Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    ทิพยประกันภัยร่วมมือหัวเว่ย-ดาต้าวัน เอเชีย-ซิโนซอฟต์พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร

    หัวเว่ย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ให้บริการประกันภัยชั้นนำของไทย เพื่อก้าวสู่การเป็น “ผู้ให้บริการประกันแห่งอนาคต” ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ซิโนซอฟต์ จำกัด ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประกันภัยชั้นนำของจีน และบริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซิสเต็มส์ อินทิเกรเตอร์แถวหน้าของไทย โดยทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาระบบบริหารงานประกันภัยแบบครบวงจร (Core Insurance) ของทิพยประกันภัย เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง

    โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีล่าสุดล่าสุด ซึ่งพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจการเงินดิจิทัลของหัวเว่ย และบริษัทซิโนซอฟต์ โดยใช้เทคโนโลยี Huawei Cloud Stack (HCS) ฐานข้อมูล GaussDB พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลและเครือข่ายประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการอัปเกรดระบบที่เสถียรและเชื่อถือได้ ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายโครงการ RongHai Program ของหัวเว่ยสู่ระดับสากล ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันทางการเงินร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก

    นายเจสัน เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ยดิจิทัลไฟแนนซ์ กล่าวขอบคุณบริษัททิพยประกันภัยสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อหัวเว่ย โดยระบุว่าหัวเว่ยได้นำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานนับปีในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมประกันภัยในจีนมาพัฒนาร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อส่งมอบโซลูชันการบริหารจัดการระบบหลักที่ช่วยเสริมสร้างรากฐานดิจิทัลให้แก่บริษัทประกันภัยทั่วโลก และเร่งการพัฒนาสู่ยุคของความชาญฉลาดทางธุรกิจผ่านโครงการ RongHai Program หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการซอฟต์แวร์อิสระชั้นนำของจีน ผู้ให้บริการติดตั้งระบบในท้องถิ่นที่โดดเด่น และลูกค้าในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกันทุกฝ่าย โดยโครงการในครั้งนี้ยังจัดเป็นผลงานความร่วมมือที่โดดเด่นในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

    นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่หัวเว่ยจะได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมประกันภัยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ทิพยประกันภัยสามารถยกระดับแพลตฟอร์มหลักของการบริหารจัดการงานประกันภัย เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

    “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นผู้บุกเบิกอนาคตของการประกันภัยในประเทศไทย เราไม่เพียงแค่มอบบริการเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อร่วมสร้างโซลูชันที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของทิพยประกันภัยในการให้บริการลูกค้า สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยของไทย” นายจาง กล่าว

    นายจั่ว ชุน ประธานบริษัทซิโนซอฟต์ จำกัด เน้นย้ำบทบาทของซิโนซอฟต์ในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หลักที่ทำงานร่วมกับหัวเว่ยและดาต้าวัน เพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบประกันภัยขนาดใหญ่นี้ และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมสำหรับอนาคตของทิพยประกันภัย รวมถึงลูกค้าของบริษัท

    ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันภัยยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 74 ปีในการให้บริการที่น่าเชื่อถือแก่หน่วยงานราชการ บริษัทขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกค้าประกันภัยรายบุคคล บริษัทได้สร้างชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือ การให้ความคุ้มครอง และความอุ่นใจ ซึ่งบริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น

    “Core System เป็นหัวใจสำคัญของระบบไอทีสำหรับทุกองค์กร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจเป็นสิ่งท่ำสำคัญที่สุดสำหรับทั้งลูกค้ารายบุคคลจนถึงระดับองค์กร ซึ่งความร่วมมือกับหัวเว่ย, ซิโนซอฟต์ และดาต้าวันถือเป็นก้าวสำคัญที่เสริมความมั่นใจในระบบของเรา และเสริมรากฐานทางเทคโนโลยีของบริษัทเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต” ดร.สมพรกล่าว

