Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม.  แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

    วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากกรณีนายพีรพล กนกวลัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในนามพรรคเศรษฐกิจ  ซึ่งบุคคลที่พรรคจะส่งลงชิงผู้ว่าฯ ได้มีการทาบทามไว้แล้ว มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี มีอักษรย่อ จ. ซึ่งบุคคลคนนี้พูดชื่อไปก็จะรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและอยู่ในแวดวงที่ต้องรับผิดชอบประชาชนคนกรุงเทพฯมาก่อน แต่ไม่ใช่นักการเมือง แต่ขออุบไว้ก่อนเพื่อความตื่นเต้น คาดว่าไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคมนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    ล่าสุด รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ปฏิเสธว่ากระแสข่าวไม่เป็นความจริง ไม่สนใจลงเล่นการเมือง ทั้งสนาม กทม. และระดับชาติ ขอใช้ชีวิตพักผ่อนหลังเกษียณกับครอบครัว แต่ก็ยอมรับว่าพรรคเศรษฐกิจมาคุย เรื่องผู้ว่าฯกทม กับตัวท่าน

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OUuHfOLnCdnj81BNaRkuY

  • เมืองคอนแถลงจัดใหญ่! ‘พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ขนทัพสินค้า 4 โซน 11-20 พฤษภานี้ | TOPNEWS

    เมืองคอนแถลงจัดใหญ่! ‘พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจ’ ขนทัพสินค้า 4 โซน 11-20 พฤษภานี้ | TOPNEWS

    วันที่ 5 พ.ค.2569 ที่โรงละคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 โดยมี นายประสูตร หอมบันเทิง ปลัดจังหวัด นางสาวนวภัทร หอมหวล พัฒนการจังหวัด นายสุพจน์ จิตร์เพ็ชร์ ท้องถิ่นจังหวัด และนางสาวเดือนเพ็ญ ศรีเพชร ประธานหอการค้าจังหวัด ร่วมแถลงข่าวยืนยันความพร้อมการจัดงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชนสาขาต่างๆ ตลอดจนผู้สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าวพร้อมเพรียงกัน

    สำหรับการจัดงาน “พลังชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช” ประจำปี 2569 ครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งบูรณาการอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด กิจกรรมภายในงานจะมีการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเป็นระบบ จะมีการแบ่งโซนเศรษฐกิจ ออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนเขา มี 7 อำเภอ ได้แก่ ลานสกา ฉวาง พิปูน ถ้ำพรรณรา ช้างกลาง นบพิตำ พรหมคีรี ,โซนป่า มี 6 อำเภอ ได้แก่ ทุ่งสง นาบอน ทุ่งใหญ่ บางขัน ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ ,โซนนา มี 6 อำเภอ ได้แก่ เชียรใหญ่ ชะอวด ปากพนัง หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม และโซนเล มี 4 อำเภอ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช ท่าศาลา สิชล ขนอม แต่ละโซนจะนำเสนออัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น

    ไฮไลต์กิจกรรมเด่น ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย รวม 5 กิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การประกวดบูธส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นำเสนอสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และนวัตกรรมท้องถิ่น พร้อมตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเงินรางวัลรวมหลายระดับสูงสุด 20,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้นำท้องที่เปิดเวทีให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และบุคลากรท้องถิ่น แสดงความสามารถทางดนตรี ผ่านรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลสูงสุด 10,000 บาท ,การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งผู้บริหารท้องถิ่นส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัลรวมหลายรายการ ,การประกวดรำวงเวียนครกอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รำวงดั้งเดิม และรำวงอนุรักษ์วัฒนธรรม พร้อมเงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท และการเดินแบบผ้าไทยการกุศล “สืบสานภูมิปัญญาผ้าถิ่นเมืองนคร” ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยและผ้าพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช ทั้งในรูปแบบร่วมสมัยและดั้งเดิม พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์แฟชั่นท้องถิ่น โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าให้งานนี้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่างๆ จะจัดขึ้นตลอด 10 วันเต็ม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองคอน” อย่างครบมิติ ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1566301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aZxiVi6Ll4fUQbjLKic74

  • IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ เจอผลพวงเลวร้ายกว่าเดิมมาก หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    IMF เตือน ‘เศรษฐกิจโลก’ เจอผลพวงเลวร้ายกว่าเดิมมาก หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    05 พฤษภาคม 2569, 15:37น.

