Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ครม.เศรษฐกิจ” เคาะมาตรการออมผ่าน “ลงทุน” ลดหย่อนจูงใจสูงสุด 8 แสนบาทต่อปี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ธ.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 7/2568 โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการของมาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสในการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

    นายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการ เสาที่ 4 “Quick Big Win” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการออม เพื่อเพิ่มโอกาสในการออมและความมั่นคงทางการเงิน โดยจะเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาท โดยไม่ต้องยื่นขอใหม่ทุกปี

    มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีประมาณ 11.4 ล้านคน สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า โดยจะช่วยเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเพิ่มแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้เงินเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า “ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว” มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับการลดหย่อนภาษีมากขึ้น พร้อมทั้งมีกลไกจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ตลาดทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 200,000 บาทแรก สำหรับผู้ที่ถือพันธบัตรเกิน 5 ปี และจะมีการนำพันธบัตรออมพลัสให้ประชาชนสามารถซื้อได้ทุกเดือน ในราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท พร้อมยกเว้นภาษีอากรสแตมป์จากการซื้อประกัน

    ส่วนมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.68) นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้ทีมกำลังพิจารณา ขณะที่มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ยังไม่ได้หารือกันในที่ประชุมครม.เศรษฐกิจครั้งนี้

    ในด้านเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายเอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสถานการณ์นี้ พร้อมยืนยันว่า “เราไม่ได้ผิด เขามาโจมตีเราก่อน วันนี้เขาเป็นคนทำผิด แต่ก็ต้องมีการเตรียมการไว้บ้าง”

    มาตรการสำคัญใน Quick Big Win เสาที่ 4

    1. โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)

    โครงการ TISA สร้างทางเลือกการออมและลงทุนระยะยาวที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมที่ผ่านการพิจารณาจาก ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เช่น พันธบัตร หุ้น หรือกองทุนรวม โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่ให้ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถหักได้ 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทสามารถหักได้ 0.7 เท่า

    นอกจากนี้ ผู้ที่ลงทุนใน TISA และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น เงินปันผล หรือดอกเบี้ย จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 200,000 บาทแรก หากถือครองการลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี หรือไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยจะสามารถขายหน่วยลงทุนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

    2. โครงการพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส”

    เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มั่นคง โดยสามารถซื้อได้ทุกเดือนผ่านช่องทางต่าง ๆ และสามารถขายได้ในตลาดรองหากจำเป็น

    3. มาตรการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)

    สนับสนุนการเข้าถึงประกันภัยขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนรายได้น้อย พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการออมและการบริหารความเสี่ยง

    4. ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญรูปแบบจ่ายเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ

    ส่งเสริมการประกันชีวิตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณ โดยการจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ

    ส่วนโครงการ “สลากเพื่อการออม” ที่มีแนวคิดคืนเงินบางส่วนแก่ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนั้น มีรายงานข่าวว่า สำนักงานส่วนโครงการ “สลากเพื่อการออม” ที่มีแนวคิด “คืนเงินบางส่วน” แก่ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนั้น มีรายงานข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่กระทรวงการคลังยังคงเร่งสรุปมาตรการออมอื่นเพิ่มเติม เพื่อผลักดันแผนส่งเสริมการออมอย่างต่อเนื่อง

    อ้างอิงข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/800761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wqhjlb1t6-hI1N_OT_uW2

  • กลุ่ม SCBX โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปีที่ 17 ให้แก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 จำนวน 178 ทุน จำนวน 1,536,000 บาท โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ มอบให้แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้รับมอบ

    เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับสูง และกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นคนดีคนเก่งของสังคม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L3A-Eipn8dP9LVNEwRDr4

  • ไฟไหม้ไนต์คลับในอินเดีย คร่าชีวิตผู้คนไป 25 ราย

    ไฟไหม้ไนต์คลับในอินเดีย คร่าชีวิตผู้คนไป 25 ราย

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 กล่าวว่า เกิดเหตุไฟไหม้ไนต์คลับแห่งหนึ่งในย่านรีสอร์ทท่องเที่ยวยอดนิยมของรัฐกัว ประเทศอินเดีย คร่าชีวิตผู้คนไป 25 ราย

    ผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยว โดยไฟเริ่มลุกลามประมาณเที่ยงคืนที่คลับแห่งหนึ่งในเมืองอาร์โปรา ทางตอนเหนือของรัฐชายฝั่ง

    นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวในแถลงการณ์แสดงความเศร้าใจต่อการสูญเสียครั้งนี้

    รัฐกัวซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสบนชายฝั่งทะเลอาหรับ ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนทุกปีด้วยสถานบันเทิงยามค่ำคืน, หาดทราย และบรรยากาศชายฝั่งที่ผ่อนคลาย

    “วันนี้เป็นวันที่เจ็บปวดอย่างยิ่งสำหรับเราทุกคน” ปราโมท ซาวันต์ มุขมนตรีรัฐกัว กล่าวในแถลงการณ์ โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 25 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คน

    ซาวันต์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ถึง 4 ราย โดยไม่ได้ระบุสัญชาติ

    “ผมได้สั่งการให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและหาผู้รับผิดชอบ” เขากล่าวเสริม

    ภาพวิดีโอจากสำนักข่าวเพรสทรัสต์ออฟอินเดีย แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังหามผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตบนเปลลงบันไดหินแคบๆ ของไนต์คลับ “เบิร์ช”

    “ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจในห้องใต้ดินและห้องครัว ผมได้รับข่าวว่ามีงานปาร์ตี้ในคลับและมีการแสดงควงไฟในนั้น ทำให้ชิ้นส่วนที่ทำจากไม้เกิดติดไฟและมีควันฟุ้งกระจายไปทั่วอาคาร” นิติน วี. ไรเกอร์ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ CNN News18 ของอินเดีย

    ทั้งนี้ เหตุไฟไหม้เป็นเรื่องปกติในอินเดีย เนื่องจากการก่อสร้างที่ไม่เหมาะสม, ความแออัด และการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย

    ในเดือนพฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย จากเหตุไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นในเมืองไฮเดอราบัด

    หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น เกิดไฟไหม้ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองโกลกาตา คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 15 ราย

    และเมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย จากเหตุไฟไหม้ที่อาเขตสวนสนุกที่เต็มไปด้วยผู้คนในรัฐคุชราต ทางตะวันตกของประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/910499/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08xJ9PES8WJO7DKy3KwgRc

  • ไทยชิงเปลี่ยนเกมลุย ‘ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’  ททท.โหมโปรโมตดึงทัวริสต์สายเปย์

    ไทยชิงเปลี่ยนเกมลุย ‘ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ททท.โหมโปรโมตดึงทัวริสต์สายเปย์

    ธุรกิจ

    ไทยชิงเปลี่ยนเกมลุย ‘ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ททท.โหมโปรโมตดึงทัวริสต์สายเปย์

    “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสร้างการเติบโตเชิงรายได้ของภาคการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ที่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนคนเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากคุณค่าทั้งในเชิงรายได้ ภาพลักษณ์ และความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่ได้รับกลับไป สอดรับกับนโยบาย “Value Over Volume” มุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ เพื่อให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.วางกลยุทธ์ผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่จุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม (Premium Destination) และหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพสูงคือการบุกน่านน้ำเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) นอกเหนือจากการเจาะกลุ่มสูงวัย ดึงเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในไทยแล้ว นักท่องเที่ยววัยอื่นๆ ยังมองหาโปรดักต์ด้านลองจิวิตี้ (Longevity) ด้วยประเทศไทยยืนหนึ่งด้านการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน JCI (Joint Commission International) จำนวนมากติด 1 ใน 3 ของภูมิภาค

    “ยุคใหม่ของภาคการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่ยุคที่เน้นรับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นยุคที่มุ่งสร้างการเดินทางที่มีคุณค่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสร้างคุณค่าสูงที่ ททท.ให้ความสำคัญในการทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง”

    ค่าใช้จ่าย “การแพทย์” ถูกกว่า 30-70%

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท.เดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ด้วยประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI มากถึง 61 แห่ง ราคาถูกกว่าถึง 30-70% เทียบกับประเทศตะวันตก และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้เฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Health Tourism) ประมาณ 125,000 ล้านบาท

    ตลาด Health Tourism มีจำนวนนักท่องเที่ยว 580,654 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด มุ่งเจาะกลุ่มเศรษฐีมีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย มีทั้งจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น การ์ตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67%

    ไทยชิงเปลี่ยนเกมลุย 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'  ททท.โหมโปรโมตดึงทัวริสต์สายเปย์

    รีสอร์ตชั้นนำลงทุน “คลินิก” เสริมแกร่ง

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องของคลินิกที่มีอยู่ในรีสอร์ตชั้นนำ เช่น ชีวาศรม ส่วน เซเลส เกาะสมุย มีการร่วมกับบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ซึ่งคลินิกที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับมาตรฐานโรงพยาบาล เมื่อเทียบราคารักษาพยาบาลในไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งในไทยถูกกว่า 30-50% ถือว่าเป็นต่อมากในภูมิภาคอาเซียน

