Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง

    ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงจนกลายเป็นกำแพงกั้นคนไทยจากการมีบ้าน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ได้เปิดมุมมองต่อทิศทางอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจในปี 2568 ไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกางแผนธุรกิจที่เน้นการ ‘ช่วยตัวเอง’ และสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดในยุคที่ความเสี่ยงคาดเดาไม่ได้

    ผศ.ดร.เกษรา นิยามปี 2568 ว่าเป็นปีแห่งการ ‘วัดมวย’ ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งมองว่าเป็นปีที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ

    อีกทั้งมีมุมมองว่าภาพรวมว่า ‘ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ได้หมดไปนานแล้ว’ และจะไม่กลับมาบูมเหมือนในอดีตเช่นในช่วงปี 2561-2562 ซึ่งถือเป็นช่วงปีทองของภาคอสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป ปัจจุบันธุรกิจอสังหาฯ กลายเป็นธุรกิจที่ขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ซึ่งมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shape คือมีทั้งคนที่ไปต่อได้และคนที่ตกลงเหว

    โดยยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายอย่างมากจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินในปีนี้ SENA คาดว่าจะปิดยอดขาย (Sales) ได้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เดิมตั้งเป้าหมายตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ปีนี้ไว้ที่ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะทำได้จริงอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท สาเหตุหลักของส่วนต่างที่หายไปเกิดจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง

    ผศ.ดร.เกษรา อธิบายว่า ปัญหาหลักมาจากรายได้ของผู้กู้โตไม่ทันราคาบ้าน ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เพียงพอ ประกอบกับปัญหาเครดิตบูโร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อแบบ Presale หรือผ่อนดาวน์) ซึ่งมักเจอปัญหากู้ไม่ผ่านในงวดโอนสุดท้าย

    อย่างไรก็ดีแม้ ภาพรวมตลาดและยอดโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer) ของอุตสาหกรรมจะลดลง แต่หากดูผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ กำไรของบริษัทไม่ได้ลดลงเลย

    ทั้งนี้ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 437.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.84 ล้านบาท หรือ 27% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมาจากการโอนโครงการหลักในพอร์ตและรายได้ประจำที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ค่าเช่า และโซลาร์

    อีกทั้งบริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ Cost Control, การเน้น Efficiency และการมีรายได้เสริมจากโมเดลใหม่ๆ เข้ามาช่วยพยุงกำไรไว้ แทนที่จะพึ่งพายอดโอนเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) สำคัญกว่ากำไรทางบัญชีในระยะสั้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกระแสเงินสด สำคัญที่สุด หากไตรมาสไหนขาดทุนทางบัญชีนิดหน่อยแต่กระแสเงินสดยังหมุนเวียนได้ จ่ายเงินพนักงานและซัพพลายเออร์ได้ ก็ถือว่าธุรกิจยังไปต่อได้ ไม่เดือดร้อน

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 1

    ภาพ: ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    เศรษฐกิจปีหน้ายังน่าห่วงไร้สัญญาบวกที่ชัดแจน

    มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจปี 2569 อาจจะไม่ได้ดีไปกว่าปีนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน ปัจจัยหลักคือ ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่เปรียบเสมือนสารพิษกัดกินกำลังซื้อ การลดราคาสินค้า 10% แทบไม่ช่วยอะไรเพราะหนี้ของผู้บริโภคตึงตัวจนกู้ไม่ผ่าน

    ความหวังเดียวคือการแก้หนี้ครัวเรือนให้ได้ผลจริง และการลดดอกเบี้ยที่ต้องส่งผลให้ภาระผ่อนต่อเดือน (DSR) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากข้อมูลในปีนี้ของบริษัท ดังนี้

    • แนวราบ ‘รีเจกต์’ หนักกว่าคอนโด สิ่งที่น่าตกใจคือปัจจุบันยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ในโครงการแนวราบ ทั้งบ้านและทาวน์เฮาส์ กลับสูงกว่าคอนโดมิเนียม โดยพุ่งสูงถึง 50% ในบางทำเล หรือหรือในบางทำเลยอดปฏิเสธสินเชื่อในสูง 80% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบประมาณ 4-5 ปี สาเหตุหลักมาจากหนี้ครัวเรือนที่ตึงตัวจนการลดราคาสินค้าก็ช่วยไม่ได้มากนัก รวมถึงพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคต้องการสินค้าพร้อมอยู่ (Ready to Move) มากขึ้น ส่วนคอนโดมิเนียมกลุ่มพรีเซลที่รอโอน (Balloon payment) ก็มีความเสี่ยงทิ้งดาวน์สูงที่สุด
    • สงครามราคาในตลาดล่าง ตลาดระดับราคาไม่แพง (Affordable) มีการแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะทำเลชานเมืองอย่างรังสิต-ลำลูกกา ที่ผู้ประกอบการทุกรายกระโดดลงมาเล่น ทำให้เกิดสงครามราคาเนื่องจากสินค้าทดแทนกันได้ง่าย

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 2

    ภาพ: ตัวอย่างโครงการบ้านของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    ความเสี่ยงที่ต้องจับตา จากพื้นฐานธุรกิจ สู่ภัยที่คาดเดาไม่ได้

