Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

    ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

    ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐตุรกี (TCMB) ระบุว่า ปัจจุบันกำลังดำเนินการในระยะที่ ของ “โครงการวิจัยและพัฒนาลีราตุรกีดิจิทัล” (Digital Turkish Lira R&D Project) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานความคืบหน้าลีราตุรกีดิจิทัล ระยะที่ 2 ที่จัดทำขึ้นนั้น ได้มีการเปิดเผยสถานะปัจจุบันของการดำเนินงาน โดยเน้นไปที่หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การชำระเงินแบบโปรแกรมได้ (Programmable payments), การชำระเงินแบบออฟไลน์ (Offline payments) และความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบ (Interoperability) รายงานดังกล่าวระบุว่า หลังจากที่ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลระยะที่ ไปเมื่อสิ้นปี 2023 ทางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 ต่อทันที โดยการดำเนินงานยังคงยึดถือหลักการที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลเดิม ได้แก่ ความเป็นส่วนตัวความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมความสามารถในการทำงานร่วมกันหลักการไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และการไม่พึ่งพาตัวกลางทางการเงิน รายงานยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกรณีการใช้งานเชิงนวัตกรรมด้วยลีราตุรกีดิจิทัล และการสร้างช่องทางการชำระเงินส่วนเพิ่ม ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความเป็นเอกภาพในการชำระเงินและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ให้มากขึ้น

    รายงานระบุว่า เป้าหมายหลักคือการรักษาความน่าเชื่อถือและอธิปไตยของเงินลีราตุรกีควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระเงิน โดยในระยะที่ ของโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ยังคงมีการดำเนินกิจกรรมด้านสกุลเงินดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงานระบุว่ากำลังดำเนินการพัฒนาระบบต้นแบบ (Prototype) ที่สร้างขึ้นในระยะที่ 1 ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนถึงระดับ “ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงขั้นพื้นฐาน” (Minimum Viable Product) รวมถึงการดำเนินงานเพื่อนำสถาบันตัวกลางทางการเงินเข้ามาในระบบ โดยมีรายละเอียด กล่าวคือ การชำระเงินแบบโปรแกรมและการชำระเงินแบบออฟไลน์ เป็นจุดเน้นหลักของการดำเนินงานในระยะที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการเพื่อพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนภายในธนาคารกลางฯ อีกด้วย นอกเหนือจากงานด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมในมิติด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ โดยมีการทำแบบจำลองเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของลีราตุรกีดิจิทัลที่มีต่อระบบการเงิน ซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาจะถูกแบ่งปันสู่สาธารณะในลำดับถัดไป และเช่นเดียวกับระยะที่ 1 ในระยะที่ 2 นี้จะมีการทดสอบนำร่อง (Pilot tests) ซึ่งจะครอบคลุมการปรับปรุงระบบ ฟังก์ชันใหม่ และสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย โดยมีแผนจะใช้สถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงแบบทันที เพื่อวัดคุณสมบัติและประสิทธิภาพของระบบได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

    การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ของลีราตุรกีดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป รายงานระบุว่า ในขณะที่ระบบลีราตุรกีดิจิทัลกำลังถูกพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นในระยะที่ 2 นั้น มีความคืบหน้าในด้านการชำระเงินแบบโปรแกรมและแบบออฟไลน์ รวมถึงมีการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของระบบ เช่น การเชื่อมต่อกับสถาบันตัวกลางทางการเงินการประยุกต์ใช้อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) กับสกุลเงินดิจิทัลโดยเฉพาะการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล และการชำระเงินข้ามพรมแดน

    รายงานย้ำว่า การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่ และมีแผนที่จะปิดจบระยะที่ 2 เมื่อผลการศึกษาเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์ ในรายงานความคืบหน้าโครงการฯ ระบุว่า เป้าหมายต่อไปคือการก้าวเข้าสู่ การดำเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งหากมีการตัดสินใจให้นำลีราตุรกีดิจิทัลออกใช้หมุนเวียนจริง กระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกกฎระเบียบทางกฎหมาย จะถูกดำเนินการในระยะที่ นี้

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    ตามที่เราทราบกันว่า เงินสกุลดิจิทัลคือ รูปแบบของเงินที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัลเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนเป็นเหรียญหรือธนบัตรทางกายภาพเหมือนเงินที่เราใช้กันอยู่ เงินอิเล็กทรอนิกส์ถูกควบคุมและตรวจสอบโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายอำนาจ (บล็อกเชน) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ทำให้มันมีความปลอดภัย โปร่งใส และมีอิสระในการทำธุรกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ดี สกุลเงินดิจิทัลของประเทศหรือธนาคารกลางของหลายประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ เงินตราประจำชาติที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยมี ธนาคารกลาง ของประเทศนั้น ๆ เป็นผู้รับรองและออกให้ ซึ่งหมายความว่ามันมีความมั่นคงและมีสถานะเป็น เงินที่ถูกกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ โดยประเทศที่มี CBDC อย่างเป็นทางการแล้วในปัจจุบันได้แก่ บาฮามาส จาเมกา และไนจีเรีย ในขณะที่ จีน สวีเดน เกาหลีใต้ และอินเดียเอง ก็อยู่ในการทดลงสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวเช่นกัน 