    “กลุ่มตลาด Health Tourism ที่เดินทางมารักษาตัวในเมืองไทย ไม่ได้เดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระยะเวลาในการพักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ในอนาคต ททท.จะมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงวัยที่มาพักอยู่ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะมีมูลค่าสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน รองรับค่าใช้จ่ายระดับสูงได้”

    “SPA” ย้ำคู่แข่งในภูมิภาคยังน้อย

    ณรัล วิวรรธนไกร กรรมการบริหารบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA เจ้าของแบรนด์สปา “Let’s Relax” กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยังคงเป็นจุดขายทรงเสน่ห์ของประเทศไทย มีเอกลักษณ์ ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางซ้ำ กลับมาเที่ยวไทยบ่อยครั้ง ซึ่งภาครัฐและเอกชนสามารถโปรโมตควบคู่กับจุดขายอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวลักชัวรีที่มีช่องทางเติบโตได้อีกหลายจุด แม้ว่าสถานการณ์แข่งขันระหว่างประเทศในเอเชียตอนนี้จะน่าจับตามาก น้องใหม่อย่างเวียดนามพยายามชูจุดขายทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมนุษย์สร้าง (แมนเมด) ขณะที่จีนก็เร่งโปรโมตภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    “ในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีคู่แข่งเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากนัก ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราอาจจะเห็นบาหลีที่พยายามชูการนวดสไตล์บาหลี แต่ตอนนี้ดร็อปลงไป ส่วนนวดไทย หลายฝ่ายต่างช่วยกันโปรโมตและเพิ่มมูลค่าจนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อเนื่อง ต้องการให้รัฐบาลเร่งยกระดับภาพลักษณ์ความปลอดภัย การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปหรืออยู่ในระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพราะตอนนี้บาทแข็งทำให้ค่าเดินทางมาเที่ยวไทยแพงขึ้นเมื่อเทียบคู่แข่ง นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินเส้นทางในประเทศเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองต่างๆ มากขึ้น

    มุ่ง ‘พรีเมียม เดสติเนชัน’ ชูโปรดักต์ Longevity

    นักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วโลกต่างใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยชูจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของ ททท.วางกลยุทธ์มุ่งสู่ พรีเมียม เดสติเนชัน (Premium Destination) ผ่าน 5 เซ็กเมนต์ เริ่มจาก 1.เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) นอกเหนือจากการเจาะกลุ่มสูงวัย ดึงเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในไทยแล้ว นักท่องเที่ยววัยอื่นๆ ยังมองหาโปรดักต์ด้านลองจิวิตี้ (Longevity) ด้วยประเทศไทยยืนหนึ่งด้านการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ มีหมอเก่งและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน JCI จำนวนมากติด 1 ใน 3 ของภูมิภาค 

    ตามด้วย 2.เศรษฐกิจซับ-คัลเจอร์ (Sub-culture Economy) เจาะลึกและขยี้ถึงดีเอ็นเอของนักท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมออนไลน์ขยายความเชื่อมเกี่ยว เช่น กลุ่มฟิล์มเมกเกอร์ กลุ่มวินเทจเลิฟเวอร์ และกลุ่มมูเตลู 3.เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) กระจายความเจริญสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว  4.เศรษฐกิจปลอดภาษี (Tax-free Economy) จูงใจให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายมากขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นลักชัวรี เดสติเนชัน ขณะที่หลายประเทศเริ่มนำมาตรการปลอดภาษีมาใช้ เช่น จีน เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว

    และ 5.เศรษฐกิจพร้อมเพย์ (Prompt-pay) ตอกย้ำประเทศไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว และร้านค้าทุกระดับได้ประโยชน์

    คาดปี 69 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.8 ล้านล้าน

    ล่าสุด ททท. คาดการณ์แนวโน้มปี 2569 ประเทศไทยจะมีรายได้รวมการท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% รายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%

    ส่วนปี 2568 แนวโน้มรายได้รวมการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ขณะที่รายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%

    รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 11 เดือนแรก (1 ม.ค. – 30 พ.ย. 2568) สะสม 29,603,881 คน ลดลง 7.25% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 1,372,677 ล้านบาท ลดลง 4.72%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1211053&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2klASvC7zJGjeLUcOHumfT

  • สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยมุมมองเศรษฐกิจไทยเรื่องผลกระทบการสู้รบไทย-กัมพูชา ว่าจะกระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มากนัก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-นักท่องเที่ยวมีคามกังวล