              สำนักข่าวซินหัว รายงาน เมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญ “ผลพวงที่เลวร้ายกว่าเดิมมาก” หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อจนถึงปี 2027 โดยราคาน้ำมันจะพุ่งสูงถึงราว 125 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,100 บาท) ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นจนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์เริ่มหลุดจากเป้าหมายควบคุมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

              จอร์จีวา ซึ่งเข้าร่วมการประชุมของสถาบันมิลเคนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ กล่าวว่าสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่หรือสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300 บาท) ต่อบาร์เรลแล้ว พร้อมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กองทุนฯ ออกมาเตือน “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” (adverse scenario)

              เมื่อเดือนเมษายน กองทุนฯ ได้เผยแพร่ “ฉากทัศน์” สำหรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2026-2027 จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ “การคาดการณ์อ้างอิง” (reference forecast) “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” และ “ฉากทัศน์ที่รุนแรง” (severe scenario) ซึ่งเลวร้ายมากขึ้น

           สำหรับ “ฉากทัศน์ที่เลวร้าย” ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ในปี 2026 พร้อมอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.4 ส่วน “การคาดการณ์อ้างอิง” ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้น ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 3.1 พร้อมอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 4.4 ขณะ “ฉากทัศน์ที่รุนแรง” ประเมินว่าการเติบโตทั่วโลกจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 2 และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 5.8

     (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 10 เม.ย. 2026)

    #วิกฤตเศรษฐกิจ

    #IMF

    CR:สำนักข่าวซินหัว

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M4GmfEX627MkLDe211bBv

  • ครม.เห็นชอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ – รับมือตะวันออกกลาง

    ครม.เห็นชอบกู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ – รับมือตะวันออกกลาง

    05 พฤษภาคม 2569, 15:23น.

             นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.  วันนี้ ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท

              การตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องมาจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก โดยวิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ราคาอาหาร และกำลังลุกลามไปสู่ค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่สามารถรอได้

    “หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน และมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” *วัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ

    1. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก

    2. เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ

              มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับนี้จะมุ่งตรงสู่กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง, เกษตรกร, ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    โดยรัฐบาลจะดำเนินการ 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ

    1. ช่วยเหลือ-บรรเทา ด้วยการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

    2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

               นายกฯย้ำว่า ด้วยหลักการ และเหตุผลที่กล่าวมานี้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจปรับลดวงเงินกู้จากเดิมที่ระบุไว้ 5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง ซึ่งแม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่พิจารณาแล้วว่า 4 แสนล้านบาทเพียงพอ จากการประเมินของกระทรวงคลังไม่กระทบในด้านหนี้สาธารณะ โดยหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ภายใต้เพดาน 70% ของ GDP พร้อมยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

              จากที่ได้พูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตรายังอยู่ในระดับต่ำ

              สำหรับวงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ส่วนแรกจะใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ลดค่าใช้จ่ายประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางโดยตรง ส่วนที่สองจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนด้วย

              สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงินฯ แทนการใช้งบประมาณปกตินั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า งบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่เพียงพอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นด้วย ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต

              หลังครม.อนุมัติวันนี้ก็รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เข้าสู่สภาได้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยหน่วยงานต่างๆต้องนำเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ บรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งวัตถุประสงค์พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนฉบับอื่น จะระบุวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ชัดเจน และตั้งใจจะพิจารณาโครงการให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.69 แต่เงินกู้สามารถใช้ได้ 30 ก.ย.70

              ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส จะใช้วงเงินนี้ด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งจะพิจารณาแหล่งเงินต่างๆ ซึ่ง มีทั้งส่วนนี้ และงบประมาณที่เราสามารถปรับลดมาได้ ซึ่งตนจะนำมาพิจารณา นายเอกนิติ ย้ำว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ตั้งเป้าเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

    #ประชุมคณะรัฐมนตรี 

    #กู้เงิน4แสนล้านบาท 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bd1b7NMLYeuFbtMKq2AUp

  • 50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569 ไทยติดถึง 3 อันดับ มีที่ไหนบ้าง ?