    SENA มองความเสี่ยงในปีหน้าแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

    • ความเสี่ยงพื้นฐาน (Fundamental Risks) ได้แก่ ปัญหารายได้คนไม่โตตามราคาบ้าน หนี้เสีย ดอกเบี้ย และต้นทุนก่อสร้าง รวมถึงความไม่ชัดเจนของ ‘ผังเมือง’ ที่บางครั้งผู้ประกอบการซื้อที่ดินโดยอิงจากร่างผังเมืองเดิม แต่เมื่อประกาศใช้จริงกลับเปลี่ยนไป ทำให้ทำอะไรไม่ได้
    • ความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ (Unpredictable Risks) คือโจทย์หินที่สุด เช่น ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ, โรคระบาดใหม่, น้ำท่วม หรือสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจประเมินล่วงหน้าได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบรุนแรง

    กลยุทธ์การปรับตัวปี 69 เน้น Resilience-Economy of Scope

    สำหรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในปี 2569 ในการรับมือภาพเศรษฐกิจที่จะยังไม่ดีขึ้นจากภาพในปีนี้ เมื่อพึ่งพาหรือรอตัวช่วยปัจจัยภายนอกไม่ได้ เพราะมาตรการกระตุ้นมักเป็นระยะสั้นเหมือนฝึกชู้ตบาส แต่ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อให้เศรษฐกิจแข็งแรงในระยะยาวSENA จึงปรับตัวด้วยกลยุทธ์ ‘ช่วยตัวเอง’ ดังนี้

    1. เปลี่ยน Mindset สู่ความยืดหยุ่น (Resilience) โดยเลิกเสียเวลาคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต แต่เน้นจัดองค์กรให้พร้อมรับแรงกระแทก ยืดหยุ่นทั้งด้านการเงิน คน และสินค้า พร้อมปรับเปลี่ยนสถานการณ์หน้างานได้ทันที

    2. กลยุทธ์ Economy of Scope โดยลูกค้ามี 3 ทางเลือก โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณการผลิต (Economy of Scale) มาสู่การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อลูกค้าหนึ่งคนเดินเข้ามา ต้องปิดการขายให้ได้ด้วย 3 ทางเลือก ดังนี้

    • ทางเลือกที่ 1 ซื้อโอนปกติ สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อม
    • ทางเลือกที่ 2 LivNex (เช่าออมบ้าน) สำหรับคนที่อยากซื้อแต่กู้ไม่ผ่าน ผ่อนตรงกับโครงการ 3 ปี เพื่อสร้างเครดิตเสมือนเข้า “โรงเรียนเตรียมกู้”
    • ทางเลือกที่ 3 RentNex (เช่าเพื่ออนาคต) เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่อยากมีภาระผูกพันระยะยาว ให้เช่าอยู่ก่อน โดยสามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นเงินต้นได้หากตัดสินใจซื้อในอนาคต กลยุทธ์นี้ช่วยเปลี่ยน “ความสูญเสีย” (ลูกค้ารีเจกต์) ให้กลายเป็น ‘รายได้’ (Recurring Income) และเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ให้องค์กร

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 3

    ภาพ: ตัวอย่างโครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    3. บริหารสต็อกเดิมแทนการเปิดโครงการใหม่ ปีหน้า SENA จะระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ โดยเน้นระบายสต็อกคงค้าง (Inventory) ที่มีอยู่กว่าหมื่นล้านบาท โดยใช้วิธีคิดแบบ Product Development กับสินค้าเดิม เช่น นำห้องที่เหลือขายมาตกแต่งใหม่ หรือปรับปรุงฟีเจอร์ให้เหมือนสินค้าใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการ ‘ของพร้อมอยู่’ มากกว่าพรีเซล

    โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยมาก ประมาณ 3-4 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเฟสต่อเนื่องจากโครงการเดิม ไม่เน้นการซื้อที่ดินใหม่เพื่อเปิดโครงการทันที โดยเน้นระบายสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขาย (Ready to Move) ที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ยูนิต มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้วิธีคิดใหม่คือ แม้ไม่มีโครงการใหม่ แต่จะพัฒนาสินค้าเดิมเสมือนใหม่ ตลอดเวลา เช่น การปรับปรุงห้อง การตกแต่ง หรือเปลี่ยน Layout ในตึกที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขาย

    4. Life Long Trusted Partner และ Sustainability โดยมองข้ามช็อตจากการขายแล้วจบ ไปสู่การดูแลตลอดชีวิต (Life Long) ผ่านบริการหลังการขาย พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟพร้อมแบตเตอรี่ทุกหลังในเซกเมนต์บน และการจัดการขยะ (Waste Management) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน

    ผศ.ดร.เกษรา ทิ้งท้ายว่า ในยุคที่ตลาดเป็นของผู้เช่าและกำลังซื้อเปราะบาง ทางรอดคือการปรับตัวและสร้างช่องทางให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้นผ่านนวัตกรรมการเงิน โดยไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sena-plan-crisis-cash-flow/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yif9Z-nVrVouCGMwfEfd2

  • 10 คำที่คนไทยค้นหาบน Google มากสุดปี 2025 “คนละครึ่ง” อยู่แค่อันดับ 2 แชมป์คืออะไร?

    10 คำที่คนไทยค้นหาบน Google มากสุดปี 2025 “คนละครึ่ง” อยู่แค่อันดับ 2 แชมป์คืออะไร?

