Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หุ้นไทยปิดร่วง 9.38 จุดเผชิญแรงขายทำกำไร ปรับพอร์ตหลังสงครามตอ.กลางคลี่คลาย-กังวลงบ Q2 : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดร่วง 9.38 จุดเผชิญแรงขายทำกำไร ปรับพอร์ตหลังสงครามตอ.กลางคลี่คลาย-กังวลงบ Q2 : อินโฟเควสท์

    SET ปิดที่ 1,507.53 จุด ลดลง 9.38 จุด (-0.62%) มูลค่าซื้อขาย 81,704.48 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยวันนี้เผชิญแรงขายทำกำไรช่วงบ่าย หุ้นถ่วงตลาดเป็นกลุ่มพลังงาน-ปิโตร-แบงก์ ส่วนแรงซื้อสลับเข้ามาในกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว การเงิน หลังตะวันออกกลางคลี่คลาย และตลาดเริ่มปรับพอร์ตหลังรับรู้งบไตรมาส 1/69 แม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีแต่แนวโน้มไตรมาส 2/69 น่าจะรับผลกระทบสงครามเสี่ยงถูกหั่นเป้า พรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ ให้กรอบแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,540 จุด

    ตลาดหุ้นไทย ปิดวันนี้ที่ 1,507.53 จุด ลดลง 9.38 จุด (-0.62%) มูลค่าซื้อขาย 81,704.48 ล้านบาท

    การซื้อขายวันนี้ ดัชนีช่วงแรกปรับขึ้นก่อนจะย่อลงไปในแดนลบ โดยทำจุดต่ำสุด 1,507.53 จุด และจุดสูงสุด 1,527.17 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 248 หลักทรัพย์ ลดลง 237 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 1723หลักทรัพย์

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ช่วงแรกขึ้นมาได้เล็กน้อยก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์จากสงครามตะวันออกกลาง โดยกลุ่มถ่วงตลาด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มแบงก์ ขณะที่มีแรงซื้อสลับเข้ามาในกลุ่มค้าปลีก กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการเงิน หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย

    ประกอบกับ ตลาดเริ่มปรับพอร์ตหลังรับข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 1/69 ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี และใกล้อยู่ช่วงท้ายการประกาศงบ แต่แนวโน้มไตรมาส 2/69 อาจได้รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงถูกนักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไร และราคาเหมาะสม ทำให้ความเสี่ยงนี้เข้ามาอยู่ในโฟกัสของนักลงทุน

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ 5-8 จุด ให้กรอบแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,540 จุด แนะทยอยแบ่งขายทำกำไรในกรอบเพื่อถือเงินสดในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ารอการปรับลดประมาณการ

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    GULF มูลค่าการซื้อขาย 6,497.40 ล้านบาท ปิดที่ 62.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 6,450.07 ล้านบาท ปิดที่ 315.00 บาท ลดลง 8.00 บาท

    ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 6,427.66 ล้านบาท ปิดที่ 350.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท

    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 5,624.39 ล้านบาท ปิดที่ 14.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

    PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 3,678.28 ล้านบาท ปิดที่ 147.50 บาท ลดลง 3.00 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12F2oWfPxRcMyDbYDJUgKj

  • SCBX จับมือจุฬาฯ ลงนาม MOU เทคโนโลยีควอนตัม ปูรากฐานโครงสร้างเทคฯ ไทย เร่งขับเคลื่อนระบบการเงินสู่ยุคควอนตัม

    SCBX จับมือจุฬาฯ ลงนาม MOU เทคโนโลยีควอนตัม ปูรากฐานโครงสร้างเทคฯ ไทย เร่งขับเคลื่อนระบบการเงินสู่ยุคควอนตัม

    บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square: SQ²) ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนา และต่อยอดการใช้งานเทคโนโลยีควอนตัมในภาคการเงิน พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะยาว 

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ SCBX ในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงิน ที่ไม่เพียงเร่งสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร แต่ยังมุ่งวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในการรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ Quantum Technology ซึ่งกำลังเป็น Next Frontier ที่จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลิกโลก (Disruptive Technology) ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมในทศวรรษหน้า และเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่ายุคปัญญาประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงยกให้เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ (Diving Force) ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่โลกอุตสาหกรรม เพื่อให้วิทยาศาสตร์สร้างคุณค่าได้จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงสังคม การที่ SCBX ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินของประเทศ ได้เลือกจุฬาฯ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในด้านเทคโนโลยีควอนตัม ถือเป็นความไว้วางใจอันมีค่า และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของบุคลากรและงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืน เกิดผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบสูง บ่มเพาะบุคลากรควอนตัมรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีควอนตัมแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน”

    ด้าน นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมกำลังจะเป็นคลื่นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงิน บทบาทของ SCBX จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กร แต่คือการร่วมสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี’ ให้กับประเทศ ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์ SQ² จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการวิจัย การทดลอง และการพัฒนาบุคลากร เรามุ่งผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่สาธารณะ และวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ยุคควอนตัมอย่างมั่นคงและยั่งยืน” 

    ขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน 5 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์

    ภายใต้กรอบความร่วมมือ SCBX และจุฬาฯ จะร่วมกันดำเนินงานใน 5 มิติสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยเชิงลึกไปจนถึงการสร้าง ecosystem ระดับประเทศ ได้แก่:

