Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    มูลนิธิช่วยการศึกษาฯ เชิญชวนมอบทุนนักเรียนสังกัดกทม.ที่ขาดแคลน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย’

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญด้านการศึกษาของเด็กไทย มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  เตรียมจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 421 ทุน  น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปีแห่งการก่อตั้ง มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร  ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

    ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2504 เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนช่วยเหลือกิจกรรม สาธารณกุศล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพของตน โดยให้ทุนระดับประถมศึกษาเพื่อเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาให้แก่เยาวชนและให้ความช่วยเหลือด้านทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากนักสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครในพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย โดยศึกษาข้อเท็จจริงด้วยการสัมภาษณ์เยี่ยมบ้าน และสรุปประวัติเสนอคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาช่วยเหลือ และภายหลังได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษาแล้ว นักสังคมสงเคราะห์จะได้ติดตามผลการเรียน ความประพฤติ เสนอมูลนิธิฯ เพื่อขอรับการช่วยเหลือต่อเนื่องในปีการศึกษาต่อไป

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม สำหรับในปี 2568 มูลนิธิฯ ขอน้อมถวายอาลัย “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบนมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 421 ทุนทุนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 421,000 บาท ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิฯอ อุไร คุณานันทกุล, ดวงใจ ตั้งสง่า, ฉัตรสุดาจันทร์ดียิ่ง, รักษา แสงภู่, เพ็ญศรี สุขเจริญผล, พัชรา มาดล และศันสนีย์ อยู่ประเสริฐ ร่วมมอบทุน

    ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง สามารถบริจาคเงินได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ ชื่อบัญชี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร บัญชีเลขที่ 029-442708-0 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-5212690-1

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/932274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25amlcqp7PVG4nfkkuPK1-

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ธันวาคม 2568 GDP อยู่ที่ 2.0 เปอร์เซ็นต์ ด้านการส่งออก 10.0 เปอร์เซ็นต์ และ เงินเฟ้อ 0.0 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ การส่งออก -1.5 เปอร์เซ็นต์ ถึง -0.5 เปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อ 0.2 – 0.7 เปอร์เซ็นต์

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษีการสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000116229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gO-hpDaCM-VzwZyDN4uzy

  • อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    This LASCO C2 image, taken 8 January 2002, shows a widely spreading coronal mass ejection (CME) as it blasts more than a billion tons of matter out into space at millions of kilometers per hour. (Photo by: HUM Images/Universal Images Group via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์อาจมีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า
      • Author, กีตา ปานเดย์
      • Role, บีบีซีนิวส์ อินเดีย
      • Reporting from, รายงานจากกรุงเดลี

    สำหรับภารกิจของยานอวกาศอาทิตยา-แอล 1 (Aditya-L1) ที่ถูกส่งขึ้นไปสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอวกาศเป็นครั้งแรกของอินเดีย คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ไม่เหมือนใคร

    นี่เป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์บนยานอวกาศลำนี้ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีที่แล้ว จะสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เมื่อถึงรอบกิจกรรมสูงสุด

    ตามข้อมูลขององค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะสลับตำแหน่งกันทุก ๆ ประมาณ 11 ปี หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นี่เหมือนการที่สนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้สลับตำแหน่งกัน

    มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลครั้งใหญ่ ดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนจากความสงบเป็นพายุ สังเกตได้จากจำนวนพายุสุริยะและการพ่นมวลโคโรนา หรือซีเอ็มอี (Coronal Mass Ejections – CME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่เป็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนา

    CME เกิดจากอนุภาคที่มีประจุ การพ่น CME ออกมาแต่ละครั้งอาจมีน้ำหนักได้ถึง 1 ล้านล้านกิโลกรัม และในการปะทุแต่ละครั้ง มันอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 3,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง รวมถึงพุ่งตรงมายังโลกด้วย หากใช้ความเร็วสูงสุด CME จะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการเดินทางไกล 150 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ถึงโลก

    “ในช่วงปกติหรือช่วงที่มีกิจกรรมน้อย ดวงอาทิตย์จะปะทุ CME ออกมาวันละ 2-3 ครั้ง” ศาสตราจารย์อาร์ ราเมช จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินเดีย หรือไอไอเอ (Indian Institute of Astrophysics – IIA) กล่าว และคาดว่าในปีหน้าดวงอาทิตย์จะปล่อย CME วันละ 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น

    ศาสตราจารย์ราเมชเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล้องถ่ายภาพโคโรนาในแนวเส้นการปลดปล่อยที่มองเห็นได้ (Visible Emission Line Coronagraph – VELC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดจากที่ติดตั้งไว้กับตัวยานอาทิตยา-แอล 1 ทั้งหมด 7 ชิ้น และเขายังคอยติดตามและถอดรหัสข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การศึกษา CME เป็นหนึ่งในเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งแรกของอินเดีย เหตุผลประการแรกคือ การพ่นอนุภาคของดวงอาทิตย์ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่ถือเป็นใจกลางระบบสุริยะของเรา และประการที่สอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกและในอวกาศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Catrin Nye reacts with shock as she is told her level PFA chemicals in her blood on the BBC's Panorama programme.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    The aurora borealis glows above rural Monroe County as a strong geomagnetic storm from recent solar activity pushes the Northern Lights unusually far south on November 12, 2025, in Bloomington, Indiana. Displays were reported across the United States as far south as Texas, Alabama, Georgia, and north Florida.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แสงเหนือส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.

