Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ ‘พ้นหล่ม’

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’ โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ ‘พ้นหล่ม’

    รับหน้าที่เป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญใน“รัฐบาลอนุทิน” สำหรับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง โดยในการทำงานที่ผ่านมาช่วงเวลา 73 วัน หรือประมาณ 2 เดือนเศษ มีผลงานโดดเด่นที่สามารถทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ 1.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้แค่ 0.3% เท่านั้น

    นโยบาย 5 เสาหลัก-ส่งออกดัน GDP โต 1.8%

    “เอกนิติ” ให้สัมภาษณ์ว่าการที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสุดท้ายปีก่อนสามารถขยายตัวขึ้นมาได้ 1.8% ตามตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานถือว่าช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจาก “หล่ม” ได้สำเร็จ

    ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงโครงการเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ตั้งเป้าให้เกิดความสำเร็จในระยะยาว ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจมาจากการการส่งออก และนโยบายคนละครึ่งพลัสที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะให้กับผู้ขายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเพราะเราต้องการผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “กระตุ้นสั้นได้ผลยาว” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการจากคนละครึ่งเดิมให้สามารถเพิ่มทักษะโดยเฉพาะการค้าออนไลน์ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาเข้าร่วมโครงการ

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    “ผมได้พิสูจน์แล้วว่า 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมาผมทำจริง โฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อที่จะดึงเศรษฐกิจไทยที่เหมือนรถติดหล่มให้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว และหากมีเวลา 4 ปี ผมจะทำงานเต็มที่เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทำให้คนไทยมีรอยยิ้ม” เอกนิติ กล่าว

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    สำหรับเป้าหมายในการทำงานในระยะต่อไปหากได้กลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกคือการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับไปโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้เราต้องมองตามความเป็นจริงคือที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าอยู่ที่ 2.7% จึงเป็นสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้สูงเกินไป แต่เรากำหนดไว้ที่ 3% (Plus)

    โดยนโยบายที่พรรคนำเสนอคือ นโยบาย “Thailand 10 Plus” ที่มีเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด “Plus” (พลัส) ที่เน้นการเติบโตและความยั่งยืนของเศรษฐกิจ โดยมีหัวใจสำคัญคือการ “บวกเพิ่ม” ทั้งในด้านทักษะ (Skill) และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่มีคุณภาพและทำได้จริง  โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

    • วางแนวนโยบายเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    1. นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ที่มุ่งเน้นการดูแลคนแต่ละกลุ่มเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ 

    1) นโยบายคนตัวเล็ก Plus ที่เป็นนโยบายดูแลกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อลดภาระรายจ่าย โดยพรรคมีการเสนอนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วยสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ใช้วงเงินประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

    2) นโยบายสูงวัย Plus เป็นการเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนถึง 20-30% ในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และไม่เป็นภาระต่อระบบงบป

    3) นโยบาย SME Plus: โดยส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก โดยเน้นสินค้าที่ “Made in Thailand” เพื่อให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้

    ‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

    4) นโยบายชุมชน Plus: สร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น เพื่อให้คนสามารถทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ต้องทิ้งครอบครัวเข้ามาหางานในเมืองใหญ่

    และ 5) นโยบายธุรกิจ Plus: ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เกิดการเติบโตไปพร้อมกันทั้งระบบ

    • ดันนโยบายเพิ่มขีดแข่งขัน 

    1. นโยบายเพื่อ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ได้แก่

    1) นโยบายเพื่อการศึกษาเท่าเทียม Plus  โดยนโยบายนี้จะให้ความสำคัญกับโครงการเพิ่มทักษะให้กับประชาชน เพื่อให้มีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)  ที่เป็นการสร้าง “สะพานเชื่อมทักษะ” ให้เรียนฟรีและมีงานทำ โดยเน้นทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อช่วยทั้งเด็กจบใหม่และผู้สูงอายุให้มีทักษะใหม่ เช่นเป็น บาริสต้า หรือเพิ่ม ทักษะดิจิทัล ให้กับแรงงานไทย โดยสิ่งเหล่านี้ภาครัฐจะทำเพิ่มกับภาคเอกชน

