Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้า 2569 พื้นที่ชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาชายแดนชินแล้ว

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โดมเทศบาลตำบลละหานทราย อ.ละหานทราย ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ที่ลงทะเบียนจะเลือกตั้งนอกเขตทยอยมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

    ทางด้าน น.ส.มินตรา พวงอินทร์ อายุ 27 ปี เผยว่า วันนี้มาใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และความตั้งใจที่อยากจะได้รัฐบาลโดยเร็ว เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวอยากจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ทำตามที่พูดไว้ตอนหาเสียงให้ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนก็ทำไม่ได้ตามคำพูด

    ขณะที่ นายเอกจำรูญ ชมจันทร์ ชาว จ.จันทบุรี เผยว่า ตนมาอาศัยอยู่กับครอบครัวภรรยาที่ ต.ตาจง อ.ละหานทราย มีอาชีพค้าขายตามตลาดนัด อยากได้รัฐบาลที่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ย่ำแย่มาก ส่วนเรื่องชายแดนหรือระหว่างประเทศให้ฝ่ายทหารเขาดูแลไป เพราะชาวบ้านแนวชายแดนตอนนี้ชินไปแล้ว

    นายคมกฤช พลพวก ปลัดอาวุโส อำเภอละหานทราย กล่าวว่า จุดนี้เป็นเขตเลือกตั้งที่ 9 บุรีรัมย์ ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตมีจำนวนทั้งหมด 458 ราย จาก 61 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มาทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.ละหานทราย มีบางส่วนที่มาอาศัยอยู่บ้านภรรยาหรือบ้านสามี แต่ยังไม่ได้ย้ายทะเบียนมา บรรยากาศทั่วไปของการใช้สิทธิ์ เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zy3weiCNhTqe5S5ASAew7

  • ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว  ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WdgsWrmg5sCaJ9C1Hr9NF

  • กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    “ปณิธาน” ชี้ เมียนมาคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยควรเป็นตัวกลางหยุดยิง นักวิจัยย้ำเร่งสร้างบทบาทเชิงรุกเหตุอยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ อาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว

    1 ก.พ.2569 – ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวในงาน Decoding Myanmar’s 2026 Economy ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท เอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี   ว่า การเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบเดิม แต่เป็นกระบวนการ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ทั้งระบบ ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจภายในและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีการวางระบบไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ดร.ปณิธาน ระบุว่า สำหรับประเทศไทย เมียนมาไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และแรงงาน ไทยจึงควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจะมีบทบาทช่วยลดความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร หากไทยและอาเซียนยังมองเมียนมาผ่านกรอบเดิม อาจพลาดโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ

    “รัฐบาลไทยควรมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยผลักดันสันติภาพและการเปิดประเทศของเมียนมา แต่ต้องเป็นบทบาทที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างอำนาจในเมียนมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรอย่างสิงคโปร์ ได้ขยับเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังแล้ว ไทยจึงไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือคนกลางเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง” ดร.ปณิธาน ระบุ

    ดร.ปณิธาน เห็นว่า ไทยควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker) ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิง (Ceasefire) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สนับสนุนให้เกิด “พื้นที่การเมืองใหม่” ที่การพูดคุยมีความหมายจริง ลดการเผชิญหน้า และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่ มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ไทยสามารถผลักดันได้ทันที คือการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของความชอบธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกทางการเมืองในลำดับถัดไป

     ดร.ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่จะมีบุคลากรที่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ได้มากเพียงพอหรือไม่ เพราะการขยับเข้าไปในเมียนมาไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่ต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงควบคู่กัน หากจะเดินหน้าอย่างจริงจัง ไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในระดับที่เข้มข้นกว่ากรณีประเทศเพื่อนบ้านอื่น เนื่องจากเมียนมาเป็นพื้นที่ที่มีเดิมพันสูงทั้งด้านทรัพยากร เส้นทางคมนาคม และความมั่นคงชายแดน

    “หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบริบทใหม่ของการต่างประเทศไทยอย่างแท้จริง ชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตรที่เคยเป็นภาระ อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำและยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น” ดร.ปณิธาน กล่าว

    ด้านนางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน บริษัทเอเชีย อินไซต์ กล่าวว่า จากการศึกษา Decoding Myanmar’s 2026 Economy และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้เสียในเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล พบว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดภาวะ “ความอ่อนล้าจากความขัดแย้ง” (Conflict Fatigue) โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาชีวิตและลดการสูญเสีย

    เธอระบุว่า สัญญาณดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกในมุมของนักลงทุน เพราะสะท้อนว่าการเปิดเจรจาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้ต้องใช้เวลา เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าความมั่นคงต้องมาก่อนการพัฒนา พร้อมย้ำว่าเมียนมาและไทยไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งสองประเทศควรใช้ศักยภาพร่วมกันเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมภูมิภาค เนื่องจากเมียนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีน อินเดีย และอาเซียน

    “เมียนมาอยู่ในเรดาร์ของมหาอำนาจ และไทยไม่สามารถมองข้ามได้ หากไทยมีบทบาทเชิงรุก เมียนมาอาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว” นางสาวธัญณิชา กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/940638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSS21nlrlZnBDG4Rfeft2

  • “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    • เผยแพร่ : 01/02/2026 23:30

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นำทัพผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 5 และผู้สมัคร ทั้งอีก 6 เขต โดยเริ่มต้นภารกิจที่ตลาดสดถ้ำวัวแดง ตำบลวังชมภู บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากรุมล้อมขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

    ต่อมาในช่วงเวลา 17.00 น. ทีมภูมิใจไทยได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลานกิจกรรมข้างโรงเรียนบ้านทรัพย์เจริญ โดยนางศุภจีได้ชูหมัดเด็ดด้านเศรษฐกิจ “นโยบายคนละครึ่งพลัส” เพื่อตอบโจทย์เสียงสะท้อนของชาวบ้านที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา ยืนยันหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการนี้ทันที พร้อมขยายขีดความสามารถให้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใช้จ่ายได้ครอบคลุมทุกร้านค้า ไม่จำกัดเพียงร้านธงฟ้า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำโครงการ “อัพสกิล-รีสกิล” เพื่อยกระดับทักษะอาชีพให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยระบุว่าพรรคมีความพร้อมทั้งตัวบุคคลและวิชาการ พร้อมขอโอกาสให้ “สุชาดา” คนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจริง เข้าไปเป็นกระบอกเสียงแก้ปัญหาให้ชาวหนองบัวแดงในสภาฯอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน  วรรณกุล -อารดา ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    626536078_931304565994326_4206656302239675930_n

    fdfbdfb

    สืบสวนชลบุรี ตร.ทท. บุกจับ 2 ชาวรัสเซีย คดีแยกส่วนร่างฝังดินเพื่อนร่วมชาติ แม่ช็อกยืนยันเป็นร่างลูกชาย

    Soft Power ระเบิดเมืองหาดใหญ่ กับเทศกาล Hi (หรอย) Hatyai 2026

    อภิสิทธิ์ นำทีมประชาธิปัตย์ ตะลุยปากพนัง หนุนผู้สมัครเขต 2 นครศรีฯ

    “คีรี กาญจนพาสน์” นำชมห้องตัวอย่าง “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ย้ำอยากให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยเงื่อนไขพิเศษ ลดทุกข้อจำกัดเงินดาวน์ และราคาผ่อนถูกเหมือนเช่า

    ชาวน่านแห่ใช้สิทธิ์! เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักตั้งแต่ตี 5 ทหาร-ข้าราชการแห่เข้าคิวแน่น

    ชาวอุตรดิตถ์ตื่นตัว! แห่เลือกตั้งล่วงหน้าสนามกีฬาพระยาพิชัยฯ คึกคัก ยอดนอกเขตพุ่งกว่า 3,300 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zfn2q2AyEtFay_qTMwNJH

  • ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ความโปร่งใสในตลาดหุ้นถูกตั้งคำถาม การเมืองแทรกแซงแบงก์ชาติ และประเทศย่ำอยู่กับที่บน ‘ระเบิดเวลา’ การว่างงานของคนหนุ่มสาว เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อินโดนีเซีย” ถูกฉายภาพในฐานะ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มหาศาลและจำนวนประชากรเกือบ 300 ล้านคน ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 6% ในปี 2569 

     ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยการประสานงานด้านนโยบายที่ดีขึ้นและการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น  

    ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรู กลับมีรอยร้าวที่กำลังขยายตัว ทั้งจากความไม่สงบทางสังคม ปัญหาความโปร่งใสในตลาดทุน และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามถึง “ความเป็นอิสระ” ของสถาบันหลักทางการเงิน เมื่อโครงสร้างอำนาจเริ่มถูกผูกโยงกับสายเลือดการเมือง

