Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภมาส” เปิดผลการศึกษา OECD ชี้ 5 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ Quick Big Win

    “ศุภมาส” เปิดผลการศึกษา OECD ชี้ 5 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ Quick Big Win

    “ศุภมาส” เปิดผลการศึกษา OECD ชี้ 5 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ Quick Big Win


    8/12/2568 | 132 |

    วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดการเผยแพร่รายงาน “Economic Survey of Thailand 2025: Building the Foundations for Stronger Growth” จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD โดยมีผู้บริหาร OECD และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    นางสาวศุภมาสกล่าวว่า รายงานฉบับนี้สะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงนำแนวทาง “Quick Big Win” มาใช้เพื่อดำเนินมาตรการเร่งด่วนควบคู่กับการวางรากฐานการแข่งขันระยะยาวของเศรษฐกิจไทย

    มาตรการสำคัญอยู่ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ การกระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว การลดภาระหนี้ครัวเรือน การเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การเสริมสร้างระบบออมระยะยาวและสวัสดิการสังคม และการดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านการปรับกฎระเบียบและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่ออุตสาหกรรมใหม่

    นางสาวศุภมาสย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการคลัง โดยจัดทำกรอบงบประมาณระยะกลางปี 2567–2570 เพื่อจำกัดระดับขาดดุลและสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนและนักลงทุน รวมถึงเตรียมมาตรการระดมทุนรูปแบบใหม่ เพื่อลดแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ

    ในส่วนของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD นางสาวศุภมาสระบุว่า เป็นเป้าหมายระดับชาติ รัฐบาลได้เร่งรัดการปฏิบัติงานตามข้อกำหนด โดยมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐนำมาตรฐานของ OECD มากกว่า 240 ฉบับไปใช้เป็นตัวชี้วัดการทำงานของผู้บริหาร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกได้เร็วกว่ากรอบเวลาเดิมก่อนปี 2573

    “รายงานฉบับนี้ให้ข้อมูลเชิงหลักฐาน ช่วยกำหนดทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และเป็นฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างไทยกับ OECD ไทยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแรงขึ้น” นางสาวศุภมาสกล่าวปิดท้าย


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/452233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2irZ-P0qsodoP8VGAHogMl

  • พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

    ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

    เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน”

    แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP”

    ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

    ถอดรหัสศักยภาพไทยจากผลสำรวจระดับภูมิภาค

    โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่าง ๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น

    • จุดแข็งที่โดดเด่น: คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39%    ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

    • ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม: ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เส้นทางสู่ความสำเร็จจากความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

    โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

    • เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

    • วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้    ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

    • เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

    • พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

    นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า      “สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

    อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยบนเวทีโลก

    ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่น ๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cc6073BNC563XcxPPbPo6

  • ชายแดนไทยกัมพูชา: เหตุปะทะชายแดนระลอกใหม่กระทบนักเรียนไทยอย่างไร   – BBC News ไทย

    ชายแดนไทยกัมพูชา: เหตุปะทะชายแดนระลอกใหม่กระทบนักเรียนไทยอย่างไร – BBC News ไทย

    อพยพช่วงใกล้สอบ – ความไม่พร้อมเรียนออนไลน์ เหตุปะทะชายแดนระลอกใหม่กระทบนักเรียนไทยอย่างไรบ้าง ?

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน รวมถึงเด็กในวัยเรียน ต้องย้ายมาพักพิงที่ศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ หลังเกิดการปะทะระลอกใหม่ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (ภาพวันที่ 8 ธ.ค.)

    โรงเรียน 641 แห่งในพื้นที่ 5 จังหวัดติดชายแดนไทย – กัมพูชา ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และสระแก้ว ถูกสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราวในวันนี้ (8 ธ.ค.) หลังเกิดการปะทะระลอกใหม่ที่บริเวณชายแดน ตามการสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ โดยคำสั่งมีผลไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    คำสั่งนี้มีผลกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ต่าง ๆ ดังนี้

    • จ.สุรินทร์ 145 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป. สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 123 แห่ง และ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 22 แห่ง
    • จ.ศรีสะเกษ 170 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 159 แห่ง และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 5 จำนวน 11 แห่ง
    • จ.อุบลราชธานี 54 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 50 แห่ง และในอำเภอรอยต่อ 4 แห่ง
    • จ.บุรีรัมย์ 127 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัด สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 65 แห่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 53 แห่ง และโรงเรียนสังกัด สพม. บุรีรัมย์ เพิ่มอีก 9 แห่ง
    • จ.สระแก้ว 147 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 23 แห่ง เขต 2 จำนวน 117 แห่ง และ สพม.สระแก้ว อีก 7 แห่ง

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการประกาศปิดเรียนในโรงเรียนจังหวัดชายแดน ในการปะทะครั้งก่อนเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปิดเรียนไปจำนวน 751 โรงเรียน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว และจันทบุรี

    การปิดโรงเรียนในช่วงเหตุปะทะ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าระลอกนี้จะสงบลงเมื่อใด บีบีซีไทยพูดคุยกับครูในพื้นที่เพื่อสอบถามถึงผลกระทบต่อกับนักเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าจะเป็นอย่างไร