    โดยในทางปฏิบัตินั้น มูลค่าของเงิน CBDC จะมีความคงที่กว่าเหรียญสกุลคริปโตอย่างมาก กล่าวคือ 1 CBDC = 1 บาท และไม่ผันผวนรุ่นแรงเหมือนเหรียญสกุลคริปโตอื่นๆ เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ออกและรับประกันโดยธนาคารกลาง (State-backed) ซึ่งจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องล้มละลายหรือฉ้อโกง โดยจะสามารถใช้เพื่อการซื้อสินค้าและบริการและชำระหนี้ได้อย่างถูกกฎหมายเหมือนเงินสดทุกประการ เพียงแต่เป็นแบบดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบความต่างระหว่าง CBDC กับ Cryptocurrency นั้น อาจจะบอกได้ดังนี้ รัฐบาลเป็นผู้ออก CBDC มีความมั่นคง คงที่ของมูลค่าและเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Tender) แต่ Cryptocurrency ไม่มีคนกลาง มีความผันผวนของมูลค่าตลอดเวลา และถือเป็นเพียงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เท่านั้น

    หากตุรกีสามารถพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองได้สำเร็จ อาจจะทำให้ตุรกีเข้าสู่สังคม ไร้เงินสด (Cashless) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของตุรกี ในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน

    ที่มา: https://www.aa.com.tr/tr/ekonomi/dijital-turk-lirasi-projesinin-ikinci-faz-ilerleme-raporu-yayimlandi/3752123 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uswyjlgo921ezhumm6z04v9j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mRniR6VZXOdNT8pOTC7ID

  • ปตท.ปิดประตูส่งออก ย้ำงดน้ำมันไปกัมพูชา เซฟมั่นคงชาติ

    ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ล่าสุดเกิดกระแสข่าวในสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย อ้างว่ามีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทยไปยังกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกของสังคมและความเชื่อมั่นด้านพลังงานของประเทศ

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมบริษัทในกลุ่ม ออกแถลงยืนยันอย่างชัดเจนว่า กลุ่ม ปตท. ไม่มีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด โดยได้มีนโยบายงดการส่งออกไปยังกัมพูชาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    กลุ่ม ปตท. ระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนยังมีความเปราะบาง

    นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังแสดงจุดยืนขอเคียงข้างและส่งกำลังใจให้กับทหาร ตำรวจ และประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมย้ำถึงบทบาทของภาคพลังงานในการสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

    313149.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ptt-confirms-no-fuel-export-to-cambodia-border-tension&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LQXsLD2-_T3xuiOAVsUFj

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: เด้งแรงหลังชัดเจนวันเลือกตั้ง-กลุ่มท่องเที่ยวนำ เก็งกนง.หั่นดอกเบี้ยหนุน

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: เด้งแรงหลังชัดเจนวันเลือกตั้ง-กลุ่มท่องเที่ยวนำ เก็งกนง.หั่นดอกเบี้ยหนุน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ธ.ค. 68)

              นางสาวชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย   SET50 Index Futures วันนี้ดัชนีเด้งกลับแรงสวนทางกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ลบจามตลาดหุ้นสหรัฐที่หุ้นเทคโนโลยีพักฐาน เนื่องจาก  คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะวันเลือกตั้งคือ 8 ก.พ.69 และจะเริ่มรับสมัคร สส.ปลายธ.ค.นี้ เกิด Election Rally   รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยวนำ และคาดหวังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุม 17 ธ.ค.นี้             แนวโน้มตลาดในวันพรุ่งนี้ น่าจะปรับขึ้นได้ต่อเนื่องหลังเคาะวันเลือกตั้งแล้ว ในสัปดาห์นี้จะมีการรายงานตัวเลขแรงงาน  สหรัฐละเงินเฟ้อสหรัฐ ให้แนวต้านที่ 845, 850จุด แนวรับที่ 835-830 จุด แนะเก็งกำไรฝั่งlong            ส่วนราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว ที่เม็ดเงินลงทุนอาจโยกมาจากฝั่งตลาดหุ้นที่มาพักฐานทองคำ จากที่  กังวลฟองสบู่ AI แตก นอกจากนี้ยังมีประเด็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคาทองคำ ล่าสุดมีการโจมตีซีเรียหลังทหารอเมริกันถูก  สังหาร และคาดว่าในปีหน้า ดอกเบี้ยสหรัฐมีโอกาสปรับลงได้อีก ทองคำจึงกลับมาวิ่งอีกรอบ             ให้แนวต้าน 4,365 , 4,380 เหรียญ/ออนซ์ แนวรับที่ 4,330, 4,320 เหรียญ/ออนซ์            ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 841.16 จุด เพิ่มขึ้น 13.35 จุด, +1.61%