    เป้าหมาย 6% กับ ‘ระเบิดเวลา’ ในตลาดแรงงาน

    แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามโชว์ความแข็งแกร่งของประเทศ แต่ในความเป็นจริง “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนกำลังดิ่งลง ผลจากการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาแต่กลับไม่มีงานทำ สิ่งเหล่านี้กำลังกัดกิน “การบริโภคในครัวเรือน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาโดยตลอด

    ในปี 2568  ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูเหมือนจะไปได้สวยที่ระดับ 5.2% แต่นั่นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณมหาศาลกว่า 46 ล้านล้านรูเปียห์ ผ่านโครงการให้เงินอุดหนุน สินเชื่อบ้านราคาถูก แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูคือ “รอยร้าว” ทางสังคมที่สะสมมาตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนปะทุออกมาเป็นการประท้วงใหญ่เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้วโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ “คุณภาพของงาน” ข้อมูลชี้ว่า 80% ของงานที่เกิดขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นเพียงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการและความมั่นคง ทำให้คนหนุ่มสาวและผู้จบปริญญาตรีจำนวนมากต้องตกงานหรือทำงานไม่ตรงสาย จนกลายเป็นความสิ้นหวังที่นักวิชาการเตือนว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ของประเทศ

    เดนิ ฟริอาวัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และนานาชาติ มองว่า “อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเปรียบเสมือนระเบิดเวลา”

    ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียสะท้อนภาพชัดเจนว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 68 มีคนถูกเลิกจ้างพุ่งสูงถึงเกือบ 80,000 คน จากปีก่อนที่ 68,000 คน  โดยเฉพาะ “ภาคการผลิต” ที่เป็น 1 ใน 5 เครื่องยนตร์เศรษฐกิจสำคัญกลับได้รับผลกระทบหนักสุด จากการที่ชนชั้นกลางมีกำลังซื้อลดลง

    ภีมะ ยุธิสถิรา นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ระบุว่า มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลล้มเหลวในการสร้างงานประจำ และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือชนชั้นกลางอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากความต้องการสินเชื่อที่ยังคงเงียบเหงา แม้รัฐจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคารมหาศาลถึง 200 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ตาม

     MSCI  ตั้งคำถาม  ‘ความโปร่งใส’ ตลาดหุ้น

    หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือการเรียกเม็ดเงินลงกทุนจากนักลงทุน แต่ “ความเชื่อมั่น”  ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีมูลค่าสูงถึง 9.76 แสนล้านดอลลาร์ เผชิญกับบททดสอบเรื่อง “ความเชื่อมั่น”ครั้งสำคัญ เมื่อ MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ประกาศระงับการตรวจสอบและปรับน้ำหนักดัชนีหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากความกังวลเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ทำให้สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำเกินไป เสี่ยงต่อการถูกปั่นราคาหุ้นได้ง่าย

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากไม่แก้ไขภายในเดือนพ.ค.นี้ อินโดนีเซียอาจเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ถูกลดชั้นจาก “ตลาดเกิดใหม่”  ลงไปเป็น “ตลาดชายขอบ”  

    หนึ่งวันหลังจาก  MSCI  ประกาศ “โกลด์แมน แซคส์” ก็ได้ออกมาได้ปรับลดอันดับหุ้นอินโดนีเซียสู่ระดับ “ลดน้ำหนักการลงทุน”   ทันที พร้อมประเมินความเสียหายว่าหากถูกลดชั้น  อาจทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากกองทุนต่างๆ รวมสูงถึงประมาณ 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มทิ้งหุ้นอินโดนีเซียแล้วกว่า 192 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

     ความเป็นอิสระ ‘แบงก์ชาติ’ ถูกท้าทาย

    ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดและส่งผลกระทบต่อ “ค่าเงินรูเปียห์” โดยตรง คือการก้าวเข้ามาของ “โทมัส จิวานโดโน “ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของสุเบียนโต ในตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยสภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้โทมัสอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี ไปถึงปี 2574 

    เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามของนักลงทุนต่างชาติและตลาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังสามารถรักษา “ความเป็นอิสระ” ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่  

    ยานูอาร์ ริซกี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยไบรท์อินสติทิวต์ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการก้าวเข้าสู่อำนาจของโทมัสกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม เนื่องจากดูเหมือนว่า อำนาจภายในธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเรื่องของ “การสืบทอดทางสายเลือด” มากกว่าความเหมาะสมทางวิชาชีพ