    สรุปคำค้นหายอดนิยม 2025 คนไทยแห่ค้นหา “AI” และโครงการรัฐ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” มาแรงที่สุด

    ในปี 2025 ที่ผ่านมา พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนไทยบน Google เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกระแสเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ควบคู่ไปกับความสนใจเรื่องปากท้องจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ข้อมูลจาก Google Thailand ปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยกำลังตื่นตัวกับเทรนด์โลกและระวังภัยรอบตัวไปพร้อมกัน

    เปิด 10 อันดับคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2025

    จากสถิติการค้นหาตลอดทั้งปี นี่คือ 10 อันดับคำค้นหาที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์ ความกังวล และความสนใจของผู้คนในปีนี้ได้อย่างชัดเจน:

    อันดับ คำค้นหา หมวดหมู่หลัก
    1 Gemini เทคโนโลยี/AI
    2 เที่ยวไทยคนละครึ่ง เศรษฐกิจ/โครงการรัฐ
    3 ChatGPT เทคโนโลยี/AI
    4 แผ่นดินไหว ข่าว/ภัยพิบัติ
    5 คนละครึ่ง พลัส เศรษฐกิจ/โครงการรัฐ
    6 สงคราม ส่งด่วน บันเทิง/ซีรีส์ไทย
    7 กุญแจกลางใจ บันเทิง
    8 iPhone 17 เทคโนโลยี/อุปกรณ์
    9 DeepSeek เทคโนโลยี/AI
    10 คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ บันเทิง/ซีรีส์ไทย

    ยุคแห่ง AI ครองเมือง

    เทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือการเติบโตของ AI โดยคำว่า Gemini พุ่งทะยานสู่อันดับ 1 ตามด้วย ChatGPT และ DeepSeek แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ทั้งเรื่องงานและความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนโค้ด แต่งเพลง หรือสร้างวิดีโอ นอกจากนี้ คำค้นหาเชิงคำถามเพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือเหล่านี้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปากท้องต้องมาก่อน โครงการรัฐยังฮิต

    ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นเรื่องหลักที่คนไทยให้ความสำคัญ ส่งผลให้คำค้นหาเกี่ยวกับโครงการรัฐติดอันดับต้นๆ เสมอ โดยปีนี้ เที่ยวไทยคนละครึ่ง คว้าอันดับ 2 ไปครอง ขณะที่ คนละครึ่ง พลัส ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะวิธีการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

    เกาะติดสถานการณ์ภัยพิบัติและบันเทิง

    นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีและปากท้อง คนไทยยังเกาะติดสถานการณ์รอบตัวอย่างใกล้ชิด ทั้งข่าวสารบ้านเมืองและความบันเทิง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้:

    • ข่าวและภัยพิบัติ: คำว่า “แผ่นดินไหว” ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในหมวดข่าว สะท้อนความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการค้นหาข้อมูลน้ำท่วมและพายุต่างๆ
    • ความบันเทิง: ซีรีส์ไทยเรื่อง “สงคราม ส่งด่วน” และ “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” มาแรงที่สุด ส่วนฝั่งเกาหลีต้องยกให้ Squid Game 2 ที่กลับมาทวงบัลลังก์
    • การท่องเที่ยว: เทรนด์เที่ยวเมืองรองกำลังมาแรง โดยเฉพาะกำแพงเพชรและสุโขทัย ส่วนต่างประเทศเน้นเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแปลกใหม่อย่าง ภูฏาน

    สรุปภาพรวมปี 2025

    ภาพรวมของคำค้นหายอดนิยมปี 2025 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคนไทยพร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยใช้ AI เป็นตัวช่วยหลักในการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งความสนใจในสวัสดิการรัฐและการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9860738/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rMqCwNHL1DG1xSSaOJWxA

  • รายงาน OECD เตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ รุนแรงขึ้นใน 30 ปี พร้อมเสนอ 6 นโยบายบูรณาการเร่งด่วน | SDG Move

    รายงาน OECD เตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ รุนแรงขึ้นใน 30 ปี พร้อมเสนอ 6 นโยบายบูรณาการเร่งด่วน | SDG Move

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เผยแพร่รายงาน “Environmental Outlook on the Triple Planetary Crisis: Stakes, Evolution and Policy Linkages” ซึ่งนำเสนอการวิเคราะห์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประเมินนโยบายที่ใช้รับมือกับประเด็นท้าทายสำคัญระดับโลกในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงวิกฤติหลักสามประการที่เชื่อมโยงกันที่มนุษย์โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ (triple planetary crisis) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ซึ่งกำลังกดดันระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลกอย่างรุนแรง พร้อมให้ข้อเสนอแก่รัฐบาลดำเนินมาตรการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ด้วยแนวทางที่บูรณาการเพิ่มขึ้น

    รายงานฉบับนี้ ได้ระบุว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ล้วนมีปัจจัยขับเคลื่อนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ความต้องการด้านอาหาร ปุ๋ย รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ตั้งแต่ที่ดิน พลังงาน วัสดุ ไปจนถึงน้ำ ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2563 – 2593 โดยคาดว่าจำนวนประชากร การใช้น้ำ และความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นราว ร้อยละ 25 ขณะที่การใช้พลาสติกและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