    การสอบ TGAT/TPAT

    คำสั่งปิดโรงเรียนใน 5 จังหวัดชายแดนดังกล่าว มีขึ้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก่อนกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ซึ่งคือการสอบวัดความถนัดทั่วไปและความถนัดทางวิชาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนำคะแนนไปประกอบการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดการสอบในวันที่ 13 – 15 ธ.ค. นี้

    นายอัครชัย กลักย้อม รองผู้อำนวยการโรงเรียนอรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าการต้องปิดโรงเรียนจากสถานการณ์การปะทะที่ชายแดน ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ “นักเรียนระดับชั้น ม.6”

    “ตอนนี้เด็ก ๆ ก็จะกังวลเป็นอย่างมาก ด้วยจะต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบ แล้วก็ไหนจะต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์อพยพต่าง ๆ ทำให้เกิดความเครียด เพราะว่าการสอบมีผลต่อการเข้าสู่มหาวิทยาลัยของพวกเขาครับ” เขากล่าว

    อย่างไรก็ดี ผู้บริหารโรงเรียนอรัญประเทศประเมินว่าหากสถานการณ์การปะทะครั้งนี้ไม่ยืดเยื้ออาจยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่หากยืดเยื้อไปจนถึงวันที่มีกำหนดการสอบ TGAT/TPAT ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เขากังวลว่านอกจากจะกระทบเด็กในโรงเรียนของตนเองแล้ว ยังส่งผลไปถึงเด็กนักเรียนระดับชั้น ม.6 ในโรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงด้วย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมยืนเป็นแผงหลัง เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 8 ธ.ค.

    • กองทัพบกเปิดเผยภาพขณะลำเลียงกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากเหตุปะทะชายแดน จ.ศรีสะเกษ ช่วงบ่าย 7 ธ.ค. เพื่อหักล้างคำกล่าวอ้างของโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาที่บอกว่า

    • Flight deck of the latest aircraft-carrier of China.  Two fighter aircraft stationed at take-off points. There are also two helicopters.

    • การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 กำหนดให้ใช้ “เสียงข้างมาก” ของรัฐสภา แต่ในวาระ 3 ต้องใช้เสียง “เกินกึ่งหนึ่ง” ของรัฐสภา และต้องมีเสียง สว. เห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 66 เสียง จาก สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “สำหรับศูนย์สอบในส่วนของภาคตะวันออกในจังหวัดสระแก้ว ก็จะมีที่อรัญประเทศที่เดียวที่เป็นศูนย์สอบ แล้วเด็ก ๆ จากหลายจังหวัดก็จะเข้ามาสอบที่โรงเรียนอรัญประเทศด้วย ก็เลยมีความกังวลนะครับว่าเราจะจัดการสอบได้ไหม จะเป็นไปด้วยความปลอดภัยหรือเปล่า แล้วเด็ก ๆ จะได้รับการดูแลหรืออำนวยความสะดวกอย่างไร เพราะว่าถ้าย้ายศูนย์สอบก็จะเป็นภาระของผู้ปกครองแล้วก็เด็ก ๆ ที่ต้องเดินทาง เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น” เขาระบุ

    .

    ที่มาของภาพ, โรงเรียนอรัญประเทศ

    คำบรรยายภาพ, โรงเรียนอรัญประเทศ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษที่มีนักเรียนกว่า 2,900 คน ออกประกาศ “ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ” เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยแจ้งกำหนดปิดเรียนในวันที่ 8-9 ธ.ค. 2568 พร้อมระบุว่าโรงเรียนจะแจ้งการจัดการเรียนการสอนชดเชยให้แก่นักเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ความปกติ

    สมาธิเด็ก – อุปกรณ์ไม่พร้อมเรียนออนไลน์

    นายศิกษก พงสุวรรณ ครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งนี้สะท้อนว่าตั้งแต่ช่วงกลางปีที่เริ่มเกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา การเรียนการสอนในโรงเรียนก็ได้รับผลกระทบเรื่อยมา

    “ตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะครับที่เหตุการณ์เกิดขึ้น เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร… ช่วงนั้นสถานการณ์ก็ตึงเครียดพอสมควร ทีนี้ก็ได้ยินเสียงระเบิด ‘ตึ้ม’ ขึ้นมา เด็กกำลังสอบอยู่ในขณะนั้น” เขาย้อนเล่า

    คุณครูรายนี้บอกว่า ตั้งแต่ในขณะนั้นที่เด็ก ๆ ต้องย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพและโรงเรียนต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

    “ความตึงเครียดของเราตอนนั้นก็เป็นเรื่องของการสอนออนไลน์ครับ ต้องย้อนกลับไปอีกว่า เด็กอยู่ในศูนย์อพยพนะ แน่นอนล่ะ กำลังใจในการเรียนรู้นู่นนี่นั่น ไม่มีที่อยากจะเรียน” นายศิกษก กล่าว

    “เด็กบางคนเขาไม่ได้มีสื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่มันทันสมัยอยู่แล้ว บางคนมีโทรศัพท์เครื่องเดียวแต่ไม่มี[อินเทอร์]เน็ต แล้วไปอยู่ในศูนย์[อพยพ]แล้วสัญญาณก็ไม่มี ในชายแดนจริง ๆ อย่างโครงการแจกไอแพด เด็กก็ไม่ได้รับ”