    2) เศรษฐกิจสีเขียว Plus หรือ “Green Energy” โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งรัดการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่อง “ไฟฟ้าสีเขียว” (Clean Energy) เช่น โซลาร์ฟาร์มบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ และโครงการ Low Carbon City ที่ให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  (Exim Bank)

    1. นโยบายการลงทุน Plus โดยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยใช้กลไกของกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เป็นกลไกหลักในการระดมทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนเพิ่มของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่ต้องมีการลงทุนสายส่งไฟฟ้า หรือโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ โดยการใช้กลไกแบบนี้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินเพิ่มจึงไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นกลไกที่ส่งเสริมตลาดทุน

    4.นโยบายเทรด Plus  โดยมุ่งเน้นการหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ไทยมีศักยภาพ

    และ 5) นโยบาย Thailand Plus หรือโครงการ BOI Fast Pass ที่ได้มีการริเริ่มกลไกนี้ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

    • เดินหน้าหลายนโยบายทันทีที่เป็นรัฐบาล 

    สำหรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามาสานต่อทันทีหากเป็นรัฐบาลคือ การทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยใช้งบกลางฯปี 2569 ที่เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้าน อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดในเรื่องบประมาณรูปแบบนั้นอาจทำในส่วนที่ให้กับกลุ่มตกหล่นก่อนตามที่รัฐบาลมีนโยบายไว้

    การเดินหน้าต่อในเรื่องนโยบายการแก้หนี้ โดยแก้ไขหนี้เสียภาคประชาชน โดยนโยบายการจัดการหนี้จะเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับคนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยใช้เงินกองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้ามาทำต่อเนื่อง

    • พร้อมทบทวนโยบาย TiSA 

    ขณะที่เป้าหมายในการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน จะเดินหน้าบัญชีออมส่วนบุคคล (TiSA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดย ไม่เก็บภาษีเงินปันผลจากยอดเงินออม 200,000 บาทแรก โดยประชาชนสามารถเลือกหลักทรัพย์ในการออมด้วยตนเอง และกำหนดสิทธิลดหย่อนภาษีให้มีความแน่นอน ส่วนเพดานที่เคยกำหนดไว้ที่ 800,000 บาท นั้นจะมีการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

    • ดัน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 

    สำหรับนโยบายการสร้างรายได้เข้าประเทศนั้นจะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพสูง โดยจากการพูดคุยกับนักลงทุนในเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส มี 6 อุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งและดึงดูดนักลงทุนได้จริง ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเฉพาะ อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food)  อุตสาหกรรม Data Center และ Cloud Service: ที่ปัจจุบันไทยเป็น อันดับ 6 ของโลก และ อันดับ 1 ในอาเซียน ในการดึงดูดการลงทุน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) โดยไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนด้านแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทาน โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219410&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WbHRAe73F-WFlGfqzG20D

  • ไมเนอร์ โฮเทลส์ ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ “ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น”

    ไมเนอร์ โฮเทลส์ ประกาศการลงนามโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับลักซ์ชัวรี่ “ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น”

    ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) หนึ่งในเจ้าของและผู้นำด้านการบริหารโรงแรมระดับโลก ประกาศลงนามโครงการแรกภายใต้แบรนด์ลักชัวรีคอลเลคชั่นใหม่ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น (Minor Reserve Collection) ได้แก่ อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา (Aventora Resort Baía Formosa, Minor Reserve Collection) โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2028 ณ รัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต (Rio Grande do Norte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-tourism) ของประเทศ

    ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเป็นแบรนด์ลักชัวรีในรูปแบบซอฟต์แบรนด์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางผู้แสวงหาประสบการณ์การเข้าพักอย่างเหนือระดับ นำเสนอตัวตนและความประณีตอย่างมีรสนิยม โดยโรงแรมแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมการตกแต่งอันโดดเด่นหาตัวจับยาก เพื่อมอบประสบ การณ์อันน่าประทับใจที่พบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งทุกการมาเยือนที่พักในเครือไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ผู้เข้าพักจะสัมผัสได้ถึงรสนิยม ความใส่ใจในทุกรายละเอียด และจิตวิญญาณของแต่ละจุดหมายปลายทางได้เป็นอย่างดี

    อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งมี Gremi International Group เป็นเจ้าของ พร้อมเดินหน้าสร้างแลนด์มาร์กระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ณ เมืองบาเอีย ฟอร์โมซา (Baía Formosa) ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเป็นอย่างมากในด้านการท่องเที่ยว รีสอร์ตแห่งใหม่นี้จะประกอบด้วยห้องพักจำนวน 50 ห้อง และเรสซิเดนซ์จำนวน 28 ยูนิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของที่พักภายในโครงการได้

    แขกผู้เข้าพักและผู้อยู่อาศัยจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาส ผ่านห้องอาหารแบบ All-day dining, ห้องอาหารแบบสเปเชียลตี้, บาร์แอนด์กริลริมสระว่ายน้ำ รวมไปถึงล็อบบี้เลานจ์อันอบอุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ ที่รีสอร์ตและพื้นที่โดยรอบยังมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย อาทิ ไคท์เซิร์ฟ (kite surfing), กีฬาโต้คลื่น (surfing), ซับบอร์ด (Stand-up paddleboarding) และการพายเรือคายัคในป่าชายเลน ควบคู่ไปกับฟิตเนสเซ็นเตอร์ สตูดิโอออกกำลังกาย และสปาภายในรีสอร์ต นอกจากนี้ ยังมี คิดส์คลับ (Kids’ Club) และห้องสมุดที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจร ที่ผสมผสานทั้งความเพลิดเพลิน การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และการผ่อนคลายไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้เมืองบาเอียฟอร์โมซา ในรัฐรีโอกรานเดโดนอร์เต ผู้เข้าพักจะได้ใกล้ชิดกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันเลื่องชื่อมากมาย อาทิ เนินทรายเจนิปาบู (Genipabu Dunes) ใกล้เมืองนาตาล (Natal), อ่าวบาเอีย ดอส โกลฟินโยส (Baía dos Golfinhos หรือ Dolphin Bay) และ หาดปีปา (Pipa Beach) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องผืนป่าแอตแลนติกอันเขียวชอุ่ม หน้าผาสูงตระหง่าน และระบบนิเวศทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นถิ่นอาศัยของโลมาและเต่าทะเล นอกจากนี้ เมืองนาตาลซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ ยังได้รับสมญานามว่า “City of the Sun” จากจำนวนวันแดดจ้ามากกว่า 300 วันต่อปี รวมไปถึงภูมิประเทศชายฝั่งที่หลากหลาย ทั้งพื้นที่ป่าชายเลน และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ มาตาแอตแลนติกา (Mata Atlântica) อันทรงคุณค่า ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์อันน่าหลงไหลให้เมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

    “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Gremi International ในการประกาศการลงนามโครงการแรกภายใต้ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ซึ่งเป็นแบรนด์คอลเลคชั่น ใหม่ของเราในกลุ่มลักชัวรี โครงการแห่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของบราซิล ซึ่งมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ปีปา (Pipa) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของประเทศ” ดิลิป ราชากาเรีย (Dillip Rajakarier) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าว “ในขณะเดียวกัน ความต้องการด้านการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยดึงดูดนักเดินทางที่มองหาที่พักซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสานความสะดวกสบาย การผจญภัย และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้”

    อเวนทอร่า รีสอร์ต บาเอีย ฟอร์โมซา, ไมเนอร์ รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น มาพร้อมความสะดวกสบายด้านการเดินทาง โดยสามารถเชื่อมต่อจากทั้งสนามบินนานาชาติ Governador Aluízio Alves ในเมืองนาตาล และ สนามบินนานาชาติ João Pessoa ในรัฐปาราอีบา ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที จากทั้งสองสนามบิน

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.minorhotels.com/en/new-openings/aventora-resort-baia-formosa-minor-reserve-collection

