กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.) ว่า “สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง รวมถึงการหยุดชะงักเพิ่มเติมของการผลิตพลังงาน เส้นทางเดินเรือ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ถือเป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจในตะวันออกกลางและเอเชียกลาง”
ญิฮาด อาซูร์ ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอเชียกลางของ IMF ระบุว่า “วิกฤตการณ์นี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่อยู่ในสมรภูมิโดยตรง ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างมหาศาล”
“แนวโน้มในอนาคตขึ้นอยู่กับปัจจัยวิกฤตอย่างความรวดเร็วในการฟื้นตัวของระบบการผลิตและการค้าพลังงานให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ รวมถึงความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคเอาไว้”
— อาซูร์ กล่าว
งบประมาณเกินดุลในช่วงก่อนเกิดสงคราม การเปลี่ยนไปใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก การปรับตัวของอุปสงค์ และการระบายคลังสำรองพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่เคยช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะช็อกด้านพลังงาน ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนส่งผลให้รัฐบาลอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซในเวลาต่อมา
“ปัจจัยกันชนเหล่านี้ช่วยซื้อเวลาให้เราได้ก็จริง แต่ทว่ามันมีจำกัด ในตอนนี้คลังสำรองพลังงานลดต่ำลงแล้ว กำลังการผลิตสำรองก็ตึงตัวมากขึ้น และหากเกิดการหยุดชะงักขึ้นมาอีกรอบ มันอาจจะส่งผลให้เกิดการปรับราคาพลังงานที่รุนแรงและพุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมอย่างมาก”
— อาซูร์ กล่าวเสริม
IMF คาดการณ์ว่า “เศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และปากีสถาน จะหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 1.3% หลังจากที่เคยเติบโต 3.3% ในปี 2025 และจะตามมาด้วยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ไม่เท่าเทียมกันในปี 2027 ซึ่งคาดว่าการเติบโตจะพุ่งแตะ 6.6%”
การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “การค้าและการขนส่งสินค้าทางเรือจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในไตรมาสแรกของปี 2027 โดยการส่งออกจะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในกลางปี และราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงขึ้น”
ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการกลับมาเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น กาตาร์ ที่สามารถเร่งการฟื้นตัวได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการถูกทำลายล้างอย่างหนักหน่วงต่อศักยภาพการผลิตก๊าซธรรมชาติก็ตาม
อย่างไรก็ดี อาซูร์ กล่าวว่า “ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นจะทิ้งรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจเอาไว้ในหลายภาคส่วน โดยความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม และความเสี่ยงของเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงโน้มเอียงไปในทางขาลง”
กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันที่โดนพิษสงครามจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวในปีนี้ แต่จะพลิกฟื้นกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีหน้าทันทีที่กลับมาส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า “ความเสียหายจากสงครามจะทำให้รายได้รวมของประเทศเหล่านี้ยังคงฟื้นตัวได้ไม่เต็มร้อย และยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงคราม”
ในส่วนของกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาซูร์ ชี้ว่า “ระบบเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ต่อไป”
“ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางราคาเป็นอันดับแรก และให้ความสำคัญกับการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไป เร่งเก็บออมเงินสำรองภาครัฐ (คลังสำรอง) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต”
— อาซูร์ กล่าวทิ้งท้าย
(Photo by ANSARULLAH MEDIA CENTRE / AFP)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/imf-says-prolonged-war-renewed-disruptions-pose-biggest-risk-to-middle-east-region&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KE2pcoZnsFWXiZSkbY9vy