    1. การวิจัยควอนตัมและการต่อยอดทางวิชาการ

    ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ด้านควอนตัมในระดับแนวหน้า โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในภาคการเงิน (Banking with Quantum) พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในโจทย์ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรพอร์ตการลงทุน (Portfolio Optimization with Quantum Algorithms) และ การยกระดับการตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection with Quantum Machine Learning) ควบคู่กับการเผยแพร่ผลงานในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม 

    2. การค้นคว้า ทดลอง และตรวจสอบการประยุกต์ใช้ 

    ร่วมกันค้นหาและประเมินศักยภาพของ Quantum Use Cases ผ่านกระบวนการ Discovery อย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่โครงการนำร่องขนาดเล็ก (Pilot Programs) เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทั้งเชิงเทคนิคและผลกระทบทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมจริง 

    3. การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร

    พัฒนาบุคลากรและสร้าง talent pipeline ด้านควอนตัม ผ่านโครงการฝึกงานนิสิตจุฬาฯ (Internship) ที่ SCBX และโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร (Residency/Exchange) ของ SCBX ที่ศูนย์ SQ2 และโครงการพี่เลี้ยง (Mentorship) ระหว่างนักวิชาการและบุคลากรเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม 

    4. การสร้างระบบนิเวศและการศึกษาด้านเทคโนโลยี

    ร่วมสร้าง ecosystem ด้านควอนตัมของประเทศไทย ผ่านการจัด Workshops การจัดงาน Quantum Industry Day และ Innovation Challenges เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ 

    5. การมองอนาคตเชิงกลยุทธ์และการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม

    ร่วมจัดทำรายงาน “SCBX Quantum Outlook” เพื่อเผยแพร่ข้อมูล Insights เชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อนการสื่อสารองค์ความรู้สู่สาธารณะ เพื่อยกระดับความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมของประเทศในระยะยาว 

    ความร่วมมือระหว่าง SCBX และจุฬาฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการผสานพลังระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันวางรากฐาน ecosystem เทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/scbx-chula-quantum-tech-mou-thailand-finance&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25jY7JvyO8gLrP2wV8sNFa

  • เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก ‘แลนด์บริดจ์’

    เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก ‘แลนด์บริดจ์’

    8พ.ค. 2568 – นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้

    มีการศึกษามากมายจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศวิทยา แต่เนื่องจากความละโมภและการคิดสั้น ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและประชาชน
    รัฐบาลกลุ่มทุนก่อสร้างจึงดึงดันจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ให้ได้ ทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านรอบทิศ มีผู้ลงชื่อคัดค้านแล้วเป็นแสนรายชื่อ
    จากรายงานการศึกษา (เช่น จาก สศช.-จุฬาฯ Green News และนักวิชาการ) สามารถสรุปประมาณการได้ทั้งระยะสั้นและยาว ดังนี้ (ตัวเลขเป็นการประมาณจากข้อมูลที่มี อาจเปลี่ยนแปลงตามรายละเอียดโครงการจริง):

    1. ผลกระทบและต้นทุนระยะสั้น (ช่วงก่อสร้าง 5-10 ปีแรก)
    • การถมทะเลและทำลายระบบนิเวศ: ถมทะเลฝั่งชุมพร ~5,800-6,000 ไร่ ฝั่งระนอง ~7,000 ไร่ (รวม >12,000 ไร่) กระทบป่าชายเลน แนวปะการัง สัตว์หน้าดิน (benthic animals) และแหล่งวางไข่สัตว์น้ำ (ปลาทู ฯลฯ) การสูญเสียสัตว์หน้าดินอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านตัวตามการศึกษาบางฉบับ (แตกต่างจาก EHIA อย่างมาก)
    • มลพิษระหว่างก่อสร้าง: ฝุ่น เสียง การฟุ้งกระจายตะกอน/โลหะหนักจากขุดลอก (150 ล้าน ลบ.ม.+) น้ำมันรั่วไหลเบื้องต้น
    • ผลกระทบสุขภาพ: ฝุ่น PM2.5 เสียงรบกวน ชุมชนใกล้เคียง (ประมง ชาวสวนทุเรียน) อาจมีโรคทางเดินหายใจหรือเครียด
    • สูญเสียรายได้ประมงพื้นบ้าน: ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี หรือมากกว่า (จากรายได้ครัวเรือนประมงระนอง ~560 ล้านบาท/ปี ชุมพรอีกส่วนหนึ่ง)
    งบฟื้นฟู/บรรเทาโดยประมาณ (ระยะสั้น):
    • ฟื้นฟูป่าชายเลน (ตามกฎ DMCR มัก 20 เท่าของพื้นที่เสียหาย) + นำสัตว์น้ำคืน + ติดตามมลพิษ: หลายพันล้านถึง 1-2 หมื่นล้านบาท (รวมค่าชดเชยที่ดิน/อาชีพ ชุมชน)
    • มาตรการก่อสร้างสีเขียว (green port) การเฝ้าระวัง EHIA การชดเชยชุมชน: เพิ่ม 5-10% ของมูลค่าโครงการหลัก (50,000-100,000 ล้านบาท)