    CME ไม่ค่อยก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตบนโลกโดยก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในห้วงอวกาศใกล้โลก ซึ่งมีดาวเทียมโคจรอยู่เกือบ 11,000 ดวง ในจำนวนนี้เป็นของอินเดีย 136 ดวง

    “การแสดงออกที่งดงามที่สุดของ CME คือแสงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์กำลังเดินทางมายังโลก” ศาสตราจารย์ราเมช อธิบาย

    “แต่พวกมันยังสามารถทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดบนดาวเทียมทำงานผิดปกติ ทำลายระบบไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและดาวเทียมสื่อสาร”

    พายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์คาร์ริงตัน (Carrington Event) ในปี 1859 ซึ่งส่งผลให้สายโทรเลขทั่วโลกล่มลง

    เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 1989 เมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าของแคว้นควิเบก ประเทศแคนาดา ดับลงบางส่วน ทำให้ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลา 9 ชั่วโมง

    ในเดือน พ.ย. 2015 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ได้รบกวนการควบคุมการจราจรทางอากาศของสวีเดน ส่งผลให้การเดินทางด้วยเครื่องบินของสวีเดนและสนามบินอื่น ๆ ในยุโรปเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหลายชั่วโมง

    ในเดือน ก.พ. 2022 นาซารายงานว่า CME ส่งผลให้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ 38 ดวงสูญหาย

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า หากเราสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และตรวจพบพายุสุริยะหรือการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้แบบเรียลไทม์ บันทึกอุณหภูมิที่จุดกำเนิด และสังเกตวิถีโคจรของมัน สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปิดระบบไฟฟ้าและดาวเทียม และเคลื่อนย้ายพวกมันออกจากพื้นที่อันตรายได้

    The Moon passes in front of the Sun during a solar eclipse on April 08, 2024 in Martin Ohio. Millions of people have flocked to areas across North America that are in the

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, โคโรนาของดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจากโลกเท่านั้น

    มียานอวกาศลำอื่น ๆ ที่ทำภารกิจเพื่อเฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงหอสังเกตการณ์สุริยะและเฮลิโอสเฟียร์ที่นาซาและสำนักงานอวกาศยุโรป (European Space Agency – Esa) ส่งมาร่วมกันเฝ้าสังเกตโคโรนา ทว่าอาทิตยา-แอล 1 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า

    “โคโรนากราฟ (coronagraph) ของอาทิตยา-แอล 1 มีขนาดที่พอดีจนเกือบจะเลียนแบบดวงจันทร์ได้ ครอบคลุมโฟโตสเฟียร์ (photosphere – ลูกไฟสีส้มขนาดใหญ่) ของดวงอาทิตย์ได้ทั้งหมด และทำให้สามารถมองเห็นโคโรนาได้เกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง” ศาสตราจารย์ราเมช ระบุ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคโรนากราฟทำหน้าที่เสมือนดวงจันทร์เทียม โดยบดบังพื้นผิวที่สว่างของดวงอาทิตย์เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตโคโรนาชั้นนอกที่จางของดวงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดวงจันทร์จริงจะทำหน้าที่นี้ได้เฉพาะในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถศึกษาการปะทุในแสงที่มองเห็น ช่วยให้สามารถวัดอุณหภูมิและพลังงานความร้อนของ CME ได้ โดยนี่ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CME จะรุนแรงขนาดไหนหากมุ่งหน้ามายังโลก

    เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่มีกิจกรรมสุริยะสูงสุดในปีหน้า ไอไอเอได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อศึกษาข้อมูลที่รวบรวมมาจาก CME ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ยานอาทิตยา-แอล 1 เคยบันทึกไว้จนถึงขณะนี้

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 13 ก.ย. 2024 เวลา 00:30 น. GMT โดยมวลของมันคือ 270 ล้านตัน ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งที่ทำให้เรือไททานิกจมนั้นหนัก 1.5 ล้านตัน

    เมื่อเกิดการปะทุครั้งนั้น อุณหภูมิอยู่ที่ 1.8 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2.2 ล้านเมกะตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ มีพลังงาน 15 กิโลตัน และ 21 กิโลตัน ตามลำดับ

    ถึงแม้ตัวเลขจะฟังดูใหญ่โตมาก แต่ศาสตราจารย์ราเมชอธิบายว่านี่เป็นขนาด “กลาง”

    ดาวเคราะห์น้อยที่กวาดล้างไดโนเสาร์บนโลกมีพลังงาน 100 ล้านเมกะตัน และในระหว่างรอบกิจกรรมสูงสุดของดวงอาทิตย์ เขาชี้ว่าเราอาจเห็น CME ที่มีปริมาณพลังงานเท่ากับหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

    “ผมถือว่า CME ที่เราประเมินนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เราจะใช้ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุด” เขากล่าว

    “บทเรียนจากเรื่องนี้จะช่วยให้เรากำหนดมาตรการรับมือเพื่อปกป้องดาวเทียมในอวกาศใกล้โลกได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจอวกาศใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ราเมช กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c33mz552npzo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Pik0bf4L9ISDbbPqCmIw

  • สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศรีอยุธยา) นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เข้ารับการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 (รายใหม่) ปีการศึกษา 2567 (กลุ่มที่ 2) และปีการศึกษา 2568 (กลุ่มที่ 1)

    โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สตูล และ สงขลา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีที่เรียน หรือไม่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาได้ โดยสนับสนุนที่นั่งการศึกษาพร้อมให้ทุนค่าเล่าเรียน ในสาขาวิชาขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างอาชีพ และการมีงานทำในพื้นที่ตามศักยภาพของตนเองต่อไป