    ปัจจุบัน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตใน 58 ประเทศทั่วโลก โดยมีโรงแรมในเครือเปิดให้บริการแล้วจำนวน 5 แห่งในประเทศบราซิล ภายใต้แบรนด์ ทิโวลี (Tivoli), เอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) และ NH (เอ็นเอช) พร้อมแผนการขยายธุรกิจในอนาคตอีกหลายโครงการ รวมถึงการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่างอนันตรา (Anantara) เป็นครั้งแรกในประเทศบราซิลเร็วๆ นี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1557827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CccsqtDf3Z9njmH9qjJUd

  • สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    สลด

    สลด “ช้างป่าเขาใหญ่” ทำร้ายนักท่องเที่ยวดับ ขณะเดินออกกำลังกาย

    2 ก.พ. 2569 นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. เกิดเหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวเสียชีวิต บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) หมู่ 16 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

    นายยศวัฒน์ ระบุว่าจากตรวจสอบ​ พบผู้เสียชีวิต​1 ราย​ ทราบชื่อ นายจิรัฐชัย อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ได้เดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมภรรยา ขณะที่ทั้งสองกำลังออกกำลังกายบริเวณหน้าป้ายหน่วยพิทักษ์ฯ มีช้างป่าตัวหนึ่ง เมื่อช้างเห็นจึงวิ่งไล่ทั้งสองคน ภรรยาสามารถวิ่งหนีได้ทัน แต่นายจิรัฐชัยวิ่งหนีไม่ทันจึงถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต

    นายวันชัย แค่นจันทึก หัวหน้าหน่วย ขญ.4 (คลองปลากั้ง) รายงานว่า ได้ยินเสียงช้างและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงออกมาตรวจสอบและพบผู้เสียชีวิต จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว ฝ่ายปกครอง และชุดฮุก 31 เข้าตรวจสอบที่จุดเกิดเหตุ
     

    จากการตรวจสอบร่างกายผู้เสียชีวิต พบบาดแผลบริเวณขาและแขนซ้ายฉีกขาดขนาดใหญ่ ร่างกายผิดรูป เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลวังน้ำเขียวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

    ด้าน ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่​ 1 (ปราจีน​บุรี) และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เร่งดำเนินประสานการช่วยเหลือเยียวยา​กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่าตามระเบียบของทางราชการ​ ขณะเดียวกันให้จัดชุดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว​ และแจ้งเตือน​ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในช่วงเวลาเสี่ยง

    พร้อมย้ำเตือนว่า ขณะนี้เป็นช่วงฤดูแล้งซึ่งช้างป่าจะออกหากินบริเวณที่ใกล้ชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวมากขึ้น ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความระมัดระวัง หากพบช้างป่าให้รีบออกห่างจากพื้นที่โดยเร็วและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด 

    หากพบเห็นสัตว์ป่าหรือเหตุการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ที่หมายเลข 044-369100 ตลอด 24 ชั่วโมง

    สลด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612965&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R3gaZYaJglaAixajegwMI

  • เศรษฐกิจไทย:โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    เศรษฐกิจไทย:โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 วันที่ 8 ก.พ.นี้ ท่ามกลางกระแสต่อต้าน “การซื้อเสียง” ที่ร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของหลายๆสำนัก เชื่อว่าการซื้อเสียงยังไม่หมดไปจากประเทสไทย และเรตราคาของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจะสูงกว่าครั้งที่ผ่านๆมาอีกด้วย

    เห็นได้จากการส่งข้อมูลของแบงก์ชาติไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในส่วนของการพบการเบิกเงินที่เข้าข่ายผิดปกติจำนวน 250 ล้านบาทที่พบว่า มีลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ 6 ราย ที่เบิกถอนเงินผิดปกติ ซึ่ง กกต.ได้รับไปสืบสวนสอบสวนต่อ ว่าจะเกี่ยวพันกับผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่

    และหากสุดท้าย กกต.พบว่ามีมูล สามารถสาวได้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง และสาวถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้ การส่งข้อมูลครั้งนี้ของแบงก์ชาติ โดยการช่วยเหลือของธนาคารพาณิชย์ จะถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีระบบใหม่ที่เข้ามาเฝ้าระวังเส้นเงิน และพฤติกรรมการเงินที่น่าสงสัย

