Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมต.กีฬา ยันกัมพูชาถอนตัวซีเกมส์ไม่กระทบการแข่งขัน บอกดูแลเท่าเทียวกันทุกประเทศ

    รมต.กีฬา ยันกัมพูชาถอนตัวซีเกมส์ไม่กระทบการแข่งขัน บอกดูแลเท่าเทียวกันทุกประเทศ

    “อรรถกร” บอกไทยดูแลนักกีฬาซีเกมส์ทุกประเทศตามมาตรฐานสากล ชี้ “กัมพูชา” ถอนตัวคือสิทธิ ยันไม่กระทบการแข่งขัน

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงประเทศกัมพูชาขอถอนตัวจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในทุกชนิดกีฬาว่า กัมพูชาได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันแล้ว แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศก็ตาม

    เมื่อถามว่าสาเหตุที่กัมพูชาแจ้งขอถอนตัวมาจากความกังวลด้านความปลอดภัยหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬายืนยันว่า ไทยดูแลความปลอดภัยนักกีฬาทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามเราเคารพการตัดสินใจของกัมพูชา

    “การถอนตัวของกัมพูชาเป็นสิทธิของประเทศเขา แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันของนักกีฬาจากประเทศอื่น ๆ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ไม่มีปัญหาอะไร” นายอรรถกรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900943&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DoTsCQ6R2-w8veI1bWAGi

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/12/2025 23:51

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โชว์ Unseen ไท ไทย “ประเพณีเจดีย์ข้าว-มะพร้าวแก้วขวัญหอม-ผ้าขิดลายดอกจันทร์-สุราไทหล่ม” ใช้ “ทุนวัฒนธรรม” สร้างเศรษฐกิจฐานราก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าช้าง และพิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ พี่น้องชาวชุมชนบ้านท่าช้าง สื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมภายในงาน อาทิ ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ จำนวน 200 คน การแสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ฟ้อนถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว เปิดตลาดวัฒนธรรม“หลวงพระบาง 2” เยี่ยมชมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ และมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนาดูแลครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen “ไท ไทย” 4 ด้าน ได้แก่ ไท-ดั้งเดิม (Traditional Thai) ไท-ร่วมสมัย (Contemporary Thai) ไท-ประสบการณ์ (Experiential Thai) และ ไท-เชื่อมโยง (Connected Thai) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค ทั้งกับชุมชนใกล้เคียง องค์กร รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เพื่อเสริมพลังความร่วมมือให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี มีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้อย่างดียิ่ง มีความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี การลงพื้นที่เปิดสุดยอดชุมชนดังกล่าว จึงนับเป็นการย่อย่องและชื่นชมจังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวชุมชนบ้านท่าช้าง ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานเที่ยวชุมชน ยลวิถีได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย

    ทั้งนี้ ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ “ประเพณีเจดีย์ข้าว” ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม “ลงแขก” ทำนาแบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่การหว่านกล้าไปจนถึงการเก็บเกี่ยวรวงข้าว นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดโฆษายังเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดโฆษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของตำบลห้วยไร่ โดยมีนักเล่าเรื่องชุมชนเป็นผู้นำชม ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษาได้อนุรักษ์และพัฒนาผ้าขิดลายดั้งเดิมอย่าง “ลายดอกจันทร์” ให้มีความทันสมัยสู่สากล โดยคงไว้ซึ่งเทคนิคและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนยังรวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน นำทุนทางวัฒนธรรมมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมชุมชน (CPOT) อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า “ขวัญหอม” เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม และยังมีผลิตภัณฑ์ “สุราไทหล่ม” ซึ่งเป็นสุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง โดยใช้ตราสินค้า “ไทหล่ม” แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

    SOCAIL 16-9_2o

    SOCAIL 16-9_2o

    สถานการณ์ชายแดนเข้าสู่วันที่ 4 “ทหารกัมพูชา” เปิดฉากโจมตีไทยแต่เช้ามืด ยิงปืนใหญ่เข้าเขตพนมดงรัก จ.สุรินทร์ พื้นที่ “ปราสาทตาควาย” ปะทะเดือด

