Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานพังงา พร้อมคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคภาคใต้ ร่วมนำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติสายกินเที่ยวชื่อดัง ลงพื้นที่สร้างคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารพื้นถิ่นในพื้นที่อำเภอเกาะยาว จ.พังงา โดยมีนายสำเริง ราเขต นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดพังงาร่วมต้อนรับ พร้อมจัดทริปท่องเที่ยว เริ่มจากเยี่ยมชมโฮมสเตย์ในสวนมะพร้าวน้ำหอม ทุ่งนาแปลงใหญ่บนเกาะยาวน้อย กินโรตีชาวเกาะ ร่วมทำผ้าบาติกกับชุมชนบ้านท่าเขา สร้างโพรงรังเทียมให้นกเงือก พร้อมชิมอาหารร้านซีฟู้ดในชุมชน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับคณะเป็นอย่างยิ่ง

    นายอุทิศ ลิ่มสกุล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ภูมิภาคภาคใต้ที่นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยที่มีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ลงพื้นที่มาสร้างคอนเท้นต์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้อำเภอเกาะยาว เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในประเทศไทย สำหรับเสน่ห์ของเกาะยาว คือความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เหมาะกับผู้ที่อยากพักผ่อนแบบเรียบง่าย ใกล้ชิดชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตแท้จริงของคนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/7817/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6d9NtPom55JL2iSE8OOW

  • โลกใหม่-เศรษฐกิจใหม่: ความเข้าใจสร้างสุขภาวะยั่งยืน รับวิกฤตซ้อนวิกฤต

    โลกใหม่-เศรษฐกิจใหม่: ความเข้าใจสร้างสุขภาวะยั่งยืน รับวิกฤตซ้อนวิกฤต

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31SW9PmlV9MwyjypkATXEY

  • หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

    หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาระทางสังคม และความพยายามหาแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 แม้หลังจากนั้นตัวเลขดังกล่าวทยอยลดลงต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส จนอยู่ที่ 86.8% ในไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ตัวเลขที่ลดลง “อาจลวงตา” หากมองเพียงผิวเผินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายแล้ว

    สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากยอดหนี้คงค้างที่ขยายตัวต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยยอดหนี้รวมของภาคครัวเรือนหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ซึ่งต่างจากรอบวัฏจักรในอดีตที่การลดหนี้มักสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรงของรายได้และฐานะการเงิน การปรับลดในรอบนี้กลับมีลักษณะของ “Unhealthy Deleveraging” หรือการลดหนี้ที่สะท้อน “ความเปราะบาง” มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจฐานราก แสดงให้เห็นว่า หลัง COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังมี “บาดแผล” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง

    หากพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อมูลในหลายมิติชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลง คืออาการอ่อนแอของเศรษฐกิจและฐานะการเงินครัวเรือน ไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแรง ดังนี้

    ไม่มี…รายได้เพียงพอต่อรายจ่ายและการชำระหนี้

    ต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนหนีไม่พ้นเรื่อง “รายได้ไม่พอรายจ่าย” จนนำไปสู่การเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยลดลงจาก 29,502 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2568 หรือลดลงถึง 4.6%YOY โดยประเภทของรายได้ที่ลดลงมากที่สุดคือ “รายได้จากการทำงาน” ซึ่งหดตัวถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤต COVID-19 ก็ฟื้นตัวได้ช้า

    ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2568 สะท้อนภาพเดียวกันว่า รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้ขยับตามรายจ่าย โดยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้เท่าเดิมหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่รายจ่ายส่วนใหญ่ยังใกล้เคียงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้ในภาพรวมกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย (รวมหนี้)

    หากมองตามระดับรายได้ จะพบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนเผชิญปัญหารุนแรงที่สุด โดยประมาณ 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่ามีภาวะรายได้ไม่พอรายจ่าย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันคือสัญญาณที่เริ่มปรากฏชัดในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง ซึ่งเคยถูกมองว่าการเงินค่อนข้างมั่นคงมาก่อน โดยในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน พบว่าราว 1 ใน 3 เริ่มประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเช่นกัน และที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มรายได้สูงระดับ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนผู้ตอบที่บอกว่ามีปัญหานี้บ่อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2567 สะท้อนว่าความตึงตัวด้านสภาพคล่องกำลังกระจายจากคนกลุ่มรายได้น้อย ไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มและการชะลอการบริโภคในระยะถัดไป