    นางโสจิพรรณ วัชโรบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นการรวมพลังของผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อสนับสนุนทิพยประกันภัยในการยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักและวางรากฐานสำหรับบริการประกันภัยที่เน้นนวัตกรรมและมุ่งสู่อนาคตในประเทศไทย โดยดาต้าวัน ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการให้บริการโซลูชันไอทีแบบครบวงจรและให้บริการแก่ภาคส่วนต่างๆ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน ประกันภัย โรงพยาบาล โทรคมนาคม ค้าปลีก และหน่วยงานราชการ ด้วยประสบการณ์กว่า 35 ปีในธุรกิจโซลูชันไอทีในไทย ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและบุคลากรด้านไอทีอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมทั้งในประเทศและภูมิภาค

    “ดาต้าวัน เชื่อว่าสังคมจะได้รับประโยชน์เมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะคงบทบาทเป็นตัวเร่งให้แก่ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทยต่อไป” นางโสจิพรรณ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12774485&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00hOmNclFUeewkd0-MoZE9

  • ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    ไอที

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปรมาณูเพื่อสันติกระทรวง อว. ยกระดับความปลอดภัยด้วยกฎหมายและระบบกำกับดูแล
    พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (SMR)
    เพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

    ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และนิติศาสตร์ เข้าร่วมประชุม โดยมีนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นกรรมการและเลขานุการฯ ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล มติที่ประชุม “เน้นย้ำความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบกำกับที่รัดกุมที่สุด” และร่วมกันพิจารณานโยบายและมาตรการสำคัญด้านการกำกับดูแลพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ให้กำกับและขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ อย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศในหลายด้าน ทั้งการเตรียมความพร้อมการกำกับดูแลโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาดของประเทศในอนาคต ซึ่งโรงไฟฟ้า SMR มีความปลอดภัยสูง ช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในระยะยาวยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ โดย ปส. กระทรวง อว. อยู่ระหว่างกำหนดกรอบการอนุญาตสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ การควบคุมดูแลสถานที่จัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนก่อนการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จริง ซึ่งเป็น 1 ในนโยบายสำคัญของ อว. ที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero และในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์ของประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ

    นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการฯ เปิดเผยว่า นอกจากนี้ ยังร่วมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ ความพร้อมด้าน SMR อุตสาหกรรมธาตุหายาก และเทคโนโลยีฟิวชัน รวมทั้งประเด็นสำคัญในระยะยาว ภายใต้นโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของโลกอนาคต

    ในการนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล ได้แก่ คณะอนุกรรมการสรรหาและวิเคราะห์ข้อสอบเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี และคณะอนุกรรมการด้านการแพทย์

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ โดยให้ ปส. เร่งพัฒนาระบบอนุญาต การประเมินความเสี่ยง การติดตามควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยของบุคลากรและสถานประกอบการ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศไทยผ่านการพัฒนากฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนากำลังคนผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวสู่การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458983&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgdMpXONEmptz441b2NeD

  • กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    Finance

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 13:37 น.

    กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ส่งสัญญาณช่วยลูกหนี้ลดภาระ–ประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังภาคการคลังใช้กระสุนได้จำกัด

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญ

    ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 – 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2-1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า

    สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 – 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1-0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

    โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้า และบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง

    คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 – 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8-0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่าย และการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง

    ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อ และสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการ และความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
     

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tVqyrcZ0vyVL-bRSiK8Cy

  • ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    Loading…

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-63&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T0tfEuXw8Fl9c8F9Sw0rp

  • เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ตัวเลขยังไม่ดีนัก แม้ว่าประเด็นการ “ยุบสภา” ไม่ได้เป็นเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ของภาคเอกชน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่คาดกว่าจะยังคง “ติดหล่ม” แต่การลดดอกเบี้ยของ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (17 ธ.ค.2568) ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 หรือครั้งสุดท้ายของปี 2568 ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ได้