    2. ผลกระทบและต้นทุนระยะยาว (10-30+ ปี หลังเปิดใช้งาน)
    • มลพิษต่อเนื่อง: มลพิษทางอากาศ/น้ำจากท่าเรือ เรือบรรทุกสินค้า (น้ำมัน สารเคมี) เสียง แสงไฟ นิคมอุตสาหกรรม (หากพัฒนาต่อ) อาจทำให้คุณภาพน้ำเสื่อม การสะสมตะกอน/ของเสีย เปลี่ยนกระแสน้ำชายฝั่ง (กัดเซาะหรือตะกอนทับถม)
    • ระบบนิเวศถาวร: ป่าชายเลน/ปะการังฟื้นยาก (อาจใช้หลายสิบปีและไม่เหมือนเดิม) กระทบความหลากหลายชีวภาพ (รวมพื้นที่ใกล้มรดกโลกอันดามัน) การประมงลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสื่อม (สูญเสียรายได้หลายพันล้าน/ปี)
    • สุขภาพประชาชน: มลพิษเรื้อรัง (ฝุ่น โลหะหนักในสัตว์น้ำ) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง โรคทางเดินหายใจ โรคเรื้อรังในชุมชนและแรงงานท่าเรือ
    • ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์อื่น: สูญเสียบริการระบบนิเวศ (carbon sink การป้องกันภัยพิบัติ) อาจหลายหมื่นล้านบาท/ปี
    งบฟื้นฟู/จัดการระยะยาวโดยประมาณ:
    • โครงการฟื้นฟูนิเวศต่อเนื่อง (mangrove restoration, marine habitat, fisheries rehab) + กองทุนชดเชยชุมชน: หลายพันล้านบาท/ปี (รวมกองทุนพัฒนาพื้นที่ตามร่าง พ.ร.บ. SEC)
    • ระบบจัดการมลพิษ (บำบัดน้ำเสีย อากาศ monitoring น้ำมันรั่ว) + สุขภาพประชาชน (โรงพยาบาล ตรวจสุขภาพ): พันถึงหลายพันล้านบาท/ปี ขึ้นกับขนาดอุตสาหกรรม
    • รวมระยะยาว 20-30 ปี: อาจสูงถึงหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท (ขึ้นกับความรุนแรงของมลพิษและประสิทธิภาพมาตรการ) เพราะนิเวศบางส่วน “ไม่สามารถฟื้นฟูได้เต็มที่” และต้นทุน opportunity cost (สูญเสียการประมง/ท่องเที่ยว) สะสมสูง

    สรุปภาพรวมและข้อควรพิจารณา
    • ต้นทุนรวมฟื้นฟู + ชดเชย อาจเพิ่มภาระอีก 10-20%+ ของมูลค่าโครงการหลัก (หรือมากกว่านั้นหากมีปัญหาใหญ่ เช่น น้ำมันรั่วใหญ่หรือมรดกโลกเสียหาย) รัฐบาลวางแผนใช้ PPP (รัฐ-เอกชน) และกองทุนจากผู้รับสัมปทานเพื่อลดภาระ แต่สุดท้ายอาจตกเป็นภาระภาษีประชาชนและงบรัฐระยะยาว
    • โครงการอาจสร้างรายได้ (ค่าธรรมเนียมท่าเรือ ~58 พันล้านบาท/ปี ในบางประมาณการ) แต่หลายศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าเศรษฐศาสตร์ เมื่อเทียบต้นทุนสิ่งแวดล้อม/สังคม (เช่น รายงาน สศช.-จุฬาฯ)
    • ความไม่แน่นอนสูง: ตัวเลขข้างต้นเป็นการประมาณจากข้อมูลสาธารณะ ควรรอ EHIA ฉบับสมบูรณ์ + Strategic Environmental Assessment (SEA) ที่ครอบคลุมวงกว้าง (ไม่ใช่แค่รัศมี 5 กม.) และการมีส่วนร่วมชุมชนจริง
    ควรต้องทำ cost-benefit analysis แบบครบวงจร (รวมมูลค่า ecosystem services และ health costs) และเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือโลจิสติกส์โดยไม่ทำลายนิเวศหลัก หากเดินหน้า ต้องมีกลไกกองทุนฟื้นฟูที่ชัดเจน โปร่งใส และบังคับใช้มาตรการสีเขียวเข้มงวด
    ข้อมูลนี้รวบรยมมาจากรายงานการศึกษาและข่าวล่าสุด (2024-2026) สถานการณ์อาจเปลี่ยนตามการตัดสินใจรัฐบาลและผล EHIA ใหม่
    ด้านระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์น้ำ (Marine Ecosystem & Fisheries) ถือเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดและต้องใช้งบฟื้นฟู/ชดเชยมากที่สุด โดยเฉพาะในระยะยาว
    เหตุผลหลักที่ร้ายแรงที่สุด
    • การถมทะเลและขุดลอกขนาดใหญ่ (รวมกว่า 12,000 ไร่) ทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำ ป่าชายเลน แนวปะการัง และสัตว์หน้าดิน (benthic animals) ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทางทะเล
    • มีข้อถกเถียงรุนแรงเรื่องจำนวนสัตว์หน้าดินที่สูญเสีย: EHIA อย่างเป็นทางการประมาณ 1.5 พันล้านตัว แต่ข้อมูลนักวิชาการ (เช่น ศ.สักดิ์อนันต์ ปลาทอง) ประมาณสูงถึง 53.9 พันล้านตัว (ต่างกันเกือบ 35 เท่า) การสูญเสียระดับนี้กระทบความหลากหลายชีวภาพและการประมงอย่างถาวร
    • ฝั่งระนอง (อันดามัน) กระทบหนักที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำสำคัญ (เช่น ปลาทู) และใกล้พื้นที่เสนอเป็น มรดกโลก UNESCO (Andaman World Heritage) รวมถึงพื้นที่สงวนชีวมณฑล
    • ผลกระทบสะสม: เปลี่ยนกระแสน้ำชายฝั่ง การฟุ้งกระจายตะกอน การกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษจากเรือ (น้ำมัน สารเคมี) และอาจดึงดูดนิคมอุตสาหกรรม/ปิโตรเคมีเพิ่ม ซึ่งระบบนิเวศภาคใต้รับไม่ได้
    ความถาวรสูง: ป่าชายเลนและระบบนิเวศบางส่วนฟื้นฟูได้ยากหรือไม่ได้เต็มที่ (ใช้เวลาหลายสิบปีและไม่เหมือนเดิม) ทำให้สูญเสียบริการระบบนิเวศ (carbon sink, ป้องกันภัยพิบัติ, ความหลากหลายชีวภาพ) อย่างถาวร