    ไม่หนี ไม่จ่าย…หนี้ตามกำหนด ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรัง

    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย การก่อหนี้มักถูกใช้เป็น “กันชน” ชั่วคราว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ความเสี่ยงสำคัญที่ตามมาคือ การผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายได้เพียงขั้นต่ำ หรือไม่สามารถชำระได้เลย

    ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แม้ยอดหนี้รวมจะเติบโตช้าลง แต่หนี้เสียและหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ กลับยังอยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือนเมษายน 2568 มูลค่าหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.9% ของหนี้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2566 ที่อยู่ราว 1.05 ล้านล้านบาท หรือ 7.7% ของหนี้รวม ที่น่ากังวลคือ หนี้เสียจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรายย่อยที่มูลหนี้ไม่สูงและไม่มีหลักประกัน โดยกว่า 64% ของจำนวนบัญชี NPL เป็นกลุ่มที่มูลหนี้ไม่ถึง 100,000 บาท สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มที่กู้เงินจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็ก ๆ ของคนจำนวนมากในระบบ

    มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ยังคงน่าจับตา ผลสำรวจของ SCB EIC Consumer survey 2568 พบว่า แม้ผู้มีหนี้ส่วนใหญ่กว่า 85% จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีหนี้ยอมรับว่า “ภาระหนี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น” โดยราว 40% ระบุว่ายังจ่ายหนี้ได้ครบ แต่รู้สึกว่าภาระหนี้ในปัจจุบันเป็นภาระที่หนักและสร้างความกังวล

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกำลังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้และรายจ่ายในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง (มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน) ที่แม้ส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาผิดนัดชำระ แต่เริ่มรู้สึกว่าภาระหนี้เป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนเป็นความเสี่ยง NPL และแรงกดดันต่อการบริโภคในระยะข้างหน้า

    ไม่รอด…แม้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้

    เมื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนลุกลาม หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้คือ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ “การปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อยืดระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขใหม่ให้ลูกหนี้ยังพอเดินหน้าต่อไปได้ทั้งในระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาของ SCB EIC โดยใช้ฐานข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่าผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจำกัดหากมองในเชิงโอกาสฟื้นตัวของลูกหนี้ ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี พบว่า จากลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ทั้งหมด มีเพียงประมาณ 23% ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ในบรรดาผู้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีเพียงราว 15% เท่านั้นที่ “รอดจริง” คือกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเกิน 6 เดือนล่าสุด ขณะที่กลุ่มใหญ่ถึงประมาณ 72% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ หรือไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้นอนแบงก์และเกษตรกร สะท้อนว่ามาตรการแก้หนี้ในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของปัญหาหนี้

    อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง มาตรการใหม่หลายรายการเริ่มสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยข้อมูลชี้ว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการและปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2568 เป็นกลุ่มที่มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอสูงกว่าในอดีต นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนปี 2568 แล้วไม่สำเร็จ แต่ได้รับโอกาสอีกครั้งในปี 2568 พบว่าสัดส่วนที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าหากออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับศักยภาพและรูปแบบรายได้จริงของลูกหนี้มากขึ้น โอกาส “รอดจริง” ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ลบ “ไม่” ออกจากสมการหนี้ครัวเรือน

    ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงความสำคัญ และเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้หนี้อย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ง่าย และไม่สามารถแก้ได้ในชั่วข้ามคืน

    มาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนจึงควรเริ่มจากการ “แยกแยะลูกหนี้” อย่างชัดเจนว่า ใครยังมีศักยภาพฟื้นตัวได้ หากได้รับเวลาหายใจเพิ่ม และใครที่เปราะบางเกินกว่าจะรับภาระในรูปแบบเดิมต่อไปได้ กลุ่มที่ยัง “พอไปต่อได้” ควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง ทั้งการยืดระยะเวลาผ่อน ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม และร่วมกันออกแบบแผนชำระหนี้ที่สอดคล้องกับรูปแบบรายได้จริง กลุ่มที่ “ไม่ไหวจริง ๆ” อาจต้องมีเครื่องมือเฉพาะ เช่น การโอนหนี้ไปบริหารผ่านหน่วยงานเฉพาะ การใช้มาตรการลดภาระหนี้ควบคู่กับการฟื้นฟูอาชีพและรายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ได้จบลงแค่การปรับตัวเลขหนี้ แต่รองรับคุณภาพชีวิตหลังการแก้หนี้ด้วย

    นอกจากนี้ การสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาวควรทำให้ “ข้อมูลเครดิต” กลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง หากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้สามารถรักษาวินัยการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ก็ควรได้รับแรงจูงใจทางการเงินเป็นรางวัล เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในอนาคต หรือโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม หรือก็คือการทำให้ “วินัยดีมีคุณค่า” และ “วินัยแย่มีต้นทุนที่ชัดเจน” เป็นหัวใจของการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินในระบบ

    ท้ายที่สุด ตัวลูกหนี้เองก็มีบทบาทสำคัญในการลบทุกคำว่า “ไม่” ออกจากสมการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการหันมาสร้างวินัยทางการเงิน ติดตามรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำปรึกษาผู้ให้บริการทางการเงินตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ไหว” คือก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด” ไปสู่ “มีรายได้ จ่ายหนี้ครบ จบวงจรหนี้… ไปต่อได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2899935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R2Fl7QlXFBiCkexJZa5nv

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    ทั่วไป

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    05 ธ.ค. 2025 เวลา 14:01 น.

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    เตือนก่อนโดน ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็กระวังไม่โดนหลอกโอนเงิน ตำรวจแจ้งมา

    กรณีอยากไปพักผ่อน ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็กระวังไม่โดนหลอกโอนเงิน ตำรวจแจ้งมา

    ช่วงนี้มิจฉาชีพเปิดเพจปลอมแอบอ้างเป็นรีสอร์ตและโฮมสเตย์ ใช้รูปบ้านพักสวย ราคาถูกเกินจริง ล่อเหยื่อให้โอนเงินจองก่อนหายเงียบทันที

    พฤติกรรมที่พบบ่อย

    • ใช้รูปที่พักจากเว็บ หรือ รูปจากเพจจริงมาลงในเพจปลอม

    • ราคา “ถูกผิดปกติ” เช่น พูลวิลล่าเหลือคืนละ 1,200–2,000

    • ขอให้โอนเงินมัดจำ 50–100% ก่อนเท่านั้น อ้าง “ที่พักเต็มไว”

    • เพจเพิ่งเปิดไม่นาน กดไลก์น้อย คอมเมนต์รีวิวปลอมคล้ายกันหมด

    • ไม่มีเลขทะเบียนที่พัก / ไม่กล้าคุยโทรศัพท์ให้ดูสถานที่จริง

    วิธีตรวจสอบก่อนโอน

    • ค้นหาชื่อที่พัก + คำว่า “โกง” หรือ “โดนหลอก”

    • ตรวจสอบเพจว่ามีประวัติเปิดกี่ปี ใช้รูปซ้ำหรือดึงจากกูเกิลหรือไม่

    • ขอวิดีโอคอลให้ดูสถานที่จริง

    • ตรวจเลขบัญชีด้วย เว็บ Cyber Check ก่อนโอน

    • หลีกเลี่ยงการโอนผ่านพร้อมเพย์ส่วนบุคคลให้เพจที่ดูไม่น่าไว้ใจ

    หากถูกหลอก ให้เก็บหลักฐานแชท/สลิปการโอนเงิน ทันที

    แจ้งเบาะแสหรือความเสียหายออนไลน์ได้ที่: www.thaipoliceonline.go.th คลิก

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

    อ้างอิง บก.สอท.3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1210802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fXCf560wiFJbLTZVdTdms

  • ‘ม้าลุยไฟ’ ปี 69 บิ๊กเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทยเสี่ยง หากจีดีพีโตไม่ถึง 2%