    ปภาภรณ์/ข่าว

    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 — 3 ธันวาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118084/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07M3ziUbBWsCgRNml6y29t

  • พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประชุมผู้นำสตรีถอดบทเรียน หลังศึกษาดูงานสาธารณรัฐประชาชนจีน

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่สวนของพ่อ ตำบลดินทอง อำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้นำสตรี ภายหลังจากไปศึกษาดูงานกวางโจว และเมืองเซินเจิ้น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดโลกทัศน์เพิ่มบทบาทผู้นำสตรีของจังหวัดพิษณุโลก

    ทั้งนี้ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์  ได้ขอให้ผู้นำสตรีทุกคนที่กลับมาจากการศึกษาดูงาน ในการแสดงความคิดเห็น โดยมีผู้แสดงความเห็นด้านการศึกษาพัฒนาเด็กและเยาวชน การเสริมสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านเมืองมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย  การพัฒนาอาชีพ การส่งเสริมการขาย กลับพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อีกทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ไทย-จีน

    นางพิกุลแก้ว กล่าวว่า อันดับแรก 1.จะมีการคัดแยกขยะให้เป็นทองคำ เป็นรายได้ให้กับชาวบ้าน ลดมลพิษ กำจัดขยะที่เป็นมลพิษ ทั้งเขตเทศบาลเมืองเทศบาลตำบลในชนบท และองค์การบริหารส่วนตำบล 2.พัฒนาคนตามแนวทางสาธารณรัฐประชาชนจีนมองอนาคตรักชาติปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นสถานที่บ่มเพาะหล่อหลอมอุปนิสัย เพื่อสร้างสุขภาพและอนามัยให้แข็งแรง 3.เน้นคุณธรรม จริยธรรม เมื่อเติบโตแล้วไม่โกง ทั้งหมดจะให้สตรีทั้งจังหวัดในการระดมความคิด และส่งต่อการปฏิบัติการจริง

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/12/04/192269&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-7dhzqsRBYYQKIlEWtRr8

  • “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น | TOPNEWS

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น

    • เผยแพร่ : 03/12/2025 22:00

    “ซาบีดา” ร่วมพิธียกอ้อยอครู-กิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ณ จังหวัดขอนแก่น

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธียกอ้อยอครู และกิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และอาหาร (Creativity and Gastronomy Tourism) ณ จังหวัดขอนแก่น

    ทั้งนี้ พิธียกอ้อยอครู เป็นวัฒนธรรมอีสาน ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกตัญญู ผ่านพิธีกรรมที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมอีสาน ที่ร่วมแสดงความเคารพและขอบคุณครูหมอลำ ผู้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นหัวใจของภาคอีสาน

    อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมเสวนาหมอลำ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และอาหาร (Creativity and Gastronomy Tourism) มีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การพัฒนาและยกระดับการแสดงหมอลำสู่สากล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเรื่องหมอลำและการแสดงพื้นบ้านอีสาน ที่เสริมสร้างวัฒนธรรมภาคอีสานเข้มแข็งสู่สากลอย่างเต็มรูปแบบ ปิดท้ายด้วยการระดมความคิดเห็น เพื่อผลักดันศิลปะการแสดงหมอลำสู่นานาชาติที่ประชาชนท้องถิ่นจะมาร่วมสืบสานในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับหมอลำให้เป็นวัฒนธรรมที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก

    594553841_886543130470470_7236675507191557011_n

    หิมะขาวแต่งภูมิลักษณ์ตันเสีย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เจียงซีเปิดใช้ ‘กระเช้าลอยฟ้า’ ยาว 5,580 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) 7S เปิดร้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แห่งแรกที่อู่ฮั่น

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สองแฝด’แพนด้ายักษ์’ที่ฉงชิ่งเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงทุกองศา

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวแห่เช็กอิน ‘สะพานเอ๋อหลิ่ง’ ริมผาเปิดใหม่ในฉงชิ่ง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ส่านซี ฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหินและเหมืองแร่ด้วยเทคโนโลยี

    “บางจาก” ออกแถลงการณ์ แจงปม “ปปง.” อายัดหุ้น BCP คดีสแกมเมอร์ ไม่กระทบบริหารธุรกิจ ย้ำยึดมั่นหลักการกำกับกิจการที่ดี โปร่งใส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1412629&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ITPXxYBLs91Ob9uIjyunO

  • อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    อาทิตยา-แอล 1: เหตุใดปี 2026 จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาดวงอาทิตย์ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การพ่นมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์อาจมีขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า
      • Author, กีตา ปานเดย์
      • Role, บีบีซีนิวส์ อินเดีย
      • Reporting from, รายงานจากกรุงเดลี

    สำหรับภารกิจของยานอวกาศอาทิตยา-แอล 1 (Aditya-L1) ที่ถูกส่งขึ้นไปสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ในอวกาศเป็นครั้งแรกของอินเดีย คาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ไม่เหมือนใคร

    นี่เป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์บนยานอวกาศลำนี้ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีที่แล้ว จะสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เมื่อถึงรอบกิจกรรมสูงสุด

    ตามข้อมูลขององค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะสลับตำแหน่งกันทุก ๆ ประมาณ 11 ปี หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นี่เหมือนการที่สนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้สลับตำแหน่งกัน

    มันเป็นช่วงเวลาแห่งความโกลาหลครั้งใหญ่ ดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนจากความสงบเป็นพายุ สังเกตได้จากจำนวนพายุสุริยะและการพ่นมวลโคโรนา หรือซีเอ็มอี (Coronal Mass Ejections – CME) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่เป็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโคโรนา

    CME เกิดจากอนุภาคที่มีประจุ การพ่น CME ออกมาแต่ละครั้งอาจมีน้ำหนักได้ถึง 1 ล้านล้านกิโลกรัม และในการปะทุแต่ละครั้ง มันอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 3,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง รวมถึงพุ่งตรงมายังโลกด้วย หากใช้ความเร็วสูงสุด CME จะใช้เวลา 15 ชั่วโมงในการเดินทางไกล 150 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ถึงโลก

    “ในช่วงปกติหรือช่วงที่มีกิจกรรมน้อย ดวงอาทิตย์จะปะทุ CME ออกมาวันละ 2-3 ครั้ง” ศาสตราจารย์อาร์ ราเมช จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินเดีย หรือไอไอเอ (Indian Institute of Astrophysics – IIA) กล่าว และคาดว่าในปีหน้าดวงอาทิตย์จะปล่อย CME วันละ 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น

    ศาสตราจารย์ราเมชเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล้องถ่ายภาพโคโรนาในแนวเส้นการปลดปล่อยที่มองเห็นได้ (Visible Emission Line Coronagraph – VELC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดจากที่ติดตั้งไว้กับตัวยานอาทิตยา-แอล 1 ทั้งหมด 7 ชิ้น และเขายังคอยติดตามและถอดรหัสข้อมูลที่รวบรวมมาได้อย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การศึกษา CME เป็นหนึ่งในเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งแรกของอินเดีย เหตุผลประการแรกคือ การพ่นอนุภาคของดวงอาทิตย์ได้มอบโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่ถือเป็นใจกลางระบบสุริยะของเรา และประการที่สอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานบนโลกและในอวกาศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แสงเหนือส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย.

    CME ไม่ค่อยก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตบนโลกโดยก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในห้วงอวกาศใกล้โลก ซึ่งมีดาวเทียมโคจรอยู่เกือบ 11,000 ดวง ในจำนวนนี้เป็นของอินเดีย 136 ดวง

    “การแสดงออกที่งดงามที่สุดของ CME คือแสงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์กำลังเดินทางมายังโลก” ศาสตราจารย์ราเมช อธิบาย

    “แต่พวกมันยังสามารถทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดบนดาวเทียมทำงานผิดปกติ ทำลายระบบไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและดาวเทียมสื่อสาร”

    พายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เหตุการณ์คาร์ริงตัน (Carrington Event) ในปี 1859 ซึ่งส่งผลให้สายโทรเลขทั่วโลกล่มลง

    เหตุการณ์ล่าสุดคือในปี 1989 เมื่อระบบจ่ายไฟฟ้าของแคว้นควิเบก ประเทศแคนาดา ดับลงบางส่วน ทำให้ประชาชนกว่า 6 ล้านคนต้องอยู่ในความมืดมิด ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลา 9 ชั่วโมง

    ในเดือน พ.ย. 2015 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ได้รบกวนการควบคุมการจราจรทางอากาศของสวีเดน ส่งผลให้การเดินทางด้วยเครื่องบินของสวีเดนและสนามบินอื่น ๆ ในยุโรปเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายหลายชั่วโมง

    ในเดือน ก.พ. 2022 นาซารายงานว่า CME ส่งผลให้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ 38 ดวงสูญหาย

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า หากเราสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และตรวจพบพายุสุริยะหรือการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้แบบเรียลไทม์ บันทึกอุณหภูมิที่จุดกำเนิด และสังเกตวิถีโคจรของมัน สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปิดระบบไฟฟ้าและดาวเทียม และเคลื่อนย้ายพวกมันออกจากพื้นที่อันตรายได้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, โคโรนาของดวงอาทิตย์จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจากโลกเท่านั้น

    มียานอวกาศลำอื่น ๆ ที่ทำภารกิจเพื่อเฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงหอสังเกตการณ์สุริยะและเฮลิโอสเฟียร์ที่นาซาและสำนักงานอวกาศยุโรป (European Space Agency – Esa) ส่งมาร่วมกันเฝ้าสังเกตโคโรนา ทว่าอาทิตยา-แอล 1 มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า

    “โคโรนากราฟ (coronagraph) ของอาทิตยา-แอล 1 มีขนาดที่พอดีจนเกือบจะเลียนแบบดวงจันทร์ได้ ครอบคลุมโฟโตสเฟียร์ (photosphere – ลูกไฟสีส้มขนาดใหญ่) ของดวงอาทิตย์ได้ทั้งหมด และทำให้สามารถมองเห็นโคโรนาได้เกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง” ศาสตราจารย์ราเมช ระบุ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคโรนากราฟทำหน้าที่เสมือนดวงจันทร์เทียม โดยบดบังพื้นผิวที่สว่างของดวงอาทิตย์เพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตโคโรนาชั้นนอกที่จางของดวงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งดวงจันทร์จริงจะทำหน้าที่นี้ได้เฉพาะในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถศึกษาการปะทุในแสงที่มองเห็น ช่วยให้สามารถวัดอุณหภูมิและพลังงานความร้อนของ CME ได้ โดยนี่ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า CME จะรุนแรงขนาดไหนหากมุ่งหน้ามายังโลก

    เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่มีกิจกรรมสุริยะสูงสุดในปีหน้า ไอไอเอได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อศึกษาข้อมูลที่รวบรวมมาจาก CME ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ยานอาทิตยา-แอล 1 เคยบันทึกไว้จนถึงขณะนี้