    “สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือการแต่งตั้งในครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าเขาอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อาจจะถูกผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย” ริซกีกล่าว

    ทว่าความกังวลเรื่องความเป็นอิสระไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเดือนนี้ หลังจากที่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2567 เกิดเหตุการณ์ที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 

    และเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สภาอินโดนีเซียได้แก้ไขกฎหมายการเงินฉบับสำคัญ โดยเพิ่มอำนาจให้ “รัฐสภา” สามารถประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานการเงินได้ และที่สำคัญที่สุดคือ  ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย

    ริซกี ชี้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่น่ากลัว เพราะในอดีต ผู้ว่าการธนาคารกลางจะพ้นตำแหน่งได้เพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ เสียชีวิต, ลาออก หรือทำความผิดอาญา แต่กฎหมายใหม่นี้ทำให้ตำแหน่งผู้ว่ากลายเป็น “เบี้ยทางเลือก” ที่อาจถูกเปลี่ยนตัวได้ทุกเมื่อตามความพ้องจองทางการเมือง

    ริซกีเสริมว่า การที่รัฐบาลพยายามคุมธนาคารกลาง ก็เพื่อสั่งให้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “การผ่อนคลายเชิงปริมาณ” หรือการให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลต้องการใช้จ่ายมหาศาล

    ในปีที่แล้ว อินโดนีเซียขาดดุลบประมาณสูงถึง 2.92% ของจีดีพี ซึ่งเกือบจะทะลุเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ คือห้ามเกิน 3%  สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในโครงการของปราโบโว อย่างโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีให้เด็กทั่วประเทศ โครงการเรียนฟรีขั้นพื้นฐาน

    รวมทั้งปราโบโวเคยออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ห้ามขาดดุลเกิน 3% โดยเขาพยายามผลักดันให้รัฐบาลสามารถกู้เงินหรือใช้จ่ายได้มากขึ้น  

    อินสุคินโดร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกาจาห์ มาดาบอกว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี 2542 ถึง2547 เท่านั้น เมื่อกฎหมายธนาคารกลางฉบับแก้ไขระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลนโยบายทางการเงินเท่านั้น

     หากประธานาธิบดีปราโบโวไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ระเบิดเวลา” ด้านการจ้างงาน  ไม่สร้างความโปร่งใสตลาดหุ้น และไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระของ เป้าหมายการเติบโต 6% อาจเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ถูกแลกมาด้วยความเปราะบางของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZLwsnk2aYKMwuwZdbTcxz

  • ภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค ธ.ค. 2568 ชี้การใช้จ่ายยังเป็นแรงหลักของเศรษฐกิจไทย

    ภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค ธ.ค. 2568 ชี้การใช้จ่ายยังเป็นแรงหลักของเศรษฐกิจไทย

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า “เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนธันวาคม 2568 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคตะวันออก และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยมีรายละเอียดดังนี้

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว เช่นเดียวกับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่ยังขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 43.8 และ 6.0 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -12.6 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน

    สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -16.5 และ -28.0 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 11.2 และ 14.0 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 1.2 ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -1.9 ต่อปี

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 12.1 41.1 และ 5.4 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -4.7 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 55.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -49.2 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 60.0 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -31.4 ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม

    สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -4.5 และ -5.4 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 6.3 และ 1.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคเหนือเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.7 และ 30.2 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -14.8 ต่อปี และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -15.6 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.0 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน

    สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -38.1 และ -62.9 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 31.6 และ 31.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวในระดับสูง โดยเป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.5 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 5.8 และ 6.7 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 16.9 และ 30.0 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -7.1 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -9.2 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -45.0 และ -69.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 0.1 และ 15.4 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 67.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 และ 1.3 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคใต้เดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 9.5 และ 28.4 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -2.3 และ -9.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 37.2 และ 0.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -23.9 และ -38.9 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 14.2 และ 14.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ร้อยละ 60.0 ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 78.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 79.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -2.9 และ -1.2 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคตะวันตกเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 7.8 และ 0.6 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -7.6 และ -8.1 ต่อปี ตามลำดับแต่ขยายตัวที่ร้อยละ 0.6 และ 1.8 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.6 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -21.9 และ -63.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 31.3 และ 14.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 และ 4.6 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคกลางเดือนธันวาคม 2568

    การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 42.8 ต่อปี ขณะที่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคง จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -4.2 -3.7 และ -7.5 ต่อปี ตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.6 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -31.4 และ -82.4 ต่อปี ตามลำดับ

    อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -7.0 และ -6.1 ต่อปี ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/regional-fiscal-and-economic-conditions-for-december-2025/top-stories/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fwCwXEFcXBT319_k2g2b

  • “กรมการค้าภายใน” สั่งการจนท.ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน

    “กรมการค้าภายใน” สั่งการจนท.ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน

    วันที่ 1 ก.พ.2569 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน จึงได้สั่งการให้กองชั่งตวงวัด ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่าร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที

    นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายในอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/126472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ECbvAb-WJJ0PKjx7oPFQk

  • ‘อภิสิทธิ์’ หวั่นสัปดาห์หาเสียงโค้ง​สุดท้ายแบงค์เทาระบาด  

    ‘อภิสิทธิ์’ หวั่นสัปดาห์หาเสียงโค้ง​สุดท้ายแบงค์เทาระบาด  

    1 ก.พ. 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีฯ  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยชนะ​ เดชเดโช​ รองหัวหน้า​พรร​ค ดูแลพื้นที่ภาคใต้​ นายสาทิตย์​ วงศ์​หนอง​เตย​ นายอิสรา​ สุนทรวัฒน์​ รองหัวหน้า​พรรค​ ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง​ อำเภอทุ่งสง​ จังหวัดนครศรีธรรมราช​ เพื่อช่วยหาเสียงให้นายชนภัทร​ รัตนพันธ์​ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต​ 5 หมายเลข 4 โดยบรรยากาศทันทีที่นายอภิสิทธิ์​ และคณะเดินทางมาถึง​ ได้มีชาวบ้านมาขอถ่ายรูป มอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยให้​ พร้อมกับสวมกอด​ ขอจับมือ​ แชะตะโกนร้อง​ “ปักษ์ใต้บ้านเรา” และยังมีการนำหมวกและเสื้อมาให้นายอภิสิทธิ์​เซ็น​

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์​ จะขึ้นบนรถแห่และกล่าวปราศรัยย่อย​ทักทายประชาชน​ เป็นภาษาใต้ว่า​ “ว่าพรือ”  พร้อมขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ ตนมาวันนี้เพื่อมาย้ำเตือนว่าประชาชนผูกพันกันมาเป็นเวลานานกับพรรคประชาธิปัตย์​ อย่างในทุ่งสงนี้​มีอดีต สส.​ นายประกอบ​ รัตนพันธ์ ทำงานกันมากับตนหลายสมัย โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่ครั้งนี้ไม่ได้ลงสมัคร​เลือกตั้ง เพราะตนจะเอาคนอายุใกล้ๆกับตน​ในสมัย​ 30 ปีที่แล้วมาลง​ ทำให้ประชาชนตะโกนขึ้นมาว่า​ ยังหล่อเหมือนเดิม​

    นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถามว่า จำได้หรือไม่ว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล​ เราดูแลเอาใจใส่ประชาชน​เกษตรกร​ทั่วประเทศ อย่างในภาคใต้ ปาล์ม และผลิตภัณฑ์ยางพรรคประชาธิปัตย์ดูแลได้เป็นอย่างดี​ จำได้ไหมตนเป็นนายกรัฐมนตรีราคายางเท่าไหร่​ ร้อยกว่าบาท​ แต่ตอนนี้เท่าไหร่​ กิโลกรัมละ 50 บาท​ แต่ไม่เป็นไรครั้งนี้อย่างน้อยได้ 60​ บาท เมื่อตะกี้มีคนตะโกนถามราคายาง​ ตนมั่นใจว่าราคายางต้องเกิน 80 แน่นอน​ 

    นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวถึงนโยบาย “หวยจังหวัด” ซื้อสลาก 50 บาท ให้ซื้อได้แค่ 100,000 คน โดยในนี้ที่ซื้อ 50 บาท จะมีคนนครศรีธรรมราช ได้รางวัล 1 ล้านบาท ทุกเดือน ส่วนที่เหลือ ก็จะถูกนำเงิน 40 บาทไปใส่ในบัญชีเงินออมให้ทุกคน ยืนยันว่านโยบายใหม่ใหม่ของจะทยอยออกมา และการดูแลผู้สูงอายุ ถ้วนหน้า 1,000 บาท รวมถึงการทำฟันใหักับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นนโยบายเดิม แต่จะเป็นการต่อเติมให้