    “ครูบางคนเขาก็อยู่ในพื้นที่ บางคนก็อยู่บ้านไกลใช่ไหมครับ ครูแต่ละคนเนี่ย แล้วพอมาการเรียนการสอนหยุดพักไว้ก่อน เป็นการสอนออนไลน์ มันก็ไม่ได้ 100% หรือว่าเด็กเรียนรู้ได้เต็มที่เปอร์เซ็นต์นะครับ มันก็… ก็ไม่โอเค” นายศิกษกไล่เรียงถึงอุปสรรคของการเรียนออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา

    เขามองว่าการที่เด็กต้องคอยอพยพหนีการปะทะยังทำให้เด็ก “เสียโอกาส” และ “เสียเวลา” ในการพัฒนาการเรียนรู้ โดยเฉพาะสำหรับเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ต้องเตรียมความพร้อมในการเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งโดยปกติก็พบความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กบริเวณชายแดนกับเด็กในเมืองอยู่แล้ว และสถานการณ์ความขัดแย้งก็ยิ่งทำให้ช่องว่างนี้เพิ่มสูงขึ้น

    “อย่างสถานการณ์โควิดมันยังแก้ไขปัญหาได้ใช่ไหมครับ โอเค เรียนอยู่บ้าน แต่ว่า เฮ้ย มันเกิดสงครามอ่ะ หนึ่งต้องอพยพเด็กออกมาจากพื้นที่มันก็ห่างไกลแล้ว ครอบครัว คุณพ่ออยู่บ้านนะ คุณแม่ไปกับเด็กนะ เราก็มองว่า มันเสียโอกาสมาก ๆ แล้วก็เสียเวลาด้วย” นายศิกษกระบุ

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ประชาชนทยอยเดินทางมาพักหลบภัยภายในศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ (ภาพวันที่ 8 ธ.ค.)

    สภาพจิตใจ

    ในโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี ที่มีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมราว 160 คน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเขตอำเภอที่มีคำสั่งอพยพ แต่ครูในโรงเรียนเล่าว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการปะทะเมื่อช่วงกลางปี ครูและเด็กในโรงเรียนสามารถได้ยินเสียงระเบิดดัง และรู้สึกได้ถึงหลังคาโรงเรียนที่สั่นสะเทือน

    “ก็กรี๊ดสลบครับ ก็กรี๊ดกัน กลัว กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ยากอยู่” คุณครูรายนี้ผู้ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตน เล่าถึงปฏิกิริยาของเด็กเล็กตอนที่ได้ยินเสียงระเบิดเป็นครั้งแรก “เด็กเล็กจะค่อนข้างตื่นกลัวอยู่ เพราะว่าปกติเขาได้ยิน ธรรมดาแค่ฟ้าแลบฟ้าร้องก็กรี๊ดกันแล้วนะ ใช่ไหม อันนี้ได้ยินเสียงตู้มนึงก็คือหลังคาสั่น มันก็หน่วงอยู่ ถ้าเด็กเล็กนะครับ”

    เขาเล่าว่าในขณะนั้นคุณครูไม่ได้อธิบายอย่างตรงไปตรงมากับเด็กเล็กนักว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น เพียงแต่ปลอบเด็ก ๆ และบอกว่าพวกเขาต้องทำอะไร ต่างจากเด็กโตระดับชั้น ป.4 ขึ้นไป ที่บอกไปได้ตรง ๆ ว่าเกิดเหตุปะทะกันขึ้นและเด็กก็เข้าใจ

    “เด็กเล็ก ๆ ก็รวมกัน แล้วก็ปลอบประโลมกันนะครับ เท่าที่เห็นนะ ตอนนี้มารวมกันนะ มันมีเรื่องเกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะไป ส่งให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ให้อยู่กับพ่อแม่นะ อย่าออกไปไหน” คุณครูเล่าถึงคำอธิบายต่อเด็ก ๆ ในตอนนั้น

    เขาบอกว่าในการปะทะครั้งล่าสุด แม้ไม่มีคำสั่งอพยพในพื้นที่อำเภอของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 30 กม. แต่ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ (7 ธ.ค.) ที่เริ่มมีข่าวการปะทะกันด้วยปืนเล็กในพื้นที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้นำชุมชนก็ปรึกษาหารือกับทางโรงเรียนและได้ข้อสรุปให้มีการประกาศหยุดเรียนในวันที่ 8 – 9 ธ.ค. ทันทีตั้งแต่ช่วงกลางคืน ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่รับทราบและไม่ได้พาเด็กเข้ามาที่โรงเรียน มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ทราบข่าวและยังเข้ามาบ้าง ซึ่งโรงเรียนก็ได้แจ้งให้กลับบ้าน

    แต่ละโรงเรียนซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างไร

    ผู้บริหารโรงเรียนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ระบุว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะระลอกนี้ พวกเขาเตรียมพร้อมทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง ว่าหากเกิดการปะทะขึ้นอีกครั้ง แต่ละฝ่ายจะต้องทำอะไรบ้าง โดยมีการซักซ้อมเสมือนจริงมาแล้ว ทำให้เมื่อเผชิญเหตุการณ์ครั้งนี้ เขามองว่าเด็ก ๆ มีความตื่นตัว มากกว่าที่จะเป็นการแตกตื่น