    ศาสตราจารย์ราเมชบอกว่า มันเกิดขึ้นเมื่อ 13 ก.ย. 2024 เวลา 00:30 น. GMT โดยมวลของมันคือ 270 ล้านตัน ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งที่ทำให้เรือไททานิกจมนั้นหนัก 1.5 ล้านตัน

    เมื่อเกิดการปะทุครั้งนั้น อุณหภูมิอยู่ที่ 1.8 ล้านองศาเซลเซียส และมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2.2 ล้านเมกะตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ มีพลังงาน 15 กิโลตัน และ 21 กิโลตัน ตามลำดับ

    ถึงแม้ตัวเลขจะฟังดูใหญ่โตมาก แต่ศาสตราจารย์ราเมชอธิบายว่านี่เป็นขนาด “กลาง”

    ดาวเคราะห์น้อยที่กวาดล้างไดโนเสาร์บนโลกมีพลังงาน 100 ล้านเมกะตัน และในระหว่างรอบกิจกรรมสูงสุดของดวงอาทิตย์ เขาชี้ว่าเราอาจเห็น CME ที่มีปริมาณพลังงานเท่ากับหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

    “ผมถือว่า CME ที่เราประเมินนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีกิจกรรมปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่เราจะใช้ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงช่วงที่มีกิจกรรมสูงสุด” เขากล่าว

    “บทเรียนจากเรื่องนี้จะช่วยให้เรากำหนดมาตรการรับมือเพื่อปกป้องดาวเทียมในอวกาศใกล้โลกได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจอวกาศใกล้โลกได้ดียิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ราเมช กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c33mz552npzo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qDrI6wWq7MCFzoHGUrqgG

  • นครเซี่ยงไฮ้เสี่ยงจม! วิจัยใหม่ชี้เมืองชายฝั่งเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่จากสภาพอากาศสุดขั้ว-น้ำทะเลหนุนสูง-พื้นดินทรุดตัว

    นครเซี่ยงไฮ้เสี่ยงจม! วิจัยใหม่ชี้เมืองชายฝั่งเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่จากสภาพอากาศสุดขั้ว-น้ำทะเลหนุนสูง-พื้นดินทรุดตัว

    งานวิจัยใหม่เผยว่า “การรวมตัวของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว น้ำทะเลหนุนสูง และการทรุดตัวของพื้นดิน อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ และลึกขึ้นในเมืองชายฝั่งในอนาคต” 

    การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร ‘One Earth’ มุ่งเน้นกรณีที่ ‘นครเซี่ยงไฮ้’ ในจีน ซึ่งเสี่ยงน้ำท่วมจากพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่และรุนแรง หรือพายุโซนร้อน ที่ก่อให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งและคลื่นยักษ์   

    เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับสาเหตุน้ำท่วมอื่นๆ เช่น ระดับน้ำในแม่น้ำแยงซีเกียงที่สูงขึ้น ดังเช่นกรณี ‘ไต้ฝุ่นวินนี่’ เมื่อปี 1997 ที่ทำให้น้ำทะเลทะลักท่วมชายฝั่ง จนสร้างความเสียหายมหาศาล คร่าชีวิตผู้คนกว่า 370 ราย และกระทบประชาชนกว่า 29 ล้านคน 

    กรณีศึกษาเมืองชายฝั่ง ‘นครเซี่ยงไฮ้’ เสี่ยงจม หากไม่ปรับแผนป้องกันน้ำท่วม… 

    (Photo by : Shutterstock / zhangyuqiu) 

    (Photo by : Shutterstock / zhangyuqiu) 

    งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (UEA), มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เซี่ยงไฮ้, และมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ร่วมกับสถาบันอื่นๆ ในจีน สหรัฐฯ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ประเมินสาเหตุทั้งหมดของน้ำท่วมในเซี่ยงไฮ้ แล้วพบว่าเมื่อพิจารณาถึงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการทรุดตัวของพื้นดิน ภายในปี 2100 น้ำท่วมในเซี่ยงไฮ้อาจขยายตัวขึ้นถึง 80% และลึกขึ้นมาก 

    นักวิจัย ระบุว่า “จำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมแบบเคลื่อนที่ได้ เช่นเดียวกับกำแพงกั้นแม่น้ำเทมส์ในลอนดอนอน” แต่ก็เตือนด้วยว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิด ‘ความล้มเหลวอย่างร้ายแรง’ ของระบบป้องกันอันเนื่องมาจากระดับน้ำที่สูงขึ้นโดยเฉพาะจากดินทรุด น้ำทะเลหนุน และคลื่นสูงที่เกิดขึ้นในช่วงพายุไต้ฝุ่น  

    “ความเสี่ยงนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ และจำเป็นต้องนำมาพิจารณาในการปรับตัวในเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โดยจำเป็นต้องมีแนวป้องกันแบบหลายชั้นแทนที่จะเป็นแนวเดียว” 

    “ผลการวิจัยเหล่านี้มีผลกระทบที่กว้างขวางยิ่งขึ้นสำหรับเมืองชายฝั่งทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่สร้างบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอย่าง ‘นครเซี่ยงไฮ้’…การวิเคราะห์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคาดการณ์และสนับสนุนความต้องการในการปรับตัวที่สำคัญในเมืองเหล่านี้” ศาสตราจารย์โรเบิร์ต นิโคลส์ นักวิจัยหลักจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไทน์ดอลล์ (Tyndall Centre for Climate Change Research) กล่าว  

    เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ลุ่มต่ำนั้นเป็นที่ตั้งของนครเซี่ยงไฮ้เมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทว่าพื้นที่เหล่านี้กลับมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมจากพายุหมุนเขตร้อน และพายุหมุนนอกเขตร้อนเพิ่มมากขึ้น 