    นอกจากนี้ยังมีนโยบายใหม่ เช่น สนับสนุนให้คนไทย มีบุตรเพราะสถานการณ์การเกิดในประเทศไทยน้อยมาก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำให้เด็กเกิดมามีคุณภาพ โดยจะมีเงินช่วยคุณแม่ดูแลเด็ก คุณแม่คลอดลูกจะได้รับเงินทันที 5,000 บาท หลังจากนั้นปีแรกให้เดือนละ 5,000 บาท ทั้งปีคุณแม่จะได้เงิน 65,000 บาทไว้คอยดูแลลูกน้อย

    นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวในช่วงท้ายว่า​ เขาพูดกันว่าคนใต้รักพรรคประชาธิปัตย์ มีพรรคอื่นหาเสียงบอกว่าบัญชีรายชื่อให้เลือกประชาธิปัตย์ แต่ สส.เขตขอแบ่ง แต่คนใต้ใจเดียวขอให้เลือกพรรคประขาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ ​เพราะอาทิตย์หน้าทุนเทาจะแปลงร่างเป็นแบงค์เทา​ และเริ่มมีการจดชื่อแล้ว​ พร้อมถามชาวบ้าน เอาไหมเอา  ซึ่งชาวบ้านตะโกนว่าเอา​ นายอภิสิทธิ์จึงกล่าวกับชาวบ้านว่าเอาได้แต่ไม่เลือก​ แน่ใจหรือไม่​ ตนจะได้กลับมาเยี่ยมเยียน ผู้แทนกลับมาดูแลพี่น้อง​ ทำให้บ้านเมืองสุจริต​  เศรษฐกิจ​ดีขึ้น​ และไทยหายจน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/940501/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rzA8QjJBKqYS76Rb5uFr4

  • เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00

    เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00

    เลือกตั้ง'69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00 น.

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอแจ้งเตือนหน่วยงาน องค์กร สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือโพลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. บัญญัติว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้งหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้

    นอกจากนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 นาฬิกา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    สำนักงาน กกต. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนดำเนินการจัดทำ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยความรับผิดชอบ เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12785851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oEFaImOGBo7_CCs0ZGXJE

  • ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.09 น.

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จุดยืน ไม่เอาพรรคซื้อเสียง

    ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ไม่เอาพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง ต่อต้านการซื้อเสียง เพราะรู้ดีว่าการซื้อเสียงเป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย ก่อให้เกิดธุรกิจการเมือง การถอนทุนคืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาครอบงำระบอบเศรษฐกิจของไทย จึงได้รณรงค์ต่อต้านมาโดยตลอด

    แต่ก็รู้สึกโชคดี เมื่อมีสมาชิกในครอบครัว 2 คน ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคการเมือง ที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ คือ

    1.ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ พี่ชายคนโต ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รณรงค์หาเสียงโดยใช้แนวทางตั้งเวทีปราศรัย เดินเคาะประตู ขึ้นรถแห่ เดินตลาดนัด ไม่ใช้การจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และหัวคะแนนส่วนใหญ่ก็เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือสมาชิกดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรค และเชื่อมั่นในตัวของนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเข้าต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ใช้แนวทางการซื้อเสียง แม้จะไม่มั่นใจว่า สามารถฝ่ากระแสเงินทุนสีเทาได้หรือไม่

    2.ดร.จริยา เสนพงศ์ น้องสาวคนเล็ก ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในระบบบัญชีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียงเช่นกัน แต่ด้วยน้องสาวคนเล็ก เป็นเพื่อนกับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ร่วมเรียนหนังสือมาด้วยกันในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ซึมซับอุดมการณ์ทางการเมืองมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอมาตลอดครึ่งชีวิต จึงตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาชน และได้เดินหน้าหาเสียงตามแนวทางที่ตัวเองถนัด

    แม้ว่าเราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแต่ในทางการเมืองก็เป็นอิสระต่อกัน เคารพความคิดและการตัดสินใจของกันและกัน ส่วนตัวไม่สามารถช่วยหาเสียงให้กับใครได้ นอกจากเป็นกำลังใจให้ในฐานะคนครอบครัวเดียวกัน แต่ที่สบายใจมากที่สุด ก็คือทั้งพี่ชายและน้องสาว ตัดสินใจทำการเมือง แบบการเมืองสีขาว การเมืองบริสุทธิ์ การเมืองสุจริต และการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง

    ขอให้โชคดีในแนวทางการเมือง ที่ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UCUMku__hBUtL7qx0x_ft