    งบฟื้นฟู/แก้ไขที่ต้องใช้มากที่สุด
    • ระยะสั้น (ก่อสร้าง): ชดเชยและฟื้นฟูป่าชายเลน (กฎ DMCR มัก 20 เท่าของพื้นที่เสีย) + นำสัตว์น้ำคืน + ติดตามมลพิษ → หลายพันล้านถึงหมื่นล้านบาท (รวมค่าชดเชยชาวประมง)
    • ระยะยาว (10-30+ ปี): โครงการฟื้นฟูนิเวศต่อเนื่อง + กองทุนชดเชยรายได้ประมง (สูญเสียรายได้ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท/ปี หรือมากกว่า) + ระบบจัดการมลพิษ + ตรวจสุขภาพประชาชน → หลายพันล้านบาทต่อปี สะสมเป็นหมื่นถึงแสนล้านบาท
    • ต้นทุน opportunity cost: สูญเสียการประมงพื้นบ้าน + ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ฝั่งอันดามันสร้างรายได้หลายพันล้านบาท/ปี) ซึ่งบางส่วนประเมินค่าไม่ได้เต็มที่และฟื้นคืนยาก
    ด้านอื่น ๆ ที่ร้ายแรงตามมา (แต่ใช้งบน้อยกว่า หรือจัดการได้ดีกว่า):
    • สุขภาพประชาชน: มลพิษฝุ่น/น้ำ/โลหะหนัก เรื้อรัง → ใช้งบโรงพยาบาลและตรวจสุขภาพ ประเมินเป็นตัวเลขอีกมหาศาล
    • มลพิษทางอากาศ/น้ำจากท่าเรือ: ถ้าจัดการด้วยเทคโนโลยีแต่ต้นทุนต่อเนื่อง
    • การกัดเซาะชายฝั่งและชุมชน: กระทบการเกษตร/ที่อยู่อาศัย

    สรุป: ความเสียหายทางทะเลและนิเวศฐาน (foundation ecosystem) เป็น “จุดตาย” ที่สุด เพราะไม่สามารถแทนที่ด้วยเงินได้เต็มที่ และอาจทำให้สูญเสีย “ทุนธรรมชาติ” ความเป็นไข่มุกอันดามัน และการประมงที่สร้างรายได้ยั่งยืนจากประมง+ท่องเที่ยวมานานหลายหมื่นล้านบาท สูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวังจากโครงการในบางการศึกษา (เช่น รายงาน สศช.-จุฬาฯ)
    นักวิชาการและชุมชนหลายกลุ่มเรียกร้องให้ทำ Strategic Environmental Assessment (SEA) แบบครบวงจร และเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น (เช่น พัฒนาโลจิสติกส์โดยไม่ทำลายนิเวศหลัก) ก่อนเดินหน้า โดย“ใช้ฐานเดิมต่อยอด” เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อคิดรวมต้นทุนสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และ opportunity cost (สูญเสียประมง-ท่องเที่ยว) การพัฒนาแบบนี้ยังช่วยรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และลดความขัดแย้งกับชุมชน

    รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริง จะต้องยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะสร้างหนี้และภาระให้ลูกหลานไปอีกหลายสิบปี แต่มองหาทางเลือกในการพัฒนาด้านอื่นๆ เช้นทุ่มเทพัฒนาระบบโลจิสติกส์รองรับการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร ส่งเสริมผู้ประกอบการ ส่งเสริมการประมงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
    พัฒนา Southern Economic Corridor (SEC) แบบไม่โฟกัส Land Bridge
    • เน้น นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (green & smart industry), การแปรรูปสินค้าเกษตร, ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (อันดามันมีศักยภาพสูง), และโลจิสติกส์รองรับการผลิตในประเทศ
    • เชื่อม EEC (ตะวันออก) กับ SEC ผ่านทางรถไฟและมอเตอร์เวย์ที่มีแผนอยู่แล้ว
    เน้น Digital Logistics & Green Hub: พัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการ (bunkering, ship repair, fintech logistics) โดยไม่ต้องสร้างท่าเรือใหม่ขนาดใหญ่
    • ประโยชน์เศรษฐกิจ: สร้างรายได้ยั่งยืนจาก “ทุนธรรมชาติ” (ประมง ท่องเที่ยว การเกษตร) + อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่สูญเสีย ecosystem services ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท/ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/992744/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QvOaR1vswrPAeaLg5rf35

  • ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้รับเลือกตั้งจาก อสมท ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้รับเลือกตั้งด้วยมติเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่ ด้วยความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโทจาก Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) และประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน” (Chula XL) วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการและธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติให้เป็น“กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้” และ “พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง”

    ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนด้วยการเร่งฟื้นธุรกิจ เสริมรายได้ เตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือสู่การเป็น “ช่องแห่งการเรียนรู้” (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/302938/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VOOrTqS91jvn4WNr0hgMi

  • ศึกษาฯ – พม. – พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม

    ศึกษาฯ – พม. – พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม

    ศึกษาฯ – พม. – พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม


    8/05/2569 | 4 |

    ศึกษาฯ – พม. – พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม  
    บทสรุป
        นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัยของนักเรียนและสถานศึกษา และลดภาระ
    ค่าครองชีพของผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2569โดยรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วน ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยด้วยนโยบาย “All for Education” ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคต และออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เช่น อนุโลมให้นักเรียนใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือ–เนตรนารี เต็มชุด และจัดหาอุปกรณ์การเรียนราคาประหยัด นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์                  จัดกิจกรรม “Back to School ฟรีดอกเบี้ย” วงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้บริการระหว่างวันที่      16 เม.ย. – 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back to School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ส่วนลดสูงสุด 86% พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดในโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปจัดในวันที่ 15 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น.

    รายละเอียด
    (7 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้ง “คุณภาพการเรียนรู้” ควบคู่กับ “ความปลอดภัยของนักเรียน” พร้อมทั้งดูแลภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2569
    โดยรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการจะจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “วางระบบความปลอดภัยนักเรียน” ร่วมกับ 18 หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อเชื่อมโยงระบบการดูแล ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจร 
    ส่วนการขับเคลื่อนการศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยด้วยนโยบาย “All for Education” ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ระบบ School management system ทำให้โรงเรียนกว่า 7,023 แห่ง เข้าสู่ระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพและโปร่งใส การระดมทุนเพื่อการศึกษาและมีพันธมิตร (School Partner) ทั้งรัฐและเอกชนดูแลโรงเรียนทุกแห่ง พร้อมพัฒนาผู้นำและบุคลากร และพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครูกว่า 82,000 คน จัดหา ICT Talent เข้าไปดูแลด้านเทคโนโลยีในโรงเรียนครบทุกแห่ง จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ (Learning Center) กว่า 2,000 แห่ง มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI (Digital & AI Infrastructure) เพื่อส่งเสริมครูให้ประยุกต์ใช้ AI ในการสอน และให้เด็กทุกคนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม
    สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ประกอบด้วย  
    – คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 โดยเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถม 2,040 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถม 2,280 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 4,200 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,560 บาท รวมถึงการสนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และเงินเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม 
        – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออก 2 มาตรการสำคัญก่อนเปิด
    ภาคเรียน ดังนี้
        1) ลดค่าใช้จ่ายทันที ยกระดับจากการขอความร่วมมือ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ 
    • อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน
    • ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่
    • ชุดลูกเสือ–เนตรนารี ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้
    • ไม่จำกัดรูปแบบกระเป๋าและรองเท้า ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสมและการใช้งานจริง
    • การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
    • การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง
    2) จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจายหนังสือเรียน แบบเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นในราคาควบคุมเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม
    – นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขับเคลื่อนภารกิจ “โรงรับจำนำของรัฐเพื่อสังคม” หรือ สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) เพื่อช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประชาชน ด้วยการรับจำนำในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประเทศ ซึ่งได้เดินหน้าเปิดโครงการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ประชาชน ในกิจกรรม “Back to School ฟรีดอกเบี้ย” ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้บริการที่มีวงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับสิทธิ์ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน ที่มาใช้บริการจำนำ ระหว่างวันที่ 16 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 8,400 ราย คิดเป็นวงเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 41 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเข้ารับบริการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทร. 0 2281 5888
    – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back to School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ขณะที่กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ “Back to School 2026” ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ รวมถึง “คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back to School 2026)” ในรูปแบบ E-Catalog ดูรายละเอียด ได้ทาง https://www.dit.go.th/…/Flip…/20260430084246/mobile.html 
    เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัด ในโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” 
    ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปจัดในวันที่ 15 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. 
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/501157&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SUB1IdhwW6qA7hTYI_0NU

  • “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

    “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

    “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ ระบุ โครงการยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างการศึกษาค่อยตัดสินใจ ชี้ ไม่มีอะไรแปลก ปัดตอบตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    วันที่ 7 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 เพื่อเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคมนี้

    ก่อนการเดินทาง นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ ว่าขณะนี้มีอาม่ากว้านซื้อที่ดิน หลังรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า เพื่อช่วยคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศมากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่ได้เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่าง ๆ วันนี้ได้เปลี่ยนไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนจะมีความขัดแย้ง เราจะพยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่สนใจของนานาชาติ ซึ่งเราพยายามเสริมศักยภาพตรงนี้ให้มากขึ้น ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

    เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการปั่นกันว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่ 99 ปี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่น และคงไม่เกี่ยวกันเพราะนี่เป็นเรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นเรื่องของการลงทุน

    เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่แรกแบบนี้จะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการยังไม่ได้เริ่ม เป็นการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขานุการ ออกมาเป็นอย่างไร เราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่มีอะไรแปลก

    เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีการเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการศึกษา

    เมื่อถามว่านอกจากผลการศึกษาแล้ว จะต้องฟังคำแนะนำของฝ่ายค้านด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องฟังเสียงของประชาชน ตนกำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติ ก็เห็นชอบ โดยจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการด้วย