    แต่หากสุดท้ายคดีพลิก เส้นเงินทั้ง 6 บัญชีนี้สะดุดสาวไปไม่ถึงใคร หรือกลายเป็นการเบิกเงินธรรมดาที่ไม่พิเศษใดๆ ผู้ว่าการ ธปท. “วิทัย รัตนากร” ยืนยันว่า “ไม่เป็นไร เพราะหากไม่คิดทำอะไร การเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้น”

    ขณะที่ผลกระทบจากการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่า เม็ดเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งเงินในระบบ และเงินนอกระบบที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่การหาเสียงเข้มข้นคึกคักกว่าในกรุงเทพฯ และช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกไม่ให้ลงลึก ลงหนักอย่างที่คาดไว้

    แต่ช่วงเวลาที่น่าเป็นห่วงจะเป็นช่วงหลังเลือกตั้งไปแล้ว ไปจนถึงเวลาที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งคาดกันว่า อยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.จนถึงสิ้นเดือน พ.ค. เพราะช่วงนี้จะเป็นสุญญากาศที่แทบจะไม่มีเม็ดเงินภาครัฐลงไปยังระบบเศรษฐกิจ และสถานการณ์อาจจะแย่ลงอีก หากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นี้ล่าช้าออกไป

    ส่วนเมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้ว โอกาสของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร จากการส่งความเห็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึง กกต.เกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ ระบุว่า

    “นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ สร้างความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ และมีข้อจำกัดที่จะทำได้จริง โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน ขณะที่บางนโยบายของบางพรรคการเมืองเขียนไว้เพียงหลักการและใช้วงเงินสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความคุ้มค่า แต่ไม่ระบุวิธีการในการดำเนินการไว้อย่างเพียงพอ”

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “หากเราเลือกคนผิดเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นไม่ได้” วันที่ 8 ก.พ.นี้ คนไทยจึงควรเลือกพรรคการเมืองที่มี “นโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่หวือหวา ขายฝัน แต่ทำได้จริง” และที่สำคัญที่สุด ไม่ซื้อเสียง ไม่ถอนทุน ไม่คอร์รัปชัน” เพื่อให้มีนักการเมืองที่โปร่งใสมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยได้จริง.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2911580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frC4NUY91P7l4OP3-HbnW

  • เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

    image.png

    นาย António Costa ประธานสภายุโรป (Council of Europe) ได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 28–29 มกราคม 2569        ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตัดสินใจยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ส่งผลให้เวียดนามเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านของสหภาพยุโรป

    ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบต่อแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และ    การลงทุน โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่เวียดนามและสหภาพยุโรปได้รับจากความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Free Trade Agreement: EVFTA) เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวได้ช่วยให้มูลค่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 นับตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่ายังมีศักยภาพและช่องทางอีกมากในการขยายความร่วมมือด้านการค้าเพิ่มเติม แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายของการค้าโลก ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันใช้ประโยชน์และพัฒนาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน สาขาความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ พลังงาน รวมถึงพลังงานและเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ยั่งยืน และ           มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน โลจิสติกส์ การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และ การประมงอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวัตถุดิบที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องขยายการค้าและการลงทุนในสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการสกัดและการแปรรูปอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้า บริการ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อไป

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการให้พิจรณาอนุมัติข้อตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Investment Protection Agreement: EVIPA) เพื่อส่งเสริมเงินลงทุนคุณภาพสูงจากสหภาพยุโรปสู่เวียดนาม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปให้คำมั่นว่าจะส่งคณะตรวจสอบไปยังเวียดนามเพื่อประเมินการแก้ไขปัญหาการทำประมง         ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU) พร้อมทั้งสนับสนุนเวียดนามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงอุตสาหกรรมประมงให้มีความทันสมัยและยั่งยืน

    ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ นาย António Costa ประธานสภายุโรป ได้เยี่ยมชมโครงการรถไฟฟ้าสายที่ ของ        กรุงฮานอย (Nhon – สถานีรถไฟฮานอย) ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างลึกซึ้งระหว่างเวียดนาม และพันธมิตรยุโรปและมุ่งสู่การขยายความร่วมมือในด้านคมนาคมสีเขียว รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และระบบรถไฟฟ้าในเขตเมือง ภายใต้กรอบริเริ่มโครงการโกลบอลเกตเวย์ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังเป็นหุ้นส่วนของเวียดนามในกรอบความเป็นหุ้นส่วนโครงการการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Just Energy Transition Partnership – JETP) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเวียดนามในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหภาพยุโรปมีแผนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandom of Understanding: MOU) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนาม (Ministry of Science and Technology: MOSTเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การเข้าร่วมโครงการ Marie Skłodowska-Curie และโครงการริเริ่มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

    (จาก https://hanoitimes.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย António Costa ประธานสภายุโรป และการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรปขึ้นเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (CSP) ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างเวียดนามกับพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงภาคธุรกิจจากประเทศไทยด้วย การเสริมสร้าง    ความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการผลักดันการดำเนินการข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) อาจเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมและโอกาสในการขยายตลาดส่งออกวัสดุและชิ้นส่วนประกอบในห่วงโซ่การผลิตของผู้ประกอบการไทยให้แก่ผู้ผลิตเวียดนามเพื่อการส่งออกไปยังตลาดยุโรป

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ การที่เวียดนามเร่งให้มีความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปอย่างแน่นแฟ้น หมายความว่าแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดเวียดนามจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าจากสหภาพยุโรปสามารถเข้าสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านสินค้าและเทคนิคต่างๆ ถูกยกระดับให้เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานความยั่งยืน อาจก่อให้เกิดข้อกำหนดที่สูงขึ้นในด้านคุณภาพ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวทางเทคโนโลยีของสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเร่งพัฒนาสินค้าเพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดเวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้ว่าความร่วมมือ  อย่างเข้มข้นระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปในด้านห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี อาจเป็นความท้าทายต่อภาคธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย แต่ผู้ประกอบการยังสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านต้นทุน      การดำเนินงานหรือความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yyxogittvik3ensk0n7gznyi&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q7T5Ar8uSGgovEkmBHX7F

  • นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    Loading…

    นโยบายพรรคการเมืองเลือกตั้ง 69 ใต้เงา มหาประชานิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zAWUVB5AjLvnBpqGeUTsa

  • คล้ายซังกะตาย?

    คล้ายซังกะตาย?

    นี่..พูดถึงสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ฯ ก็ไม่รู้ว่าเวลานี้จะมีสมาชิกอยู่อีกสักกี่สมาคม โดยเฉพาะ “สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” จะยังอยู่หรือแยกตัวออกไปแล้วรึอย่างไร?

    เพราะตอนนี้ดูเหมือน สมาคมผู้กำกับฯ จะมีบทบาทล้ำหน้า หรือพูดแบบไม่เกรงใจก็ต้องบอกว่า “ข้ามหัว” สมาพันธ์ฯ ไปแล้ว!

    อย่างล่าสุดก็เห็นข่าวว่า..เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 15.00-17.00 น. ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ในฐานะแกนนำหลัก ได้จัดการประชุมหารือร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสถาบันการศึกษา

    เพื่อก่อตั้ง “สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพเพื่อการพัฒนาวิชาการภาพยนตร์” โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวม พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์และสื่อเคลื่อนไหว

    จากภาควิชาชีพสู่สถาบันการศึกษาและผู้ที่สนใจผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสื่อการสอนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต

    ในการนี้ มีองค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายก่อตั้ง ได้แก่ -สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย, -สมาคมวิชาชีพนักเขียนบทไทย

    -สมาคมนักแสดง (ประเทศไทย), -สมาคมผู้กำกับภาพแห่งประเทศไทย, -สมาคมนักลำดับภาพ (ประเทศไทย), -สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย

    -สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมสตูดิโอไทย, -สมาคมนักสร้างเสียง (ประเทศไทย), -บริษัท เกียร์เฮด จำกัด, -สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมสตูดิโอไทย

    -คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, -วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ทั้งนี้ จะมีแผนเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมบันเทิงและสถาบันการศึกษา เพื่อการเข้าร่วมเพิ่มเติมในลำดับถัดไป เร็วๆ นี้

    ครับ..ก็ไม่มี “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” ที่เป็น “องค์กรหลัก” ของผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นภาคีเครือข่ายร่วมอยู่ด้วยแต่อย่างใด!