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBE0IQE02Z0XHNIK863X5987GRZ3M87&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MRhEtRPS6RzwM8IRGbf5h

  • คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน สัมมนา “Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต” ว่า การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะหยุดเดิน จากการประเมินของกระทรวงการคลัง ผลกระทบจากการยุบสภาต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2569 และในระหว่างนั้น ภาครัฐยังสามารถใช้งบประมาณไปพลางก่อนได้ตามกรอบกฎหมาย

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ยอมรับว่าอาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่พึ่งพานโยบายรัฐสูง อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว การลงทุนเพื่อรองรับอุปสงค์ที่มีอยู่ และการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลก ยังคงสามารถเดินหน้าต่อได้

    โดยกระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ราว 2.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว จากเศรษฐกิจปีนี้โต 2% ไตรมาส 4 โตไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิมที่ไม่มีมาตรการขยายตัวเพียง 0.3% 

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แต่ได้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเริ่มดำเนินการแล้ว เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมือประชาชนและผู้ประกอบการแล้ว ภายใต้แนวคิดหลัก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และการจายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อ และดูแลความต่อเนื่องของนโยบายที่ได้เริ่มต้นไว้ ผ่านทั้ง 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก คือ 1.พยุงกำลังซื้อและลดค่าครองชีพ 2.แก้ปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน 3.เสริมสภาพคล่องและศักยภาพ SMEs ไทย 4.ส่งเสริมการออมและความมั่นคงทางการเงิน และ 5. เร่งลงทุนเพื่ออนาคต สร้างความเชื่อมั่นระยะกลาง-ยาว ส่วน 1 ฐานรากคือ วินัยการคลัง

    โดยมาตรการ Quick Big Win มีเพียง เสาที่ 4 คือ  เรื่องการออมและความมั่นคงทางการเงิน ที่ไม่สามารถเสนอเข้าที่ประชุมครม.ได้ทันก่อนการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ยังสามารถปลดล็อกบางมาตรการเพื่อเพิ่มทางเลือกการออมและยกระดับผลตอบแทนให้ประชาชนได้

    โดยได้ผลักดัน โครงการ “พันธบัตรออม Plus” เปิดโอกาสให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ซื้อขายตามราคาตลาด ผ่านสาขาธนาคารและแพลตฟอร์ม Bond Connect ที่เชื่อมกับ SETTRADE พร้อมแผนออกพันธบัตรเป็นประจำทุกเดือนในปีหน้า เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงการออมได้ง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ ยังปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ให้สามารถรับเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญได้สูงสุด 30% ของเงินเอาประกัน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีนี้ รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทประกันภัย ช่วยเพิ่มโอกาสเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนกว่า 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มสภาพคล่องและผลตอบแทนให้ผู้เอาประกัน

    ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ ย้ำว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว วินัยการคลัง ถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น โดยรัฐบาลได้จัดทำ กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) อย่างเคร่งครัด ตั้งเป้าลดการขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ต่อ GDP และเพิ่มความโปร่งใสทางการคลัง

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการใช้จ่ายภาครัฐต้องไม่สร้างภาระการคลังในอนาคต และออกแนวทางกำกับการใช้มาตรา 28 เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่า วินัยการคลังไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนา แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

    “สาระสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ระบบยังทำงานได้ การลงทุนยังเดินหน้าได้ และภาครัฐยังทำหน้าที่ดูแลความต่อเนื่องของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่” นายเอกนิติกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fx4a9K4qulitxzztFXsJ-

  • แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผาก่างก้าย ภูอีเลิศ” ท้าทายความเสียววาบสะดุ้ง เหมือนผาหล่มสักภูกระดึง

    แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผาก่างก้าย ภูอีเลิศ” ท้าทายความเสียววาบสะดุ้ง เหมือนผาหล่มสักภูกระดึง

    ภูมิภาค

    แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผาก่างก้าย ภูอีเลิศ” ท้าทายความเสียววาบสะดุ้ง เหมือนผาหล่มสักภูกระดึง

    วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่จังหวัดเลย เชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสอากาศหนาว อากาศดีดี ทะเลหมอกสวย และความงดงามของธรรมชาติวันนี้แนะนำ ผาก่างก้าย เป็นหน้าผาที่พบใหม่ในอำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย อยู่ที่ภูอีเลิศ เป็นหน้าผาที่ยื่นออกไปจากโขนหินตัวภู มีขนาดกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของภูอีเลิศ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามแห่งใหม่ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะสัมผัสทะเลหมอกยามเช้า และท้าทายความหวาดเสียวบนหน้าผาที่ยื่นออกไป