    เมื่อถามว่าไม่ท้อใช่หรือไม่ที่มีการตรวจสอบ และมีกระแสโจมตีหนักในช่วงภาวะเช่นนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำไมต้องท้อ ตนเป็นคนจีน ลูกท้อเป็นสิ่งมงคล สิ่วท้อ (ซาลาเปารูปท้อสีชมพู) กินทุกวันเกิดเลย

    ส่วนกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถูกปัดตกไปโดยอ้างเหตุจำเป็นเร่งด่วนเรื่องอื่น อยากชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบคำถามก่อนดูนาฬิกา พร้อมระบุว่า ประกาศครั้งสุดท้าย และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2931158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DY5lshHuCTZxPEEZPHZI0

  • จุฬาฯ จับมือ SCBX ลงนาม MOU ด้านควอนตัม

    จุฬาฯ จับมือ SCBX ลงนาม MOU ด้านควอนตัม

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยคณะวิทยาศาสตร์และศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square: SQ²) ร่วมกับบริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านควอนตัม เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรมการเงิน พร้อม สร้างระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทยให้เติบโตสู่ระดับภูมิภาค

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซีบีเท็นเอกซ์ จำกัด เป็นผู้ลงนาม

    ความร่วมมือฉบับนี้มีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 เสาหลัก ได้แก่

    • เสาที่ 1 การวิจัยควอนตัมและการต่อยอดทางวิชาการ – การกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมในหัวข้อขั้นแนวหน้าโดยเฉพาะ“Banking with Quantum” พร้อมตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับนานาชาติ ฐาน Scopus หรือ Web of Science และเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับโลก
    • เสาที่ 2 การค้นคว้าทดลองและตรวจสอบการประยุกต์ใช้ – จัด Discovery Sessions เพื่อระบุและประเมินกรณีการใช้งานควอนตัมที่มีศักยภาพพร้อมโครงการนำร่องขนาดเล็ก (Pilot Programs) เพื่อทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ก่อนขยายผล
    • เสาที่ 3 การแลกเปลี่ยนบุคลากรและการพัฒนากำลังคน – โครงการฝึกงานนิสิตจุฬาฯ ที่ SCBX และโครงการ Residency/Exchange ของพนักงาน SCBX ที่ศูนย์ SQ² รวมถึงโครงการพี่เลี้ยง (Mentorship) ระหว่างนักวิชาการและบุคลากรเทคโนโลยี
    • เสาที่ 4 การสร้างระบบนิเวศและการศึกษาด้านเทคโนโลยี – จัด Workshops การเรียนรู้ด้านควอนตัมการจัดงาน Quantum Industry Day และ Innovation Challenges เช่น Hackathon เพื่อค้นหานวัตกรรมที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์
    • เสาที่ 5 การมองอนาคตเชิงกลยุทธ์และการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม – จัดทำรายงาน“SCBX Quantum Outlook” เผยแพร่ข้อมูลและทิศทางเทคโนโลยีควอนตัมต่อสาธารณชนพร้อมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ร่วมกันทั้งในประเทศและภูมิภาค

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเทคโนโลยีควอนตัมเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลิกโลก (Disruptive Technology) ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิทยาศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้าและเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่ายุคปัญญาประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงยกให้เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโดยมุ่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ (Driving Force) ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่โลกอุตสาหกรรมเพื่อให้วิทยาศาสตร์สร้างคุณค่าได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงสังคม การที่ SCBX ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินของประเทศได้เลือกจุฬาฯ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในด้านเทคโนโลยีควอนตัมถือเป็นความไว้วางใจอันมีค่าและเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของบุคลากรและงานวิจัยของมหาวิทยาลัย
    “บันทึกข้อตกลงที่ร่วมลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืนเกิดผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบสูงบ่มเพาะบุคลากรควอนตัมรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีควอนตัมแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน”

    คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซีบีเท็นเอกซ์ จำกัด (SCB10X) กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมกำลังจะเป็นคลื่นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินบทบาทของ SCBX จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กร แต่คือการร่วมสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี” ให้กับประเทศ ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์ SQ² จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบทั้งด้านการวิจัยการทดลองและการพัฒนาบุคลากรเรามุ่งผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่สาธารณะและร่วมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อให้ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ยุคควอนตัมอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ก้าวสำคัญของระบบนิเวศควอนตัมไทย
    ผศ.ดร.สลิลพร กิตติวัฒนากูล หัวหน้าศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (SQ²) เปิดเผยว่าศูนย์ SQ² ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ความร่วมมือกับ SCBX ในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้นิสิตและนักวิจัยได้ทำงานบนโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างเส้นทางอาชีพ (Career Path) ใหม่ ๆ ในสาขาควอนตัมให้กับเยาวชนไทย

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนที่สำคัญที่สุดของไทยในด้านเทคโนโลยีควอนตัมและคาดว่าจะนำไปสู่การพัฒนาผลงานวิจัยโครงการนำร่องและบุคลากรคุณภาพสูงที่จะเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมควอนตัมไทยในทศวรรษถัดไป

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/302956/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q6hCtYiwnMIT-FiRU32fJ

  • ‘ผู้การหนองคาย’ สั่งตั้งกรรมการสอบ ปม ‘ส่วยตำรวจ’ 11 หน่วยงาน ให้เสร็จภายใน 30 วัน | เดลินิวส์