    • KKP Research มอง ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจอาจไม่รุนแรงมากนัก เพราะชายแดนปิดมาระยะหนึ่งแล้ว ส่งออกไปกัมพูชาคิดเพียง 2–3% ของการส่งออกไทยทั้งหมด และกว่า 70% เป็นการค้าชายแดน ที่ชะลออยู่ก่อนแล้ว ทำให้ผลต่อ GDP ไม่น่าจะเปลี่ยนแบบมีนัยสำคัญ
    • ความเสี่ยงใหญ่คือ “ความเชื่อมั่น” การสู้รบระหว่างไทย–กัมพูชาทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสั่นคลอน โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น และประเมินความเสียหายได้ยาก
    • สะท้อนความสำคัญของการทูตและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นเรื่องการระงับข้อตกลง (Suspend Accord) และท่าทีของรัฐบาลไทยยังต้องติดตามว่าจะส่งผลต่อด้านอื่นเพิ่มเติมหรือไม่

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยมุมมองเศรษฐกิจไทยเรื่องผลกระทบการสู้รบไทย-กัมพูชา ว่าจะกระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มากนัก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-นักท่องเที่ยวมีคามกังวล

    คุกรุ่นขึ้นมาอีกแล้วสำหรับศึกไทย-กัมพูชา ปมขัดแย้งชายแดนทั้ง2ประเทศ หลังเดินหน้าเจรจากันไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนมาสู้รบกันอีกครั้งในตอนนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศอย่างแน่นอนทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเรื่องนี้ถูกจับตามองจากนานาชาติเป็นอย่างมาก และมีโอกาสเสี่ยงพอสมควรที่จะกระทบการค้า การลงทุน เรื่องนี้วันนี้ 8 ธันวาคม 2568 KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ….

    ผลกระทบทางตรงจากการสู้รบนั้นอาจมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาสักพักแล้วและ ชายแดนก็ได้ปิดไปสักพักแล้ว ดังนั้นผลทางตรงที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเห็นอยู่ในภาพรวมอยู่แล้ว การสู้รบที่เกิดขึ้นใหม่จึงอาจจะไม่ได้ทำให้ผลกระทบทางตรงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมองว่าผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบนี้ไม่น่าจะส่งผลต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชาคิดเป็นประมาณ 2-3% ของการส่งออกโดยรวมของไทย 70% ของการส่งออกไปกัมพูชาเป็นการส่งออกชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861043&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BSkU2O7x_GWXGiW6OT8aV

  • ปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ กระทบการค้า ส.อ.ท. หวั่นท่าทีภาษีสหรัฐยิ่งซ้ำวิกฤติ

    ปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ กระทบการค้า ส.อ.ท. หวั่นท่าทีภาษีสหรัฐยิ่งซ้ำวิกฤติ

    เศรษฐกิจ

    ปะทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ กระทบการค้า ส.อ.ท. หวั่นท่าทีภาษีสหรัฐยิ่งซ้ำวิกฤติ

    08 ธ.ค. 2025 เวลา 14:34 น.

    ปะทะ 'ไทย-กัมพูชา' กระทบการค้า ส.อ.ท. หวั่นท่าทีภาษีสหรัฐยิ่งซ้ำวิกฤติ

    “ส.อ.ท.” ชี้สถานการณ์ปะทะชาย “แดนไทย-กัมพูชา” ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ระบุ เดิมกระทบการค้าขายมูลค่า 500 ล้านบาทต่อวัน ยิ่งทำให้การค้าขายต่อวันลดลงเกือบ 100% ในขณะที่การเจรจาการค้าภาษีสหรัฐ ยังต้องรอดูท่าทีสหรัฐ ส่งแรกที่ต้องทำคือ อพยพประชาชน และเร่งจบสถานการณ์โดยเร็ว

    • ส.อ.ท. เผยว่าเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ ทำให้การค้าชายแดนลดลงถึง 99.5% เทียบเท่าการปิดด่านที่สร้างความเสียหายวันละ 500 ล้านบาท
    • ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้สหรัฐฯ โดย USTR ส่งจดหมายขอให้ไทย “หยุดกระบวนการเจรจา” ทางการค้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังคงใช้สถานการณ์ชายแดนเป็นเงื่อนไข ทำให้การเจรจาภาษีต้องหยุดชะงัก
    • ยังเร็วเกินไปที่จะคำนวณมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้และหวังว่าประเทศไทยจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยืดเยื้อเกินไป เพราะสิ่งที่กระทบเพิ่มขึ้นคือขวัญและกำลังใจของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

    ปะทะรุนแรงระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณแนวชายแดนหลายจุดตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2568 โดยเริ่มจากพื้นที่ “ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน” จ.ศรีสะเกษ ก่อนลุกลามไปยัง “ช่องอานม้า-ช่องบก” จ.อุบลราชธานี รัฐบาลไทยได้เร่งอพยพประชาชนจาก 4 จังหวัดชายแดนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย 

    เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดถึง ข้อตกลงหยุดยิง ที่ลงนามเมื่อเดือนต.ค. 2568 ถูกสั่นคลอนจากความรุนแรงครั้งใหม่ระหว่าง 2 ฝ่าย 

    รวมถึงด้านการเจรจาทางการค้า USTR กับไทย ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้านี้สหรัฐเคย “พัก” การพูดคุยเรื่องภาษีนำเข้าโดยอิงกับความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งชายแดน ขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่าการเจรจาภาษีควรแยกจากประเด็นความมั่นคงชายแดน และจะเดินหน้าต่อโดยไม่ให้ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับกัมพูชามาสะดุด 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณ “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนและการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่อย่างหนัก

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์และยั่วยุอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดต่อสนธิสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นั่นคือการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ การยั่วยุอย่างต่อเนื่องนี้รวมถึงการวางกับระเบิดในเขตประเทศ ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสีย

    โดยกระทรวงการต่างประเทศได้นำเอาหลักฐานที่ชัดเจนไปชี้แจงล่าสุด โดยเฉพาะหลักฐานที่ได้จากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากทหารกัมพูชาในการรบครั้งแรก ๆ โดยหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ และมีการบันทึกการสาธิตหรือโชว์การวางระเบิดไว้ในเครื่อง ทำให้ผู้แทนของกัมพูชาที่เข้าร่วมประชุมแสดงความตกใจและพยายามคัดค้านไม่ให้มีการนำเสนอ

    ทั้งนี้ หลังจากการนำเสนอหลักฐานไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทางกัมพูชาใช้เครื่องยิงต่าง ๆ ยิงเข้ามาที่ฐานของไทย ซึ่งทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บและมีการปะทะด้วยปืนเล็ก และมีการปะทะด้วยปืนต่อต้านที่มีศักยภาพการทำลายที่รุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเช้า กองทัพอากาศจึงได้ส่งเครื่องบิน F16 ไปทิ้งระเบิด ในจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นแหล่งซ่องสุม หรือมีการติดตั้งอาวุธร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อเรื่องที่สหรัฐเคยใช้เป็นเงื่อนไขผูกติดไว้ ซึ่งในปัจจุบัน สหรัฐฯ โดย USTR ได้มีจดหมายอย่างเป็นทางการมายังประเทศไทย เพื่อขอให้ “หยุดกระบวนการเจรจา” กับสหรัฐฯ ผ่าน USCR ไปก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังคงเอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขอยู่ สถานะของการเจรจาจึงเท่าเดิม คือหยุดไว้และไม่มีการเจรจาเพิ่มเติม ดังนั้น ประเทศไทยต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับสหรัฐฯ โดยยืนยันถึงหลักฐานที่มีอยู่ว่าค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น ตอนนี้อาจจะต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ อีกครั้งในเรื่องของการเจรจาภาษี

    สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนที่สุดคือ การปะทะชายแดนได้นำไปสู่การอพยพผู้คนชาวไทยออกนอกพื้นที่หลายแสนคน ในหลายจังหวัดที่มีเขตชายแดนติดต่อกัน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งการอพยพนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ปัจจุบันตัวเลขการซื้อขายและการค้าขายกับชายแดนกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 0.5% ซึ่งนั่นหมายความว่าการค้าขายได้หายไปถึง 99.5% อีกทั้ง ตามสถิติของกรมศุลกากร สถานการณ์นี้เหมือนกับการปิดด่านเกือบถาวรแล้ว ซึ่งการปิดด่านที่ผ่านมาก็กระทบการซื้อขายกันต่อวันที่ 500 ล้านบาท

    “การอพยพยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพต้องหยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรมต้องหยุดลง เช่น การทำภาคการเกษตร การทำนา ทำไร่ไม่ได้ รวมถึงโรงงานและโรงเรียนต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย การค้าขายในบริเวณ 3-4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะคำนวณมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้และหวังว่าประเทศไทยจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยืดเยื้อเกินไป เพราะสิ่งที่กระทบเพิ่มขึ้นคือขวัญและกำลังใจของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U-Uj_v7EtxkLNPSzmbiwZ

  • ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวแพ็กเกจออมยกเครื่อง ชี้ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “ไทยไม่ผิด”

    ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวแพ็กเกจออมยกเครื่อง ชี้ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “ไทยไม่ผิด”

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 8 ธ.ค. 2568, 15:28 1

    วันนี้ (8 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือครม.เศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบมาตรการ “เสาหลักที่ 5” ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ทั้งการจัดทำบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ (Thailand Individual Saving Account: TISA) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม เช่น RMF, PVD เพื่อยกระดับระบบการออมของประเทศ รองรับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมปรับโครงสร้างแรงจูงใจด้านภาษีครั้งใหญ่ ทั้งเพิ่มเพดานลดหย่อนการออมและยกเว้นภาษีเพื่อดึงเงินออมเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น โดยแบ่งเป็นมาตรการดังนี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

    1.จะเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี เป็น 800,000 บาท และกำหนดให้เป็นมาตรการถาวรไม่ต้องต่ออายุรายปีไม่ต้องมาขอปีต่อปี ให้มีคนที่มีรายได้ 1.5 ล้านบาท สามารถลดหย่อยภาษี 1.3 เท่า ดังนั้นประชาชน 11.4 ล้านคน ที่อยู่ในระบบภาษี จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีการระดมทุนสู่ตลาดมากขึ้น ยิงนกครั้งเดียวได้นกหลายตัว

    2. ยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินลงทุน 200,000 บาทแรก แต่ต้องถือครองสินทรัพย์เกิน 5 ปี

    3.โครงการออม Plus เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนที่มั่นคงผ่านพันธบัตรรัฐบาล  ราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท ตามราคาตลาด  โครงการนี้จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางสามารถเริ่มออมได้ง่ายขึ้น

    4.ประกันรายย่อน เช่น วินาศภัย ประกันชีวิต ได้มีการยกเว้นอากร เพื่อให้คนกล้าซื้อประกันความเสี่ยงมากขึ้น

    “ส่วนมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ยังไม่ได้หารือใน ครม.เศรษฐกิจ”

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา “ไทยไม่ได้ผิด ฝ่ายกัมพูชามาโจมตีไทยก่อน” ซึ่งวันนี้ได้หารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมมอบนโยบายให้หารือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เตรียมหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อออกแบบมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 พร้อมหารือมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน ว่าจะสามารถใช้งบกลาง รายการเงิน สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามความจำเป็นและเร่งด่วน ได้ด้วยหรือไม่

    แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการ TISA เป็นการออมและการลงทุนส่วนบุคคล เพื่อสนับสนุนการออมระยะยาวสำหรับการเกษียณอายุ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน
    TISA จะขยายขอบเขตเครื่องมือการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน และการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึง การยกเลิกการกำหนดอายุโครงการ เพื่อลดการบิดเบือนของตลาด และให้ผู้มีเงินได้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม กลุ่มเป้าหมายคือผู้มีเงินได้ที่ต้องการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการด้านตลาดทุนที่เกี่ยวข้อง มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการออมของคนชนชั้นกลาง ที่อยู่ในระบบภาษี และให้ความสำคัญกับการไม่ให้เงินลงทุนลดลง”

    “มาตรการ TISA นี้มีความยืดหยุ่นในการเลือกลงทุนอย่างมาก ผู้ลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือการลงทุนได้หลากหลายประเภท ซึ่งแตกต่างจากมาตรการเดิม โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนในลักษณะที่เคยลงทุนอยู่เดิม หรือเพิ่มเครื่องมือที่เน้นการออมเพื่อการเกษียณ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน หน่วยลงทุน หรือที่สำคัญคือ ตราสารแสดงสิทธิ์ในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Repository)”

    ทั้งนี้ ตราสารแสดงสิทธิ์ในหลักทรัพย์ต่างประเทศดังกล่าวรวมถึงกองทุนรวมที่มีการซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น Exchange Traded Fund (ETF) หรือแม้แต่การลงทุนในหุ้นต่างประเทศขนาดใหญ่ เช่น Nvidia หรือ Tesla โดยผ่านกองทุนที่ซื้อขายตราสารแสดงสิทธิ์ดังกล่าวได้ การเปิดกว้างนี้เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสมและหลากหลาย ตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้

    แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ความแตกต่างที่สำคัญของ TISA เมื่อเทียบกับมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวในอดีต (เช่น LTF) คือ TISA จะไม่กำหนดอายุโครงการ ระยะเวลาดำเนินการตามมาตรการนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากโครงการมีลักษณะยาวตลอดไป จึงช่วยให้ผู้ลงทุนไม่กังวลว่าโครงการจะหมดอายุ และป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนเร่งเทขายหน่วยลงทุนเมื่อใกล้สิ้นสุดอายุโครงการ ซึ่งจะช่วยลดการบิดเบือนของตลาดได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4u4i59wp9l4g&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cWoZVakmiWl6uSsUMmcjb