    นายนรเศรษฐ์  แสนประสิทธิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านปากหมัน เผยว่า ผาก่างก้ายเป็นจุดท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ห่างจากภูอีเลิศประมาณ 1 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ของกลุ่มฯ เท่านั้น โดยจะนั่งรถอีแต๊กผ่านป่าชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ขอป่าไม้ เขียวขจี ซึ่งป่าชุมชนดังกล่าว ได้รับรางวัลโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชนระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2567 จากกรมป่าไม้

    ผาก่างก้าย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 650 เมตร มีจุดเด่นคือการเป็นจุดชมวิว ที่ต้องไปถ่ายรูปแล้ว ทำให้หวาดเสียวขาสั่นไปพอสมควร เพราะผานั่นยื่นออกไป ด่านล่างโล่ง สุดตา ใครใจไม่ถึง อยาไปลองไปตรงหน้าผาเด็ดขาด สำหรับที่มาของชื่อ “ผาก่างก้าย” นั้น ทราบว่าผาก่างก้ายมีที่มาจากเรื่องเล่าในอดีตที่พระภิกษุสงฆ์เคยมาปักกลดในป่านี้ และเมื่อไปยืนอยู่ตรงผาดังกล่าวเกิด อาการหวิวๆ พลัดตกลงไปจากหน้าผา ไปติดตรงต้นไม้ด้านล่าง โชคดีไม่เป็นอะไรมาก และสามารถปีนกลับขึ้นมาได้ในลักษณะที่ต้อง “ก่างกะก่างก้าย” หรือการตะเกือกตะกายอย่างทุลักทุเล หมดสภาพ และสามารถขึ้นมาจนได้ จนเป็นที่มาของชื่อหน้าผาดังกล่าว

    สำหรับ ข้อมูลท่องเที่ยวภูอีเลิศ นั้น อยู่ที่ ต.ปากหมัน อ.ด่านซ้าย จ.เลย  การเดินทางมาอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และต่อไปบ้านปากหมัน ต้องใช้บริการรถอีแต๊กของชุมชน เพื่อเดินทางไปค้างคืนหรือขึ้นไปในช่วงเช้าของวันและพักที่โอมสเตย์ของชุมชน หรือรีสอร์ทในหมู่บ้าน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่  นายนรเศรษฐ์ แสนประสิทธิ์ โทรศัพฺท์  061-053-1561
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/458628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bt5OXDzet61KiyO8pAKCv

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กลับมาให้บริการในเส้นทาง “กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช” หนุนโครงข่ายเศรษฐกิจท่องเที่ยวใต้แข็งแรงรับช่วงไฮซีซั่น สำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้! | TOPNEWS

    สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) เดินหน้าเสริมแกร่งอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ หนุนสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจภาคใต้เติบโต ประกาศกลับมาให้บริการเที่ยวบินตรง “กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช” (ไป-กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ให้บริการทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    สำหรับเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช ของสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

    • เที่ยวบินขาไป หมายเลข VZ330 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 06:10 น.
      ถึงนครศรีธรรมราช เวลา 07:30 น. และเที่ยวบินหมายเลข VZ334 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 13:10 น.ถึงนครศรีธรรมราชเวลา 14:30 น.
    • เที่ยวบินขากลับ หมายเลข VZ331 ออกจากนครศรีธรรมราช เวลา 08:00 น. ถึงกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)  เวลา 09:15 น. และเที่ยวบินหมายเลข VZ335 ออกจากนครศรีธรรมราช เวลา 15:00 น. ถึงกรุงเทพฯ  (สุวรรณภูมิ) เวลา 16:20 น.

    นางสาว สญาดา เบญจกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ กล่าวว่า”เวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการดำเนินกลยุทธ์การบริหารจัดการเส้นทางบินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายการท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กระทรวงคมนาคม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อพัฒนาเส้นทางการบินให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางสายการบินฯ กลับมาให้บริการในเส้นทางบินตรง “กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – นครศรีธรรมราช” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวประจำปี ทั้งนี้ เพื่อขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุนการเชื่อมต่อหมุดหมายการท่องเที่ยวสู่เมืองน่าเที่ยว รองรับโครงข่ายเศรษฐกิจใหม่ในภาคใต้ เพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งผู้โดยสารยังสามารถเชื่อมต่อกับเที่ยวบินภายในประเทศของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ได้อีกด้วย รวมถึงการเชื่อมต่อผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังเส้นทางต่างประเทศยอดนิยมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้การเดินทางทั้งในและต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น”

    เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาให้บริการเส้นทางนครศรีธรรมราช เวียตเจ็ทไทยแลนด์มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้โดยสารจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กร โดยผู้ที่ทำการจองผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือห้องจำหน่ายบัตรโดยสารของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ จะได้รับคะแนนสะสม Fun Coin เพิ่มเป็น 2 เท่า สำหรับเส้นทางนครศรีธรรมราชโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2569 และสามารถเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย Fun Coin สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดตั๋วเครื่องบินในอัตรา 100 คะแนนต่อส่วนลด 10 บาท ส่วนลดจากบริการและสินค้าจากร้านค้าชั้นนำ รวมถึงสิทธิพิเศษประจำเดือน เพิ่มความคุ้มค่า และความเพลิดเพลินให้กับทุกการเดินทาง

    ร่วมออกเดินทางกับสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดเอ็นจอย  ได้แล้ววันนี้ สำรองเที่ยวบินได้ทางเว็บไซต์ https://th.vietjetair.com ติดตามข้อมูลข่าวสารพร้อมอัปเดตโปรโมชันสายการบินได้ที่ เฟซบุ๊ก  ออฟฟิเชียล Vietjet Thailand https://www.facebook.com/VietJetThailand  TikTok https://www.tiktok.com/@thaivietjet   หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-089-1909 ให้บริการทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8.00 – 22.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1424240&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YtyrdTtZp1hUTZRb7blR-

  • “เอกนิติ” เตือนบาทแข็งเกินไป กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ สั่งคลังเร่งหามาตรการพยุง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ธ.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงนี้ว่า เป็นผลจากการที่สหรัฐอเมริกาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่ประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเป็นกลไกตรงข้ามกับธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ได้หารือประเด็นดังกล่าวกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว โดยเข้าใจว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะนำไปพิจารณา ทั้งนี้ ธปท. มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน ขณะที่กระทรวงการคลังทำงานในลักษณะประสานกัน ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นระดับที่ “รับไม่ได้” โดยกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการที่สามารถช่วยดูแลได้ในส่วนของภาคการคลัง อาทิ การบริหารการนำเข้าของภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการบริหารการชำระคืนหนี้ โดยมอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณาเป็นกลไกเสริม

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ยอมรับว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัด เนื่องจากสัดส่วนหนี้ต่างประเทศของไทยไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก แต่ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

    นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังไม่พร้อมรองรับความผันผวนของค่าเงินในระดับสูง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ส่งผลให้ค่าเงินบาทที่ผันผวนรุนแรงอาจสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ผมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจมันรับไม่ได้ เนื่องจากเราไปเน้น Export …เพราะฉะนั้นการที่ค่าเงินผันผวนขนาดนี้ ผมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเราไม่พร้อมที่จะรองรับรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ กล่าว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/801938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oi9IvyU248hv-r481qog6

  • “เอกนิติ” เตือนบาทแข็งเกินไป กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ สั่งคลังเร่งหามาตรการพยุง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ธ.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงนี้ว่า เป็นผลจากการที่สหรัฐอเมริกาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่ประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเป็นกลไกตรงข้ามกับธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ได้หารือประเด็นดังกล่าวกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว โดยเข้าใจว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะนำไปพิจารณา ทั้งนี้ ธปท. มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน ขณะที่กระทรวงการคลังทำงานในลักษณะประสานกัน ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นระดับที่ “รับไม่ได้” โดยกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการที่สามารถช่วยดูแลได้ในส่วนของภาคการคลัง อาทิ การบริหารการนำเข้าของภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการบริหารการชำระคืนหนี้ โดยมอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณาเป็นกลไกเสริม

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ยอมรับว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัด เนื่องจากสัดส่วนหนี้ต่างประเทศของไทยไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก แต่ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

    นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังไม่พร้อมรองรับความผันผวนของค่าเงินในระดับสูง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ส่งผลให้ค่าเงินบาทที่ผันผวนรุนแรงอาจสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ผมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจมันรับไม่ได้ เนื่องจากเราไปเน้น Export …เพราะฉะนั้นการที่ค่าเงินผันผวนขนาดนี้ ผมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเราไม่พร้อมที่จะรองรับรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ กล่าว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/801938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oi9IvyU248hv-r481qog6

  • เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    หลังการยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง ช่วงเวลาที่คำว่า “ความหวัง” เดินเคียงคู่กับ “ความเปราะบาง” เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า หนี้ครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อ

    และการลงทุนที่ชะลอเพราะความไม่แน่นอน ล้วนทำให้การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรัฐบาล แต่คือบททดสอบว่าไทยจะเลือก “เดินหน้าแก้โครงสร้าง” หรือ กลับไปวนอยู่กับนโยบายระยะสั้นเหมือนที่ผ่านมา