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การลดดอกเบี้ยเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ได้ เพราะการลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีอย่างชัดเจนคือทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แม้ว่าปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งไม่ได้สะท้อนสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่ก็ทำให้ภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว ได้รับอานิสงส์ เพราะภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว เป็นฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    Q4 น่ากังวล หวั่น GDP ติดหล่ม 0.3%

    สถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ ยังอยู่ในช่วงกดดัน โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 และ 4 ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะไม่ดี ตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 3 ที่สภาพัฒน์ประกาศออกมานั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถึง 0.5%, ทำให้ไตรมาสสุดท้าย (ไตรมาส 4) ยิ่งน่าเป็นห่วง

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้คลอดนโยบาย Quick Big Win ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ตกลงไปเหลือเพียง +0.3% เนื่องจากหากเศรษฐกิจลงไป “ติดหล่ม” ที่ระดับนี้แล้ว จะต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

    มาตรการอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี และทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 โดยมีเป้าหมายคือต้องดัน GDP ในไตรมาส 4 ให้ขึ้นไปอยู่เหนือ 1% ให้มากที่สุด

    การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว เป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง 

    การเข้าสู่ช่วง ไฮซีซั่น ส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคสินค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม 

    ในส่วนของภาคการค้า การเจรจาการค้าเพื่อขยายตลาดส่งออกไทย อาทิ การค้าข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government-to-Government หรือ G2G) กับจีน (ปริมาณ 5 แสนตัน) และสิงคโปร์ (ปริมาณ 1 แสนตัน) มีส่วนช่วยขยายตลาดส่งออกให้เกษตรกร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และกำลังซื้อในระดับภูมิภาค 

    นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569  (ณ 1 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 24.18% จากเป้าหมาย 33% ในไตรมาส 1 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    ปัจจัยลบรุมเร้า: ปะทะชายแดน-ยุบสภาซ้ำเติม

    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ได้แก่:

    1. การปะทะชายแดนรอบ 2: การปะทะที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ แม้ว่าด่านชายแดนจะปิดและยอดซื้อขายเหลือเพียง 0.5% (หายไป 99.5%) ตั้งแต่การปะทะครั้งที่ 1 แล้ว

    แต่การปะทะรอบ 2 ได้สร้างผลกระทบภายในประเทศเพิ่มเติม ทำให้เกิดความชะงักงันในการทำงาน การเรียน การให้บริการในภาคเกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงในบางนิคม นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    2. อุทกภัย: น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงแม้จะนับรวมไปแล้ว แต่การฟื้นฟูก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปในไตรมาสนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    3. ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เป็นอีกปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากมาตรการ Quick Big Win หลายตัวที่เป็นซีรีส์ต่อเนื่องอาจไม่สามารถทำต่อได้ ทำให้มาตรการที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เครื่องติดต้องสะดุดลง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจปี 69 น่าเป็นห่วงหนัก คาด GDP โตเพียง 1.6%

    สำหรับปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีหน้าจะเหลือประมาณ 1.6% ถึง 2% สาเหตุสำคัญมาจากการที่เศรษฐกิจโลกหดตัว โดยปีนี้ GDP โลกอยู่ที่ 3.2% แต่คาดการณ์ล่าสุด สำหรับปีหน้าจะเหลือเพียง 3.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปีนี้

    สัญญาณของการหดตัวนี้เห็นได้ชัดเจนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์และความต้องการใช้ ลดลงทั่วโลก ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง การหดตัวของเศรษฐกิจโลกจึงส่งผลกระทบอย่างมาก ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเพื่อประคับประคองสถานการณ์

    วอนรัฐคุมเข้ม “สินค้าเถื่อน” หนุนจัดซื้อจัดจ้าง Made in Thailand

    เกรียงไกร กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเถื่อนที่ทะลักเข้ามาจากทุกทิศทาง ไม่ได้ลดลงเลย และมีแนวโน้ม “ยิ่งพูด ยิ่งเพิ่ม” ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายถูกขอให้รับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังและ “อย่าล้อเล่น”