    อย่างไรก็ตาม หากยังคงใช้นโยบายในรูปแบบเดิมวิกฤติทั้งสามด้านจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี  2563 – 2593 โดยคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 2.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ชนิดพันธุ์บนบกหลายกลุ่มลดจำนวนลงมากยิ่งขึ้น และแม้ปริมาณมลพิษทางอากาศบางประเภทจะมีแนวโน้มลดลง แต่ส่วนเกินของไนโตรเจน (nitrogen surplus) จะเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ใน 3 และการรั่วไหลของพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านมลพิษที่ยังคงรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ รายงานนำเสนอ “กลไกนโยบาย 6 ประการ” ที่สามารถช่วยส่งเสริมการพัฒนามาตรการที่มีความสอดประสานและบูรณาการ ได้แก่

    1. ปิดช่องว่างด้านองค์ความรู้และการประเมินผล
    2. เพิ่มการพิจารณาความเชื่อมโยงของประเด็นสิ่งแวดล้อมในรายงานและแผนระดับชาติ
    3. ปรับทิศการจัดสรรงบประมาณและเงินทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    4. ป้องกันและลดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
    5. ปฏิรูประบบการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
    6. ยกระดับและปรับแนวคิดระบบอาหาร (food systems) ใหม่

    การรับมือวิกฤติทั้งสามด้านจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเชิงนโยบายอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างการดำเนินงานที่สอดประสานกัน เพราะการแก้ไขวิกฤติหลักสามประการจำเป็นต้องมีนโยบายที่เชื่อมโยงทุกมิติเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    “Still Only One Earth” โลกยังคงมีเพียงแค่ใบเดียว – ชวนอ่าน บทเรียนจาก 50 ปี ของนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของ UN 
    OECD เผยแพร่ ‘ข้อมูลสถิติด้านสุขภาพ ฉบับปี 2568’ หวังประเทศต่าง ๆ เปรียบเทียบ-ปรับใช้ระบบสุขภาพที่หลากหลายและดีขึ้น 
    FAO เผยความคืบหน้า SDGs ด้านอาหาร-เกษตร 2025 ความไม่มั่นคงทางอาหารกระทบประชากรโลก 28% ทำให้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย 
    SDG Updates | การประชุม ‘Stockholm+50’ ครบรอบ 50 ปี จุดกำเนิดความร่วมมือพหุภาคีเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก 
    – SDG Updates | ดัชนีวัดผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม (EPI) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
    – (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
    #SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    – (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (12.3) ลดของเสียอาหาร (food waste) ของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหาร (food loss) ตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573 
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    #SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก
    – (15.5) ปฏิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี พ.ศ. 2563 ปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
    – (15.9) บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การจัดทำแผน กระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
    – (17.1) เสริมความแข็งแกร่งของการระดมทรัพยากรภายในประเทศ โดยรวมถึงการสนับสนุนระหว่างประเทศไปยังประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถของประเทศในการเก็บภาษีและรายได้อื่นๆ ของรัฐ

    เเหล่งที่มา :
    OECD Report Calls for More Synergistic Responses to Triple Planetary Crisis (IISD)
    Environmental Outlook on the Triple Planetary Crisis (OECD)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/12/05/oecd-triple-planetary-crisis/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aCKwFdTjoyXOQ3-UHFOUC

  • สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป สมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี ร่วมสนับสนุนงานกาชาด 2568 มอบเงิน 200,000 บาท ผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย | TOPNEWS

    สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป สมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี ร่วมสนับสนุนงานกาชาด 2568 มอบเงิน 200,000 บาท ผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการออกร้านของ กองบัญชาการกองทัพไทย ในงาน กาชาดประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคม 2568สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ทางสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป และสมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ได้ร่วมให้การสนับสนุนกิจกรรมการกุศลในครั้งนี้

    ผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ ที่เข้าร่วมมอบเงินประกอบด้วย

    • พันเอก Kai-Yu Shih ผู้อำนวยการกองประสานงานทหาร
      สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

    • ดร. ดุง ซี-ชิ (Andy)
      ประธานสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน
      สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

    • Mr. Hsu Deng Yue (William) หรือ เติง-เย้ ฉี
      นายกสมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี

    • ผู้จัดการบริษัท เอ็มเอ็มดี จ๊อบ เซอร์วิส จำกัด

    ทั้งนี้ ผู้แทนทั้งหมดได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมการกุศลสำหรับการออกร้านงานกาชาดประจำปี 2568 เป็นจำนวน 200,000 บาท โดยส่งมอบให้กับ สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมี สำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้รับมอบในครั้งนี้

    กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมืออันดีระหว่างไทยและไต้หวัน ในการสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1414349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSf0j3rYVzT5pnvpkKHcH

  • งานวิจัยเผย “สมองมนุษย์” เป็นวัยรุ่นยาวนานถึงอายุ 32 ปี เปิดวิธีการดูแลสมองให้ยืนยาว

    งานวิจัยเผย “สมองมนุษย์” เป็นวัยรุ่นยาวนานถึงอายุ 32 ปี เปิดวิธีการดูแลสมองให้ยืนยาว

    นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยถึงการศึกษาใหม่ ชี้ว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้หยุดการเติบโตเอาไว้แค่ช่วงวัย 18-25 ปี แต่การเติบโตยาวกว่านั้น แนะช่วงไหนคือช่วงพีคของสมอง และช่วงไหนต้องระวัง