    เทศบาลตำบลบางเมือง จัดกิจกรรมอบรมดูแลส่งเสริมสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมใส่ชุดอัตลักษณ์พื้นถิ่น เปิดงานเที่ยวชุมชน ยลวิถี นุ่งซิ่นหมี่คั่นน้อย มรดกภูมิปัญญาชาวไทยหล่ม จ.เพชรบูรณ์

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ฮาร์บินเปิดตัว ‘มิสเตอร์สโนว์แมน’ ปีนี้สูง 23.8 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนวางรางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือสุดไปฮาร์บินเสร็จสมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JDA3fFNXRGakc0gGC1hWN

  • เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    โครงการ เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ โครงการด้านความยั่งยืนดำเนินการโดยกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าสืบสานความมั่งคั่งทางอาหารไทยผ่านการอนุรักษ์และต่อยอด ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง” ซึ่งถือเป็นมรดกของชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ ละภูมิภาคมายาวนาน โดยยึดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งพันธุ์คุณค่าสูงและพันธุ์หายากที่ใกล้สูญหาย

    โดยในปีนี้ เซ็นทรัล ทำ รวบรวมข้าวพื้นเมือง 10 สายพันธุ์ จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชนทั่วประเทศและมูลนิธิชัยพัฒนา นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย ภายใน เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ” ในงาน “Thailand Rice Fest 2025เทศกาลข้าวใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของข้าวไทยทั้งในเชิงรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนเรื่องราวอันงดงามที่เชื่อมโยงผู้คนกับผืนดินและวัฒนธรรมไทย

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในพลังของการ ‘ลงมือทำร่วมกัน’ ระ หว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เราเชื่อว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากต้นน้ำ และเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในปีนี้ เราตั้งใจเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้รู้จักและได้สัมผัส ‘ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง’ ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา ล้วนมีเรื่องราว รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาของผู้ปลูก เราอยากให้ข้าวไทยถูกมองมากกว่าวัตถุดิบในจานอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราร่วมกันผลักดัน คุณค่าของข้าวไทยจะไม่เพียงถูกรักษาไว้ แต่จะเติบโตเป็นโอกาสใหม่ ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนผู้ปลูก นี่คือการเดินทางที่เราอยากให้คนไทยทั้งประเทศร่วมก้าวไปด้วยกัน เพราะเรามั่นใจว่า ‘ข้าวไทย’   มีศักยภาพ ความหลากหลาย และความงดงามไม่แพ้อาหารของชาติใดในโลก”

    ไฮไลต์ “ข้าว ไทย ทำ” — คัดสรร 10 สายพันธุ์พื้นเมืองเด่นจากทั่วประเทศ

    ในโซน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความโดดเด่นของพันธุ์ข้าวหายากและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งในด้านกลิ่น รส เนื้อสัมผัส รวมถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการ อาทิ ข้าวหอมมะลิ และข้าวผกาอำปึล จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์,ข้าวหอมมะลิแดง จากวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์ ,ข้าวฮางหอมมะลิ และข้าวฮางข้าวเหนียว จากวิสาหกิจชุมชนบ้านฮางทิพย์ จ.สกลนคร ,ข้าวสังข์หยด จากวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พัทลุง ,ข้าวเบายอดม่วง จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปข้าวตรัง จ.ตรัง ,ข้าวไร่ดอกข่า จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา ,ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือบ้านแม่ลานคำ จ.เชียงใหม่ ,ข้าวหอมปทุมธานี 1 จากศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    กิจกรรมภายในพาวิลเลียน แบ่งออกเป็น 5 โซน ดังนี้

    โซนทำขวัญข้าว – จำหน่ายข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์, ข้าวผกาอำปึล, ข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวฮางหอมมะลิ, ข้าวฮางข้าวเหนียว, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเบายอดม่วง, ข้าวไร่ดอกข่า, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) และข้าวหอมปทุมธานี 1 ,โซนชิมข้าวไทย – ชิมข้าวคู่กับน้ำพริกจากร้านอาหารเขียวไข่กา (4 ชนิด) ,โซนเวที – จุดถ่ายรูปภายในงาน ,โซน Good Goods – คาเฟ่และโซนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Good Goods ,โซนภาคีเครือข่าย (มูลนิธิชัยพัฒนา) – โซนจัดแสดงสินค้าแบรนด์ภัทรพัฒน์

    เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในคุณค่าของข้าวไทยและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของข้าวไทยที่สามา รถก้าวไกลสู่เวทีโลกได้ พร้อมทั้งเชิดชูอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไป การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงทุกคนให้ร่วมกันรักษา ดูแล และส่งต่อคุณค่าของข้าวไทยให้คงอยู่และงดงามยิ่งขึ้นในอนาคต

    พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

    ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

    พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

    พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

    ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

    ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

    จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

    จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

    วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

    วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

    เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

    เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

    โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

    โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

    กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

    กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

    มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

    มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

    ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

    ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มอบเงินสนับสนุนแก่ มูลนิธิชัยพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/933562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JieEpt-Ehj57y7EJuNX5C

  • เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในการประชุมเมื่อวันพุธ แม้คณะกรรมการมีความเห็นไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ได้ส่งสัญญาณว่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางตลาดแรงงานและภาวะเงินเฟ้อที่ยัง “ทรงตัวในระดับสูง”

    จากประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่หลังการประชุม 2 วัน กรรมการส่วนใหญ่ประเมินว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในปี 2026 ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์เมื่อเดือนกันยายน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงสู่ระดับราว 2.4% ภายในสิ้นปีหน้า ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเร่งตัวสู่ 2.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.4%

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ระบุว่า “ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาในการปรับลดกรอบเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดเพิ่มเติม คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับอย่างรอบคอบ” ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่เคยถูกใช้เพื่อส่งสัญญาณชะลอการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แตกต่างจากความคาดหวังของตลาดที่ยังประเมินว่าจะมีการลดดอกเบี้ยสองครั้งในปีหน้า แม้เฟดจะประกาศมุมมองล่าสุดออกมาแล้วก็ตาม

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุในการแถลงข่าวว่า “ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 75 จุดพื้นฐาน และ 175 จุดพื้นฐานนับจากปีก่อนหน้า ทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยขณะนี้เข้าใกล้ช่วงค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยสมดุล และอยู่ในจุดที่เหมาะสมจะรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจ” พร้อมย้ำว่า “นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และจะตัดสินใจเป็นรายครั้งตามข้อมูล”

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    หลังแถลงข่าว ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง

    อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ B. Riley Wealth ระบุว่า “นี่เป็นการลดดอกเบี้ยในเชิงเข้มงวด (hawkish cut) ไม่ใช่เพียงเพราะมีสองเสียงข้างมากที่ต้องการคงดอกเบี้ยเดิม แต่เพราะดูจาก ‘ดอทพลอต’ จะเห็นว่ามีกรรมการถึงหกคนที่ประเมินว่าไม่ควรมีการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้”

    การลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่กรอบ 3.50%-3.75% มีกรรมการสามรายไม่เห็นด้วย โดย ออสตัน กูลสบี ประธานเฟดชิคาโก และเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดแคนซัสซิตี้ ต้องการให้คงดอกเบี้ย ส่วนสตีเฟน มิราน เสนอให้ลดแรงกว่าเป็น 0.50%

    แนวนโยบายการเงินจากนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และภายใต้แรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการให้เฟดเร่งลดดอกเบี้ย จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังล่าช้าเนื่องจากผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐ 43 วันในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 แข็งแกร่ง

    ประมาณการล่าสุดมีแนวโน้มในเชิงบวก แม้อัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงกว่าที่คาด แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตเร็วขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อลดลง และอัตราว่างงานปรับลด

    อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงและประมาณการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยยังไม่ได้รับข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อชุดล่าสุด และอาศัย “ข้อมูลเท่าที่มี” เช่น การสำรวจภายใน การติดต่อภาคธุรกิจ และข้อมูลภาคเอกชน