    ภาคเอกชนได้เสนอให้มีการกระตุ้นการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ (Made in Thailand ) โดยเสนอให้บรรจุเรื่องนี้ เข้าไปอยู่ในแพ็คเกจ Quick Big Win โดยหวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีตัวชี้วัดผลงาน ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผ่านสัญลักษณ์ Made in Thailand ของสภาอุตสาหกรรมฯ

    การดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของคนไทยที่ผลิตภายในประเทศ ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน มีสภาพคล่อง และนำไปสู่การสร้างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต้อง “ช่วยตัวเองก่อน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18qFPl1kGz7NcQehlhDvJ_

  • เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์! ‘กนง.’ มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมคงจีดีพีปี 68 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 1.5% ส่วนปี 70 ที่ 2.3%

    17 ธ.ค. 68 – นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมทั้งยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2569 เหลือ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6% ก่อนประเมินว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ 2.3%

    โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ส่วนในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และเศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

     “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดยเอสเอ็มอีถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท” นายสักกะภพ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qreQ2Z3lyZzNGq0oh0rny

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%   ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%  ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ส่งสัญญาณช่วยลูกหนี้ลดภาระ–ประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังคาดการณ์เศรษฐกิจปี2569 แล ะปี2570 มีแนวโน้มชะลอตัว

    วันนี้ (27 ธ.ค.2568) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีขอสหรัฐ

     ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลงโดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้  

    สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูงในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 – 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1-0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

    อ่านข่าว:

    “สมเด็จพระราชินี” ทรงนำทัพคว้าเหรียญทองซีเกมส์ การแข่งขันเรือใบประเภท SSL47

    “อนุทิน” เผย ยึดฤกษ์​สะดวกเปิดตัวแคนดิเดตนายก​ฯ ภูมิใจไทย

    10 ธุรกิจเด่น-ร่วง ม.หอการค้า เผย ธุรกิจไหนทำแล้วมีโอกาสรวยปี2569  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DTvWn1RHKmuvmL3CwFhqa

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย  0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    Finance

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ประเมินที่ประชุม กนง. 17 ธ.ค.68 นี้ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ สินเชื่อติดลบ หนี้เสียเพิ่ม เงินบาทแข็งค่า ปัจจัยการเมือง และภูมิรัฐศาสตร์

    • นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%
    • เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอจากปัจจัยลบทั้งภายใน และภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเมื่อนโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากการยุบสภา
    • การลดดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระหนี้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่น
    • ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกระตุ้นสินเชื่อโดยตรง เนื่องจากภาคครัวเรือน และธุรกิจยังคงเปราะบาง
    • ชี้ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้

    ประชุมคณะกรรมการนโยบายการ (กนง.) เงินวันนี้( 17 ธ.ค.68) ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 และถือเป็นการประชุมครั้งที่สองของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

    ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลง ทั้งจากปัจจัยภายใน และปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบ ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาทางการเมืองจากการ “ยุบสภา” ที่ส่งผลให้เวลานี้รัฐบาลทำได้เพียงเป็นรัฐบาลรักษาการ นั่นหมายความว่า “กระสุนทางการคลัง” หลังจากนี้อาจถูกจำกัดลง

    ทำให้เวลานี้ทุกฝ่ายมองว่า “ภาคการเงิน” ควรจะกลับมายืนเป็น “กองหน้า” โดยการ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจหลังจากนี้ไม่ให้ทรุดไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า กนง.น่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัจจัยซ้ำเติมทุกด้าน ที่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย

    ทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ,เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ,การเติบโตของสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง,หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ที่เพิ่มสูงขึ้น,ค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยเฉพาะกิจ

    เช่น ผลกระทบจากน้ำท่วม, ผลกระทบจากความขัดแย้งการสู้รบระหว่างไทยกัมพูชา, ความเสี่ยงจากการเจรจาภาษีทางการค้ากับสหรัฐ
    รวมถึงความเสี่ยงด้านการคลังที่นโยบายการคลังไม่สามารถใช้กระตุ้นได้เนื่องจากอยู่ในช่วงยุบสภา เมื่อรวมทุกประเด็นแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้