    “เราเริ่มซักซ้อมตั้งแต่สัญญาณเตือนภัย ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สถานที่ปลอดภัย รวมถึงเมื่อถ้าอยู่ในโรงเรียนแล้วเกิดเหตุการณ์นะครับ การปะทะหรือมีสัญญาณเตือน การปฏิบัติตัวของนักเรียนจะต้องทำอย่างไร” นายอัครชัยเล่า

    “เราซ้อมหมดเลยครับ แล้วก็ทำความเข้าใจชี้แจงกับผู้ปกครองว่า ถ้าหากโรงเรียนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถรับนักเรียนได้ที่จุดไหน และก็นักเรียนที่ไม่มีรถหรือรถรับส่งไม่มาจะต้องไปรวมกันจุดใดของโรงเรียน เพื่อที่จัดรถให้เข้าสู่ศูนย์อพยพได้อย่างทันท่วงทีนะครับ ก็มีการซ้อมละเอียดพอสมควร แล้วก็ซ้อมเสมือนจริงด้วยครับ”

    “ด้วยความตื่นตัวของเด็ก ๆ นี่ไม่น่าเป็นห่วง แล้วก็ประกอบกับการให้ความรู้ในการใช้ชีวิตหรือการเอาตัวรอดในสถานการณ์อย่างนี้ โรงเรียนก็ได้จัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมไปแล้ว” รองผู้อำนวยการโรงเรียนอรัญประเทศกล่าว “แต่สิ่งที่กังวลก็คือ ยังจะมีนักเรียนของเราที่อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ไม่ได้อพยพ หรือว่ามีความลำบากในการอพยพ ก็เป็นห่วงในเรื่องของความเป็นอยู่ของเขามากกว่าครับ”

    ขณะที่บางโรงเรียนก็ไม่ได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจังนัก

    “มันก็จะมีแผนเผชิญเหตุนะพี่ ที่เขาจัดเป็นแผนเผชิญเหตุเอาไว้ เป็นสูตร มีการซ้อม มีการอะไรอ่ะ ที่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้ทำหรอก” คุณครูโรงเรียนขนาดเล็กใน อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี เล่า

    เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่เกิดการปะทะที่ชายแดนรอบแรก โรงเรียนมีการวางแผนเผชิญเหตุเอาไว้ โดยมีการพูดคุยกับครูอยู่ครั้งหนึ่ง ว่าหากเกิดเหตุปะทะขึ้นอีกจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ไม่เคยมีการซักซ้อมอย่างเป็นทางการ

    “เอาจริง ๆ ไม่ได้ซ้อมนะ มันเหมือนมันรู้กันว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นปั๊บ เราจะเรียกเด็กรวมที่บริเวณหน้าอาคาร ให้รถโรงเรียนไปส่งตามหมู่บ้าน ใครที่มาโรงเรียนกับรถโดยสาร ใครที่พ่อแม่ผู้ปกครองมารับได้ โทรได้ ก็จะประกาศแล้วก็เรียกมารับ” เขาเล่า

    “ครูโรงเรียนส่วนหนึ่งก็จะเข้าไปในหมู่บ้าน ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านว่าจะให้ประกาศอะไรยังไง เขาก็จะประกาศในหมู่บ้านอีกทีหนึ่งครับ ส่งเด็กให้ถึงบ้านเสร็จแล้วในบ้านก็จะประกาศของหมู่บ้านอีกทีนึง”

    “มันก็ดีกว่ารอบก่อนอยู่” เขาบอก พร้อมบอกว่าตอนนี้เขาและคนในพื้นที่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ “บางคนยังคิดว่ามันน่าจะจบภายในวันนี้”

    “ผมก็ไม่รู้ว่าคนข้างนอกเขามองยังไง แต่คนพื้นที่เขามองกับประเมินว่า คิดว่ามันน่าจะรีบจบ… คิดเพื่ออะไร คิดเพื่อที่อยากให้มันจบลงเร็ว ๆ แค่นั้นแหละ” เขากล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdj8zw78eglo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ziy8ciU8N-BxEcUtKgaSz

  • ถกเดือดบัตรทอง! หลังเปิดงานวิจัยชี้ต้นทุน 1.3หมื่นบาท จ่ายจริง 8,350 บาท

    ถกเดือดบัตรทอง! หลังเปิดงานวิจัยชี้ต้นทุน 1.3หมื่นบาท จ่ายจริง 8,350 บาท

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-228&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i1CAxWFTybwUn_QDCjlDA

  • คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    ด้วยความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน คู่สามีภรรยา นักการกุศล นางขวัญชนก มานน์ พร้อมด้วยสามี แดเนียล ฟรานซิส เอเจียส ผู้นำด้านธุรกิจ และ Vanuatu Trade Commissioner ได้มอบทุนเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของคุณขวัญชนก ทั้งคู่ยังได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาโดยมอบทุนการศึกษาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ให้แก่เด็กขาดโอกาสจำนวน 30 คน ผ่านโครงการกองทุนการศึกษาของมูลนิธิสันติสุข ที่ผ่านมา

    คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    โครงการนี้เป็นมากกว่าการทำงานเพื่อสังคมทั่วไป หากยังสะท้อนถึงความผูกพันส่วนตัวและจิตใจที่รับผิดชอบต่อสังคมของทั้งคู่ ต่ออนาคตของเยาวชนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาแก่เด็กในชุมชนที่ถูกละเลย การสนับสนุนเด็กขาดโอกาสครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทลายกำแพงอันเป็นอุปสรรคเชิงระบบที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความยากจน พร้อมมอบโอกาสที่จำเป็นให้แก่เด็กที่ขาดแคลน ภายหลังการเยี่ยมชมสถานรับเลี้ยงเด็ก “บ้านสันติสุข” ซึ่งเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศความซาบซึ้ง ทั้งคู่ยังได้ให้คำมั่นต่อการสนับสนุนเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้อย่างเต็มที่และจริงใจ

    มูลนิธิสันติสุข เป็นองค์การ หรือสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ 528 ของประกาศกระทรวงการคลัง เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งมั่นทำงานด้านการศึกษาในชุมชนแออัดกว่า 40 แห่งทั่วกรุงเทพฯ มายาวนานหลายทศวรรษ ปัจจุบัน มูลนิธิสันติสุข
    ให้การดูแลเด็กกว่า 700 คนที่ต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง และขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐาน

    คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    มูลนิธิสันติสุข ตระหนักว่าการมอบ “โอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง” ต้องมากกว่าการมีห้องเรียน โครงการกองทุนการศึกษาจึงเน้นการสนับสนุนแบบองค์รวม เพื่อให้เยาวชนสามารถประสบความสำเร็จทางการศึกษา ควบคู่กับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เงินสนับสนุนรายเดือนถูกบริหารอย่างรอบคอบเพื่อนำไปสู่สวัสดิการที่ครบครัน ช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
     

    ทั้งนี้ทุนการศึกษาที่มอบโดยสองสามี-ภรรยา จะช่วยเสริมสร้างโอกาสและความมั่นคงให้แก่เยาวชนตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ด้วยการสนับสนุนแบบครบวงจร ดังนี้

    • การดูแลด้านอาหารกลางวันเพื่อพัฒนาการด้านสมอง
    • การดูแลด้านค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา
    • การดูแลเรื่องเครื่องแบบนักเรียนและเสื้อผ้าที่จำเป็น
    • การดูแลด้านอุปกรณ์การเรียนที่ครบครัน
    • การดูแลด้านประกันอุบัติเหตุรายปี เพื่อความอุ่นใจของครอบครัว

    ภายในงานมอบทุนการศึกษา ยังสามารถสัมผัสความเอื้ออาทรและทุ่มเทของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน ระหว่างการเยี่ยมชมสถานรับเลี้ยงเด็กบ้านสันติสุข ฉลองกรุง เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา เริ่มด้วยการแสดงจากเด็กๆ ที่สะท้อนความขอบคุณและความหวัง ก่อนร่วมรับประทานอาหารกลางวันและสนทนากับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมสร้างสายสัมพันธ์ที่มีคุณค่าซึ่งก้าวข้ามจากการช่วยเหลือด้านการเงินไปสู่ความผูกพันทางใจ โครงการกองทุนการศึกษายังจัดส่งรายงานความก้าวหน้า ภาพถ่าย และข้อมูลอัปเดตตลอดทั้งปี เพื่อให้ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริงในพัฒนาการของเด็กๆ

    คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    นายวิชัย หลายวัฒนไพศาล ผู้อำนวยการมูลนิธิสันติสุข กล่าวว่า “ความเอื้ออาทรของคุณขวัญชนกและคุณแดเนียล เป็นพลังสำคัญที่ช่วยมอบความมั่นคงตลอดทั้งปีให้แก่เด็กที่เปราะบาง 30 คน การสนับสนุนครั้งนี้เป็นมากกว่าทรัพยากร แต่คือข้อความอันทรงพลังที่ยืนยันว่า วงจรความยากจนสามารถถูกทำลายได้ และเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนาคตที่เปี่ยมความหวังผ่านการศึกษา”

    นางขวัญชนก มานน์ กล่าวเสริมว่า “ไม่มีการเฉลิมฉลองใดจะมีคุณค่าเท่ากับการลงทุนในอนาคตของเด็กๆ ที่จะได้เพิ่มพูนพัฒนาการ ศักยภาพ ความสามารถที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง การเยี่ยมชมมูลนิธิสันติสุขสร้างแรงบันดาลใจให้เราอย่างลึกซึ้ง และเราดีใจที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการมอบความมั่นคงและการศึกษาที่พวกเขาต้องการ เราตั้งใจว่าจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และตั้งตารอที่จะได้เห็นพวกเขาเติบโต”

    คู่รักนักบุญ ควักเงินฉลองวันเกิด มอบ 30 ทุนการศึกษา ให้เด็กขาดโอกาสในไทย

    ขณะที่ทั้งคู่ยังคงดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรม พวกเขาหวังว่าโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมร่วมสนับสนุนความสำคัญของมูลนิธิสันติสุข เพื่อร่วมกันมอบความหวัง โอกาส และความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้แก่เด็กด้อยโอกาส พร้อมผลักดันให้พวกเขาก้าวผ่านวงจรความยากจนและสร้างอนาคตของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/646010&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IDkEbnMhkVV4ci8dHQjBe

  • มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 08/12/2025 18:07

    มูลนิธิสว่างฯโคราช มอบทุนการศึกษา 214 ทุน รวมมูลค่า 3.2 แสนบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโคราช

    เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน นายสุวัฒน์ จึงวัฒนาภรณ์ ประธาน พร้อมด้วยนายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา นายศิวัช เตียเจริญวรรธน์ รองประธานมูลนิธิคนที่ 1 หัวหน้าหน่วยกู้ภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อสนับสนุนเด็กนักเรียนทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้เจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และนักเรียนที่มีความขยันตั้งใจเรียน

    คณะกรรมการทุนการศึกษาเผยว่า ปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกนักเรียนที่เหมาะสมจำนวน 214 ทุน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 321,000 บาท โดยแบ่งเป็น ทุนการศึกษาให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน 27 โรงเรียน รวม 165 ทุน มูลค่า 247,500 บาท

    ทุนการศึกษาให้กับบุตรของพนักงานมูลนิธิฯ 23 ทุน มูลค่า 34,500 บาท,ทุนการศึกษาให้กับบุตรของอาสากู้ภัย 26 ทุน มูลค่า 39,000 บาท รวมทั้งหมด 214 ทุน เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาและเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

    ประธานในพิธีกล่าวว่า การมอบทุนครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญของมูลนิธิที่ดำเนินต่อเนื่องทุกปี เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ พร้อมขอให้นักเรียนทุกคนใช้ทุนการศึกษานี้อย่างคุ้มค่า และตั้งใจเรียนเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง

    ท้ายที่สุด คณะผู้จัดงานได้ร่วมอวยพรให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จ และเดินหน้าตามความฝัน พร้อมขอบคุณผู้มีจิตเมตตาทุกฝ่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี.

    ภาพ-ข่าว กัญศละกษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ไห่หนานคึกคักรับท่องเที่ยวฤดูหนาว

    ส่องศูนย์ฝึกหุ่นยนต์

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สีสันใบไม้แดงแต้ม ‘โกรกธารอูเสีย’ ในฉงชิ่ง

    สวธ. เปิดกิจกรรมแก่นสยาม 2025 มหัศจรรย์ไหกั๊บแก๊บ อากรนฤมิตร ในเทศกาลไหมนานานาชาติ

    ลับคมให้ตำรวจด่านหน้า บช.ศ.เปิดโครงการฝึกอบรม 3 หลักสูตรยุทธวิธี เน้นนำความรู้ไปใช้จริง

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” คล้องผ้าเปียว สวมเสื้อฮี ผ้าทอมือปักลายดอกผักแว่น อัตลักษณ์ชาวไทยทรงดำ จ.กาญจนบุรี

    คณะศิษย์พระครูบาแสงทิพย์ สังวโร ทำบุญผ้าป่าสามัคคี สืบทอดพระพุทธสานา

    “ซาบีดา” เปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568” ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1416873&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NGp8LSXrgZd3uiOTjcGD6

  • ชวนสัมผัสหมอกเหนือสายน้ำสาละวิน ล่องเรือชมแม่น้ำสองสี พักใจที่หาดทรายขาว Unseen แห่งแม่ฮ่องสอน

    ชวนสัมผัสหมอกเหนือสายน้ำสาละวิน ล่องเรือชมแม่น้ำสองสี พักใจที่หาดทรายขาว Unseen แห่งแม่ฮ่องสอน

    ลมหนาวพัดมา สายน้ำสาละวินเรียกหา ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติแบบดิบๆ สวยสงบ และเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ต้องลองมาปักหมุดที่นี่

    “บ้านแม่สามแลบ” อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 กลุ่มเรือนำเที่ยวในพื้นที่ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทางน้ำอย่างเป็นทางการ พร้อมพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสความงามของ “สาละวิน…สายน้ำแห่งชีวิต”

    ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดของ สาละวิน…สายน้ำแห่งชีวิต คือ ความงาม 2 ฤดู ที่แม่น้ำสาละวิน ด้วยความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เช่น ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวสามารถฟินไปกับ “สายหมอก” ที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ท่ามกลางป่าไม้เปลี่ยนสีสองฝั่งไทย-เมียนมา

    รวมถึงช่วงฤดูร้อน หรือหน้าแล้ง นักท่องเที่ยวสามารถ ตื่นตากับน้ำใสไหลเย็น เพราะต้นน้ำคือน้ำแข็งละลายจากทิเบต ระดับน้ำที่ลดลงจะเผยให้เห็น “หาดทรายขาวละเอียดและโขดหินใหญ่” สวยงามแปลกตา เหมาะแก่การกางเต็นท์นอนดูดาวริมหาดสุดๆ

    โดยเส้นทางท่องเที่ยว & ราคาเหมาลำ สามารถนั่งได้ 12-13 คน/ลำ ทางกลุ่มเรือฯ มีเรือบริการ 10 ลำ พร้อมพาเที่ยว 2 เส้นทาง