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569 ไทยติดถึง 3 อันดับ มีที่ไหนบ้าง ?

               เปิดลิสต์ 50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 จากผลโหวตของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 คน จัดเต็มทั้งความสวยงามของธรรมชาติ น้ำทะเลใส หาดทรายขาว และบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อน โดยปีนี้ ประเทศไทยติดอันดับถึง 3 แห่ง

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

               เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เว็บไซต์ Forbes เผยรายงานการจัดอันดับของเว็บไซต์ The World’s 50 Best Beaches ซึ่งได้เผยแพร่รายชื่อ 50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 หรือ The 50 Best Beaches In The World 2026 โดยรวบรวมมาจากการลงคะแนนของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 1,000 คน ซึ่งผ่านการสำรวจและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่แค่จากการรีวิวหรือความนิยม เพื่อจัดอันดับชายหาดที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 

               การประเมินจัดอันดับชายหาดครั้งนี้ ทางกรรมการได้พิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ความพิเศษและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ โอกาสที่จะได้พบเห็นสัตว์ป่า ความสะดวกในการว่ายน้ำ และความหนาแน่นของผู้คน รวมทั้งพิจารณาว่า ชายหาดนั้นมีเสียงธรรมชาติจากเสียงคลื่นทะเลที่แท้จริงหรือไม่ และมีเสียงรบกวนน้อยมากน้อยแค่ไหน รวมถึงบรรยากาศโดยรวมที่จะได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีความสุข

    50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ปี 2569

               1. หาดเอนทาลูลา, ฟิลิปปินส์
               2. หาดเฟเตอรี, กรีซ
               3. หาดวอร์ตัน, ออสเตรเลีย 
               4. หาดโนซี อีรันจา, มาดากัสการ์
               5. หาดอีสต์ เกาะโวโม, ฟิจิ 
               6. หาดโชลเบย์, แองกวิลลา สหราชอาณาจักร 
               7. หาดดิกูราห์, มัลดีฟส์ 
               8. หาดบาลันดรา, เม็กซิโก
               9. หาดเกาะรง, กัมพูชา
               10. อ่าวเกือก, เกาะสิมิลัน ไทย 
               11. หาดกาโย เด อากัว, เวเนซุเอลา
               12. หาดกาลา มาคาเรลลา, เกาะเมนอร์กา สเปน
               13. เกาะวันฟุต, หมู่เกาะคุก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ 
               14. หาดเจ้าหญิงไดอานา, บาร์บูดา  
               15. หาดเทอร์ควอยซ์, ออสเตรเลีย
               16. หาดพีเค 9, เฟรนช์โปลินีเซีย
               17. หาดเกรซเบย์, เติกส์และเคคอส
               18. หาดกาลา เดอี กับเบียนี, อิตาลี
               19. หาดซาดิยัต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
               20. หาดคันโต เด ลา ปลายา, สาธารณรัฐโดมินิกัน
               21. อ่าวไวน์กลาส, ออสเตรเลีย
               22. หาดสีชมพู, อินโดนีเซีย
               23. หาดพาราไดซ์, ไทย
               24. หาดอองส์ ซูร์ส ดาร์ฌอง, เซเชลส์
               25. เกาะคาลังกามัน, ฟิลิปปินส์

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

               26. หาดเซเว่นไมล์, หมู่เกาะเคย์แมน
               27. หาดฟรีดอม, ไทย
               28. หาดเซียสตา, สหรัฐอเมริกา
               29. หาดคาปูทัส, ตุรกี
               30. เกาะกาโย ซาปาติยา, ปานามา
               31. เดอะบาธส์, หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน
               32. คาโบ ซาน ฮวน เดล กีอา, โคลอมเบีย
               33. อ่าวไบอา โด ซานโช, บราซิล
               34. หาดปอร์โต คัทซิกิ, กรีซ
               35. หาดซานตา จูเลีย, ฝรั่งเศส
               36. บลูลากูน, ฟิจิ
               37. หาดปลายา ชพู-ฮา, เม็กซิโก
               38. หาดโอฟู, อเมริกันซามัว
               39. หาดปลายา โคเฟเต, สเปน
               40. หาดเลอ มอร์น, มอริเชียส
               41. หาดฟลาเมงโก, เปอร์โตริโก
               42. หาดแกรนด์อองส์, เกรเนดา
               43. หาดปรายา ดา ฟาเลเซีย, โปรตุเกส
               44. ปอนตัล โด อาตาไลอา, บราซิล
               45. หาดโบลเดอร์ส, แอฟริกาใต้
               46. หาดปอร์โต ทิโมนี, กรีซ
               47. หาดปาเจ, แซนซิบาร์ แทนซาเนีย
               48. หาดลา เปโลซา, อิตาลี
               49. หาดคาส อาเบา, คูราเซา
               50. หาดคีม, ไอร์แลนด์