    ‘ม้าลุยไฟ’ ปี 69 บิ๊กเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทยเสี่ยง หากจีดีพีโตไม่ถึง 2%

    เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ 2.0% ส่วนในปี 2569 คาดจะขยายตัวที่ประมาณ 1.7%

    โดยปัจจัยที่หนุนให้ GDP หรือเศรษฐกิจไทยโตได้ในช่วงนี้ มาจากการฟื้นตัวของภาคส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจัยลบที่อาจฉุด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ภาษีการค้าสหรัฐ ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ภาวะโลกรวน และภาระหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่เป็นตัวฉุดรั้งซึ่งในมุมมองของผู้นำภาคเอกชนจะเป็นอย่างไรนั้น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์จะขยายตัวประมาณ 1.5-1.7% แต่ตัวเลขจริงที่ออกมาขยายตัวที่ 1.2% และภาพรวม 3 ไตรมาสแรกขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งยังต้องลุ้นว่าจีดีพีไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะขยายตัวได้เท่าไร ล่าสุดในการประชุม กกร.(3 ธ.ค. 2568) คาดการณ์จีดีพีไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 2%

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ส่วนในปี 2569 (ณ ธ.ค. 2568) กกร.คาดจีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 1.6-2.0% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดจีดีพีไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 1.6% รวมถึงธนาคารโลก(World Bank)ได้คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2569 จะขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกันที่ 1.7% และคาดการณ์จีดีพีโลกจะขยายตัวได้ราว 2.6% ซึ่งตัวเลขจีดีพีโลกที่ขยายตัวตํ่าจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนถึง 60% ของจีดีพี

    “ปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงและมีหลายตัวแปรที่ต้องติดตาม ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายคู่ของโลก การเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ ที่ชะลอการเจรจาหลังภาษีที่ไทยได้รับที่ 19% มีผลบังคับใช้ไปแล้ว และยังต้องเจรจาในรายละเอียด และที่สำคัญยังต้องดูการเมืองในประเทศเราด้วยว่าการเลือกตั้งในปีหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะทุกปัจจัยล้วนมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย”นายเกรียงไกร กล่าว

    สำหรับความท้าทาย โอกาส และทางรอด สิ่งที่ห่วงและจะต้องเร่งคือการฟื้นเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนกังวลที่สุด หลังตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาไม่ค่อยดี โดยต้องเร่งในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่เวลานี้เศรษฐกิจไทยยังติดในหลายกับดัก เช่น กับดักของการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ มีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าโดยเวลานี้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คิดเป็นสัดส่วน 21% หรือมีจำนวนประมาณ 14 ล้านคนของจำนวนประชากร และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    กับดักต่อมาคือ กับดักรายได้ ที่ประเทศไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ปัจจุบันประชาชนมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวต่อปี ซึ่งการที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงต้องมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

    นอกจากนี้โมเดลเศรษฐกิจ ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ มีมูลค่าเพิ่มตํ่าและมีกำไรน้อยมาก ซึ่งการที่จะไปให้ถึงประเทศรายได้สูงอาจต้องใช้เวลาอีก 30-40 ปี หากจีดีพีไทยยังขยายตัวตํ่ารั้งท้ายเพื่อนบ้านย่านอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าจีดีพีของหลายประเทศ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ จะแซงไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    “ดังนั้นไทยต้องปรับโมเดลอุตสาหกรรมและการทำธุรกิจใหม่หมด ให้มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น มี Value หรือมีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่านี้ มีกำไรมากกว่านี้ ซึ่งหากจีดีพีไทยยังขยายตัวไม่ถึง 2% อย่างนี้เราจะลำบาก”

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในเฟสที่ 1 ของรัฐบาลที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่ดีมาก คนเข้าร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิ์ 20 ล้านสิทธิ์หมดลงอย่างรวดเร็ว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อของประชาชน และลดค่าครองชีพได้มากในขณะนี้ โครงการนี้หากรัฐบาลมีงบประมาณที่สามารถจัดสรรได้ก็ควรดำเนินการในเฟสที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากการบริโภคของประชาชนกำลังติด หากสามารถดำเนินการได้จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจวิ่งต่อได้ในปีหน้า

