เศรษฐกิจไทยโตรั้งท้ายอาเซียน | เดลินิวส์

เศรษฐกิจไทยโตรั้งท้ายอาเซียน-|-เดลินิวส์

แม้การประชุมประจำปีนี้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 จะจัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่าง 12-18 ต.ค. 69

แต่ IMF ในฐานะอดีตเจ้าหนี้ของไทยช่วงปี 40-46 ประเมินว่าเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปี 69 จะขยายตัว 2.1% และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 70  โดยตัวเลข 2.1% ในปี 69 เป็นอัตราต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 4.4%  กว่าเท่าตัว ขณะที่เวียดนามนำโด่ง 8.4%  มาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% ฟิลิปปินส์ 3.4% ลาว 4.5% ทั้งในปี 69-70 กัมพูชา 4.0% เมียนมาคาดว่าจะโต 2.0% ทั้งสองปี และบรูไนชะลอจาก 1.9% เหลือ 1.3%

นอกจากนี้ IMF ยังสนใจข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ระบุว่า ณ วันที่ 31 ส.ค. 69 ไทยมีหนี้สาธารณะประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.94% ของจีดีพี ขณะที่กรอบงบประมาณปี 70 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท โดยมีวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท

เมื่อจำแนกตามประเภท พบว่าหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลประมาณ 11.97 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจประมาณ 1.06 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นหนี้รัฐวิสาหกิจในภาคการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน และหนี้หน่วยงานของรัฐ หากเทียบกับกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี จะพบว่าสัดส่วนหนี้ไทยเหลือระยะห่างจากเพดาน 2.06% ทำให้การก่อหนี้เพิ่มเติม ต้องพิจารณาควบคู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้

IMF ยังมองว่าเอเชีย–แปซิฟิกกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” หลังเครื่องยนต์เดิมที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจตลอด 35 ปี ทั้งแรงงานราคาถูก การส่งออก ภาคการผลิต และการเปิดเสรีการค้าเริ่มหมดแรง โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าระดับรายได้ที่ควรจะเป็น

โดยไทยอยู่ในกลุ่ม post-dividend คือวัยแรงงานหดตัวแล้วเหมือนญี่ปุ่น เกาหลี จีน และไทยจะสูญเสียประชากรวัยแรงงานราว 1 ใน 4 ภายในปี 93 ซึ่งไทยกับเวียดนามเสี่ยงที่จะ “แก่ก่อนรวย” ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ยังเพิ่มแรงงานต่อเนื่อง ศูนย์กลางแรงงานใหม่ของเอเชียกำลังเคลื่อนจากเอเชียตะวันออก ไปสู่เอเชียใต้

ท้ายสุด กรรมการผู้จัดการ  IMF กล่าวว่าไทยและอาเซียนควรพยายามมากขึ้นเพื่อตักตวงประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพราะอาเซียนเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนมีจิตวิญญาณและพลังบวก แต่ทำไมยังทำการค้ากันเองน้อย? แต่ทำการค้ากับส่วนอื่น ๆ ของโลกมากกว่าการค้ากันเองภายในกลุ่ม

โดยสัดส่วนการค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ขณะที่สหภาพยุโรปมีสัดส่วนนี้สูงถึง 60% ดังนั้นไทยยังมีโอกาสอีกมากในการสร้างประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ IMF คงไม่ทราบข้อมูลชุดนี้ว่า เฉพาะการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 67 มีมูลค่ารวม 175,530 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 141,846 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 32,684 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 109,163 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกของปี 68 การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่า 64,612 ล้านบาท เป็นการส่งออก 50,225 ล้านบาท นำเข้า 14,387 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 35,838 ล้านบาท

แต่ปลายเดือน ส.ค. 68 มีการปลด “นายกรัฐมนตรีไทย” มีการยั่วยุให้สู้รบกันอย่างหนักช่วงเดือน ธ.ค. 68 จึง ต้องปิดพรมแดนสองประเทศ จนถึงขณะนี้การค้าระหว่างไทย–กัมพูชา มีมูลค่าเป็นศูนย์ (0) บาท!!.

พยัคฆ์น้อย

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6277941/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09zmbu6QlDM4mQ5wtchMfp