    ข้อมูลทางการล่าสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ซึ่งระบุว่าอัตราว่างงานเพิ่มจาก 4.3% เป็น 4.4% และเงินเฟ้อหลักเพิ่มเป็น 2.8% จาก 2.7% เฟดตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% แต่การปรับขึ้นของภาษีนำเข้าที่ส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้นและก่อให้เกิดความเห็นต่างภายในเฟด

    ข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของเดือนพฤศจิกายนจะประกาศในสัปดาห์หน้า ตามด้วยรายงานการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสสามฉบับสมบูรณ์

    เฟดระบุว่า “ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจขยายตัวในระดับปานกลาง การจ้างงานชะลอตัวลง และอัตราว่างงานขยับขึ้นจนถึงเดือนกันยายน” พร้อมถอดคำอธิบายเดิมที่ระบุว่าอัตราว่างงานอยู่ในระดับ “ต่ำ”

    ประมาณการใหม่ชี้ว่ามีกรรมการหกรายที่ไม่ต้องการให้มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ และเจ็ดรายไม่เห็นด้วยกับการลดเพิ่มเติมในปี 2026

    ค่ากลางของประมาณการระบุว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในปี 2027 ขณะที่เงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/734810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0keu3qpx4pQ0YY54KpLiuo

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/12/2025 23:51

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โชว์ Unseen ไท ไทย “ประเพณีเจดีย์ข้าว-มะพร้าวแก้วขวัญหอม-ผ้าขิดลายดอกจันทร์-สุราไทหล่ม” ใช้ “ทุนวัฒนธรรม” สร้างเศรษฐกิจฐานราก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าช้าง และพิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ พี่น้องชาวชุมชนบ้านท่าช้าง สื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมภายในงาน อาทิ ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ จำนวน 200 คน การแสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ฟ้อนถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว เปิดตลาดวัฒนธรรม“หลวงพระบาง 2” เยี่ยมชมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ และมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนาดูแลครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen “ไท ไทย” 4 ด้าน ได้แก่ ไท-ดั้งเดิม (Traditional Thai) ไท-ร่วมสมัย (Contemporary Thai) ไท-ประสบการณ์ (Experiential Thai) และ ไท-เชื่อมโยง (Connected Thai) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค ทั้งกับชุมชนใกล้เคียง องค์กร รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เพื่อเสริมพลังความร่วมมือให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี มีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้อย่างดียิ่ง มีความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี การลงพื้นที่เปิดสุดยอดชุมชนดังกล่าว จึงนับเป็นการย่อย่องและชื่นชมจังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวชุมชนบ้านท่าช้าง ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานเที่ยวชุมชน ยลวิถีได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย

    ทั้งนี้ ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ “ประเพณีเจดีย์ข้าว” ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม “ลงแขก” ทำนาแบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่การหว่านกล้าไปจนถึงการเก็บเกี่ยวรวงข้าว นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดโฆษายังเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดโฆษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของตำบลห้วยไร่ โดยมีนักเล่าเรื่องชุมชนเป็นผู้นำชม ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษาได้อนุรักษ์และพัฒนาผ้าขิดลายดั้งเดิมอย่าง “ลายดอกจันทร์” ให้มีความทันสมัยสู่สากล โดยคงไว้ซึ่งเทคนิคและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนยังรวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน นำทุนทางวัฒนธรรมมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมชุมชน (CPOT) อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า “ขวัญหอม” เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม และยังมีผลิตภัณฑ์ “สุราไทหล่ม” ซึ่งเป็นสุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง โดยใช้ตราสินค้า “ไทหล่ม” แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

    SOCAIL 16-9_2o

    SOCAIL 16-9_2o

    เทศบาลตำบลบางเมือง จัดกิจกรรมอบรมดูแลส่งเสริมสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมใส่ชุดอัตลักษณ์พื้นถิ่น เปิดงานเที่ยวชุมชน ยลวิถี นุ่งซิ่นหมี่คั่นน้อย มรดกภูมิปัญญาชาวไทยหล่ม จ.เพชรบูรณ์

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ฮาร์บินเปิดตัว ‘มิสเตอร์สโนว์แมน’ ปีนี้สูง 23.8 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนวางรางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือสุดไปฮาร์บินเสร็จสมบูรณ์

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ชัด รัฐธรรมนูญเหมือนเข็มทิศแผนที่ประเทศ แต่สำคัญสุดคือ จิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JDA3fFNXRGakc0gGC1hWN

  • เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ติดเมืองแม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยชมเมือง ทางเลือกสำหรับ นทท.

    เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ติดเมืองแม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยชมเมือง ทางเลือกสำหรับ นทท.

    เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ติดเมืองแม่ฮ่องสอน จุดชมวิวดอยชมเมือง ทางเลือกสำหรับ นทท.

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุดมศักดิ์  ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  และ หัวหน้าส่วนราชการ นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกฯเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน นาย ภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวฯจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ได้พากันเดินสำรวจแหล่งท่องเที่ยว  จุดชมวิวชมเมืองแม่ฮ่องสอน  ตั้งอยู่ บ้านชานเมือง หมู่ 12 ตำบลปางหมู อำเภอเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางการเดิน 2.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดชมวิวเมืองแม่ฮ่องสอน แห่งใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้

    สำหรับ จุดชมวิวดอยชมเมือง เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ตลอดเส้นทางสามารถ ชมพืช สมุนไพร ต่างๆ  ในรูปแบบ มินิเทรคกิ้ง MiniTrekking ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินสัมผัสธรรมชาติได้ จุดสูงสุดของ ดอยชมเมือง สามารถมองเห็น ทะเลหมอกยามเช้า และวิว 360 องศา และที่สำคัญ ไม่ไกลจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933767&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QGleU84Gm0L00Zdbj-TTO

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/12/2025 23:51

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โชว์ Unseen ไท ไทย “ประเพณีเจดีย์ข้าว-มะพร้าวแก้วขวัญหอม-ผ้าขิดลายดอกจันทร์-สุราไทหล่ม” ใช้ “ทุนวัฒนธรรม” สร้างเศรษฐกิจฐานราก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” บ้านท่าช้าง และพิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ พี่น้องชาวชุมชนบ้านท่าช้าง สื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติ เข้าร่วม ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กิจกรรมภายในงาน อาทิ ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา พิธีบวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ จำนวน 200 คน การแสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ฟ้อนถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้” พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว เปิดตลาดวัฒนธรรม“หลวงพระบาง 2” เยี่ยมชมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยได้คัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ และมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนาดูแลครอบครัวอีกด้วย ทั้งนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen “ไท ไทย” 4 ด้าน ได้แก่ ไท-ดั้งเดิม (Traditional Thai) ไท-ร่วมสมัย (Contemporary Thai) ไท-ประสบการณ์ (Experiential Thai) และ ไท-เชื่อมโยง (Connected Thai) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค ทั้งกับชุมชนใกล้เคียง องค์กร รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เพื่อเสริมพลังความร่วมมือให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสุข มีความรักความสามัคคี มีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมของท้องถิ่นไว้อย่างดียิ่ง มีความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างดี การลงพื้นที่เปิดสุดยอดชุมชนดังกล่าว จึงนับเป็นการย่อย่องและชื่นชมจังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวชุมชนบ้านท่าช้าง ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ให้ความสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยคุณค่า ร่วมแรงร่วมใจผลักดันขับเคลื่อนงานเที่ยวชุมชน ยลวิถีได้สำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย

    ทั้งนี้ ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ “ประเพณีเจดีย์ข้าว” ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม “ลงแขก” ทำนาแบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่การหว่านกล้าไปจนถึงการเก็บเกี่ยวรวงข้าว นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดโฆษายังเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดโฆษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของตำบลห้วยไร่ โดยมีนักเล่าเรื่องชุมชนเป็นผู้นำชม ส่วนด้านผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษาได้อนุรักษ์และพัฒนาผ้าขิดลายดั้งเดิมอย่าง “ลายดอกจันทร์” ให้มีความทันสมัยสู่สากล โดยคงไว้ซึ่งเทคนิคและเอกลักษณ์ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนยังรวมตัวกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน นำทุนทางวัฒนธรรมมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมชุมชน (CPOT) อาทิ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า “ขวัญหอม” เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม และยังมีผลิตภัณฑ์ “สุราไทหล่ม” ซึ่งเป็นสุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง โดยใช้ตราสินค้า “ไทหล่ม” แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