    เศรษฐกิจปี 69 “ม้าลุยไฟ”

    ด้าน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีนี้ และแนวโน้มปี 2569 นั้น ปีนี้เศรษฐกิจไทยถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะ “มหาอุทกภัยภาคใต้” ที่กระทบ 9 จังหวัด 101 อำเภอ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.8 แสนราย รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างมาตรการภาษี “ทรัมป์ 2.0” ที่ซํ้าเติมการส่งออก และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

    ขณะที่ในปี 2569 ไทยยังต้องบริหารจัดการความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยมองว่า “กับดักหนี้” โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย เป็นความท้าทายใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะเดียวกันการพัฒนากำลังคนทักษะสูง โดยเฉพาะด้านดิจิทัล AI นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นปัจจัยชี้อนาคตในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เนื่องจาก GDP ไทยในแต่ละไตรมาสยังเติบโตตํ่าสุดในอาเซียนเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1.2-3.3%

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การเตรียมรับมือภัยพิบัติและภาวะโลกร้อน ซึ่งจะยังเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องจัดทำยุทธศาสตร์ด้านนํ้า พายุ สึนามิ และระบบป้องกันความรุนแรงของภัยธรรมชาติ พร้อมใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเพื่อผลลัพธ์สูงสุด ขณะที่เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมจะกลายเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค หากภาคเศรษฐกิจไทยปรับตัวไม่ทัน อาจกลายเป็นปัจจัยฉุดการแข่งขันของแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 นายแสงชัยประเมินว่า GDP มีโอกาสเติบโตดีกว่าปีนี้ ซึ่งคาดว่าขยายตัวราว 2–2.2% แม้จะได้รับผลกระทบจากนํ้าท่วมภาคใต้ แต่ปัจจัยบวกเพิ่มเติมยังมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนที่เริ่มชัดเจนขึ้น

    นายแสงชัย ระบุว่า ปี 2569 เป็น “ปีม้าลุยไฟ” ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย ประเทศไทยจะเติบโตได้จำเป็นต้องมี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

    1. ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการขับเคลื่อนประเทศแบบองค์รวม

    2. กลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่าง และเพิ่มศักยภาพของรายได้ครัวเรือน ลดภาระหนี้

    3. ภาวะผู้นำ (Leadership) ทั้งจากรัฐบาล ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันนำการเปลี่ยนแปลง

    4. ธรรมาภิบาล (Governance) ลดปัญหาทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพรัฐ ส่งผลให้การบริการดีขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้น

    สำหรับความผันผวนทางการเมือง นายแสงชัยมองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญคือต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมยํ้าว่าปัจจุบันภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น รัฐมีการรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น จึงยังมอง “โอกาสเชิงบวก” ในปีหน้า

    • ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งเดินหน้าในปี 2569

    1. แก้ปัญหากับดักหนี้ ทั้งระบบ พร้อมทำให้มาตรการเกิดผลจริง

    2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) ให้แข่งขันกับต่างประเทศได้

    3. เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    4. ขับเคลื่อน ESG อย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

    5. จัดการเศรษฐกิจนอกระบบและทุนเทา เพื่อลดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “หากประเทศไทยมีแผนชัดเจนด้านยุทธศาสตร์ เทคโนโลยี ภาวะผู้นำ และธรรมาภิบาล เศรษฐกิจไทยในปี “ม้าลุยไฟ” จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และขับเคลื่อนให้ GDP เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/645828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CfENSDMdmWlwnJ_q3VElB

  • รชค. “มัลลิกา” เปิดสถานี “ลพบุรี 2” บูรณาการระบบขนส่งทางราง ทางบก และทางนํ้า เชื่อมโยงไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์

    รชค. “มัลลิกา” เปิดสถานี “ลพบุรี 2” บูรณาการระบบขนส่งทางราง ทางบก และทางนํ้า เชื่อมโยงไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/115132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dNzaEMLunZQayqLXD-DA_