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ท่ามกลางคำถามใหญ่ของประเทศ “ดร.วัชราภรณ์ กันทะพะเยา” นักเศรษฐศาสตร์ ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ฉายภาพอย่างตรงไปตรงมากับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า “จุดพลิกเกม” ของเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน รัฐบาลใหม่ควรเร่งทำอะไรใน 100 วันแรก

    และปัจจัยใดจะเป็นตัวตัดสินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ หรือเป็นเพียงรอบซ้ำของปัญหาเดิมที่ไทยเผชิญมานาน

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่า จุดพลิกเกมเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง 2569 อยู่ตรงการเปลี่ยนจากนโยบายแก้ปลายเหตุไปสู่การแก้เชิงโครงสร้าง เพื่อให้เอกชนกลับมาลงทุนมากขึ้นและให้รัฐมีความน่าเชื่อถือเชิงการคลังพอจะบริหารความเสี่ยงได้

    จุดนี้จะเกิดได้เมื่อรัฐบาลใหม่ส่งสัญญาณ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ มีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอที่จะทำให้การทำงานได้อย่างต่อเนื่อง นโยบายทางการคลังที่ชัดเจน และแพ็กเกจยกระดับผลิตภาพที่ทำได้จริงใน 3-5 ปี

    3 ปัญหาที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหา

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่าสิ่งที่ควรทำก่อน คือ

    1. กระตุ้นกำลังซื้อ เนื่องจากเป็นมาตรการที่สามารถทำได้เลย ถือว่าเป็น Quick Win แต่ก็ต้องยอมรับว่าภายใต้งบประมาณที่มีอย่างจำกัด อาจส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมจำกัดเช่นกัน
    2. การคลังอ่อนแอ ซึ่งประเด็นนี้จะควบคู่กับประเด็นหนี้สาธารณะที่สูงด้วย เพราะสถานะการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ รวมถึงการลงทุน โดยรัฐบาลใหม่อาจต้องใช้นโยบายที่มีไทม์ไลน์ชัดเจนต่อการลดหนี้และเพิ่มรายได้ทางการคลัง โดยเฉพาะในแง่ของการเพิ่มรายได้ที่อาจจะต้องดึงคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
    3. แก้หนี้ครัวเรือน แม้ผลของการแก้หนี้ครัวเรือนอาจใช้ระยะเวลานาน แต่มีความยั่งยืนมากกว่า เพราะหากหนี้ครัวเรือนลดลง ครัวเรือนจะมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างยั่งยืน. 

    นโยบายประชานิยมรอบใหม่ ที่จะถูกใช้เป็นหัวใจหาเสียง? เสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังระยะกลางแค่ไหน? 

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่า ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง มีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นประชานิยมรอบใหม่ถูกนำมาใช้ แต่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังระยะกลางจะอยู่ในระดับน่ากังวล หากนโยบายนั้นสร้างภาระรายจ่ายผูกพันถาวร หรือเป็นการอุดหนุนราคาแบบปลายเปิดที่ไร้กลไกยุติ 

    ในทางกลับกัน หากออกแบบให้พุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม มีกรอบเวลาชัดเจน และระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างโปร่งใส ความเสี่ยงจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

    กล่าวโดยสรุปคือ ตลาดทุนไม่ได้ตัดสินความเสี่ยงจากชื่อโครงการ แต่จะพิจารณาจากวินัยของการจัดสรรงบประมาณ และเงื่อนไขการสิ้นสุดโครงการเป็นสำคัญ.

    ถ้าต้องขึ้นภาษีบางประเภทเพื่อฟื้นเสถียรภาพคลัง อะไรคือภาษีที่กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด แต่สร้างรายได้มากสุด ? 

    แนวทางที่กระทบกับเศรษฐกิจน้อยที่สุด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำในปัจจุบัน คือ การขยายฐานภาษีมากกว่าการเพิ่มอัตราภาษี โดยเฉพาะการดึงคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้มากที่สุด 

    โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศ เช่น E-Commerce, Social media, cloud services ที่สร้างรายได้จากผู้บริโภคไทยหรือผู้ประกอบการไทยเป็นจำนวนมาก

    แต่ภาระภาษีที่ชำระในประเทศยังต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ถามว่า ไทยผลักดันเศรษฐกิจโตกว่า 3% ต้องปลดล็อกอะไร ?

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่าหากเป้าหมายคือการยกระดับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ทะลุระดับ 3% อย่างยั่งยืน ตัวล็อกสำคัญลำดับแรกที่ต้องเร่งปลด คือ โครงสร้างระบบราชการและกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) เนื่องจากเป็นคอขวดสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพการลงทุนของภาคเอกชน และเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อกลไกภาครัฐมีความคล่องตัวและเอื้อต่อการลงทุนแล้ว 

    ภารกิจเร่งด่วนลำดับถัดไป คือ “การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill ที่มีดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” แม้โครงสร้างประชากรจะเป็นความท้าทายใหญ่ของประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าวต้องใช้เวลายาวนาน

    ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่การรอแก้ปัญหาเชิงปริมาณของประชากร แต่เป็นการเร่งสร้างผลิตภาพเชิงคุณภาพ ให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดด้านกำลังแรงงานที่ลดลงให้ได้. 