    ผมแค่เพียงสงสัย เพราะต้องยอมรับความจริงว่า สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ฯ ยุคหลังๆ นี้ไม่ค่อยมีข่าวคราว กิจกรรมปรากฏ ไม่เหมือนอดีต

    โดยเฉพาะอดีตในยุคของ “เสี่ยเจียง” คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เป็นนายกสมาคมฯ นั้น ถือเป็นยุคที่สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นสมาพันธ์ฯ) แข็งแกร่งที่สุด!

    มีบทบาท มีอำนาจการต่อรองกับภาครัฐ และมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว มีงาน-มีกิจกรรมอะไรก็จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง

    นั่น..อาจเป็นด้วย “ความเสียสละ-ทุ่มเท” ของเสี่ยเจียง ที่แม้จะมีบริษัทสหมงคลฟิล์มฯ ต้องแบกรับ-บริหาร มีหนังสร้างปีละ 15-20 เรื่อง..

    แต่ก็ยังเจียดเวลามาใส่ใจ-ทุ่มเทให้กับสมาคม ชนิดที่คณะกรรมการบริหารฯ ต่างโอด-บ่น..ประชุมอะไรกันนักหนา อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง (ค่าน้ำมันรถก็ไม่มี)

    เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะผมก็ (บังเอิญ) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรวมอยู่ด้วย จึงได้รู้-เห็นเป็นอย่างดี และกล้าพูดได้เต็มปาก-เต็มคำ..

    หมดยุค “เสี่ยเจียง” สมาคม หรือสมาพันธ์ ก็คล้ายซังกะตาย มีก็เหมือนไม่มี เหตุนี้กระมังสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยจึงมีบทบาทที่โดดเด่น-เหนือกว่า..

    หรือจะมีคำอธิบายอย่างไรก็..เชิญ!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/941115/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WhWljH7IQ-2e6VTLWjzif

  • พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.08 น.

    พิรุธอื้อ! กรมพัฒน์ลุยตรวจธุรกิจ‘ภูเก็ต’ จ่อเช็คบิลส่อ‘นอมีนี’เพียบ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72%

    ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัท สำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด” นายพูนพงษ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/944502&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zDwLuArB0exdqyuvEASZt

  • นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด เดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด เดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมไทยดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เด็ดขาด พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้า

    (2 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr. Tumur Amarsanaa) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ที่มีบทบาทอย่างแข็งขันในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลียให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

    ด้านเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีมาตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง โดยเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ แสดงความรักและความผูกพันต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก พร้อมกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลียที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นยาวนานกว่า 50 ปี และเชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ คนใหม่ ซึ่งมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นอย่างดี จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อติดตามความคืบหน้าในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ร่วมกัน ดังนี้

    ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ยินดีที่ไทยและมองโกเลียมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยไทยได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจากมองโกเลียเกือบ 20 คณะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐสภาและปลัดกระทรวงกว่า 12 คณะ ซึ่งได้เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และศึกษาแนวปฏิบัติของไทย ขณะที่ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 มองโกเลียได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย

    นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียมีแผนมอบประติมากรรม “ม้าสองตัว (Two Stallions)” เป็นของขวัญแก่กรุงเทพมหานคร โดยจะตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะใกล้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นพี่น้องและมิตรภาพ สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาวมองโกเลียที่ให้ความสำคัญกับม้า โดยจะเริ่มดำเนินการติดตั้งภายในสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในโอกาสดังกล่าว

    ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกรุงอูลานบาตาร์ของมองโกเลีย กับกรุงเทพฯ และภูเก็ตของไทย ในช่วงฤดูหนาว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกันเพิ่มขึ้น โดยเอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ เน้นย้ำว่า ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของชาวมองโกเลีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยไปยังมองโกเลีย เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ จึงขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าว ซึ่งจะช่วยผลักดันการท่องเที่ยวระหว่างกัน ตลอดจนสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศ

    ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ไทยและมองโกเลียยังมีศักยภาพในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต และเพิ่มมูลค่าการลงทุนเป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ ชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง พร้อมขอบคุณไทยที่ได้จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) โดยย้ำว่า ปัญหาสแกมเมอร์มีความสำคัญต่อมองโกเลียอย่างยิ่ง เนื่องจากมองโกเลียได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากขบวนการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และมองโกเลียพร้อมสนับสนุนแนวคิดและมาตรการในอนาคตของไทย เพื่อร่วมกันต่อสู้กับอาชญากรรมดังกล่าว

    ด้านศาสนา เอกอัครราชทูตมองโกเลียฯ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียได้ร่วมกับสวนนงนุชพัทยา จัดพิธีประดิษฐานพระพุทธรูปมองโกเลียองค์แรกในต่างประเทศ ณ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับมองโกเลีย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65905&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bc0M3Z4ZWv0ibCYaVwkh0

  • ออกหมายจับแล้ว! 2 ผู้ก่อเหตุสาดกระสุน ถล่มอริสนั่นถนนข้าวสาร ผบช.น. สั่งยกระดับตรวจอาวุธเข้ม

    ออกหมายจับแล้ว! 2 ผู้ก่อเหตุสาดกระสุน ถล่มอริสนั่นถนนข้าวสาร ผบช.น. สั่งยกระดับตรวจอาวุธเข้ม

    ผบช.น. เผยศาลออกหมายจับ 2 ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีบนถนนข้าวสาร กำชับ สถานประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวเข้มงวดตรวจอาวุธ

    วันที่ 2 ก.พ. 69 พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าคดี กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทในพื้นที่รับผิดชอบของ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามว่า ล่าสุดศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุ 2 คน ซึ่งเป็นฝ่ายพกอาวุธปืนในข้อหาพยายามฆ่า โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวของกลุ่มวัยรุ่น ที่ มีปัญหากันก่อนหน้านี้ที่จะนัดมาพูดคุยบริเวณถนนข้าวสาร เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงใช้อาวุธปืนยิง โดยตัวเองได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตัวมานำดำเนินคดีเนื่องจากเป็นคดีอุกอาจและเกิดในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร ส่วนนี้จึงต้องรีบจับกุมตัว

    ส่วนการเข้มงวดกวดขันการดูแลรักษาความปลอดภัยและความเข้มงวดตรวจค้นอาวุธ เบื้องต้นตำรวจได้ร่วมมือกันกับผู้ประกอบการในด้านการตรวจค้นคนที่มาเที่ยวเพื่อไม่ให้ นักท่องเที่ยวพกหรือนำอาวุธติดตัวเข้ามาในพื้นที่สถานบันเทิง แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียงกับโรงแรม ห่างจากสถานบันเทิงเล็กน้อย จึงเป็นจุดที่ไม่มีการตรวจค้นอาวุธก่อน ส่วนที่เข้ามาก่อเหตุเป็นหลังจากนี้ตัวเองจึงสั่งการให้ตำรวจที่ใกล้เคียงกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพมหานครไม่เพียงเฉพาะพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบ ตั้งจุดตรวจค้น จุดตรวจอาวุธ เพื่อป้องปรามไม่ให้มีนักท่องเที่ยวนำอาวุธหรือคนที่จะมาก่อเหตุ นำอาวุธเข้ามาในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมาก่อเหตุอุกอาจในลักษณะนี้

    โดยหลังตำรวจขอศาลออกหมายจับจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน ประสาน ขอเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามแต่อย่างใด ซึ่งตำรวจก็อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143029&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f9JV_UnYGkvCjJzq-AZmQ