ในปีนี้ ทำให้เกิดข้อกังวลในผู้ใช้งานบางส่วนขึ้น หลังจากที่พบว่า iPhone 17 16 และ 15 ถูกตั้งค่าเริ่มต้นในลักษณะที่มีความเสี่ยง โดยไม่รู้ตัว และอาจเปิดช่องให้ข้อมูลถูกดึงออกจากเครื่องได้หากใช้สายชาร์จหรืออุปกรณ์เสริมที่ไม่ปลอดภัย

    ปัญหาเริ่มจากการอัปเดต iOS 26 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มฟีเจอร์ป้องกันการดึงข้อมูลลับจาก iPhone ด้วยสายชาร์จหรืออุปกรณ์เสริมที่เป็นอันตราย

    Reuters/Dado Ruvic
    เตือนผู้ใช้ไอโฟน 17-16-15 เปลี่ยนการตั้งค่า ป้องกันถูกดูดข้อมูลผ่านสาย

    เมื่อผู้ใช้ปลดล็อค iPhone ครั้งแรกหลังจากการรีเซ็ตหรือปิดเครื่อง อุปกรณ์จะสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่าน USB-C ได้ Apple จึงเพิ่มฟีเจอร์ “หมดเวลา 72 ชั่วโมง” เพื่อทำการรีเซ็ตระบบเครื่องกลับไปให้เป็นสถานะก่อนที่จะปลดล็อก เพื่อป้องกันการถูกโจมตี หรือขโมยข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี

    อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าที่ควรจะเป็นการ “ถามก่อนทุกครั้ง” หรือ “ถามเฉพาะอุปกรณ์ใหม่” กลับถูกตั้งค่าเริ่มต้นเป็น “อนุญาตอัตโนมัติเมื่อปลดล็อกเครื่อง” ซึ่งหมายความว่าเพียงแค่ผู้ใช้ปลดล็อก iPhone แล้วเสียบสายลงบนอุปกรณ์ใดก็ตาม รวมถึงสายที่มีมัลแวร์ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันที

    ประเด็นนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะข้อมูลในโทรศัพท์จำนวนมาก เช่น รูปภาพ ข้อความ หรือไฟล์ต่าง ๆ จะถูกเก็บแบบไม่เข้ารหัสเมื่ออยู่ในเครื่อง แม้แต่แอปฯ แชตที่มีระบบเข้ารหัสอย่าง WhatsApp หรือ LINE ก็ไม่ได้ป้องกันข้อมูลเมื่อเครื่องถูกปลดล็อกแล้ว จึงเป็นช่องโหว่สำคัญที่ผู้ไม่หวังดีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

    แม้การเปลี่ยนตั้งค่าจะทำได้ง่าย เพียงเข้าไปที่ Settings > Privacy & Security > Wired Accessories แล้วเลือก “Always Ask” หรือ “Ask for New Accessories” แต่ผู้ใช้หลายคนกลับเจอปัญหาใหม่ นั่นคือ “ไม่สามารถกดเปลี่ยนได้” ซึ่งเป็นบั๊กที่พบมาตั้งแต่เดือนกันยายน และยังไม่ได้รับการแก้ไขในเวอร์ชันปัจจุบัน Apple ยืนยันว่ากำลังเตรียมแก้ไข แต่ยังไม่มีกำหนดชัดเจน

    ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้ iPhone รุ่นเก่าที่ใช้พอร์ต Lightning ก็ไม่ได้รับฟีเจอร์ป้องกันใหม่เลย ทำให้ต้องพึ่งพาตัวเลือกเดิมที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าในการรับมือกับการโจมตีแบบเดียวกัน

    เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า แม้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพียงใด ความผิดพลาดเล็ก ๆ อย่างการตั้งค่าที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้โทรศัพท์ซึ่งเก็บข้อมูลสำคัญแทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตกอยู่ในความเสี่ยงได้อย่างง่ายดาย

    ทั้งนี้ ผู้ใช้ iPhone จึงควรตรวจสอบการตั้งค่าด้าน USB-C ด้วยตนเองเป็นอันดับแรก และหากเจอบั๊กที่ทำให้ปรับไม่ได้ ควรหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับสายหรืออุปกรณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจจนกว่า Apple จะออกอัปเดตแก้ไข เพราะท้ายที่สุด แม้ระบบจะดีเพียงใด ความปลอดภัยก็เริ่มต้นจากการใช้งานอย่างระมัดระวังเสมอ

    ที่มา: forbes

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/262834&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IiPTmJ2lnpkm42rF9qbs4

  • ธนเพชร ฉันทะ ผงาดเข้ารอบสองชายเดี่ยว ไอทีเอฟ เวียดนาม

    ธนเพชร ฉันทะ ผงาดเข้ารอบสองชายเดี่ยว ไอทีเอฟ เวียดนาม

    ธนเพชร ฉันทะ ผงาดเข้ารอบสองชายเดี่ยว ไอทีเอฟ เวียดนาม

    ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสไทย มือวาง 5 รายการ ชนะ ดาเนียล คาซีม 2-0 เซต ผ่านเข้ารอบสองชายเดี่ยว ไอทีเอฟ เมนส์ เวียดนาม

    ธนเพชร ฉันทะ นักเทนนิสหนุ่มไทย มือ 918 ของโลก และมือวางอันดับ 5 ของรายการ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในรอบแรกประเภทชายเดี่ยว เอาชนะ ดาเนียล คาซีม มือ 1,393 ของโลก 2-0 เซต 6-3, 6-2 ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “โนว่าเวิลด์ ฟาน เธียท โปรเฟสชั่นแนล เมนส์ เทนนิส ซีรีส์ เอ็ม15” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 481,650 บาท) ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568

    ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ ธนเพชร ผ่านเข้ารอบสองไปพบกับ สเตฟาน สตอร์ช มือ 435 ของโลกจากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการท้าทายที่น่าจับตามองสำหรับนักเทนนิสไทยในรายการนี้

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/95462/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D_VsyPRcI0nVfG1s030Fw