  • จับตาดอกเบี้ยเฟด “ทรัมป์”(อาจ) ดัน“แฮสเซตต์”ขึ้นปธ.เฟด ทุบดอกเบี้ย ฉุดทองคำร่วง

    จับตาดอกเบี้ยเฟด “ทรัมป์”(อาจ) ดัน“แฮสเซตต์”ขึ้นปธ.เฟด ทุบดอกเบี้ย ฉุดทองคำร่วง

    ตลอด สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลงในระยะสั้น จากการที่ตลาดยังคงจับตาแนวโน้มสันติภาพยูเครนที่อาจเกิดขึ้นในการเจรจาครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ – รัสเซีย ในขณะที่ตลาดยังคงกังวลต่อนายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ที่อาจทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำ

    เว็บไซต์ “ฮั้ว เซ่ง เฮง” วิเคราะห์สถานการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐและราคาทองคำโลก ว่า หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนพ.ย.คณะกรรมการเฟด FOMC ได้มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า เฟดควรที่จะลดดอกเบี้ย 0.25% หรือไม่ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายที่ต้องการลดดอกเบี้ย เนื่องด้วยตลาดแรงงานที่อ่อนแอและมีมุมมองว่าเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นชั่วคราว

    และฝ่ายที่ต้องการตรึงดอกเบี้ย มองว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่กลับตัวลงมาสู่ 2% อย่างมีเสถียรภาพ และภาษีศุลกากรขอทรัมป์คงเป็นปัจจัยที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนางมิเชล โบว์แมน ผู้ว่าการเฟดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วง Blackout Period

    อย่างไรก็ตาม ตลาด CME Fed Watch คาดการณ์เกิน 80% แล้วว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยในวันที่11 ธ.ค.นี้ ในขณะที่ตลาดยังคงต้องติดตามดูสถานการณ์ของคณะกรรมการเฟดต่อไปว่า ในการประชุม FOMC กรรมการเฟดจะมีมติเห็นชอบต่อดอกเบี้ยอย่างไรในอนาคตผ่านตัวเลข Dot Plot ที่จะมีการคาดการณ์ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล , ตัวเลข GDP , อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อในปี 2026

    “เควิน เฮสเซตต์” ลุ้นเป็นประธานเฟด

    อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การเลือกประธานเฟดคนใหม่ที่จะมาแทนนายเจอโรม พาวเวล ที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลงในช่วงกลางปี 2026 คาดการณ์กันว่า นายเควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) ของรัฐบาลทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวเต็งในการชิงตำแหน่งนี้ โดยแฮสเซตต์เคยมีประสบการณ์ด้านนโยบายรัฐ และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ในช่วงปี 2017–2019 ตรงกับรัฐบาลทรัมป์ในสมัยที่ 1 และกับมารับบทบาทผู้อำนวยการ NEC อีกครั้งในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ซึ่งปัจจุบัน แฮสเซตต์ปฏิเสธที่จะยืนยันว่าจะมาแทนเจอโรม พาวเวลล์

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    สิ่งที่ทำให้แฮสเซตต์ถูกมองว่าใช่สำหรับทรัมป์ คือ แฮสเซตต์เห็นด้วยกับทรัมป์ว่า เฟดควรต้องมีการลดดอกเบี้ยอย่างมาก และมองว่าเป็นความผิดพลาดหากเฟดจะหยุดลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. โดยแฮสเซตต์สนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ซึ่งมากกว่าการลดปกติถึง 2 เท่า และเป็นมุมมองที่มีความเหมือนกันกับนายสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดสายของทรัมป์ ที่ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยถึง 0.5% มาตั้งแต่การประชุมในเดือน ก.ย. และต.ค. อีกด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นอิสระของเฟด และอาจส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) อ่อนค่าลง และทองคำได้รับปัจจัยบวกในด้านนี้

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตามอง นายสก็อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ผู้ดูแลกระบวนการคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ ได้กล่าวในช่วงปลายเดือนพ.ย.ว่า ทรัมป์อาจประกาศชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อก่อนวันหยุดคริสต์มาสในวันที่ 25 ธ.ค. ในขณะที่ทรัมป์กว่าวว่าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งทำให้ตลาดยังคงจับตาต่อไปอีกระยะหนึ่งว่า ปธน.ทรัมป์จะเลือกใครมาเป็นประธานเฟดคนต่อไป

