OECD เตือนเศรษฐกิจโลกโตช้า-เสี่ยงสูง แนะไทยปฏิรูปเศรษฐกิจ-เพิ่มผลิตภาพ

oecd-เตือนเศรษฐกิจโลกโตช้า-เสี่ยงสูง-แนะไทยปฏิรูปเศรษฐกิจ-เพิ่มผลิตภาพ

มาเธียส คอร์แมนน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวในงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นเวทีคู่ขนานการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาค จากการเปิดประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับชีวิตของประชาชนหลายสิบล้านคน

คำถามสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะเติบโตได้รวดเร็วแค่ไหน แต่คือเศรษฐกิจไทยพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือไม่ โดยความพร้อมดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการคาดการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง แต่เป็นความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านการตัดสินใจของรัฐบาล การเปิดโอกาสให้ตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะประชาชน และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง

OECD คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าโต 2.1% เศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงสูง

คอร์แมนน์ระบุว่า เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่อง ทั้งการแพร่ระบาดใหญ่ สงครามรุกรานยูเครนของรัสเซีย วิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อที่พุ่งสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนจากภาษีศุลกากร การค้า และนโยบายต่าง ๆ ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปีนี้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจโลก

เมื่อถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งสูญเสียไปสะสมอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาร์เรล หรือเกือบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลกหนึ่งเดือน

ผลกระทบดังกล่าวทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอลงจาก 3.5% ต่อปีในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว เหลือ 2.7% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงยังดีกว่าที่ OECD เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.4% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากเศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้

ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจโลก OECD คาดว่าจะเติบโต 2.9% ในปีนี้ และ 3% ในปีหน้า โดยเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศยังขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทั้งอินเดียที่คาดว่าจะเติบโต 7.1% อินโดนีเซีย 5.2% และจีน 4.5% ส่วนประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 2.1% ในปีหน้า

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 มากกว่าครึ่งมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลาง OECD คาดว่าเงินเฟ้อของกลุ่ม G20 จะเพิ่มจาก 3.4% ในปีที่แล้ว เป็น 4.1% ในปีนี้ ก่อนลดลงเหลือ 3.6% ในปีหน้า

เตือนความเสี่ยงพลังงาน-อาหาร หนี้สูงจำกัดพื้นที่นโยบายรัฐ

เลขาธิการ OECD ระบุว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มไปในทิศทางที่แย่กว่าคาด โดยความเสี่ยงเร่งด่วนคือผลกระทบจากอุปทานพลังงานในตะวันออกกลางที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจเพิ่มเติม

กลไกรองรับแรงกระแทกเริ่มเหลือน้อยลง โดยปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลง 570 ล้านบาร์เรลในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่คลังสำรองน้ำมันปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 และปริมาณสำรองก๊าซก็ลดลงเช่นกัน

นอกจากนี้ ราคาอาหารยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ จากภัยแล้งในซีกโลกเหนือ ความปั่นป่วนในการส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ และปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงมากก่อนสิ้นปีนี้

ข้อจำกัดอีกด้านคือพื้นที่ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ลดลง โดยประเทศสมาชิก G20 ทุกประเทศ ยกเว้นเยอรมนีและตุรกี มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงกว่าระดับในปี 2007

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูง

ในเดือนกันยายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของทุกประเทศในกลุ่ม G7 ยกเว้นอิตาลี อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 15 ปีหรือสูงกว่านั้น ส่งผลให้ต้นทุนการชำระหนี้และการกู้ยืมเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้ภาคครัวเรือนกู้เงินได้แพงขึ้น และภาคธุรกิจมีต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น

หากราคาพลังงานและอาหารยังอยู่ในระดับสูง พร้อมกับภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น OECD ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเติบโตต่ำกว่าประมาณการพื้นฐาน 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าประมาณการพื้นฐาน 1.1%

เลขาฯ OECD ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนของผู้กำหนดนโยบายคือการรักษาความคาดหวังเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ให้ความช่วยเหลือด้านพลังงานอย่างตรงเป้าหมายและเป็นการชั่วคราว พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังเพื่อให้รัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไป

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำ 1.7% ในปี 2050

นอกเหนือจากแรงกระแทกระยะสั้น เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากแรงส่งการเติบโตที่อ่อนลง ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเติบโตประมาณ 3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3.7% ในช่วงสองทศวรรษก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ภายใต้นโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน OECD ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของโลกจะลดลงจาก 2.9% ในปัจจุบัน เหลือ 1.7% ภายในปี 2050 โดยมีปัจจัยสำคัญสองประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอตัวลง

