เปิดมุมมอง ‘5 ผู้นำเศรษฐกิจโลก’ ชูแนวทางฝ่า ‘มรสุมเศรษฐกิจ’ IMF เตือนโลกกำลัง ยืนบนขาข้างเดียว ไทยเร่งดึงลงทุนและยกระดับแรงงาน ยุโรปเดินหน้าปฏิรูปเพิ่มผลิตภาพ อาร์เจนตินารัดเข็มขัดลดหนี้ ขณะที่ไนจีเรียใช้นโยบายการเงินเข้มงวดฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
เปิดมุมมอง ‘5 ผู้นำเศรษฐกิจโลก’ ชูแนวทางฝ่า ‘มรสุมเศรษฐกิจ’ IMF เตือนโลกกำลัง ยืนบนขาข้างเดียว ไทยเร่งดึงลงทุนและยกระดับแรงงาน ยุโรปเดินหน้าปฏิรูปเพิ่มผลิตภาพ อาร์เจนตินารัดเข็มขัดลดหนี้ ขณะที่ไนจีเรียใช้นโยบายการเงินเข้มงวดฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
ท่ามกลางสงครามที่ยังคงคุกรุ่น ราคาพลังงานพุ่งทะยาน ภาระหนี้สาธารณะท่วมโลก และกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แม้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้เหนือความคาดหมาย แต่ผู้นำเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกต่างส่งสัญญาณเตือนว่า ภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติกำลังอ่อนแอลง ขณะที่การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ พร้อมชี้ว่า “วินัยการคลัง การปฏิรูปเศรษฐกิจ และการปรับตัวให้ทัน AI” คือกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่า ประเทศใดจะฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกได้ และประเทศใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประเด็นดังกล่าวเป็นสาระสำคัญจากการเสวนาในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย, คีเรียกอส ปิเอร์ราคาคิส ประธานยูโรกรุ๊ปและรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังกรีซ, หลุยส์ คาปูโต รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาร์เจนตินา และโอเลเยมี คาร์โดโซ ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ซึ่ง “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปไว้ดังนี้
IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยืนบนขาข้างเดียว
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโต 3.1% แม้เผชิญวิกฤติหลายระลอก แต่ความแข็งแกร่งดังกล่าวกำลังตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบาง เนื่องจากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก AI เช่น สหรัฐ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และไทย ขณะที่ประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงานกลับเผชิญแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอลง
กอร์เกียวาเปรียบเศรษฐกิจโลกว่า “กำลังยืนอยู่บนขาข้างเดียว” โดยมี AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หากกระแสลงทุนเทคโนโลยี “ชะลอตัว” หรือ “ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง” อาจนำไปสู่การถอนเงินลงทุนและสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงิน
ขณะเดียวกัน IMF ยังจับตา “ความไม่สมดุลระหว่างสหรัฐและจีน” โดยจีนพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปและบริโภคภายในประเทศไม่เพียงพอ ส่วนสหรัฐมีปัญหาหนี้และการขาดดุลสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นทั่วโลก
กอร์เกียวาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เร่งลดหนี้ สร้างกันชนทางเศรษฐกิจ และเตรียมแรงงานให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจาก AI ก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ กอร์เกียวาเตือนว่า มีความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุด ประการแรกคือ “กฎของอมารา” (Amara’s Law) ซึ่งอธิบายว่า มนุษย์มักประเมินประโยชน์ของเทคโนโลยีในระยะสั้นสูงเกินไป แต่กลับประเมินประโยชน์ในระยะยาวต่ำเกินไป หากกระแสความคาดหวังต่อ AI ไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ อาจนำไปสู่ความผิดหวังและการถอนเงินลงทุนครั้งใหญ่
ประการที่สองคือ ความเสี่ยงที่ AI อาจหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ และดำเนินการบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยกอร์เกียวาย้ำว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถรับมือกับวิกฤติหลายระลอกที่ผ่านมาได้ แต่ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกกำลังลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างกันชนทางเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ และฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการคลัง เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
ไทยเปรียบเป็นเรือลำเล็ก ‘ฝ่า 4 พายุเศรษฐกิจ’