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม กระแสการแต่งตั้งนายเควิน แฮสเซตต์ บรรดานักลงทุนในตลาดพันธบัตรได้แจ้งต่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายเควิน แฮสเซตต์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเกรงว่าแฮสเซตต์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังคงยืนเหนือ 2% เพื่อเป็นการเอาใจปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

    อีกทั้งนักลงทุนยังคงมีความกังวลว่า หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จะยิ่งเป็นการจุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ) ในขณะที่บรรดานักลงทุนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าแฮสเซตต์จะสามารถ ชนะใจคณะกรรมการเฟดที่แตกแยก และสามารถ สร้างฉันทามติ (Corral Consensus) ในการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยได้
    จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังจับตาว่า ทิศทางของดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวอาจต้องเผชิญกับแรงเทขาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ทองคำปรับตัวลง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ดอกเบี้ย ตรงข้ามกับพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปูติน-ทรัมป์ เตรียมหารือสันติภาพ “ยูเครน”

    ส่วนความขัดแย้งในยูเครนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย จะมีการพบปะกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่กรุงมอสโก ซึ่งปูติน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กรอบข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐและยูเครนได้หารือกัน สามารถเป็นพื้นฐานของข้อตกลงในอนาคตเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน

    อย่างไรก็ตามกองทัพยูเครนจำเป็นต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ซึ่งยึดครอง แล้วการสู้รบจึงจะยุติลง แต่หากยูเครนไม่ยอมถอนกำลัง รัสเซียจะเริ่มพิจารณาในการใช้อาวุธอีกครั้ง ดังนั้น แผนสันติภาพยูเครนที่สหรัฐฯ กำลังจะมอบให้กับยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เนื่องจากหากแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจเป็นปัจจัยระยะสั้นในการกดดันทองคำให้ปรับตัวลงได้ในภายหลัง

    ชี้ราคาทอง อยู่ในภาวะ “ทยอยฟื้นตัว”

    สำหรับราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคระยะสั้นยังคงทรงตัวในกรอบ Rising Wedge แต่ระยะยาวยังคงมี Pattern แบบ Expanding Triangle ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ทยอยฟื้นตัว” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกทางด้านความคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อกรรมการเฟดและว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ซึ่งอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,275 และ 4,375 ดอลลาร์ และอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่

    อย่างไรก็ตาม หากตลาดรับรู้ปัจจัยลบจากความกังวลต่อนักลงทุนที่มีต่อแฮสเซตต์ รวมถึงแนวโน้มสันติภาพยูเครนที่กำลังก่อตัวขึ้น อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,110 และ 4,030 ดอลลาร์ หากหลุดแนวรับดังกล่าว อาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน  ส่วนทองคำแท่งในประเทศ แนะทยอยสะสม

    อ่านข่าว:

     สัญญานเตือน “ข้าวไทย” เสี่ยงรอบด้าน เร่งปรับพันธุ์ตอบโจทย์ตลาดโลก

    ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    “ภาษีทรัมป์” ป่วนการค้าโลก ทางรอดไทย “เจาะตลาดใหม่” กู้วิกฤตส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AJvfWKFeFZr0l5sFW5MH9

  • กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’  ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’ ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’ ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    วันนี้, 13:13น.

              นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสลากเพื่อการออม (Cash Back) สำหรับผู้ที่ไม่ถูกรางวัล ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก ในรูปแบบดิจิทัล (L6) ว่าขณะนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการดำเนินงานที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการสลาก ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการออมโดยตรง  ‘กฤษฎีกาตีความแล้วว่าทำไม่ได้ ซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม ดังนั้น ถือว่ามีความชัดเจนแล้ว’

               ทั้งนี้ ยังมีมาตรการการออมอื่น ๆ ที่เดินหน้าได้ตามปกติอย่างสลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (สลาก กอช.) หรือหวยเกษียณ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมกราคม 2569 นี้

               รวมถึงมาตรการเสริมสร้างการออมที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณานำเข้าคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) อีก 4-5 แนวทาง ที่คาดว่าจะมีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

    #สลากเพื่อการออม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WjCqWOLXE1Oz-vtH0aPKe

  • กลุ่ม SCBX โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่เยาวชนศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปีที่ 17 ให้แก่ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 จำนวน 178 ทุน จำนวน 1,536,000 บาท โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ มอบให้แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยมี พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้รับมอบ

    เพื่อให้เยาวชนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ศึกษาต่อในระดับสูง และกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นคนดีคนเก่งของสังคม ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L3A-Eipn8dP9LVNEwRDr4