  • “น้ำท่วมใต้” ฉุด “เชื่อมั่น” ดิ่งลงครั้งแรก

    “น้ำท่วมใต้” ฉุด “เชื่อมั่น” ดิ่งลงครั้งแรก

    นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนพ.ย.68 ว่า ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 44.0 ลดจาก 49.0 ในเดือนต.ค.68 เป็นการลดลงครั้งแรก จากปัจจัยน้ำท่วม ทั้งที่ภาคใต้ และภาคอื่นๆ เป็นหลัก ซึ่งกระทบต่อภาคเกษตรและภาคบริการ การขนส่ง อีกทั้งยังมีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเฝ้าระวัง เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง ส่งผลกระทบต่อยอดขาย และสงครามการค้า แม้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ก็ยังไม่ทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น

    “ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐ เร่งออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูจากน้ำท่วม มีแนวทางป้องกันน้ำท่วม แก้ปัญหาชายแดน การสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน รักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้แข่งขันได้”

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ลดลงครั้งแรก เป็นผลจากน้ำท่วมภาคใต้เป็นสำคัญ รวมทั้งปัญหาไทย-กัมพูชา หากไม่มีปัญหาน้ำท่วมใต้ ความเชื่อมั่นน่าจะยังคงขยายตัวได้ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.68 ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ระดับ 53.2 และดีขึ้นทุกรายการ

    “สัญญาณความเชื่อมั่น และปัจจัยที่กระทบนั้น มีทั้งบวกและลบ แม้การส่งออกขยายตัวดี แต่ต้องติดตามในปีหน้า เพราะผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯเริ่มเห็นชัดในหลายประเทศส่งออก เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ขณะที่ คนละครึ่งพลัส ซึ่งใช้งบประมาณ 66,000 ล้านบาท มีเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 40,000 ล้านบาท แต่น้ำท่วมภาคใต้มาฉุด ทำให้เม็ดเงินหายไป 20,000 ล้านบาท จึงมีผลให้คนละครึ่งพลัส ทำงานไม่เต็มที่นัก อย่างไรก็ดี เพื่อให้ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น ความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ การเยียวยา ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ จึงมีความจำเป็น”

    ส่วนกระแสการยุบสภานั้น ไม่ว่าจะภายในเดือนธ.ค.นี้ หรือเดือนม.ค.69 ตามกรอบเดิม ล้วนแต่มีผลต่อภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ การใช้งบประมาณ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหากยังเป็นกรอบเดิม ยังทำให้มีรัฐบาลอำนาจเต็มที่จะเดินหน้าแผนต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่อาจจะมีผลต่อการได้รัฐบาลชุดใหม่ และการใช้งบประมาณ ที่อาจล่าช้าไป 3 เดือน แต่หากยุบเร็ว อาจจะมีเม็ดเงินจากการเลือกตั้งเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แต่มาตรการต่างๆ การเยียวยา หากยังไม่ชัดเจนก็กระทบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dYXF9v4oBtXP_Y5_zNFQG

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและผู้แทนจากภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียกลาง – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและผู้แทนจากภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียกลาง – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและผู้แทนจากภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียกลาง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและผู้แทนจากภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียกลาง

    วันที่นำเข้าข้อมูล 5 ธ.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 ธ.ค. 2568

    | 50 view

    เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนทางการทูตของประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลางจำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วยสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐคาซัคสถาน สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เนปาล สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน และสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

    รัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความสำคัญของประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลาง ในฐานะหุ้นส่วนสำคัญซึ่งมีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการตอบสนองกับภัยคุกคามยุคใหม่ร่วมกัน ทั้งยังหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลาง ผ่านกลไกทั้งในระดับทวิภาคีและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค อาทิ BIMSTEC ACD IORA และ CICA เพื่อเพิ่มพูนโอกาสทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผ่านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ตลอดจนหารือประเด็นความท้าทายภายในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ โดยรัฐมนตรีฯเชิญทุกประเทศเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกันยกระดับความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ตลอดจนใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

    ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลางเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีประชากรรวมมากกว่าสองพันล้านคนและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6 จึงเป็นตลาดที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากมีโอกาสส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ เช่น แร่หายาก (rare earth) คมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/cica1-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EdhUklLj7MXdN6r18HJEU