สถาปัตย์จุฬาฯ ขับเคลื่อน “บางกะเจ้า” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ

สถาปัตย์จุฬาฯ-ขับเคลื่อน-“บางกะเจ้า”-สู่ต้นแบบเศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ

ตัวช่วยการเข้าถึง

ภาษา

สืบค้น Chula.ac.th

ไม่พบผลลัพธ์สำหรับ ““

การค้นหาล่าสุด

การค้นหายอดนิยม

ข่าวจุฬาฯ

สถาปัตย์จุฬาฯ ขับเคลื่อน “บางกะเจ้า” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ ชู 4 ฉากทัศน์อนาคต เชื่อมโครงการพัฒนาสู่การเงินสีเขียว

สถาปัตย์จุฬาฯ ผนึกภาคีเครือข่าย เชื่อมองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์พื้นที่และการออกแบบอนาคตอย่างมีส่วนร่วม สู่ข้อเสนอพัฒนาบางกะเจ้า 4 ฉากทัศน์อนาคต บนฐานการฟื้นฟู 5 ระบบนิเวศพร้อมเปิดเวทีความร่วมมือด้านนโยบายและการเงินสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลธรรมชาติและคืนประโยชน์สู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิเคราะห์ภูมิภาค เมือง และสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ (Regional, Urban, & Built Environmental Analytics: RUBEA) ร่วมกับ Just Transitions Incubator (JUTI) สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) LANDPROCESS และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนกิจกรรม “การเงินเพื่อเศรษฐกิจเมืองที่เกื้อกูลธรรมชาติ: คำมั่นแห่งบางกะเจ้า” (Financing a Nature-Positive Urban Economy: The Bang Kachao Commitment) ณ พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย จังหวัดสมุทรปราการ

กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 ในฐานะกิจกรรมคู่ขนานกับช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยมีผู้แทนชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบ “เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ” (Nature Positive Economy)

เวทีตั้งคำถามสำคัญว่า จะออกแบบอนาคตพื้นที่สีเขียวให้สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างรายได้แก่ชุมชน และเชื่อมโยงแหล่งทุนได้อย่างไร โดยไม่ผลักภาระการดูแลธรรมชาติให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว

สถาปัตย์จุฬาฯ ชู People-Centred Process ให้ชุมชนร่วมกำหนดอนาคต

ผศ.ดร.ชูศักดิ์ จันทร์ปฐมพงศ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ RUBEA จุฬาฯ นำเสนอการสังเคราะห์บทเรียนจากกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนบางกะเจ้า โดยเน้นย้ำว่า การพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงการจัดทำแผนหรือออกแบบโครงการ แต่ต้องสร้างกระบวนการที่ประชาชนสามารถร่วมกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง

“ความแตกต่างสำคัญที่สุดของงานนี้ คือการใช้กระบวนการ People-Centred อย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ชาวบ้านดั้งเดิม คนรุ่นใหม่ และคนทำงานในพื้นที่ ได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมกำหนดอนาคตนโยบายของตนเอง ไม่ใช่การรับแผนแบบ Top-down จากคนนอกเหมือนในอดีต” ผศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าว

ตลอดกระบวนการเวิร์กชอป 3 ครั้ง มีการประยุกต์ใช้แนวคิด Alternative Futures หรือการสำรวจทางเลือกอนาคตที่หลากหลาย โดยนำลำดับความสำคัญของชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาครัฐ มาแลกเปลี่ยน เจรจา และสร้างฉันทามติ (Consensus) เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอและกติการ่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

การสังเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนบทบาทของศูนย์ RUBEA ในการเชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่ เสียงของประชาชน และองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่ออธิบายทั้งคุณค่าของทรัพยากร ความท้าทาย และโอกาสในการพัฒนา โดยไม่ได้มองเพียงมิติทางกายภาพ แต่ครอบคลุมประเด็นสังคม เศรษฐกิจ และนโยบาย

ผศ.ดร.ชูศักดิ์ ระบุว่า บางกะเจ้ามีความพร้อมสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความพร้อมภายในชุมชน ซึ่งมีโครงการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ เช่น การฟื้นฟูสวนยกร่องและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งแนวทางพัฒนามีความสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการเงินสีเขียว

ผลการสังเคราะห์ยังแบ่งออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ คุณค่าของพื้นที่ (Value) ความท้าทาย (Challenge) โอกาสและความพร้อม (Opportunity) และสิ่งที่ต้องร่วมกันเติมเต็ม (Gap) ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบสำหรับการพัฒนาโครงการและกลไกความร่วมมือในระยะต่อไป “โครงการพัฒนาและระบบนิเวศบางกะเจ้า มีฐานกระบวนการมีส่วนร่วมที่ดี แข็งแกร่ง และมี Roadmap ที่พร้อมนำไปสู่ผลสำเร็จเชิงระบบ (Systemic Impact) ได้จริง” ผศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าว