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

    สำหรับประเทศไทย มีชายหาด 3 แห่ง ติดอันดับ 50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ปี 2569 ได้แก่

               – อ่าวเกือก (Donald Duck Bay) อันดับที่ 10 อยู่ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่องน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด

               – หาดพาราไดซ์ (Paradise Beach) อันดับที่ 23 หาดขนาดเล็กใกล้กับหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบ น้ำใส และวิวสวยงาม  

               – หาดฟรีดอม (Freedom Beach) อันดับที่ 27 อยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดดเด่นด้วยทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใส เงียบสงบเป็นส่วนตัว มีภูเขาและพรรณไม้ล้อมรอบ 

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view300802.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snt70MbLmeEYnK6evrd4p

  • คมนาคม ดัน ‘สนามบินอันดามัน-ล้านนา’ บูสต์ท่องเที่ยวโตกระฉูด

    คมนาคม ดัน ‘สนามบินอันดามัน-ล้านนา’ บูสต์ท่องเที่ยวโตกระฉูด

    คมนาคมรุกหนัก! ดัน “สนามบินอันดามัน-ล้านนา” เสริมทัพ Quick-Win ยกระดับ 6 ท่าอากาศยานสู่มาตรฐานโลก เร่งอัดเทคโนโลยี AI บูสต์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ทอท. (AOT) ชูยุทธศาสตร์ Quick-Win เร่งขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานทั่วประเทศ พร้อมนำเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง AI Anti-Drone และระบบตรวจจับนกมาใช้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก

    ไฮไลท์นโยบาย Quick-Win ยกระดับคมนาคมทางอากาศ

    นายพิพัฒน์ เผยว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับสากล กระทรวงคมนาคม จึงได้วางกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

    1.) เร่งรัดโครงการก่อสร้างและเทคโนโลยีความปลอดภัย

    • ระบบ Anti-Drone : ติดตั้งเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับที่ใช้ AI วิเคราะห์ภัยคุกคาม
    • Bird Strike Prevention : ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการเฝ้าระวังและขับไล่นก เพื่อความปลอดภัยในการบินสูงสุด

    2.) เพิ่มประสิทธิภาพการบริการภาคพื้น (Ground Services)

    เร่งประกวดราคาหาผู้ประกอบการรายที่ 2 และ 3 สำหรับ บริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความรวดเร็ว

    3.) ขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต

    • East Expansion : เร่งส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารทิศตะวันออก สุวรรณภูมิ
    • โครงการพัฒนาสนามบินภูมิภาค : ครอบคลุมสนามบินดอนเมือง (ระยะ 3), เชียงใหม่ (ระยะ 1) และภูเก็ต (ระยะ 2)
    • สนามบินใหม่ : เดินหน้าศึกษาความคุ้มค่าโครงการ “ท่าอากาศยานอันดามัน” และ “ท่าอากาศยานล้านนา”

    ทอท. ขานรับเป้าหมายผู้โดยสาร 180 ล้านคนต่อปี

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ขานรับนโยบาย และพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยจะผลักดันให้ท่าอากาศยานของไทยเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577

    โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) และก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ขณะเดียวกันจะเร่งขับเคลื่อนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 และรายที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570 รวมทั้งเร่งลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานอีก 5 แห่งอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อให้ท่าอากาศยานสามารถรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้มากขึ้น