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไทยเปรียบเสมือน “เรือลำเล็กท่ามกลางพายุ 4 ลูก” ได้แก่ ราคาพลังงานสูงขึ้น การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากมรสุม AI
แม้ไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.3% ต่ำกว่าสหรัฐและยุโรป แต่การรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เอกนิติระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมีคำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 47% คิดเป็นมูลค่าราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลมุ่งดึงดูดการลงทุนใน AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมผลักดัน “โครงการ Skill Bridge” จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อต่อยอดให้ FDI ที่เข้ามา ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อดึงผู้ประกอบการไทยและ SMEs ในท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเร่งกระชับความร่วมมือกับอาเซียน ทั้งด้านการค้า พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากการค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 22% เทียบกับยุโรปที่ประมาณ 60% จึงยังมีโอกาสอีกมากที่ชาติอาเซียนจะขยายการค้าระหว่างกัน เพื่อลดความเปราะบางจากผลกระทบและวิกฤติต่าง ๆ นอกภูมิภาค
ท้ายที่สุด นายเอกนิติเปรียบเทียบว่า โอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ ๆ เหมือนกับขบวนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเทียบชานชาลา รัฐบาลต้องขยายประตูโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถขึ้นไปบนขบวนรถไฟให้ได้มากที่สุด เพื่อยกระดับผลิตภาพและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย
“เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนกับตอนนี้มีรถไฟความเร็วสูงกำลังวิ่งเข้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งเรามีผู้คนจำนวนมากรออยู่บนชานชาลา สิ่งที่เราพยายามทำคือการเปิดประตูตู้รถไฟให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถก้าวขึ้นไปบนขบวนรถไฟความเร็วสูงนี้ได้ แล้วใช้โอกาสเหล่านั้นในการยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น นั่นคือวิธีที่เรามองเพื่อใช้โอกาสเหล่านี้ในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย”
ยุโรปชูบทเรียนวิกฤติหนี้ เร่งแก้ปัญหาผลิตภาพ
คีเรียกอส ปิเอร์ราคาคิส ประธานยูโรกรุ๊ปและรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังกรีซ ระบุว่า ยุโรปยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤติการเงินในอดีต แต่กำลังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ภาระการคลัง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
เขายกตัวอย่างกรีซ ซึ่งเคยเผชิญวิกฤติหนี้รุนแรง แต่สามารถฟื้นตัวผ่านการรักษาวินัยการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจ จนกลับมามีความสามารถในการสนับสนุนประชาชนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของยุโรปในระยะยาวคือ “ผลิตภาพที่เติบโตช้ากว่าสหรัฐ” โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผลิตภาพสหรัฐเติบโตเฉลี่ยปีละ 1.8% เทียบกับยุโรปเพียง 1.1% ส่งผลให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง
ยุโรปจึงจำเป็นต้องลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค รวมตลาดทุนและระบบธนาคาร ตลอดจนสร้างบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ปิเอร์ราคาคิสย้ำว่า “การรักษาวินัยการคลัง” ต้องดำเนินควบคู่กับ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” เพราะแม้ยุโรปจะมีความพร้อมรับมือวิกฤติมากกว่าในอดีต แต่ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนแผนปฏิรูปให้เกิดผลจริงได้รวดเร็วเพียงใด
อาร์เจนตินาชูตัดรายจ่ายรัฐ ฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติ
หลุยส์ คาปูโต รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาร์เจนตินา ระบุว่า อาร์เจนตินากำลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติเรื้อรัง หลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจถึง 22 ครั้ง และผิดนัดชำระหนี้ 9 ครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเลย์ เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยการลดรายจ่ายภาครัฐถึง 30% และขจัดการขาดดุลการคลังที่เคยสูงราว 5% ของ GDP โดยไม่ต้องขึ้นภาษี
คาปูโตกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 211% ในปี 2566 เหลือประมาณ 30% ขณะที่อัตราความยากจนลดลงจาก 57% เหลือ 32% พร้อมกับการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด และเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนว่าการรัดเข็มขัดทางการคลังไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าลดภาษี ผ่อนคลายกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผ่านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและการเคารพสัญญาทางธุรกิจ โดยคาปูโตระบุว่า มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่รวมราว 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบหนึ่งในสามของ GDP ที่คาดว่าจะทยอยเกิดขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และวางรากฐานการเติบโตระยะยาว
คาปูโตย้ำว่า อาร์เจนตินามีข้อได้เปรียบด้านอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่โลกต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุค AI และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นอกจากนี้ คาปูโตแสดงความเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไปได้ แม้เผชิญความเสี่ยงทางการเมือง พร้อมมองว่าอาร์เจนตินากำลังเปลี่ยนจากประเทศที่เคยเผชิญวิกฤติซ้ำซาก ไปสู่จุดหมายใหม่ของเงินลงทุนโลก โดยย้ำว่า “ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับนักลงทุน คือการไม่เข้ามาลงทุนในอาร์เจนตินา”
ไนจีเรียเผยสูตรกู้ความเชื่อมั่น ลดเงินเฟ้อจาก 34% เหลือ 15%
โอเลเยมี คาร์โดโซ ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ระบุว่า ประเทศสามารถฟื้นเสถียรภาพเศรษฐกิจได้จากการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด การปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยน และการสร้างความโปร่งใสในตลาดการเงิน
ก่อนหน้านี้ ไนจีเรียเผชิญเงินเฟ้อสูงถึงประมาณ 34% แต่หลังธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง เงินเฟ้อลดลงมาอยู่ราว 15% ในปัจจุบัน ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มกลับคืนมา
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของไนจีเรียคือ การลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ด้วยการ “ดึงเงินตราต่างประเทศจากชาวไนจีเรียที่ทำงานและอาศัยอยู่ในต่างแดน” หลังประเทศเคยเผชิญปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอย่างหนัก โดยธนาคารกลางเร่งปรับปรุงระบบโอนเงิน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาอำนวยความสะดวกในการส่งเงินกลับประเทศ
มาตรการดังกล่าวช่วยให้เงินโอนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 200 ล้านดอลลาร์ เป็น 600 ล้านดอลลาร์ภายในปีแรก ก่อนแตะราว 950 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ใกล้เป้าหมาย 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน สะท้อนความสำเร็จในการเพิ่มแหล่งเงินตราต่างประเทศนอกเหนือจากการส่งออกน้ำมัน และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไนจีเรีย
โลกต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ก่อนวิกฤติรอบใหม่มาถึง
แม้ผู้นำทั้ง 5 จะเผชิญความท้าทายแตกต่างกัน แต่ต่างเห็นตรงกันว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยวินัยการคลัง เสถียรภาพทางการเงิน การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
โดยเฉพาะ AI ที่กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสสำคัญและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ประเทศที่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลิตภาพและกระจายประโยชน์สู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง จะมีความพร้อมรับมือกับความผันผวนมากกว่า ขณะที่ประเทศซึ่งปรับตัวล่าช้า อาจเผชิญความเหลื่อมล้ำและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
กอร์เกียวาทิ้งท้ายว่า “ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI เทคโนโลยีนี้ก็มาถึงแล้ว หากชักช้า ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
ในช่วงท้ายของการเสวนา กอร์เกียวายังกล่าวชื่นชม “ประเทศไทย” ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกให้ออกไปท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างเป็นกันเองว่า
“ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ ‘ยอดเยี่ยมมาก’ ตอนนี้พวกเราทุกคนมาอยู่ที่นี่แล้ว อย่าลืมออกไปเดินเที่ยวและจับจ่ายซื้อของกันด้วยนะคะ”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1256537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SkQqMISyANrnJt6HBo0Bw