    • เส้นทางที่ 1: ล่องเหนือ…ย้อนรอยประวัติศาสตร์ มุ่งหน้าสู่ “บ้านท่าตาฝั่ง” เส้นทางนี้คุณจะได้ชมหาดหิน หาดทราย และไฮไลท์สำคัญคือ “โรงพักเก่าอายุกว่า 100 ปี” อาคารไม้สักทรงปั้นหยาที่ยังคงมนต์ขลังตั้งตระหง่านริมน้ำ
    • เส้นทางที่ 2: ล่องใต้…ชมแม่น้ำสองสี มุ่งหน้าสู่ “บ้านสบเมย” จุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน เกิดเป็นปรากฏการณ์ “แม่น้ำสองสี” ที่หาชมยาก

    รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย ก็สามารถจัดทริปสั้นๆ ระยะใกล้ ได้เหมือนกัน โดยราคาค่าเรือนั้นจะเป็นเหมาจ่ายเริ่มต้น 1,000 – 2,500 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางของเส้นทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือได้ทุกวัน เวลาให้บริการตั้งแต่ 06.00 น. – 18.00 น.

    จองทริป ที่พัก และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 062-093-2531 แนะนำให้โทรจองล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2900602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tQ8lodat7HG-ITmAjhrEG

  • TNP รับลมหนาวเที่ยวเหนือคึก รัฐเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TNP รับลมหนาวเที่ยวเหนือคึก รัฐเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TNP หรือ บมจ. ธนพิริยะ โดย “เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ” กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า Q4/68 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาส รับผลบวกจากฤดูหนาวปีนี้อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวภาคเหนือจำนวน ส่งผลดีต่อยอดขายของTNP ซึ่งกระจายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่และพะเยา

    Q4ผลงานท็อปฟอร์ม

    นอกจากนี้ ยังรับอานิสงส์นโยบายของรัฐบาลเพิ่มวงเงินสวัสดิการในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับเดือนพ.ย.-ธ.ค. 68  อีก 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสิทธิเพิ่มเป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้เชื่อมั่นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    รายได้ทะลุ 3 พันล้าน

    สำหรับรายได้ปี 68 คาดว่าจะทะลุ 3 พันลบ. พร้อมกับตั้งเป้าหมายปี 69 คาดว่าจะเติบโตอีก 10% ขยายสาขาไม่ต่ำกว่าปี 68 ที่เปิดสาขาเพิ่มอีก 6 สาขา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601208/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F8PYrx0foNorSAjJMLqN5

  • พลาญหินแปดก้อน จุดยุทธศาสตร์กัมพูชาโจมตีไทย ทำไมถึงสำคัญ?

    พลาญหินแปดก้อน จุดยุทธศาสตร์กัมพูชาโจมตีไทย ทำไมถึงสำคัญ?

    พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ กัมพูชาบุกโจมตีไทยรอบใหม่ เผยลานหินกว้างที่ผ่านมามีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ก่อนที่ทหารไทยจะเข้ามาเก็บกู้ ไทยมีแผนตัดถนนทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ต้องพับแผนจากการโจมตีครั้งใหม่

    การปะทะกันรอบใหม่ของทหารไทย-กัมพูชา บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ วันนี้ (7ธ.ค.68) ตั้งแต่เวลาบ่ายสองโมง กินเวลาเกือบชั่วโมง ก่อนเหตุการณ์สงบ ตรวจสอบทหารไทยบาดเจ็บ 2นาย โดยถูกยิงที่ขา และถูกยิงใส่เสื้อเกราะจนมีรอยช้ำ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งอพยพประชาชนริมชายแดน 4จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อความปลอดภัย

    พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ เป็นลานหินกว้าง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ และมีแผนที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของไทย

    พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะพาทีมข่าวลงพื้นที่ พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้เล่าว่า พื้นที่พลาญหินแปดก้อน ตามภาษาชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ของไทย โดยแต่เดิมกัมพูชา มีการวางระเบิดในพื้นที่นี้จำนวนมาก ซึ่งช่วงแรกที่ได้มาทำงานในพื้นที่สมัยยังเป็นทหารชั้นผู้น้อย ยังต้องมาร่วมเก็บกู้ระเบิดอยู่เป็นปี และมีการวางกำลังเพื่อควบคุมพื้นที่ตรงนี้

    โดยปีที่แล้วได้พูดคุยกับท่านผู้บังคับบัญชากองกำลัง ว่าเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสวยงาม มีลานหินที่สามารถกางเต็นท์ และจอดรถได้ มีแผนที่จะคุยกับทางจังหวัดและกรมอุทยาน ในการจะพัฒนาจุดนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเตรียมที่จะตัดถนนเข้ามา และมีทหารมาประจำการที่จะทำให้เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

    พลาญหินแปดก้อน ยุทธศาสตร์ชายแดน

    พลาญหินแปดก้อน ถือเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยเหตุผลหลักที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางภูมิประเทศและความสามารถในการมองเห็นพื้นที่โดยรอบ

    ลักษณะทางภูมิประเทศและเหตุผลทางยุทธศาสตร์

    • ที่ตั้งบนที่สูง: พลาญหินแปดก้อนตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นที่สูง ทำให้ผู้ที่ควบคุมพื้นที่นี้สามารถ มองเห็นทัศนียภาพและควบคุมพื้นที่ ได้ไกลในวงกว้าง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางทหารอย่างยิ่งในการเฝ้าระวัง การสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และการวางแผนทางยุทธวิธี

    • เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก: พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นแนวเขตแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ทำให้พื้นที่นี้มีความสำคัญในการอ้างสิทธิ์และเป็นจุดปะทะ/พิพาทระหว่างทั้งสองประเทศอยู่บ่อยครั้ง

    จุดเด่นของพลาญหินแปดก้อนคือ การเป็นเนินสูงที่มีลักษณะเป็นหินก้อนใหญ่เรียงกันคล้าย 8 ก้อน (ตามชื่อ) ทำให้เป็น จุดตรวจการณ์ และ ฐานที่มั่น ที่มีประสิทธิภาพสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2900560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sV4t4vnilA8A4EyjQtcw8

  • รวมคำค้นหายอดนิยม ข่าวดัง และบุคคลฮอตบน Google 2568

    รวมคำค้นหายอดนิยม ข่าวดัง และบุคคลฮอตบน Google 2568

     
                 Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025 สะท้อนพฤติกรรมการค้นหาของคนไทย โดย Gemini ครองอันดับคำค้นหายอดนิยมสูงสุดของปี 2568

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก Olenapolll / Shutterstock.com

                  ปี 2568 Google Thailand ได้เผยภาพรวม คำค้นหายอดนิยม ที่เป็นกระจกสะท้อนความสนใจของผู้คนทั่วประเทศ พบว่ากระแสเทคโนโลยี AI กลายเป็นหัวข้อหลักที่คนไทยเสิร์ชมากที่สุด ขณะเดียวกันประเด็นเศรษฐกิจและสถานการณ์รอบตัวก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนติดตามอย่างต่อเนื่อง

                  หนึ่งในข้อมูลที่โดดเด่นของปีนี้คือ คำค้นหาที่มาแรงที่สุด ได้แก่ “Gemini” ซึ่งสะท้อนการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอันดับรองลงมาคือ เที่ยวไทยคนละครึ่ง และ ChatGPT ตามลำดับ โดยลิสต์คำค้นหา 10 อันดับยังรวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงคำค้นหาในกลุ่มบันเทิงอย่าง 

    10 คำค้นหายอดนิยมปี 2568 มีดังนี้ 

                  1. Gemini
                  2. เที่ยวไทยคนละครึ่ง
                  3. ChatGPT
                  4. แผ่นดินไหว
                  5. คนละครึ่ง พลัส
                  6. สงคราม ส่งด่วน
                  7. กุญแจกลางใจ
                  8. iPhone 17
                  9. DeepSeek
                  10. คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก : MD Grafik / Shutterstock.com

    Google Thailand เปิดเผย Year in Search 2025
    ภาพจาก คนละครึ่ง

                  นอกจากคำค้นทั่วไปรวมถึงเทรนด์ยอดนิยม Google ยังสรุป ข่าวที่ถูกค้นหามากที่สุดปี 2568 ซึ่งสะท้อนความสนใจของสังคมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและความไม่แน่นอน อันดับหนึ่งคือ “แผ่นดินไหว” ตามด้วย “คนละครึ่งพลัส” และข่าวเกี่ยวกับสถานที่สำคัญบริเวณชายแดน เช่น ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย รวมถึงประเด็นภัยธรรมชาติอย่างพายุวิภา – คาจิกิ และข่าว “ตึกถล่ม” ที่ขึ้นมาในอันดับท้ายของลิสต์

    10 ข่าวที่มีการค้นหามากสุดปี 2568

                  1. แผ่นดินไหว
                  2. คนละครึ่งพลัส
                  3. ปราสาทตาเมือนธม
                  4. บ้านเพื่อคนไทย
                  5. ปราสาทตาควาย
                  6. วัดไร่ขิง
                  7. ไทย-กัมพูชา
                  8. พายุวิภา
                  9. พายุคาจิกิ
                  10. ตึกถล่ม

                  ขณะเดียวกัน Google ยังเปิดเผยรายชื่อ บุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดประจำปี 2568 ซึ่งมีความหลากหลายทั้งจากแวดวงบันเทิง โซเชียล รวมไปถึงการเมือง อันดับที่ 1 คือ “สีกากอล์ฟ” ตามด้วย “ดิว อริสรา” และ “ลำไย ไหทองคำ” ส่วนรายชื่ออื่น ได้แก่ เป๊ก ผลิตโชค, หมอบี, อนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เป็นกระแสบนโลกออนไลน์อย่าง พร้อม ราชภัทร และทราย สก๊อต

    10 บุคคลที่มีการค้นหามากสุดปี 2568

                  1. สีกากอล์ฟ
                  2. ดิว อริสรา
                  3. ลำไย ไหทองคำ
                  4. เป๊ก ผลิตโชค
                  5. หมอบี
                  6. อนุทิน ชาญวีรกูล
                  7. พร้อม ราชภัทร
                  8. หมอแอร์
                  9. ทราย สก๊อต
                  10. วอน บิน

                  ภาพรวมของ Year in Search 2025 ชี้ว่าคนไทยปรับตัวเข้าสู่กระแสโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้าน AI พร้อมกับให้ความสำคัญต่อข่าวสาร ปากท้อง การเฝ้าระวังภัยพิบัติ และสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ  ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยค้นหามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/250824&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SRZrkcjiykJwnPUvyy4e2