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางยาวนาน รัฐบาลใหม่ต้องทำอะไรเพื่อหลุดจากวงจรนี้ ? 

    การที่ไทยติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นเวลานาน

    โดยมองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ระบบภาษีที่ยังไม่เอื้อต่อการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แรงงานชนชั้นกลางแบกภาระภาษีมากเกินไปจนทำให้มีรายได้ที่เหลือหลังหักภาษี (Disposable income) ถูกจำกัดอยู่ในระดับต่ำ 

    ขณะที่ รายได้หรือค่าจ้างแท้จริงเติบโตช้าทำให้ความสามารถในการลงทุนกับการศึกษาที่สูงขึ้น ทักษะใหม่ รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางการเงินจึงถูกบั่นทอน รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องทำต่างจากที่ผ่านมาด้วยการปรับโครงสร้างระบบภาษีให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยดึงคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นอย่างจริงจัง 

    นอกจากนี้ การส่งเสริมธุรกิจระดับฐานราก (Micro Enterprises และ SMEs) อย่างจริงจัง เนื่องจากภาคธุรกิจกลุ่มนี้เป็นแหล่งจ้างงานหลักและเป็นฐานรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ หาก SMEs ไม่สามารถเติบโตหรือยกระดับผลิตภาพได้ เศรษฐกิจไทยจะติดอยู่กับกิจกรรมมูลค่าเพิ่มต่ำอย่างถาวร 

    ดังนั้น รัฐบาลใหม่ควรสร้างนโยบายเพื่อผลักดันธุรกิจระดับฐานรากเหล่านี้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยยกระดับให้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติด้วยการเอื้อให้เข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนถูก ยืดระยะเวลาในการคืนหนี้ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจคอยให้คำแนะนำและส่งเสริมอย่างจริงจัง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ไทยพร้อมหรือยังกับการปฏิรูปใหญ่ เช่น ภาษีที่ดิน, ยกเครื่องกฎหมายแรงงาน, หรือ ปฏิรูปราชการ ? 

    หากประเมินตามความเป็นจริง ประเทศไทยอยู่ในสถานะพร้อมแบบมีเงื่อนไข ความสำเร็จของการปฏิรูปไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับต้นทุนทางการเมือง และศิลปะในการบริหารการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลเป็นสำคัญ 

    สำหรับการปฏิรูปเรื่องละเอียดอ่อนอย่างภาษีที่ดินหรือโครงสร้างราชการ รัฐบาลไม่สามารถใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์แบบขั้นบันได (Phased Approach) ที่มีการออกแบบระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้สังคมปรับตัวได้ เพื่อลดแรงเสียดทานในส่วนของกฎหมายแรงงาน 

    หัวใจสำคัญ คือ การสร้างจุดสมดุลใหม่ โดยต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวแข่งขันได้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องวางระบบสวัสดิการและระบบสร้างทักษะใหม่ที่เปรียบเสมือนตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งให้แก่แรงงาน

    หากขาดสมดุลนี้ แรงต้านจากผู้เสียผลประโยชน์จะเป็นกำแพงต้านที่ทำให้การปฏิรูปต้องล้มเหลวเหมือนในช่วงที่ผ่านมา.

    เลือกตั้ง 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนประเทศ” หรือ “ซ้ำปัญหาเดิม” ? อะไรคือปัจจัยตัดสิน ? 

    ปัจจัยตัดสิน คือ ความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีเอกภาพเชิงนโยบาย โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่ชัดเจน จะทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้ง การปฏิรูปภาษี การแก้หนี้ครัวเรือน และการเร่งการลงทุน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการต่อรองทางการเมือง ซึ่งมักทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง ล่าช้า หรือถูกลดทอนจนไม่เกิดผลจริง 

    ในทางกลับกัน หากรัฐบาลเป็นลักษณะเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลผสมที่ขาดเอกภาพ ความเสี่ยงของการติดหล่มนโยบายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนโยบายสำคัญอาจถูกเลื่อนออกไปหรือเปลี่ยนทิศทางบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ

    และท้ายที่สุดแล้วอาจทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่วงจรเดิมของการเติบโตในระดับต่ำ.

    หากเป็นที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจรัฐบาล นโยบายเร่งด่วนและระยะยาวที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริงคืออะไร ?

    นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 

    1. แก้หนี้ครัวเรือน เพื่อให้ครัวเรือนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

    2. ปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการขยายฐานภาษีด้วยการคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น ควบคู่กับการลดการขาดดุลการคลัง 

    3. การส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นเพิ่ม Easing to do business เพราะจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งออกนโยบายเชิงรุกแบบ Fast track เพื่อปลดล็อกคอขวดด้านการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

    หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม แต่คือ การลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของการทำธุรกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ กระบวนการอนุญาต และลดขั้นตอนราชการให้รวดเร็ว โปร่งใส ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้มากขึ้น

    4. มุ่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศผ่าน FTA หรือขยายคู่ค้าให้มากขึ้น เพราะจะเป็นทางรอดของการค้าและการลงทุนไทยอย่างยั่งยืนในระยะข้างหน้า อีกทั้ง ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ 

    5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง โดยออกนโยบายด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ควบคู่กับการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้นเช่นเดิม. 

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    นโยบายระยะยาว ได้แก่ 

    1. ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเสริมสร้างพลังงานแห่งอนาคต เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) พลังงานสะอาด Data center และ AI เพื่อรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และดึงดูด FDI ระยะยาว 
    2. ขยายโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อเอื้อต่อการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SMEs และเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคส่งออกไทย และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัวให้เกิดการขยายไปยังเมืองรองมากขึ้น
    3. ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านระบบการศึกษาให้ทันสมัย เพิ่มทักษะแรงงานให้ทันโลกธุรกิจและเทคโนโลยี เพราะสุดท้ายแล้วจะเป็นการยกระดับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vzegKosQV1xfVA7H-iFJL

  • คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน สัมมนา “Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต” ว่า การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะหยุดเดิน จากการประเมินของกระทรวงการคลัง ผลกระทบจากการยุบสภาต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2569 และในระหว่างนั้น ภาครัฐยังสามารถใช้งบประมาณไปพลางก่อนได้ตามกรอบกฎหมาย

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ยอมรับว่าอาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่พึ่งพานโยบายรัฐสูง อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว การลงทุนเพื่อรองรับอุปสงค์ที่มีอยู่ และการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลก ยังคงสามารถเดินหน้าต่อได้

    โดยกระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ราว 2.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว จากเศรษฐกิจปีนี้โต 2% ไตรมาส 4 โตไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิมที่ไม่มีมาตรการขยายตัวเพียง 0.3% 

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แต่ได้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเริ่มดำเนินการแล้ว เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมือประชาชนและผู้ประกอบการแล้ว ภายใต้แนวคิดหลัก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และการจายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อ และดูแลความต่อเนื่องของนโยบายที่ได้เริ่มต้นไว้ ผ่านทั้ง 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก คือ 1.พยุงกำลังซื้อและลดค่าครองชีพ 2.แก้ปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน 3.เสริมสภาพคล่องและศักยภาพ SMEs ไทย 4.ส่งเสริมการออมและความมั่นคงทางการเงิน และ 5. เร่งลงทุนเพื่ออนาคต สร้างความเชื่อมั่นระยะกลาง-ยาว ส่วน 1 ฐานรากคือ วินัยการคลัง

    โดยมาตรการ Quick Big Win มีเพียง เสาที่ 4 คือ  เรื่องการออมและความมั่นคงทางการเงิน ที่ไม่สามารถเสนอเข้าที่ประชุมครม.ได้ทันก่อนการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ยังสามารถปลดล็อกบางมาตรการเพื่อเพิ่มทางเลือกการออมและยกระดับผลตอบแทนให้ประชาชนได้

    โดยได้ผลักดัน โครงการ “พันธบัตรออม Plus” เปิดโอกาสให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ซื้อขายตามราคาตลาด ผ่านสาขาธนาคารและแพลตฟอร์ม Bond Connect ที่เชื่อมกับ SETTRADE พร้อมแผนออกพันธบัตรเป็นประจำทุกเดือนในปีหน้า เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงการออมได้ง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ ยังปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ให้สามารถรับเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญได้สูงสุด 30% ของเงินเอาประกัน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีนี้ รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทประกันภัย ช่วยเพิ่มโอกาสเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนกว่า 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มสภาพคล่องและผลตอบแทนให้ผู้เอาประกัน

    ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ ย้ำว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว วินัยการคลัง ถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น โดยรัฐบาลได้จัดทำ กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) อย่างเคร่งครัด ตั้งเป้าลดการขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ต่อ GDP และเพิ่มความโปร่งใสทางการคลัง

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการใช้จ่ายภาครัฐต้องไม่สร้างภาระการคลังในอนาคต และออกแนวทางกำกับการใช้มาตรา 28 เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่า วินัยการคลังไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนา แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

    “สาระสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ระบบยังทำงานได้ การลงทุนยังเดินหน้าได้ และภาครัฐยังทำหน้าที่ดูแลความต่อเนื่องของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่” นายเอกนิติกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fx4a9K4qulitxzztFXsJ-