อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ทะยาน 104.12 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ทรุด 572 จุด หุ้นเทคโนโลยีดิ่งหนัก เปิดราคาน้ำมันวันนี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 2% ในวันศุกร์ (30 ต.ค. 2569) แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้นภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ขณะที่เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยิ่งเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน และอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบในตลาดโลก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.12 ดอลลาร์ หรือ 2.08% ปิดที่ 104.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.76 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ 117.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลอดเดือนต.ค. ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.6% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 15.2% สะท้อนแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานโลก
นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า นักลงทุนจะยังคงติดตามสถานการณ์การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงความเป็นไปได้ที่กองกำลังสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรจะยกระดับปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานในระยะต่อไป
เมื่อวันศุกร์ สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดที่ติดตั้งโดยเรือขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดทั่วโลก
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการเดินเรือระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว โดยใช้ทุ่นระเบิดแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่ถูกนำไปติดตั้งไว้กับตัวเรือจากเรือขนาดเล็ก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในเดือนก.พ.
ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงริยาด เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีภารกิจจำเป็นและสมาชิกในครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย โดยมาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีการอ้างถึงเหตุโจมตีสนามบินพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ ของกลุ่มฮูตี
ด้านกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ราส ทานูรา โรงกลั่นน้ำมันราบิก และโรงงานผลิตน้ำมันในเมืองอับกออิก ซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัท ซาอุดี อารัมโก บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่พันธมิตรทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนที่กลุ่มฮูตียิงมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคที่ยังคงตึงเครียด และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า คณะผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์เดินทางถึงกรุงเตหะรานเมื่อวันศุกร์ เพื่อร่วมผลักดันความพยายามประสานงานและหาทางออกทางการทูต โดยมีเป้าหมายให้สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ติดต่อไปยังอิหร่านเพื่อช่วยจัดหาสิ่งของทางการแพทย์ให้แก่ประเทศดังกล่าว หลังจากสื่อสหรัฐฯ รายงานว่า แวนซ์ได้ส่งจดหมายถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่าน เพื่อพยายามรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศ
สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านได้รับจดหมายจากแวนซ์แล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งคำตอบกลับไป โดยระบุว่ารัฐบาลเตหะรานต้องการให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อิหร่านกำหนด พร้อมย้ำว่าจุดยืนหรือข้อเสนอใด ๆ ของสหรัฐฯ ที่ขัดแย้งกับกรอบเงื่อนไขดังกล่าวเป็นสิ่งที่อิหร่านไม่สามารถยอมรับได้
รายงานของธนาคารแซกโซเมื่อวันพฤหัสบดีประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงมากขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากมีปัจจัยทางการเมืองสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการเลือกตั้งของอิสราเอลที่เพิ่งผ่านพ้นไป และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. โดยนักลงทุนยังคงจับตาว่าผลการเลือกตั้งและท่าทีทางการเมืองจะส่งผลต่อทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างไร
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่สูงขึ้น โดยอาจอยู่ที่ระดับ 70-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามที่ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจยังคงส่งผลต่อโครงสร้างราคาในตลาดพลังงานต่อไป แม้สถานการณ์ทางทหารจะคลี่คลายลงก็ตาม
ขณะเดียวกัน บริษัทติดตามการเดินเรือ 2 แห่งจากทั้งหมด 3 แห่ง รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก.ย. แม้ต้องเผชิญกับเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซียจากอิหร่าน รวมถึงคำกล่าวอ้างของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านว่า ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียก็ตาม
ส่วนจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำแนวโน้มการผลิตน้ำมันในอนาคต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 แท่น ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในรายงานปริมาณอุปทานปิโตรเลียมรายเดือนเมื่อวันศุกร์ว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลับปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียเปิดเผยว่า กลุ่มติดอาวุธกลุ่มหนึ่งได้เข้าดำเนินการปิดวาล์วบนท่อส่งน้ำมันดิบฮามาดา ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำมันสายหลักที่เชื่อมต่อแหล่งน้ำมันฮามาดากับโรงกลั่นน้ำมันซาวียา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบต้องหยุดชะงักลงในปริมาณประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มแรงกดดันต่อสถานการณ์อุปทานน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคผู้ผลิตพลังงานดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันศุกร์ (30 ต.ค. 2569) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงรุนแรงถึง 2.86% นับเป็นการลดลงในวันเดียวที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. หลังผลประกอบการรายไตรมาสของ Intel และ Amazon ออกมาต่ำกว่าความคาดหวังของนักลงทุน จุดกระแสกังวลเกี่ยวกับการทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,770.31 จุด ลดลง 572.25 จุด หรือ 1.09% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,580.07 จุด ลดลง 140.32 จุด หรือ 1.82% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,437.00 จุด ลดลง 747.73 จุด หรือ 2.86% โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงแล้ว 7.8% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดเดือนต.ค. ด้วยการปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ยังสามารถรักษาทิศทางการปรับตัวขึ้นได้ตลอดทั้งเดือน
แรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น หลัง Intel และ Amazon เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน แม้หุ้น Amazon จะสามารถลดช่วงติดลบลงได้ในระหว่างการซื้อขาย แต่หุ้น Intel กลับเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จนราคาดิ่งลงถึง 28.6%
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแรงเทขายในตลาด โดยหุ้น Nvidia ปรับตัวลดลง 4.2% ขณะที่หุ้น AMD ร่วงลงถึง 10.9% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมลดลง 7.2% ส่งผลให้ยอดการปรับตัวลงสะสมในเดือนนี้ทะลุ 15% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์อย่าง Dell และ HP ยังเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง โดยปรับตัวลดลง 10.8% และ 9.6% ตามลำดับ
นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ไม่ได้รับอิทธิพลเฉพาะจากแรงซื้อขายในวันศุกร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของเทคโนโลยี AI โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะพัฒนาไปในทิศทางใด บริษัทต่าง ๆ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลได้หรือไม่ และหากสามารถทำได้จริง จะต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
สำหรับผลการดำเนินงานรายเดือน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการสื่อสารเผชิญการปรับตัวลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565 สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ยังคงปกคลุมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ AI
ด้านฤดูการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ผ่านพ้นช่วงครึ่งทางไปแล้ว โดยมีบริษัทจำนวน 299 แห่งในดัชนี S&P 500 รายงานผลประกอบการต่อตลาด ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทถึง 82% ที่สามารถทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของ LSEG
ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการล่าสุดว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 31.6% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อ้างอิงข้อมูลจาก LSEG
ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ โดย Exxon Mobil และ Chevron ต่างรายงานกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หลังได้รับประโยชน์จากอัตรากำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางภาวะอุปทานพลังงานหยุดชะงักจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้หุ้น Exxon Mobil ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่หุ้น Chevron บวก 2.8%
ด้านหุ้น Starbucks ปรับตัวลดลง 1.8% หลังเครือร้านกาแฟรายใหญ่คาดการณ์ว่ารายได้ตลอดทั้งปีจะปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยสำคัญจากการขายกิจการในประเทศจีนออกไป ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มรายได้ของบริษัทในระยะต่อไป
ขณะที่หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ Coinbase, Strategy และ Robinhood ต่างปรับตัวลดลงในช่วง 7.2-10.6% หลังมีรายงานว่าแฮกเกอร์สามารถขโมยสินทรัพย์มูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และกดดันราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องให้ปรับตัวลดลงอย่างหนัก
วันที่ 31 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.2569 เวลา 05.00 น.) มีราคาดังนี้
ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)
แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.54 บาท /ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 33.50 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 31.63 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 41.17 บาท/ลิตร
ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 42.54 บาท/ลิตร
เบนซิน : ราคา 51.03 บาท/ ลิตร
ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)
แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.54 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา 33.50 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 31.63 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 41.17 บาท/ลิตร
ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 42.54 บาท/ลิตร
ดีเซลพรีเมียม : ราคา 49.05 บาท/ลิตร
ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)
ดีเซล: ราคา 42.54 บาท/ ลิตร
ดีเซล B20:ราคา 33.50 บาท /ลิตร
เบนซิน: ราคา 51.53 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.54 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.17 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 33.50 บาท/ลิตร
ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 33.70 บาท/ลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.67 บาท/ลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 42.04 บาท/ลิตร
เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 51.84 บาท/ลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 42.54 บาท/ลิตร
เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 33.50 บาท/ลิตร
เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 51.84 บาท/ลิตร
ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา
ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/332452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IieeDvuJn1_7eAWz6o8_6

