วันที่ 16 ต.ค. นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ Financing a Resilient Green Economy ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ระบุว่า ไทยกำลังเร่งวางโครงสร้างเศรษฐกิจให้รับมือกับความผันผวนด้านพลังงานได้ดีขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสามารถของประเทศในการรับแรงกระแทกจากภายนอก
ปัจจุบันไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง คิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของ GDP และมีแหล่งนำเข้าสำคัญจากตะวันออกกลาง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานส่งผลต่อทั้งต้นทุนประชาชน ภาคธุรกิจ และฐานะการคลังของประเทศโดยตรง การลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศจึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญในระยะต่อไป
แนวทางของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Stabilize หรือการสร้างเสถียรภาพ Transition หรือการเร่งเปลี่ยนผ่าน และ Invest หรือการลงทุน เพื่อประคองผลกระทบในระยะสั้นไปพร้อมกับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
ในด้าน Stabilize รัฐบาลต้องการลดการใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบกว้าง ซึ่งอาจสร้างภาระทางการคลังสูงในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน แล้วขยับไปสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้ามากขึ้น โดยตรงถึงครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจริง
ส่วน Transition จะเร่งให้ครัวเรือนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น ผ่านมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการเปิดกว้างให้เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้สะดวกขึ้น เปลี่ยนประชาชนและธุรกิจรายย่อยจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่บทบาทผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน หรือ Prosumer
ด้าน Invest จะมุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้น พร้อมสร้างเครื่องมือทางการเงินเพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ Low Carbon City ซึ่งไทยเตรียมร่วมมือกับธนาคารโลก สถาบันการเงินของไทย โดยมีกำหนดลงนามวันที่ 17 ต.ค. 2569 เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงอาคารและพื้นที่ในกรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรม ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์และระบบบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โครงการยังเตรียมนำระบบดิจิทัล MRV มาใช้ติดตาม ตรวจวัด และรับรองการลดการปล่อยคาร์บอน ก่อนนำข้อมูลไปต่อยอดในตลาดคาร์บอน รวมถึงเชื่อมตลาดภายในประเทศกับตลาดต่างประเทศ เพื่อให้รายได้จากคาร์บอนเครดิตหมุนกลับมาสนับสนุนการลงทุนสีเขียวต่อเนื่อง
นายสันติธารกล่าวด้วยว่า การช่วยให้ครัวเรือน SMEs หรือประชาชนปรับตัวต่อความเสี่ยง ไม่ควรคิดเพียงว่าจะใส่เงินสนับสนุนมากเท่าใด เพราะข้อจำกัดที่แท้จริงยังรวมถึงความรู้ พฤติกรรม และความพร้อมในการลงมือเปลี่ยนแปลง
แนวทางสำคัญจึงมีอีก 3 ด้าน ได้แก่ Awareness การทำให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและรู้ว่าจะรับมืออย่างไร Incentives การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม และ Capacity การเพิ่มขีดความสามารถให้ประชาชนและธุรกิจสามารถลงทุนหรือปรับตัวได้จริง
ในส่วนของ Awareness ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจยังไม่เห็นว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น หรือแม้รับรู้ปัญหาแล้วก็ยังขาดข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจว่าจะปรับตัวอย่างไร
ส่วน Incentives ต้องทำให้ต้นทุนและผลประโยชน์ของการปรับตัวชัดเจนขึ้น เช่น เกษตรกรที่ยังใช้วิธีจัดการพื้นที่แบบเดิม หรือผู้ค้าปลีกที่ลังเลต่อการย้ายทำเล เพราะไม่แน่ใจว่ารายได้จะลดลงหรือไม่ ขณะที่ต้นทุนในพื้นที่ใหม่อาจสูงขึ้น
ด้าน Capacity แม้ภาคธุรกิจหรือชุมชนมีความตั้งใจจะลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง แต่บางครั้งยังขาดโครงการที่พร้อมลงทุนหรือขาดแหล่งเงินทุน รัฐจึงมีบทบาทในการใช้เงินภาครัฐร่วมกับเครื่องมือทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ เพื่อทำให้โครงการเกิดขึ้นจริง
นายสันติธาร ยังยกแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า การพัฒนาต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้คนที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของตนเองและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง
เมื่อความรู้ แรงจูงใจ ขีดความสามารถ และเงินทุนถูกนำมาทำงานร่วมกัน จึงจะช่วยให้ครัวเรือนและ SMEs รับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้จริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6280051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VBf2jqOL-V4HEBfs9Zzlj