    SOCAIL 16-9_2o

    596413524_891646523293464_7164627788404533523_n

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” สวมใส่ชุดอัตลักษณ์พื้นถิ่น เปิดงานเที่ยวชุมชน ยลวิถี นุ่งซิ่นหมี่คั่นน้อย มรดกภูมิปัญญาชาวไทยหล่ม จ.เพชรบูรณ์

    “ซาบีดา” เปิดตัว “บ้านท่าช้าง (วัดโฆษา)” เพชรบูรณ์ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ฮาร์บินเปิดตัว ‘มิสเตอร์สโนว์แมน’ ปีนี้สูง 23.8 เมตร

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนวางรางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือสุดไปฮาร์บินเสร็จสมบูรณ์

    “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ชัด รัฐธรรมนูญเหมือนเข็มทิศแผนที่ประเทศ แต่สำคัญสุดคือ จิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) อากาศเย็นยะเยือกในจีนเปลี่ยน ‘เต้าหู้’เป็นใบมีด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1419582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JDA3fFNXRGakc0gGC1hWN

  • ดาวโจนส์พุ่ง 46.17 จุด หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกหลังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% คาดเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์พุ่ง 46.17 จุด หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกหลังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% คาดเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

    วันที่ 11 ธ.ค.68 ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดบวกในวันพุธ(10ธ.ค.) หลังเฟดปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% แต่ส่งสัญญาณว่าสำหรับตอนนี้จะระงับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในขณะที่พวกเขาคาดการณ์เศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 497.46 จุด (1.05 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 48,057.75 เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 46.17 จุด (0.67 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 6,886.68 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 77.67 จุด (0.33 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 23,654.16 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GwNUIeIF-rc1Lw7_Fa4H4

  • ดันไทย-ญี่ปุ่นปักธงอุตสาหกรรม

    ดันไทย-ญี่ปุ่นปักธงอุตสาหกรรม

    การเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการขยายการค้าแบบดั้งเดิม แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์แห่งอนาคต โดยมีนวัตกรรม พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้บริบทนี้ จึงได้เกิดการหารือระดับสูงที่สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 โดย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร

    ได้ให้การต้อนรับ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมในเชิงลึก ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเดินหน้าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศจากระดับพันธมิตรไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเด็นหลักของการหารือในครั้งนี้คือ การสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย

    และการวางรากฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของไทยในเวทีโลก โดยที่ผ่านมาญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนและคู่ค้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญยิ่งของไทย การยกระดับความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนหลัก

    ผลจากการหารือได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าทันทีใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) เชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ร่วมขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแรงร่วมกัน ไทยพร้อมผลักดัน SMEs เข้าสู่เครือข่ายญี่ปุ่น รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์เต็มที่

    2) พัฒนาศักยภาพ SMEs และ Startups ทั้งสองประเทศจะเร่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มาตรฐาน และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นมากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับบุคลากรและระบบนวัตกรรม เพื่อให้ SMEs และ Startups เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจใหม่

     และ 3) วางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและรีไซเคิล โดยร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมรีไซเคิล และการจัดการซากรถและแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ ซึ่งไทยต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นเพื่อนำมาต่อยอด ลดการพึ่งพาทรัพยากร และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

     ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากความร่วมมือเชิงรุกนี้มีหลายมิติ ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุนที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานระดับโลกมาสู่บุคลากรและผู้ประกอบการไทย การสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่ร่วมกับญี่ปุ่น และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมาตรฐานสูงของเอเชียอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเอากรอบการเติบโตที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะเร่งจัดทำ Roadmap ความร่วมมือภายใต้กลไกหารือพลังงานและอุตสาหกรรมไทย–ญี่ปุ่น (EID) เพื่อให้เกิดความชัดเจนเชิงเวลาและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

    จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความร่วมมือนี้คือการเริ่มต้นอย่างจริงจังเพื่อปักธงอุตสาหกรรมอนาคตของไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนและเตรียมพร้อมประเทศไทยสำหรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/912649/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw356ZwFtBwgjJrNha-29_SU

  • WTO ชื่นชมไทย!!