LANDPROCESS เปิด 4 ฉากทัศน์อนาคต ฟื้นฟู 5 ระบบนิเวศ

นายสัจจพงศ์ เล็กอุทัย กรรมการผู้จัดการ LANDPROCESS นำเสนอผลการจัดกระบวนการมองอนาคตแบบมีส่วนร่วม (Participatory Foresight) จำนวน 3 เวที ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมสำรวจปัญหา ทรัพยากร ศักยภาพ และภาพอนาคตที่ต้องการเห็น ก่อนนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ” (Nature Positive Economy)

สาระสำคัญของแนวทางออกแบบคือการเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ไปสู่การพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยฟื้นฟูและเพิ่มคุณค่าของระบบนิเวศควบคู่กัน กรอบการพัฒนามุ่งฟื้นฟู 5 ระบบนิเวศ ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า สวน และการจัดการที่ดิน โดยให้ความสำคัญกับระบบ “3 น้ำ 3 ป่า” ประกอบด้วยน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม และป่าชายเลน ป่าบึงชุ่มน้ำ ป่าดิบลุ่มต่ำ

นอกจากนี้ ยังเสนอการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียว (Green Corridor) และนวัตกรรมปกป้องสวนยกร่อง เพื่อรักษาภูมิปัญญาการจัดการน้ำและพื้นที่ เพิ่มความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชน

กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอ 4 ฉากทัศน์อนาคต ได้แก่ เมืองเศรษฐกิจการเงินสีเขียว สมาร์ทซิตี้เมืองเทคโนโลยีธรรมชาติยั่งยืน การฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศชีวมณฑล และเมืองแห่งสมดุลวิถีชุมชนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นแนวคิดในการสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของพื้นที่และวิถีชีวิตชุมชน

ทั้ง 4 ฉากทัศน์อนาคตสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐานของการพัฒนา โดยเชื่อมโยงระบบนิเวศกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความต้องการของชุมชน เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและรายได้โดยไม่ลดทอนคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ แนวทางเหล่านี้ยังเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการพัฒนาโครงการนำร่องและศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งด้านพื้นที่ การบริหารจัดการ การลงทุน และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ก่อนนำไปสู่การดำเนินงานในระยะต่อไป

Community First เปิดเสียงชุมชน 3 วัย สะท้อนโจทย์ความเป็นธรรม

กิจกรรมช่วงเช้าเริ่มด้วยการเดินทางโดยเรือไฟฟ้าสู่คุ้งบางกะเจ้า โดยคุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก (World Bank) ถ่ายทอดบทบาทการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของธนาคารโลกในประเทศไทย พร้อมด้วยนายมนัสวิน บุญทวี รองผู้จัดการ อพท.คุ้งบางกะเจ้า ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ อพท.คุ้งบางกะเจ้า สังกัดองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) นำเสนอศักยภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของพื้นที่

ภายในเวที ณ พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย นางมุทิตา เลิศลักษณาพร รองผู้อำนวยการ TIJ เน้นความสำคัญของแนวคิด People-Centered Justice ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ ขณะที่นางนทีทิพย์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน กรุงเทพมหานคร นำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการรับมือภัยพิบัติ การเดินทางคาร์บอนต่ำ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ช่วง “Community First” ดำเนินรายการโดยนางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล จากเครือข่าย RoLD Fellows เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนชุมชน 3 วัย ได้แก่ นายประกิจ รอดเจริญ (The Roots)นายวิษณุ น้อยนวล (The Shoots) ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ตำบลบางกะเจ้า  และนายธัญญา อ่วมเจริญ (The Brains) ร่วมสะท้อนปัญหาและข้อเสนอจากประสบการณ์จริง

ชุมชนให้ความสำคัญกับการรักษาสวนผลไม้นานาพรรณและระบบสวนยกร่อง โดยเฉพาะการจัดการน้ำที่ตอบสนองการใช้ประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นธรรม และการสร้างระบบสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ดูแลพื้นที่สีเขียวได้รับผลตอบแทนจากคุณค่าทางระบบนิเวศที่สร้างให้แก่คนทั้งเมือง กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไกด์น้อย 4 คนเข้าร่วมเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมบทบาทคนรุ่นใหม่ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น

เชื่อมข้อเสนอชุมชนสู่ระดับนโยบายและการเงินสีเขียว

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม สำนักงาน ก.พ.ร. นำเสนอแนวทางเชื่อมโยงข้อเสนอจากชุมชนกับแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม ระยะ 4 ปี เพื่อสนับสนุนให้แนวทางพัฒนาที่เกิดจากประชาชนสามารถต่อยอดสู่การดำเนินงานเชิงนโยบาย

โครงการที่ชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเสนอในเบื้องต้นมี 4 โครงการ ได้แก่ Eastern Venice, Nature Sport Complex, สวนผลไม้นานาพันธุ์ยกร่อง และศูนย์ประชุมใต้ร่มไม้ (Green Canopy Convention Center) ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของพื้นที่และวิถีชีวิตชุมชน

ช่วงบ่ายจัดเวทีหารือ “จากคุณค่าของพื้นที่สู่โอกาสทางการเงิน คำมั่นสัญญา และก้าวต่อไป” โดยมี ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการเงินสีเขียว โดยเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับการหยิบยกขึ้นหารือ ได้แก่ การจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) แนวคิดการจัดตั้งกองทุนสีเขียว (Green Fund) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคมและชุมชนของ BOI และพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds: SLB)

ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งสร้างกลไกที่ทำให้ผู้ดูแลธรรมชาติได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม พร้อมพัฒนาตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เช่น พื้นที่สีเขียวที่ได้รับการฟื้นฟู จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม PES และผลประโยชน์ที่กลับคืนสู่ชุมชน การหารือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงข้อเสนอจากชุมชนกับโอกาสทางการเงิน โดยยังต้องพัฒนาความพร้อมของโครงการ กลไกความร่วมมือ และระบบติดตามผล ก่อนนำไปสู่การลงทุนและดำเนินงานจริง

ในช่วงบ่าย ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ ศรีเลิศฟ้า จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมสะท้อนมุมมองจากภาคเอกชน ขณะที่นายแดเนียล ลีโอ ฮอร์น–พัธโนทัย ผู้ก่อตั้ง JUTI ร่วมสรุปคำมั่นและก้าวต่อไป โดยมุ่งเชื่อมโยงแนวทางระดมทุนและความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดูแลพื้นที่สีเขียวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนบางกะเจ้าอย่างยั่งยืน

สร้างเศรษฐกิจชุมชนผ่านอาหารท้องถิ่นและพลังเยาวชน

ภายในงานยังมีกิจกรรม “รสชาติแห่งชุมชน” (Tastes of Bang Kachao) ซึ่งนำเสนออาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านความร่วมมือของ คุณจิระศักดิ์ แก้วเจริญ Commons Youth, เชฟสิทธิกร จันทป (เชฟอู่) จาก AKKEE และชุมชนบางกะเจ้า สะท้อนโอกาสสร้างรายได้จากอาหาร เกษตรกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

พร้อมกันนี้ มีการแลกเปลี่ยนมุมมองจาก Ms. Floor Overbeeke, Director, Regenerative Agriculture The Rockefeller Foundation และ คุณสุวันดี ทัศนไพร Global Fund for Children เกี่ยวกับโอกาสสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาเยาวชนในระยะยาว

กิจกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มต้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนที่สร้างรายได้และรักษาคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน

จาก SENSE สู่ CO-CREATE และ ACT: งานวิจัยและการออกแบบที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ดร.ทรรศวรรณ ปรีดาวิภาต นักวิจัยศูนย์ RUBEA ผู้ออกแบบโครงการ อธิบายว่า การขับเคลื่อนบางกะเจ้าสามารถอธิบายผ่านแนวคิด SENSE → CO-CREATE → ACT โดยเริ่มจาก SENSE การรับฟังและทำความเข้าใจเสียงของพื้นที่ เพื่อมองเห็นคุณค่า ปัญหา และความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ต่อด้วย CO-CREATE การนำเสียงของชุมชนมาร่วมออกแบบภาพอนาคตกับภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และพันธมิตร ก่อนนำไปสู่ ACT การเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านโครงการนำร่อง กลไกความร่วมมือ และแนวทางการเงินที่สนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติและคืนประโยชน์สู่ชุมชน

ผศ.ดร.ชูศักดิ์ เน้นว่า กระบวนการทั้งสามขั้นตอนไม่ใช่การทำงานแบบเส้นตรง แต่เป็นวงจรการเรียนรู้ที่ต้องรับฟัง ทบทวน และปรับแนวทางอย่างต่อเนื่องตามบริบทของพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาเกิดจากความร่วมมือและสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัว (Resilience) อย่างยั่งยืน

“แผนงานหรือภาพวาดอนาคตจะสวยงามแค่ไหนก็ตาม จะเดินหน้าและประสบความสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วม (Participation) และการช่วยกันผลักดันจากทุกคน” ผศ.ดร.ชูศักดิ์ กล่าว การมีส่วนร่วมของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์ RUBEA ในกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์พื้นที่ การออกแบบสภาพแวดล้อม และการสังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วม เข้ากับโจทย์การพัฒนาจริงของสังคม

กิจกรรมขับเคลื่อนโดย JUTI ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ TIJ, RoLD Fellows, โครงการ Forest Guardians, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย RUBEA, สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI), สำนักงาน ก.พ.ร., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (Konrad Adenauer Stiftung), LANDPROCESS, Global Fund for Children และภาคีชุมชนบางกะเจ้า

ก้าวต่อไป คือการนำภาพอนาคตและข้อเสนอจากชุมชนมาพัฒนาเป็นโครงการนำร่องที่มีความพร้อมสำหรับการดำเนินงานและการลงทุน พร้อมเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือและระบบติดตามผลที่ทำให้ผู้ดูแลธรรมชาติได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

เป้าหมายระยะยาวคือการต่อยอดบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สีเขียวที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเมืองอื่นในประเทศไทย โดยสร้างความสมดุลระหว่างการฟื้นฟูระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะการรักษาพื้นที่สีเขียวของเมืองไม่ควรเป็นภาระของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติ

Economy We Shape, Climate We Share.

เรื่อง: ดร.ทรรศวรรณ ปรีดาวิภาต ศูนย์ RUBEA คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

แชร์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/429151/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MZQIi0IflhEwnuPu0hw96