    ทั้งนี้พบว่าน้ำท่วมเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ น้ำขึ้นน้ำลง คลื่นซัดฝั่ง คลื่นน้ำ ปริมาณน้ำในแม่น้ำ และฝน โดยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดนั้น มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ปริมาณน้ำในแม่น้ำสูง และมีพายุในเวลาเดียวกัน 

    ความน่าจะเป็นและความรุนแรงของน้ำท่วมมักถูกประเมินต่ำเกินไป เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงน้ำท่วมที่เกิดจากหลายสาเหตุแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของดิน รวมถึงการจมตัวของดินในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั้งหมด กำลังเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม ดังนั้นภัยคุกคามจึงเพิ่มขึ้นในเมืองชายฝั่งทุกแห่ง โดยเฉพาะเมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เจอปัญหาทั้งหมดนี้” ศาสตราจารย์นิโคลส์ กล่าว 

    สร้างแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต 

    ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองบรรยากาศ มหาสมุทร และชายฝั่ง (AOCM) ของภูมิภาคเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รวมปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมทั้งหมดไว้ด้วยกัน โดยนำเหตุการณ์ไต้ฝุ่น 10 เหตุการณ์ในอดีตที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง มาจำลองการเปลี่ยนแปลงในอีก 75 ปีข้างหน้าไปจนถึงปี 2100 ภายใต้ระดับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของดินที่ต่างกัน 

    การรับมือกับความท้าทายนี้แทบจะเป็นการยกระดับระบบป้องกัน เนื่องจากเซี่ยงไฮ้และเมืองสามเหลี่ยมปากแม่น้ำส่วนใหญ่มีระบบป้องกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการทรุดตัวของดิน น้ำทะเลหนุนสูง และคลื่นสูงที่เกิดขึ้นในช่วงพายุไต้ฝุ่นนั้นต่างเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงล้มเหลวอย่างร้ายแรง และเกิดน้ำท่วมใหญ่ หากระบบป้องกันล้มเหลว 

    “ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘polder effect’ (เมื่อกำแพงป้องกันล้มเหลว) ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการวางแผนการปรับตัวในเซี่ยงไฮ้และเมืองอื่นๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แทนที่จะพึ่งพาการป้องกันเพียงแนวเดียว แต่การป้องกันแบบหลายชั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เมืองเหล่านี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

    — ศาสตราจารย์นิโคลส์ กล่าว  

    (Photo by : Shutterstock / Lushengyi) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/shanghai-study-finds-flood-risks-in-delta-cities-are-increasing&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mBdDR-pg9enzcJQMW06S6

  • ประกาศราชกิจจาฯ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลวันนี้

    ประกาศราชกิจจาฯ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลวันนี้

    ประกาศราชกิจจาฯ ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลวันนี้

    หลังจากที่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ได้มีมติให้ปลดล็อคเวลาจำหน่ายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 15 วัน ซึ่งคาดการว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันก่อนช่วงปีใหม่ตามข้อเรียกร้องกับรัฐบาลที่ผู้ประกอบการคาดหวังว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้นั้น

    ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รวมกัน 4 ฉบับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ลงนามโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีเนื้อหาระบุว่า

    โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

    ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568

    ข้อ 3 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่น ยกเว้นเป็นการขายตามเวลา ดังต่อไปนี้

    (1) ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึงเวลา 14.00 น.

    (2) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึงเวลา 17.00 น. โดยให้ขายได้เป็นระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

    (3) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึงเวลา 24.00 น. ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาตาม (2) แล้วเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

    ข้อ 4 การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามข้อ 3 ไม่ใช้บังคับแก่การขายในกรณี ดังต่อไปนี้

    (1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

    (2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

    (3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

    พร้อมกันนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ใจความระบุว่า

    โดยที่เป็นการสมควรกำหนดข้อยกเว้นและเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้าในเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามมาตรา 28 เพื่อให้มีความเหมาะสม

    สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

    ข้อ 2 ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 28 เว้นแต่ผู้นั้นได้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนเริ่มต้นเวลาห้ามขาย และได้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงนับแต่เริ่มต้นเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อ่านรายละเอียด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/645585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SFnQRVoXf4PnH-JfmVnGB

  • Gen Y เรียนจบสูงแต่หางานยาก ทุ่มเทสุดตัวแต่ทำไมชีวิตไปไม่ถึงไหน

    Gen Y เรียนจบสูงแต่หางานยาก ทุ่มเทสุดตัวแต่ทำไมชีวิตไปไม่ถึงไหน

    Gen Y รุ่นที่เรียนจบสูงที่สุด แต่กลับหางานยากที่สุด ถูกปฏิเสธเพราะ “วุฒิสูงเกินไป” แถมจิตใจย่ำแย่ ไล่ล่าความสำเร็จตามมาตรฐานโซเชียลจนรู้สึกชีวิตไปไม่ถึงไหน