    WTO ชื่นชมไทย!!

    ตามกลไก “องค์การการค้าโลก” (WTO) จะประเมินและตรวจสอบนโยบายการค้า ของประเทศสมาชิกทุก 3–5 ปี หรือที่เรียกว่า “ทบทวนนโยบายการค้า” หรือ Trade Policy Review

    เพื่อให้สมาชิกดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส เป็นธรรม สอดคล้องกับพันธกรณีที่ตกลงไว้กับ WTO และลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาทกับสมาชิกที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของอีกประเทศ

    ในปีนี้ถึงรอบของไทยทบทวนนโยบายการค้า เป็นรอบที่ 9 ซึ่งครอบคลุมนโยบายและมาตรการการค้าที่ใช้ช่วงปี 2563 ถึงครึ่งแรกปี 2568 โดยมี “น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการชี้แจง เมื่อวันที่ 1-3 ธ.ค.68 ณ WTO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

    และภายหลังจากที่ไทยชี้แจง และเปิดโอกาสให้สมาชิกอื่นๆ ซึ่งมีมากถึง 53 ประเทศ ได้เข้าร่วมอภิปรายจนเสร็จสิ้นแล้ว ฝ่ายเลขาธิการ WTO ได้จัดทำเป็นรายงานและเผยแพร่ ในเว็บไซต์ www.wto.org

    สรุปได้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกและไทยเผชิญความผันผวนมากจากโควิด–19 และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์  แต่สมาชิกชื่นชมที่เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้ต่อเนื่อง!!

    เป็นผลจากการดำเนินเศรษฐกิจแบบเปิดตามระบบการค้าพหุภาคี, ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี, ปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ลงทุน, ปฏิบัติตามพันธกรณี WTO รวมถึงบทบาทผู้แทนไทยใน WTO “นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์” เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทย ในฐานะสมาชิกที่ให้ความสำคัญกับระบบการค้าโลก

    นอกจากนี้ ยังชื่นชมอีกว่าช่วง 5 ปี ไทยมีนโยบายที่นำไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และพัฒนาการค้าดิจิทัลให้เติบโตเร็วกว่าตลาดโลก อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพโตได้อีกมาก เพราะมีระบบเศรษฐกิจเปิดกว้าง โดยไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศถึง 137% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    อย่างไรก็ตาม สมาชิกมีข้อกังวลและซักถามเรื่องต่างๆ เช่น ภาษีศุลกากรที่ซับซ้อน, เก็บภาษีรถยนต์และสินค้าเกษตรอัตราสูง, การรับรองการปลอดโรคพืชและสัตว์นำเข้าที่ใช้เวลานาน, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, นโยบายการแข่งขัน และการจำกัดการลงทุนภาคบริการ

    พร้อมเสนอแนะให้ไทยเปิดเสรีภาคบริการเพิ่มเติม, ลดข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติ, เพิ่มการแข่งขันและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ หากไทยเร่งการปฏิรูปภายในเพิ่มเติมได้ จะยิ่งทำให้ไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ สมาชิกยังเร่งรัดไทยให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง, สนับสนุนการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และความตกลง E-commerce ฯลฯ รวมทั้งสนับสนุนที่ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

    ก็ได้แต่หวังว่า การเป็น “เด็กดี” ของไทย จะสร้างความเชื่อมั่นให้นานาประเทศค้าขาย ลงทุนกับไทยมากขึ้น และปฏิบัติกับไทยอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่เล่นใต้ดิน นอกกติกา จนไทยเสียเปรียบ!!

    ฟันนี่เอส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2901025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g7z5oQ21YWnVV4uqNMM6k