    รายงานของบิสซิเนส อินไซเดอร์ ได้รายงานผลงานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งได้ทำการศึกษาภาพสแกนสมองกว่า 3,800 ตัวอย่าง ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัย 90 ปี และค้นพบ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญที่แบ่งชีวิตสมองเราออกเป็น 5 ช่วงเวลา โดยจุดที่น่าสนใจก็คือ ในทางประสาทวิทยา สมองของคุณเพิ่งจะเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ตอนอายุ 32 นี่เอง

    จากไทม์ไลน์นี้ ถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในเชิง Longevity ที่จะช่วยให้เรารู้เท่าทันและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสมองได้เป็นอย่างดี

    วัยเด็ก 0-9 ปี ช่วงเวลาก่อร่างสร้างตัว

    นี่คือช่วงที่สมองเติบโตแบบก้าวกระโดด มีการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทนับล้านล้านจุด เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และสร้างรากฐานที่สำคัญที่สุด

    วัยรุ่นที่ยาวนาน 9-32 ปี ช่วงเวลาแห่งการเจียระไน

    นี่คือไฮไลต์ของงานวิจัย เพราะเป็นการบอกว่า สมองของเราใช้เวลายาวนานกว่า 2 ทศวรรษในกระบวนการ “Adolescence” หรือช่วงปรับจูนระบบ ในช่วงนี้ สมองไม่ได้หยุดโต แต่กำลังเพิ่มประสิทธิภาพ ตัดแต่งเครือข่ายที่ไม่จำเป็นออก และเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างสมองส่วนต่างๆ ให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ดังนั้น ใครที่อายุยังไม่ถึง 32 โปรดรู้ไว้ว่าสมองของคุณยังพัฒนาได้อีกไกล

    วัยผู้ใหญ่ 32-66 ปี ยุคทองแห่งความเสถียร

    เมื่อเข้าวัย 32 ปี สมองจะเข้าสู่โหมดผู้ใหญ่เต็มตัว นี่คือช่วงที่บุคลิกภาพและความฉลาดทางอารมณ์นิ่งที่สุด การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพสูงสุด และจะเสถียรแบบนี้ไปยาวนานกว่า 30 ปี 

    ในมุม Longevity นี่คือ ช่วงเวลาทองที่คุณต้องรักษาสภาพร่างกาย การกิน และการนอน ให้ดีที่สุด เพื่อยืดระยะความพีคนี้ออกไปก่อนจะเข้าสู่ช่วงถดถอย

    วัยสูงอายุตอนต้น 66-83 ปี สัญญาณเตือนแรก

    เมื่อถึงวัย 66 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง สมองจะเริ่มหดตัวลงเล็กน้อย และมีการจัดระเบียบเครือข่ายภายในใหม่ ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อลดลง เป็นช่วงที่ความเสี่ยงต่อโรคความเสื่อมต่างๆ เริ่มปรากฏชัด

    วัยสูงอายุตอนปลาย 83 ปีขึ้นไป ช่วงประคับประคอง

    ในวัย 83 ปี การเชื่อมต่อของสมองจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื้อสมองสีขาว ที่เคยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้สมองต้องพึ่งพาการทำงานเฉพาะส่วนมากขึ้น

    จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ความแก่ชราของสมองไม่ได้เกิดขึ้นแบบเส้นตรง แต่มีจุดเปลี่ยนที่ชัดเจน การรู้ว่าเราอยู่ใน Stage ไหน จะช่วยให้เราวางแผนดูแลตัวเองได้ถูกจุด เพื่อให้สมองของเรา “เป็นหนุ่มสาว” ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ที่มา: Business Insider

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2900001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lUyh8tXQAspglL9OTnBGp

  • ทำไมนกพิราบถึงไม่หลงทาง? ที่แท้มี “ระบบนำทาง” ซ่อนอยู่ตรงอวัยวะนี้

    ทำไมนกพิราบถึงไม่หลงทาง? ที่แท้มี “ระบบนำทาง” ซ่อนอยู่ตรงอวัยวะนี้

    นกพิราบไม่หลงทาง เพราะมี “ระบบนำทาง” ซ่อนอยู่ตรงอวัยวะนี้ ไม่ใช่ดวงตาหรือจงอยปาก

    นกพิราบถือเป็นนักบินระยะไกลที่มีความสามารถอันน่าทึ่งในการจดจำเส้นทางและบินกลับรังได้อย่างแม่นยำ จนเหมือนมีระบบนำทาง หรือ GPS ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุดวิก แมกซิมิเลียน แห่งมิวนิก (LMU) ประเทศเยอรมนี ได้ไขความลับนี้และตีพิมพ์ลงในวารสาร Science โดยระบุว่าอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” ของนกพิราบนั้น แท้จริงแล้วซ่อนอยู่ใน “หูชั้นใน”

    จากสมมติฐานเดิมสู่การค้นพบครั้งใหม่

    ก่อนหน้านี้ วงการวิทยาศาสตร์มีทฤษฎีหลักๆ เกี่ยวกับการนำทางของนกอยู่ 2 ทฤษฎี คือ เชื่อว่าเซลล์ในจอประสาทตาของนกมีปฏิกิริยาควอนตัมที่ทำให้พวกมัน “มองเห็น” สนามแม่เหล็กได้ หรืออีกทฤษฎีคือ เชื่อว่าบริเวณจงอยปากมีอนุภาคเหล็กออกไซด์ขนาดจิ๋วทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศ

    อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดได้เปลี่ยนความเข้าใจนี้ไป โดยทีมวิจัยพบว่านกพิราบใช้ หูชั้นใน (Inner Ear) ในการรับรู้สนามแม่เหล็กโลกผ่านกระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเป็นระบบเข็มทิศภายในที่ช่วยให้สัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เต่าทะเล หรือปลาเทราต์ สามารถเดินทางไกลได้โดยไม่หลงทาง

    ความลับอยู่ที่ “ระบบการทรงตัว” ในหู

    นกมีหู แม้ไม่มีใบหูภายนอกแบบที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ แต่ยังคงมีโครงสร้างหูที่สามารถรับเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    จากการศึกษาแผนที่สมองและการถอดรหัสพันธุกรรมเซลล์เดี่ยว ทีมวิจัยพบว่า ระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular system) หรือระบบการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งปกติทำหน้าที่รับรู้แรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนไหว มีบทบาทสำคัญในการรับรู้คลื่นแม่เหล็ก

    ภายในหูชั้นในประกอบด้วยท่อของเหลว 3 วงที่วางตัวตั้งฉากกัน (แกน x, y, z) ทำหน้าที่ส่งข้อมูลทิศทางไปยังสมอง นักวิจัยพบว่าเมื่อนกพิราบขยับหัว โปรตีนพิเศษในหูชั้นในจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อส่งสัญญาณบอกทิศทาง

    เหมือนกับฉลาม แต่ไม่ต้องใช้แสง

    กลไกนี้มีความคล้ายคลึงกับความสามารถของฉลามและปลากระเบนที่มีอวัยวะรับรู้สนามไฟฟ้าเพื่อใช้ในการล่าเหยื่อ โดยนกพิราบก็มียีนที่สร้างโปรตีนชนิดพิเศษที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

    ที่น่าสนใจคือ ทีมวิจัยได้ทดลองให้นกพิราบอยู่ในที่มืดและปล่อยสนามแม่เหล็กจำลอง ผลปรากฏว่าสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการทรงตัวยังคงตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กได้แม้ไม่มีแสง ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีเดิมที่เชื่อว่านกต้องใช้ “ตา” ในการมองเห็นสนามแม่เหล็ก สิ่งนี้ยืนยันว่านกพิราบมี “เข็มทิศในหู” ที่ทำงานได้ดีแม้ในยามค่ำคืน

    สรุปกุญแจสำคัญของการเดินทาง

    การค้นพบนี้ช่วยไขกระจ่างว่าทำไมสัตว์หลายชนิดถึงสามารถอพยพย้ายถิ่นฐานในระยะทางไกลได้ การมี “เข็มทิศชีวภาพ” ซ่อนอยู่ในหูชั้นใน ช่วยให้พวกมันรับรู้พิกัดและทิศทางได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในตัวนกพิราบที่เราเห็นกันทั่วไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9860774/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw242BFgiLsj3tv7RWBbuffI

  • ‘สว.นพดล’ เผยจ่อขอมติกมธ.เคาะ MOU 2543 ส่วน MOU 2544 ไม่มีความก้าวหน้า

    ‘สว.นพดล’ เผยจ่อขอมติกมธ.เคาะ MOU 2543 ส่วน MOU 2544 ไม่มีความก้าวหน้า

    ‘สว.นพดล’ เผยแนวโน้ม คงอยู่-ยกเลิก MOU 2543 จ่อชงขอมติ กมธ. ก่อนเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ไม่เกิน 1 เดือน ชี้ MOU 2544 ไม่มีความก้าวหน้า

    5 ธ.ค. 2568 – นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา วุฒิสภา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ว่า สำหรับ MOU 2544 ศึกษาเรียบร้อยแล้ว ภายใน 1-2 สัปดาห์นับจากนี้ จะขอมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ว่าจะให้ MOU 2544 คงอยู่หรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ประกอบกับลงพื้นที่ที่จังหวัดตราด พบว่าสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

    “ส่วนความคืบหน้า MOU 2543 มีรายละเอียดพอสมควร ทั้งแนวชายแดน 7-8 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงจังหวัดตราด ระยะทางรวมเกือบ 1,000 กิโลเมตร รวมถึงมีความซับซ้อนเรื่องสันปันน้ำ แนวลำคลอง และหลักเขตต่างๆ โดยเฉพาะสันปันน้ำ เมื่อ ค.ศ.1907 ขณะนั้น ไม่ได้มีการปักหลักเขต แต่ใช้แนวสันปันน้ำเป็นแนวเขตแดนแทน เมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปีก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องไปสำรวจให้ชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ทางคณะกรรมาธิการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาอย่างละเอียด ไม่เกิน 1 เดือนว่า MOU 2543 ควรคงอยู่ ยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงอย่างไร”

    เมื่อถามถึงแนวโน้มผลการศึกษา MOU 2544 นายนพดล เปิดเผยว่า จากที่กรรมาธิการอภิปรายหลายคน แต่ยังไม่ได้มีมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการ MOU 2544 มีอายุ 24 ปี แต่ยังไม่ได้ดำเนินการขยับเขยื้อน ยังไม่ก้าวหน้า ผิดกับ MOU 2543 ซึ่งมีความคืบหน้าเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น จึงพิจารณาไม่ยากนัก