    “ในเวลานี้ ภายใต้นโยบายการคลังไม่มีช่องว่างให้ใช้ในการกระตุ้นเพิ่มเติม เพราะอยู่ในภาวะยุบสภา บทบาทในการดูแลเศรษฐกิจจึงตกอยู่กับนโยบายการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่นโยบายการเงินควรเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นด้วย”

    • ห่วงขาดเครื่องมือรับเสี่ยงในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามมองว่า ปัญหาสำคัญที่ กนง.กำลังประเมินอยู่คือ หากลดดอกเบี้ยในตอนนี้ จะทำให้ “กระสุนในการดำเนินนโยบาย” เหลือน้อยลง หากเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจหรือภาคการเงินขึ้นในอนาคต

    การเก็บกระสุนสำรองเอาไว้ใช้ในยามวิกฤติอาจมีประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ดังนั้นภายใต้กระสุนเหลือน้อยลง กนง.อาจต้องเริ่มคิด และประเมินหาเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพิ่มเติมได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นผู้ที่ขาดเครื่องมือในการรับมือในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้การลดดอกเบี้ยย่อมมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะเป็นการลดต้นทุน ทำให้คนสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้มากขึ้น แต่อีกด้านต้องพิจารณาเช่นกัน เพื่อไม่ให้การลดดอกเบี้ยกลายเป็น wasted bullet” หรือกระสุนที่เสียเปล่า

    ทั้งนี้หากจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายมีผล และไม่เสียเปล่า สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นมากขึ้น คือ การสื่อสารของ ธปท. เพื่อส่งผ่านนโยบายการเงินให้มากขึ้น ทำอย่างไรให้ธนาคารพาณิชย์มีแรงจูงใจในการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะหากมีการลดดอกเบี้ยแล้วธนาคารพาณิชย์กลับไม่ลดตามเลยซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนั้นก็อาจไม่ช่วยอะไรเลย และจะกลายเป็นกระสุนที่สูญเปล่า

    นอกจากนี้ ธปท.ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือที่ ธปท.เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาหนี้,การมองหามาตรการด้านเครดิต การกำหนดนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมาย และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (soft loan)เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted lending)อย่างต่อเนื่อง

    • หวังส่งต่อประโยชน์ถึงมือรายย่อย 

    การลดดอกเบี้ยโดยตรงบริษัทขนาดใหญ่มักจะได้รับประโยชน์อยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ธนาคารอาจไม่ค่อยกล้าปล่อยสินเชื่อ ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยด้วย

    สำหรับดอกเบี้ยนโยบาย หาก กนง.ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.25% จากอัตราเดิม 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภาวะปกติ ยกเว้นช่วงที่ประเทศเจอวิกฤติ ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด 0.5% ช่วงวิกฤติโควิด ดังนั้นหากมีการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยไปอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่ใช่ “วิกฤติ”

    หากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นในปีหน้า ก็อาจมีความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ ปัญหาเศรษฐกิจที่โตช้าในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประเด็นด้านอุปทาน และความสามารถในการแข่งขันด้วย การลดดอกเบี้ยเป็นเหมือนการกินยาระยะสั้นเพื่อซื้อเวลาให้ประเทศไปทำอย่างอื่น เพื่อฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ”

    สำหรับการคาดการณ์ผลประชุม กนง.ครั้งนี้ มองว่าหากไม่ออกมาเอกฉันท์ ก็อาจเห็นเสียง 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดดอกเบี้ยลง

    • ‘ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ’