    • แม้คนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) จะเป็นรุ่นที่เรียนสูงที่สุด แต่กลับเผชิญตลาดงานที่ซับซ้อนกว่ารุ่นก่อน ถูกปฏิเสธเพราะ “วุฒิสูงเกินไป” โอกาสถูกจำกัดด้วยสายสัมพันธ์ และงานมั่นคงที่เคยเป็นมาตรฐานเริ่มหายไปเรื่อยๆ   
    • แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้จิตใจ Gen Y รุมเร้าหนักที่สุด คนรุ่นนี้ทำตามสูตรเดิมทุกอย่าง เรียนสูงๆ หางานบริษัทชื่อดัง ทำงานหนัก ซื่อสัตย์ต่อองค์กร แต่กลับเจอวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง ไล่ล่าความสำเร็จตามมาตรฐานโซเชียลจนรู้สึก “ชีวิตไปไม่ถึงไหน” 
    • อนาคตของความสำเร็จ ไม่ต้องพึ่ง “ใบปริญญา” อีกต่อไป คนรุ่นนี้จึงหันไปสร้างเส้นทางตัวเอง (เป็นผู้ประกอบการ หาเมนทอร์ สร้างเครือข่าย) เพราะในโลกใหม่ ความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และหาสมดุลชีวิต คือกุญแจสำคัญ

    รู้หรือไม่? Gen Y คือเจนเนอเรชันที่มีประชากรในรุ่นเรียนจบสูงที่สุด แต่กลับหางานยากที่สุด และต้องเผชิญวิกฤติหนักกว่าที่เคยถูกคนรุ่นก่อนๆ สอนให้เชื่อ ตามรายงานของ PEW Research Center ระบุว่า แม้ Gen Y จะเป็นคนรุ่นที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แต่ชาวมิลเลนเนียล กลับพบว่าตัวเองอยู่ในตลาดแรงงานที่เข้มงวดยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่ และยากกว่าที่ระบบเคยสัญญาไว้เสียอีก

    หลายคนเรียนจนถึงระดับสูงสุด ทั้งปริญญาตรี โท หรือแม้แต่จบปริญญาเอก แต่กลับถูกบริษัทปฏิเสธว่า “คุณสมบัติเกินความจำเป็น” หรือไม่ก็ต้องเริ่มต้นจากตำแหน่งล่างสุดเหมือนไม่มีวุฒิอะไรติดตัวมาเลย

    ยิ่งน่าขมขื่นกว่านั้นคือ คนรุ่นที่ถูกสอนให้เชื่อว่าการศึกษาเป็น “ตั๋วทองสู่อาชีพการงานที่ดีและมั่นคง” แต่พวกเขากลับกลายเป็นรุ่นที่เจออุปสรรคด้านเศรษฐกิจและอาชีพหนักที่สุด ต้องเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกด้าน และโครงสร้างงานที่เปลี่ยนไป จนใบปริญญาไม่รับประกันงานดีเงินเดือนสูงได้อีกต่อไป แม้จะ “ทำทุกอย่างถูกต้องตามสูตร” แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ใกล้เคียงสิ่งที่ถูกสอนให้หวังเลยสักนิด 

    ..ไม่แปลกที่วัยทำงานรุ่นมิลเลนเนียล จะมีคำถามผุดขึ้นมาในใจว่า “เมื่อทำตามแผนและเซ็ตเส้นทางอาชีพตามบรรทัดฐานที่ควรจะเป็นทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมชีวิตการทำงานถึงยังไม่ไปไหน?”

    เรียนสูง ทำงานหนัก แต่โอกาสด้านอาชีพกลับไม่เพิ่มมากขึ้น

    มิเชลล์ อองตัวเนต แรงคิน (Michelle Antoinette Rankine) ผู้ประกอบการและเจ้าของแฟรนไชส์ ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ของตนเองว่า ตั้งแต่ช่วงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี เธอก็เริ่มรู้แล้วว่าความพยายามไม่ได้นำไปสู่โอกาสอย่างที่คิด เธอสมัครฝึกงานและหางานระดับเริ่มต้นทุกอย่างที่หาได้ แต่ผู้ที่ได้งานกลับเป็นคนที่ “รู้จักกันในแวดวง” มากกว่าจะเลือกคนนอก เพราะระบบไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่พยายามที่สุด

    ทั้งที่เธอมีวุฒิครบทั้งตรี-โท-เอก แต่กลับเจอคำตอบวนลูปเดิมๆ ว่า “คุณสมบัติสูงเกินไป” หรือ “ควรเริ่มจากงานระดับล่างสุดก่อน” ขณะเดียวกัน คนที่มีวุฒิการศึกษาน้อยกว่าเธอมาก กลับได้ตำแหน่งที่ดีกว่าเพียงเพราะมีสายสัมพันธ์ที่เหนือกว่า ..นี่คือประสบการณ์ที่คนรุ่นมิลเลนเนียลจำนวนมากมีร่วมกัน และมันไม่ใช่ สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง

    ระบบการศึกษาเดิม + เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว = สูตรอาชีพที่ใช้ไม่ได้ผล

    เอเบเนเซอร์ อัลเลน (Ebenezer Allen) ผู้ก่อตั้ง Westlink Academy อธิบายว่า มิลเลนเนียลได้รับ “แผนที่ชีวิตแบบเก่า” แล้วถูกคาดหวังให้เดินตามเส้นทางเดิม กล่าวคือ เรียนมหาวิทยาลัย ก่อหนี้ ทำงานหนัก ซื่อสัตย์กับองค์กร แต่เมื่อเข้าตลาดงานจริง พวกเขากลับต้องเจอวิกฤติเศรษฐกิจหลายระลอก เงินเฟ้อที่บีบเข้ามาทุกด้าน และตลาดงานที่ถูก AI และระบบ Gig Economy ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างหนัก

    ดังนั้น แม้พวกเขาหลายคนจะมีวุฒิการศึกษาสูง แต่กลับต้องติดอยู่ในงานที่รายได้น้อยกว่า สวัสดิการน้อยกว่า และความมั่นคงต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ ที่เคยได้งานดีๆ โดยไม่ต้องมีปริญญาด้วยซ้ำ

    อัลเลนชี้ว่า ความกังวลของคนรุ่นนี้ “เป็นความจริงที่สัมผัสได้” เพราะแม้กระทั่งการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อไม่ตกงาน ก็กลายเป็นเรื่องของ “การอยู่รอด” มากกว่า “การเลื่อนขั้น” ไปเสียแล้ว และการย้ายงานบ่อยก็มักถูกตำหนิ ทั้งที่จริงๆ แล้วคือการปกป้องตัวเองในระบบที่ไม่ให้ความมั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป

    ทำทุกอย่างตามสูตรแล้ว ทำไมยังรู้สึกชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ?