    “จากนี้จะได้ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า MOU 2544 ควรคงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพราะ 24 ปี ไม่คืบหน้า แสดงให้เห็นว่า อาจมีข้อผิดพลาดบางประการ ถ้าไม่มีปัญหาก็จะต้องมีคืบหน้าบ้าง ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาภายใน 1 เดือนภายหลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะพยายามนำผลการศึกษาทั้ง MOU 2543 และ MOU 2544 เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา แต่หาก MOU 2543 ไม่เสร็จ ก็จะนำเสนอผลการศึกษา MOU 2544 ก่อนเป็นลำดับแรก”นายนพดล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/909410/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aqAN9i4ohg1Vr4pRgVib_

  • สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    วันนี้ (5 ธันวาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี มีเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระธิดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาซึ่งทรงพระอุปการคุณเป็นอเนกประการ ทรงรับพระธุระในการปรนนิบัติอภิบาลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มานับแต่ต้นตราบจนเสด็จสวรรคต ด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจน้อยใหญ่ สมพระสถานะซึ่งเสด็จสถิตที่สมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมนัยแห่งประกาศสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในนับแต่พุทธศักราช 2538 ตลอดพระชนมชีพทรงพระวิริยอุตสาหะบากบั่น เสด็จตรากตรำไปใน ถิ่นทุรกันดาร เพื่อพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ปวงประชา ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการสังคมสงเคราะห์ โดยมิทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย

    ทรงสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี ประกอบพระกรณียกิจ เพื่อประโยชน์นานัปการดำรงพระองค์มั่นอยู่ในจรรยาแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่อุทิศพระองค์ เพื่อความรุ่งเรืองวัฒนาแก่บ้านเมืองและประโยชน์ของพสกนิกร ทรงพระปรีชาสามารถในกระบวนศิลปวิทยาหลากสาขา ทั้งด้านมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พระเกียรติคุณขจรขจายไปในทิศานุทิศ บังเกิดกิตติประวัติต้องตามที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศถวายสดุดีว่าทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลก ในส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเป็นที่นับถือยิ่งในพระสถานะสมเด็จพระราชปิตุจฉาที่ถวายพระอุปถัมภ์บำรุงพระองค์ด้วยพระเมตตากรุณามาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ พระคุณูปการเป็นอเนกปริยายดั่งนี้ จึงสมควรจะสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ให้ทรงมีพระเกียรติยศสูงขึ้นตามโบราณราชประเพณี

    จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีขอให้พระเกียรติคุณวิบุลยศแห่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ปรากฏแผ่ไพศาลไปในสากลจักรวาล ตราบจิรัฏฐิติกาล นิรันดร เทอญ

    ประกาศ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/princess-galyani-vadhana-5-dec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rkYUhWk8ZD1QgfzPhYrEy

  • ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์แก้จุดอ่อน พิชิตชัย พร้อมปรับตัวเจอสิงคโปร์

    ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์แก้จุดอ่อน พิชิตชัย พร้อมปรับตัวเจอสิงคโปร์

    ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์แก้จุดอ่อน พิชิตชัย พร้อมปรับตัวเจอสิงคโปร์

    ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ เดินหน้าฝึกซ้อมต่อเนื่องเพื่อแก้ไขจุดอ่อน ทางด้าน พิชิตชัย เศียรกระโทก กองหลังของทีมพร้อมปรับตัวเข้ากับเพื่อนก่อนเจอกับ ทีมชาติสิงคโปร์ ในเกมต่อไป

    เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (5 ธันวาคม 2568) ฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดซีเกมส์ ลงทำการฝึกซ้อมต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อม สำหรับการแข่งขันนัดที่สอง ที่จะพบกับ สิงคโปร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสด แอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว

    การฝึกซ้อมครั้งนี้เน้นไปที่การทบทวนคอนเซปต์วิธีการ และการแก้ไขข้อผิดพลาดจากเกมแรก โดยก่อนการฝึกซ้อม พิชิตชัย เศียรกระโทก กองหลังจาก โปลิศ เทโร เอฟซี กล่าวว่า 

    “มันก็มีบางอย่างที่ต้องปรับปรุงอยู่ครับ เกมนี้ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายเกมที่กลับมาเล่นแบ็คขวาอีกครั้ง ก็พยายามเรียนรู้จากโค้ชวังและทีมสตาฟ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเล่นตำแหน่งนี้ แต่เมื่อได้คุยกับสตาฟก็พยายามทำเต็มที่ตามที่ได้รับมอบหมาย”

    “การเล่นเซ็นเตอร์กับแบ็คขวา โค้ชวังก็ให้คำแนะนำว่าไม่ต้องเติมเกมรุก แต่ก็มีจังหวะฟุตบอลที่ต้องวิ่งขึ้นและก็วิ่งลง พยายามช่วยทีมให้ได้มากที่สุด สำหรับการเจอสิงคโปร์ เราก็ต้องปรับตัวและปรับทีม เพราะเราอยู่ด้วยกันน้อย” 

    “ก็พยายามทำเต็มที่ในการศึกษาคู่แข่ง ผมคิดว่าโค้ชวังก็คงวางแผนสำหรับเกมนี้ คนที่อยู่ตรงนี้ก็พร้อมเรียนรู้เพื่อยกระดับตัวเอง ฝากแฟนบอลชาวไทยเข้ามาเชียร์พวกเราในสนามกันเยอะๆ พวกเราจะได้มีกำลังใจในการเล่น ขอบคุณครับ”