    ‘ผู้การหนองคาย’ สั่งตั้งกรรมการสอบ ปม ‘ส่วยตำรวจ’ 11 หน่วยงาน ให้เสร็จภายใน 30 วัน | เดลินิวส์

    จากกรณี สื่อสังคมออนไลน์แชร์เรื่องราวของสำนักข่าวไทยพีบีเอส เกี่ยวกับผู้ประกอบการท่าทรายในจังหวัดริมแม่น้ำโขง จ่ายเงินนอกระบบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 11 หน่วยงาน เพื่อแลกกับการกระทำผิดกฎหมาย เช่น เปิดให้ทำการดูดทรายโดยผิดกฎหมาย และรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 พ.ค. 69) พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผบก.ภ.จว.หนองคาย ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.สุรกิจ ค้วนเครือ รอง ผบก.ภ.จว.หนองคาย เป็น ประธานกรรมการ, 2.พ.ต.ต.ณัฐพิชญ์ กล่อมจันทร์ สว.กก.สส.ภ.จว.หนองคาย เป็นกรรมการ, 3.ร.ต.อ.ธเนศวร คำชาย รองสว.กก.สส.ภ.จว.หนองคาย เป็นกรรมการ

    ทั้งนี้ ในคำสั่งยังระบุด้วยว่า ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามหนังสือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0013.151/1637 ลงวันที่ 21 เมษายน 2565 เรื่อง แนวทางและขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรื่องร้องเรียนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการหรือลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่ประธานกรรมการรับทราบคำสั่ง และให้เสนอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

    อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว.

    ด้าน พ.ต.อ.สุรกิจ ค้วนเครือ รอง ผบก.ภ.จว.หนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ได้รับทราบคำสั่งผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย แล้ว ทางคณะกรรมการฯจะประสานขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่าทราย ในพื้นที่ เข้ามาให้ข้อมูล ตามที่เห็นบัญชีรายชื่อ 11 หน่วยงาน ตนจะประสานให้แต่ละท้องที่ เข้ามาชี้แจง และต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คาดว่าน่าจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันแน่นอน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5842138/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mZaoxRwSL1UIwZEi4EgW6

  • “อนุทิน” สวนฝ่ายค้านอย่าตีตนก่อนไข้ดักทางแลนด์บริดจ์ ย้ำ ไทยต้องเป็นศูนย์กลาง -ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” สวนฝ่ายค้านอย่าตีตนก่อนไข้ดักทางแลนด์บริดจ์ ย้ำ ไทยต้องเป็นศูนย์กลาง -ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146000&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I7cXrY6tbzO5Gz9TTVGFQ

  • จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

    จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

    จากบทวิเคราะห์ของ Bank of America (BofA) ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เคยแยกเป็นแค่ “บนกับล่าง” (K-shape) ได้เปลี่ยนมาเป็น 3 ขีดของตัว E (E-shape) เศรษฐกิจปี 2026 จึงกำลังเปลี่ยนจาก “รูปตัว K” (รวย-จน แยกทาง) เป็น “เศรษฐกิจรูปตัว E” (E-Economy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขีด บน-กลาง-ล่าง ดังนี้

    ขีดบน (High Income-Top 20%)  กลุ่มคนรวยกลุ่มนี้ ยังคงมีกำลังซื้อสูงต่อเนื่อง ขับเคลื่อนการบริโภคสินค้าหรูหรา โดยได้อานิสงส์จากมูลค่าสินทรัพย์และตลาดหุ้นที่เติบโต ได้ประโยชน์จาก “Wealth Effect” หรือราคาของสินทรัพย์ (หุ้นและอสังหาริมทรัพย์) ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและยังใช้จ่ายได้ปกติ

    ขีดกลาง (Middle Income) เคยเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ แต่ในช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา เริ่มเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการแบกรับต้นทุนการครองชีพและหนี้สินจนเริ่มจ่ายไม่ไหวล่าง เงินออมส่วนเกินจากช่วงโควิดเริ่มหมดลง ประกอบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ค้างสูงนาน ทำให้เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ (เช่น บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อรถยนต์)

    ขีดล่าง (Low Income) กลุ่มรายได้น้อยเผชิญวิกฤติความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินล้นพ้นตัว และฟื้นตัวช้า ทำให้ช่องว่างความรวยและจนห่างกันมากกว่าเดิม ได้รับผลกระทบหนักสุดจากเงินเฟ้อในหมวดสินค้าจำเป็น (อาหารและค่าเช่าที่พัก) ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรง

    แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ 2 ขา (รวย-จน) เหมือน K-shape แต่เป็น 3 ชั้น ความเหลื่อมล้ำ (รวย-กลาง-จน) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ​​​​​​​ทำไมเศรษฐกิจ “รูปตัว K” กลายเป็นเศรษฐกิจ รูปตัว E

    การเปลี่ยนผ่านจาก K-Shaped Economy ไปสู่ E-Shaped Economy ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อเรียกเฉยๆ ครับ แต่สะท้อนถึงการยกระดับจากการ “เอาตัวรอด” ในภาวะวิกฤติ ไปสู่การ “วางรากฐานใหม่” เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    สรุปเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดังนี้

    1.จากความเหลื่อมล้ำ (K)

    K-Shaped เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในช่วงโควิด-19 ที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีหรือคนรวยยิ่งรวยขึ้น (ขาขึ้น) แต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และแรงงานรายวันกลับแย่ลง (ขาลง)

    2.เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็น “กระดูกสันหลัง” (Electronic)