    สำหรับ ดร.ไบรอัน นวันนูนู (Dr. Brian Nwannunu) แพทย์และที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่ สะท้อนความเห็นในประเด็นนี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่กระทบจิตใจด้วย คนทำงานรุ่น Gen Y ถูกสอนให้ไล่ตามตำแหน่ง เงินเดือน และความสำเร็จแบบเช็กลิสต์ จนลืมมองว่า เป้าหมายเหล่านั้นอาจไม่เคยมีจุดนั้นอยู่จริงๆ

    ในขณะที่ วัยทำงานรุ่น Gen Z พวกเขากล้าแหกขนบวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิม กล้าพัก กล้าหยุดงาน และตั้งขอบเขตให้ตัวเอง ขณะที่คนรุ่นมิลเลนเนียลกลับรู้สึกว่า “หยุดไม่ได้” เพราะกลัวจะโดนทิ้งไว้ข้างหลัง

    นวันนูนูยังทิ้งประโยคชวนคิดว่า “ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมีเงินหลักแสนหรือหลักล้านถึงจะใช้ชีวิตได้ดี สิ่งที่เราเห็นในโซเชียล บางครั้งเป็นแค่การอวดโชว์ช่วงเวลาที่สวยที่สุดของใครสักคนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมดของชีวิตเขาเลย”

    ถอดใจงานประจำ หันหาธุรกิจส่วนตัว ไม่ใช่ความฝันแต่คือทางรอด

    ตัดภาพกลับมาที่ มิเชลล์ อองตัวเนต แรงคิน เธอบอกด้วยว่า การเป็นผู้ประกอบการคือเส้นทางที่ทำให้เธอมีรายได้และอิสระ มากกว่าที่งานประจำเคยให้ แม้ยังมีหนี้การศึกษาอยู่มาก แต่เธอสามารถวางแผนเกษียณก่อนวัย และรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้มากกว่า

    เธอมองว่านี่คือหนึ่งในคำตอบต่อ “สัญญาลวง” ที่สถาบันต่างๆ เคยบอกกับคนรุ่น Gen Y เพราะความสำเร็จของเธอในตอนนี้ไม่ใช่งานตำแหน่งหรู ในบริษัทชื่อดัง แต่คือเวลา อิสระ และความยืดหยุ่นในชีวิต

    ส่วนในมุมของโลกโซเชียลที่มักแชร์ชีวิตสวยหรูนั้น แรงคินอธิบายว่า โซเชียลมีเดียทำให้ชาวมิลเลนเนียลรู้สึกว่า ตัวเองช้ากว่าคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่เห็นคือ “ตอนจบที่ถูกเลือกมาโพสต์” ไม่ใช่ความจริงทั้งเรื่อง

    เธอบอกว่า “ตอนคุณกำลังลุยงานหนัก คุณไม่มีเวลามาโพสต์หรอก แต่พอถึงวันที่โพสต์ได้ มันเลยดูเหมือนได้ดีแบบชั่วข้ามคืน ทั้งที่ไม่ใช่เลย”

    Gen Y รุ่นเดอะแบกที่ถูกทุกวิกฤติทดสอบ แต่ยังต้องลุกขึ้นเดินต่อไป

    แรงคินพูดถึงมิลเลนเนียลว่าเป็นรุ่นที่ถูกหล่อหลอมทั้งจากเหตุการณ์ 9/11 วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 โควิด-19 เงินเฟ้อ และอีกมากมาย สิ่งที่ดูเหมือน “ความยืดหยุ่น” จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียง “สัญชาตญาณเอาตัวรอด” ที่ต้องทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่น “เราต้องเดินต่อ ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้” เธอบอกย้ำ

    ท้ายที่สุด…คำถามที่ว่าทำไม Gen Y เป็นรุ่นที่เรียนจบสูงที่สุด แต่กลับยังต้องดิ้นหนักที่สุด? คำตอบอาจเป็นเพราะ พวกเขาเจอกติกาชีวิตเปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีใครเตือนได้ล่วงหน้า ไม่ว่าเศรษฐกิจเปลี่ยน ระบบงานเปลี่ยน ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น และใบปริญญาก็ไม่ใช่ตั๋วทองอีกต่อไป

    อัลเลนมองว่า ความมั่นคงในอนาคตจะมาจาก “ทักษะการปรับตัว” ไม่ใช่วุฒิการศึกษา ขณะที่ แรงคิน เชื่อว่า “เมนทอร์และเครือข่าย” คือพลังเร่งการเติบโตในเส้นทางอาชีพ ส่วนแพทย์อย่าง นวันนูนู เตือนว่า สิ่งที่วัยทำงานควรโฟกัสที่สุดคือ “สมดุลชีวิต” ไม่ใช่ตัวเลขที่แข่งขันกันไม่มีที่สิ้นสุด

    อ้างอิง: Forbes, PEW Research CenterMichelleRankine Phd.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1210456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GXgojZkPr_oQsewFdm4eB