    ตลอดจนมุ่งเน้นยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารด้วยคุณภาพการบริการที่เป็นเลิศพร้อมการนำเทคโนโลยีในระดับสากลมาใช้ทุกขั้นตอนของการให้บริการในสนามบินอย่างเต็มรูปแบบ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับมาท่องเที่ยว นอกจากนี้ จะเร่งศึกษาโครงการลงทุนเพื่อก่อสร้างท่าอากาศยานอันดามัน และท่าอากาศยานล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรทางอากาศของท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานเชียงใหม่

    ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐาน ICAO

    สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย ทอท. มุ่งยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยะจะเร่งประสานความร่วมมือกับสภาความมั่นคงแห่งชาติในการจัดหาระบบต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Anti-Drone) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตรวจจับ และตอบโต้ สามารถวิเคราะห์และประเมินภัยคุกคามด้วย AI ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งระยะใกล้และไกลตลอดจนเร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ โดยจะนำเทคโนโลยีมาใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวังขับไล่ ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการนกและสัตว์อันตราย

    ซึ่งการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานของ ทอท. เป็นไปตามมาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1232579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hu4IULzfCMi-u1DarXiHe

  • ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ส.ส.นครพนม นำทีมลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ วางแผนขุดลอก-สร้างระบบระบายน้ำ พร้อมถนนเลียบสองฝั่ง รวมระยะทาง 34 กิโลเมตร งบกว่า 600 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปี 2571 หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง และยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองนครพนม    

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประศาสตร์ แน่นอุดร คณะทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ร่วมกับผู้บริหารสำนักงานชลประทาน เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ และสำรวจแหล่งน้ำเพื่อยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีการประชุมร่วมกับสำนักงานชลประทานนครพนม สำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ประกอบด้วยเทศบาลเมืองนครพนม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ตลอดจนตัวแทนประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อหารือแนวทางผลักดันโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจของจังหวัด    

    นางมนพร เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ มีเป้าหมายขุดลอกลำห้วยตลอดแนว ตั้งแต่พื้นที่ตำบลอาจสามารถ ผ่านเขตเทศบาลเมืองนครพนม ไปจนถึงตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ลดปัญหาน้ำท่วมขัง และสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ    

    ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ ด้วยการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์เลียบคันคูทั้งสองฝั่งของลำห้วย ระยะทางฝั่งละ 17 กิโลเมตร รวมไป-กลับ 34 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านคมนาคม และรองรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด  

    ปัจจุบัน กรมชลประทานอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบเบื้องต้น โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 600 ล้านบาท พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

    ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยมั่นใจว่าเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถพลิกโฉมเมืองนครพนมให้มีแหล่งท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน    

    นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่เคยดำริให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอของบประมาณต่อกรมชลประทานเพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474987&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fYTOilgBZg7hP7QhIEppk

  • ปรับลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 สูงสุดเหลือ 33.2 ล้านคนจาก36.7ล้าน หลัง 4 เดือนแรกสะสมเพียง 11.9 ล้าน

    ปรับลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 สูงสุดเหลือ 33.2 ล้านคนจาก36.7ล้าน หลัง 4 เดือนแรกสะสมเพียง 11.9 ล้าน

    วันนี้, 18:58น.

              นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาแนวโน้มภาพรวมการท่องเที่ยวปี 2569 นี้ คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งปีจะอยู่ที่ 30.07 – 33.20 ล้านคน ปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน สร้างรายได้ ประมาณ 1.36 – 1.51 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นกรณีดีที่สุดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ ภายใต้สภาวะสงครามในตะวันออก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน อาหาร และการขนส่งให้สูงขึ้น ถือเป็นแรงกดดันต่อระดับเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของสายการบิน รวมถึงการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทาง

              กระทรวงได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 ฉากทัศน์ เพื่อประเมินภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เป้าหมาย ณ สิ้นสุดปี 2569 ได้แก่                   

               1.กรณี Best Case หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางสามารถยุติได้ในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยจำนวน 33.20 ล้านคน รายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบเล็กน้อย

               2.กรณี Base Case สถานการณ์ยุติเดือนกันยายน นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 31.3 ล้านคน รายได้ 1.42 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบปานกลาง

               3.กรณี Worst Case สถานการณ์ยืดเยื้อถึงปลายปี นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 30 ล้านคน รายได้ 1.36 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบมาก

                ซึ่งภาพรวมการท่องเที่ยวข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 พฤษภาคม 2569 จำนวนทั้งสิ้น 11,966,391 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 584,409 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,971,673 คน มาเลเซีย 1,320,885 คน รัสเซีย 874,979 คน อินเดีย 852,690 คน และเกาหลีใต้ 484,550 คน โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นตลาดที่สำคัญของไทยในภาพรวมของตลาดระยะใกล้

              ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากแตะระดับ 4.4 แสนคน เพิ่มขึ้น 19.37% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดญี่ปุ่นที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 8 จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด Golden week (29 เมษายน –6 พฤษภาคม) โดยเดินทางเข้ามาจำนวน 3.2 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 105.13%

              ในสัปดาห์นี้ ด้านตลาดหลักอย่างตลาดจีน และตลาดมาเลเซียยังคงฟื้นตัวได้ดี ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 601,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 65,209 คน หรือบวก 12.16% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 85,944 คน

    #ปรับตัวเลขนักท่องเที่ยวปี69

    Cr:กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161210&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZbEOthLcSBmoU0NfspdcS

  • จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 1 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมบุคคลลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยไม่ได้รับอนุญาต หลังได้รับการแจ้งเบาะแสจากผู้ประกอบการนำเที่ยว ว่ามีการลักลอบทำทัวร์เถื่อนในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    โดยเจ้าหน้าที่ติดตามสืบสวนพฤติกรรม บุคคลลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวใช้ชื่อ “บ ทราเวล” (นามสมมุติ) จัดนำเที่ยวไปต่างประเทศ มาเลเซีย – สิงคโปร์ จำนวน 5 วัน 4 คืน โดยมีการโฆษณาหาลูกค้าผ่านเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่จึงวางแผนและเฝ้ารอให้บริษัททัวร์บริการเสร็จสิ้นก่อน เพื่อไม่สร้างความเสียหายแก่นักท่องเที่ยว จนเวลาประมาณ 03.00 น. บริเวณจุดส่งนักท่องเที่ยวป้ายรถโดยสารสาธารณะศูนย์ราชการจ.สุราษฎร์ธานี

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและดำเนินการจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 80 ประกอบมาตรา 15

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบริษัททัวร์ดังกล่าว เคยได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2568

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวอีกว่า การจับบริษัททัวร์เถื่อนดังกล่าว กรมการท่องเที่ยวขอขอบคุณผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีได้ในที่สุด ขอย้ำเตือนนักท่องเที่ยวทุกท่าน โปรดระมัดระวังการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว

    อ่านข่าว:

    รถบัสท่องเที่ยว พลิกคว่ำในเม็กซิโก เสียชีวิต 11 คน บาดเจ็บ 30 คน

    ไอโอซี ขีดเส้น 2 สัปดาห์ รัฐบาลต้องทำหนังสือรับรองจัดยูธโอลิมปิค

    หลายฝ่ายกังวล “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้ม-กระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FK7TatQpw7EzKrbFDLTbe

  • ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด 105%

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (27 เม.ย.-3 พ.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แตะระดับ 4.4 แสนคน เพิ่มขึ้น 19.37% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดญี่ปุ่น ที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 8 จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด Golden week (29 เม.ย.-6 พ.ค.) โดยเดินทางเข้ามาจำนวน 3.2 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 105.13% และตลาดหลัก เช่น จีน และมาเลเซีย ยังคงฟื้นตัวด้านการเดินทางเป็นจำนวนมากเช่นกัน

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด 105%

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 601,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 65,209 คน หรือ 12.16% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 85,944 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 134,757 คน มาเลเซีย 92,828 คน อินเดีย 47,482 คน ญี่ปุ่น 32,168 คน และรัสเซีย 25,612 คน

    “นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และอินเดีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 105.13% 31.48% 26.17% และ 3.65% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.55%” นายสุรศักดิ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (4-10 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ต้นปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-3 พ.ค.69 ทั้งสิ้น 11,966,391 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 584,409 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,971,673 คน มาเลเซีย 1,320,885 คน รัสเซีย 874,979 คน อินเดีย 852,690 คน และเกาหลีใต้ 484,550 คน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12811585&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oKt8W_X5JvBfjinFwLks5