    สำหรับ ฟุตบอลชายทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันในมหกรรมซีเกมส์ นัดที่สอง พบกับ สิงค์โปร์ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสด แอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว

    Sony Alpha 1, Gmaster Lens Sony – Digital Camera Thailand

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://truevisions.co.th/sports/27335/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n8oLmmNoQ6NSuMGyZh8fV

  • พว.เปิดมิติใหม่ทางการศึกษา กระหึ่ม!โรงเรียนดรุณาราชบุรี

    พว.เปิดมิติใหม่ทางการศึกษา กระหึ่ม!โรงเรียนดรุณาราชบุรี

    วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

    ผู้บริหารกว่า 136 โรงเรียนทั่วประเทศหลั่งไหลสู่ราชบุรี เปิดมิติใหม่ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จุดประกายการปฏิรูปการศึกษาไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี คึกคักเป็นประวัติการณ์ เมื่อผู้บริหารจาก กว่า 136 โรงเรียนทั่วประเทศ  เดินทางเข้าสู่จังหวัดราชบุรีเพื่อศึกษาดูงานด้าน Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จนถูกขนานนามว่าเป็น “แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ของวงการศึกษาไทย” และเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยในศตวรรษที่ 21

    ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของแวดวงการศึกษา “ประเทศไทยพูดเรื่อง Active Learning มานาน แต่ไม่ค่อยเกิดรูปธรรม เพราะเข้าใจไม่ตรงแก่น วันนี้เราได้เห็นแล้วว่ากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถ้าทำอย่างถูกวิธี เด็กคิดเป็น ทำเป็น และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง”

    เขาย้ำว่าดรุณาราชบุรีแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่เกิดจาก “การออกแบบการสอนที่ถูกต้อง”

    ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสนใจระดับประเทศที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

    “ผู้บริหารจำนวนมากตั้งใจมาดูงาน เพราะที่นี่พิสูจน์ให้เห็นว่า Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด แต่ทำได้จริงในห้องเรียน”

    เขาย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้บริหารและครูในโรงเรียน

    ด้าน บาทหลวง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้นำทิศทางโรงเรียนดรุณาราชบุรีเผยถึงเส้นทางการพัฒนาที่ต่อเนื่องและจริงจัง “เราไม่กล้าบอกว่าเป็นต้นแบบสมบูรณ์ แต่เรามั่นใจว่ากระบวนการที่ทำมา 3 ปี ทำให้เห็นผลลัพธ์จริง เด็กคิดเป็น ทำเป็น และเกิดองค์ความรู้ที่ต่อยอดได้”

    ท่านยังกล่าวถึงหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงว่าอยู่ที่ ไมน์เซ็ตของครูและผู้บริหาร  ซึ่งผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเอาใจใส่ทุกเรื่อง เมื่อผู้นำเปลี่ยน ครูก็เปลี่ยน เด็กก็เปลี่ย

    นอกจากนี้โรงเรียนยังเดินหน้าสู่มาตรฐานสากล ทั้งด้านภาษา นวัตกรรม และทักษะศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมเด็กสำหรับโลกอนาคต

    ราชบุรีกำลังก้าวสู่ “ศูนย์กลาง Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ของประเทศ”

    ผู้บริหารจากหลายจังหวัดต่างเห็นพ้องว่าดรุณาราชบุรีมีศักยภาพในการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ระดับภูมิภาค     ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการขยายผลในระดับประเทศ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ UNESCO และ OECD ซึ่งเท่ากับมีคุณภาพระดับโลก

    ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี เสียงสะท้อนจากผู้บริหารสถานศึกษาที่มาศึกษาดูงาน  แม้จะมาจากต่างพื้นที่ ต่างบริบท แต่เสียงสะท้อนจากผู้บริหารส่วนใหญ่ล้วนไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้ “ได้เห็นภาพจริงของ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps”

    ผู้บริหารหลายท่านกล่าวว่า การได้เห็นการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนจริง ทำให้เข้าใจชัดเจนว่า Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมเพิ่มภาระ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เด็กได้คิด ได้ลงมือทำและเติบโตจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง “มั่นใจว่าสามารถนำกลับไปพัฒนาโรงเรียนได้”

    หลายโรงเรียนย้ำว่ากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน จึงรู้สึกว่า “ทำได้จริง” และพร้อมนำกลับไปทดลองใช้ในบริบทของตนเอง

    ผู้บริหารสะท้อนว่า ที่ดรุณาราชบุรีไม่ได้โชว์แค่กิจกรรม แต่โชว์ “กระบวนการ” ที่ต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์จริง ทำให้พวกเขาเห็นเส้นทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

    หลายคนยอมรับว่าบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในวันนี้ทำให้เกิดความหวังใหม่—ว่าการพัฒนา Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในระดับประเทศสามารถเกิดขึ้นได้จริง หากทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานในตอนท้ายว่า จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย  การศึกษาดูงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชม แต่เป็นการรวมพลังของผู้บริหารกว่า 136 โรงเรียนที่ต่างมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพผู้เรียนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต  ราชบุรีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น  แต่คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ กำลังกระจายไปทั่วประเทศ  และอาจกลายเป็นก้าวสำคัญที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/932800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D-50wrpng3AXBS56Q1_BL