    ในช่วง K-Shaped ใครมีดิจิทัล คือ ผู้ชนะ แต่ในยุค E-Shaped Electronic & Digital กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคน “ต้องมี” ธุรกิจทุกระดับตั้งแต่ SME ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติ ต้องใช้ระบบอัตโนมัติและ Data เพื่อสร้าง Efficiency (E) หรือประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและแรงงานที่ขาดแคลน

    3.แรงกดดันจากวิกฤตภูมิอากาศ (Environment)

    เศรษฐกิจรูปตัว K ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนักเพราะมุ่งเน้นที่การฟื้นตัวทางการเงิน แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไป มาตรการอย่าง CBAM (ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน) หรือเกณฑ์ ESG บังคับให้เศรษฐกิจต้องเป็นรูปตัว E คือต้องมี Environment เป็นตัวตั้งต้น หากธุรกิจใดไม่ปรับตัวตามตัว E นี้ จะถูกตัดออกจากโซ่อุปทานโลกทันที

    4.การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy)

    สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โลกเห็นว่าการพึ่งพาฟอสซิลแบบเดิม (ยุค K) มีความเสี่ยงสูง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Energy Transition (E) หรือพลังงานสะอาด จึงกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะสร้าง GDP ให้เติบโตอย่างมั่นคง

    ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดรูปตัว E

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤติฉับพลัน แต่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กดดันต่อเนื่อง ตามรายงานของ Bank of America Institute

    – ภาวะ “Whack-a-mole Inflation” (เงินเฟ้อแบบตีตัวตุ่น) แม้ราคาสินค้าบางอย่างจะลดลง แต่จะมีสินค้ากลุ่มอื่นพุ่งสูงขึ้นสลับกันไป (เช่น เนื้อวัวพุ่งสูงขึ้นหลังราคาไข่ลดลง) ทำให้ชนชั้นกลางและล่างไม่สามารถวางแผนการเงินได้การหมดไปของ

    – “Excess Savings” เงินออมส่วนเกินที่สะสมไว้ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เริ่มหมดลงในช่วงปลายปี 2025 ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางไม่มีเกราะป้องกันทางการเงินอีกต่อไป

    – Wealth Effect ที่เหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้เฉพาะกลุ่มบน ขณะที่กลุ่มกลางและล่างต้องจ่ายค่าเช่าหรือดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นภาวะ

    – “Paycheck to Paycheck” สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายจ่ายพื้นฐาน (ค่าเช่า, อาหาร, พลังงาน) สูงถึง 95% ของรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มชนชั้นกลาง ตามข้อมูลวิเคราะห์จาก CNBCสรุปสั้นๆ : ตัวขับเคลื่อนหลักคือ “ความเปราะบางของชนชั้นกลาง” ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มคนรวย และทรุดลงไปใกล้เคียงกับกลุ่มรายได้น้อยมากขึ้นครับ

    ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ กลุ่มที่เรียกว่า “สินค้าและบริการฟุ่มเฟือยระดับกลาง” (Middle-Market Discretionary) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางสามารถ “ตัดออก” หรือ “ลดระดับ” ได้ง่ายเมื่อเงินในกระเป๋าเริ่มตึงตัวครับ โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

    1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบบ Affordable Luxury 

    ร้านอาหารประเภท Casual Dining : ร้านอาหารในห้างที่ราคาสูงกว่าฟาสต์ฟู้ดแต่ไม่ถึงขั้น Fine Dining ชนชั้นกลางจะเปลี่ยนไปทำอาหารกินเองหรือกินร้านที่ราคาประหยัดกว่าแทน

    คาเฟ่และกาแฟแบรนด์เนม : กาแฟแก้วละ 100-200 บาท จะถูกลดทอนลงเป็นกาแฟชงเองหรือแบรนด์ท้องถิ่นที่ราคาถูกกว่า

    2.ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนา 

    การท่องเที่ยวในประเทศระดับกลาง : โรงแรม 3-4 ดาว หรือทริปสั้นๆ ในช่วงวันหยุดจะลดลง เพราะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ตัดทิ้งได้ทันที

    โรงภาพยนตร์และคอนเสิร์ต : ความบันเทิงนอกบ้านที่มีค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร) จะถูกแทนที่ด้วยบริการ Streaming หรือกิจกรรมในบ้าน

    3.สินค้าแฟชั่นและ Gadget (Fast Fashion & Mid-Range Tech)

    เสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับกลาง : ชนชั้นกลางจะชะลอการซื้อเสื้อผ้าใหม่ตามซีซั่น และหันไปซื้อสินค้าลดราคาหรือสินค้ามือสองมากขึ้น

    การอัปเกรดสมาร์ตโฟน : วงจรการเปลี่ยนมือถือจะลากยาวขึ้น จากเดิมที่เคยเปลี่ยนทุก 1-2 ปี อาจลากยาวเป็น 3-4 ปี ตราบเท่าที่เครื่องเดิมยังใช้งานได้

    4.ธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ระดับเริ่มต้น 

    รถยนต์ใหม่ (C-Segment) : ชนชั้นกลางจะลังเลในการสร้างหนี้ก้อนใหม่ระยะยาว ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลชะลอตัว และตลาดรถยนต์มือสองอาจจะคึกคักขึ้นแทน

    คอนโดมิเนียมระดับกลาง : การกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดจะทำได้ยากขึ้นจากทั้งพฤติกรรมการประหยัดและการเข้มงวดของธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/1232879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OV0vltXc6n37wkkW7UpnA