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT คาดการณ์ว่า ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดการณ์การลดดอกเบี้ยไปแล้ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจปีหน้าที่เติบโตช้า เงินเฟ้อต่ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาชายแดน ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาในการประชุม กนง.คือ การสื่อสารมากกว่าตัวการลดดอกเบี้ย เพราะหาก กนง.ลดดอกเบี้ยในลักษณะ Dovish Cut เพื่อเน้นไปที่การเติบโตเศรษฐกิจ อาจทำให้ตลาดตีความว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ซึ่งอาจกระตุ้นการเก็งกำไร และเพิ่มความผันผวนในตลาด

    ในทางกลับกัน หาก กนง.เลือกการลดดอกเบี้ยแบบ Hedge Cut หรือลดแต่ยังกังวล โดยสื่อสารให้ชัดเจนถึงความเสี่ยง และข้อจำกัดของนโยบายการเงิน อาจช่วยลดความผันผวน และการคาดการณ์ของตลาดได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า การลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ไม่ได้ช่วยให้สินเชื่อขยายตัวหรือเร่งเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการบรรเทาภาระของผู้มีหนี้ และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ซึ่งผลเชิงบวกจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า

    • ลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด  กล่าวว่า คาดการณ์ กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และอีก 0.25% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ของสินเชื่อในภาพรวม เนื่องจากสถานะทางการเงินของฝั่งครัวเรือน และธุรกิจรายย่อย (SME)​ ยังคงเปราะบาง

    ทั้งนี้ ภายใต้สิ่งที่น่าห่วงในปัจจุบันคือ ธนาคารพาณิชย์ตระหนักถึงความกังวลจากการที่อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ (MRR) ของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลดลงค่อนข้างช้า ซึ่งสะท้อนการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

    ธนาคารพาณิชย์มีความต้องการที่จะช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง แต่เรายังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งยังต้องการความช่วยเหลือจากมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ เช่น มาตรการส่งเสริม SME ไม่ว่าจะเป็นรีสกิลอัปสกิล เพื่อให้เราสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    • ห่วงเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาหนี้สูง

    ทั้งนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยแม้จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 85% ต่อจีดีพี แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

    โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งในอนาคตอาจลุกลามไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้สูงด้วย
    จากข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ปานกลางค่อนสูง หรือตั้งแต่ 30,000 บาท ไปจนถึง 50,000 บาท เริ่มมีความห่วงกังวลในเรื่องของภาระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยกว่า 12% ยอมรับว่า “หนี้เป็นปัญหาหนัก” สำหรับครอบครัว ทำให้ฝั่งครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ และอาจยังไม่มีการก่อหนี้ผ่านการขออนุมัติสินเชื่อใหม่

    ดังนั้นความต้องการสินเชื่อที่ลดลงจึงส่งผลต่อสภาพคล่องของสินเชื่อโดยตรง ดังนั้นมาตรการภาครัฐจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน มาตรการการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SME โดยต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมรายได้ภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUjQDUBYTGVgkRtqbSv2Z

  • ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีการจัดตั้งบริษัทใหม่รวมทั้งสิ้น 80,064 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย และการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน

    โดยเดือนที่มีการจดทะเบียนบริษัทใหม่สูงสุด คือ เดือนมกราคม 2568 จำนวน 8,862 บริษัท ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ขณะที่เดือนเมษายน 2568 มีจำนวนการจดทะเบียนต่ำที่สุดที่ 6,325 บริษัท สอดคล้องกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

    สำหรับวันที่มีการจดทะเบียนบริษัทมากที่สุด คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2568 จำนวน 779 บริษัท รองลงมา ได้แก่ วันที่ 9 กันยายน 2568 จำนวน 767 บริษัท และวันที่ 9 มกราคม 2568 จำนวน 716 บริษัท ซึ่งพบว่าหลายวันที่มีการจดทะเบียนสูง เป็นวันที่มีเลขซ้ำหรือเลขมงคล สะท้อนพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ

    รองโฆษกฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาคธุรกิจไทยที่ยังคงปรับตัว เดินหน้า และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24qTqfj0acTS3j5SBmUVcg

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    17 ธันวาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20251217-ZJSmv2EY.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZdZnzRltWgKbz2v8qxg5