ระหว่างปี 2023 ถึง 2060 คาดว่าประชากรวัยทำงานในประเทศสมาชิก OECD โดยเฉลี่ยจะลดลง 8% ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะลดลงถึง 29% เมื่อจำนวนแรงงานลดลง แรงงานแต่ละคนจึงจำเป็นต้องสร้างผลผลิตให้มากขึ้น เพียงเพื่อรักษาระดับเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย

ขณะเดียวกัน การเติบโตของผลิตภาพในประเทศสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในค่ามัธยฐาน ลดลงจาก 2% ต่อปีในช่วงปี 2001-2007 เหลือเพียง 0.8% ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราเดิม

ผลิตภาพไทยชะลอจาก 4.8% เหลือ 1.7% ต่อปี

คอร์แมนน์ระบุว่า ประเทศไทยสะท้อนให้เห็นทั้งความสำเร็จและความท้าทาย โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากรเพิ่มขึ้นจาก 30% ของค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2000 เป็น 40% ในปี 2013 แต่เมื่อถึงปี 2024 ตัวเลขยังคงอยู่ที่ 40%

ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพในประเทศไทยชะลอลงจาก 4.8% ต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือ 1.7% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2020 ส่งผลให้การยกระดับรายได้และมาตรฐานการครองชีพให้เข้าใกล้ประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้นหยุดชะงัก

ช่องว่างระหว่างสถานะที่ประเทศไทยเป็นอยู่กับสถานะที่สามารถและควรจะไปถึง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหา แต่เป็นโอกาสของประเทศ โดยหนทางสำคัญคือการทำให้ผลิตภาพกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง

ทั้งนี้ การเพิ่มผลิตภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับตลาดที่มีการแข่งขัน สถาบันที่เข้มแข็ง ประชาชนที่มีทักษะ และความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

เปิด 5 ทุนสร้างเศรษฐกิจพร้อมรับอนาคต

เลขาธิการ OECD เสนอแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออนาคตผ่านทุน 5 ประเภท ได้แก่ ทุนเพื่อการเติบโต ทุนเพื่อประชาชน ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ทุนเพื่อความยืดหยุ่น และทุนเพื่อความมั่นคง โดยแต่ละด้านต้องทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภาพและความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจ

1. ทุนเพื่อการเติบโต เร่งแข่งขัน เปิดทางทุนและ AI

คอร์แมนน์ระบุว่า การแข่งขันช่วยขับเคลื่อนผลิตภาพ ด้วยการให้รางวัลแก่การสร้างนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทชั้นนำแห่งอนาคตสามารถก้าวขึ้นมาแข่งขันได้

ข้อมูลดัชนีกฎระเบียบตลาดผลิตภัณฑ์ของ OECD แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยังมีกฎระเบียบที่จำกัดการแข่งขันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD โดยข้อกังวลหลัก ได้แก่ อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ข้อกำหนดทางปกครองที่ซับซ้อน และข้อจำกัดในภาคธุรกิจเครือข่าย

สำหรับประเทศไทย เงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดมีข้อจำกัดเป็นพิเศษในภาคธุรกิจเครือข่ายที่รัฐยังมีบทบาทสูง เช่น ไฟฟ้า การขนส่ง และโทรคมนาคม เมื่อภาคธุรกิจเหล่านี้ถูกปกป้องจากการแข่งขัน ต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังธุรกิจและครัวเรือนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการลดกฎระเบียบ แต่ต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการทำให้กระบวนการง่ายขึ้น ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด และสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างบริษัทภาครัฐกับภาคเอกชน

ด้านตลาดทุน แม้เอเชียมีบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกถึง 56% และมีมูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ภาคธุรกิจ 30% ของโลก แต่การประเมินมูลค่าบริษัทในตลาดมักอยู่ในระดับต่ำ โดยใน 6 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทจดทะเบียนครึ่งหนึ่งมีมูลค่าตลาดต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์หลังหักหนี้สินสุทธิ

ปัจจัยที่สะท้อนปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การกระจุกตัวของการถือครองหุ้น การจ่ายเงินปันผลในระดับต่ำ การถือครองเงินสดจำนวนมาก และความสงสัยของนักลงทุนเกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุนของบริษัท OECD เสนอให้เพิ่มความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท เพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากการถือครองหุ้น คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย และเพิ่มทางเลือกด้านเงินทุนสำหรับบริษัทที่ยังไม่พร้อมเข้าจดทะเบียน

นอกจากนี้ เอเชียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็น 39% ของโลก แต่มีสินทรัพย์ในธุรกิจเงินร่วมลงทุนและหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) เพียง 20% ของโลก การมีข้อมูลบริษัทที่ดีขึ้นและการเชื่อมโยงธุรกิจกับนักลงทุนอย่างใกล้ชิดขึ้นจะช่วยลดช่องว่างนี้ได้

อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดย OECD ประเมินว่า หากการนำ AI ไปใช้เป็นไปอย่างช้า ๆ จะช่วยเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพในประเทศเศรษฐกิจ G20 เฉลี่ย 0.2% ต่อปีในช่วงทศวรรษข้างหน้า แต่หากมีการนำไปใช้อย่างรวดเร็วและมี AI ที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 0.8% ต่อปี หรือสูงขึ้นถึง 4 เท่า

ความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำกับดูแลข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล และการส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนำ AI ไปใช้ ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่

สำหรับประเทศไทย ความเร็วอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่ในเขตเมืองสูงกว่าเขตชนบท 80% ขณะที่อินโดนีเซียมีส่วนต่าง 60% สะท้อนว่าการเชื่อมต่อยังเป็นปัจจัยกำหนดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

2. ทุนเพื่อประชาชน ยกระดับการศึกษาและเพิ่มแรงงานในระบบ

คอร์แมนน์ระบุว่า เทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพเพียงใดขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้งาน และนี่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย โดยผลการประเมิน PISA ปี 2025 ของ OECD ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี จำนวน 41% มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน เทียบกับ 26% ในประเทศสมาชิก OECD

ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 53% ในอินโดนีเซีย 46% ในมาเลเซีย 39% ในเวียดนาม และ 10% ในสิงคโปร์ ขณะที่นักเรียนไทยมีเพียง 1% ที่มีผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงสุด เทียบกับ 7% ในประเทศสมาชิก OECD และ 26% ในสิงคโปร์

ผลการประเมิน PISA ปี 2025 ยังแสดงให้เห็นว่าคะแนนด้านการอ่านและคณิตศาสตร์อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการประเมิน สำหรับเศรษฐกิจที่ต้องการให้แรงงานแต่ละคนสร้างผลผลิตได้มากขึ้นในช่วงที่กำลังแรงงานลดลง การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของประชาชนจึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

การพัฒนาต้องเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ในวัยเด็ก ต่อเนื่องไปสู่การศึกษาในโรงเรียนและอาชีวศึกษา ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นหลายระลอก

นอกจากการพัฒนาทักษะแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงและผู้สูงอายุ พร้อมลดต้นทุนการสร้างงานในระบบ เพื่อให้แรงงานย้ายจากการทำงานนอกระบบเข้าสู่งานที่มีหลักประกัน การฝึกอบรม และการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนชั้นกลางจึงหมายถึงการสร้างการเติบโตของผลิตภาพที่สะท้อนออกมาเป็นค่าจ้าง และการทำให้ตลาดแรงงานเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากขึ้นได้รับประโยชน์จากการเติบโต

3. ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน กระจายพลังงานและรับมือความเสี่ยงภูมิอากาศ

แรงกระแทกด้านพลังงานในปีนี้แสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของแหล่งพลังงาน ความหลากหลายของแหล่งจัดหา และราคาที่ประชาชนกับธุรกิจสามารถจ่ายได้ เป็นทั้งประเด็นด้านความสามารถในการแข่งขันและความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือเศรษฐกิจที่มีแหล่งจัดหาพลังงานหลากหลาย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานอื่น

การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รวมถึงความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกด้วย แนวทางสำคัญ ได้แก่ การกระจายแหล่งพลังงาน รวมถึงพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในระบบสายส่งไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ตลอดจนการปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างภาษีเพื่อลดต้นทุน

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านยังหมายถึงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยภาคเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเมืองชายฝั่งของไทยต่างเผชิญความเสี่ยง การลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นตั้งแต่ตอนนี้จึงมีต้นทุนต่ำกว่าการซ่อมแซมความเสียหายในภายหลัง

การดำเนินการต้องเป็นธรรม โดยให้ความช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมายแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ แทนการให้เงินอุดหนุนในวงกว้างซึ่งมีต้นทุนสูงและลดแรงจูงใจในการปรับตัว

4. ทุนเพื่อความยืดหยุ่น เสริมฐานเศรษฐกิจมหภาคและพื้นที่การคลัง

เลขาธิการ OECD กล่าวว่า กระแสเงินทุนข้ามพรมแดนช่วยสนับสนุนการลงทุนและทำให้เงินออมไหลไปยังพื้นที่ที่สามารถสร้างผลิตภาพสูงสุดได้ แต่เงินทุนเหล่านี้ก็สามารถไหลกลับอย่างรวดเร็วเมื่อความเสี่ยงทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

ในเดือนมีนาคมปีนี้ เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เผชิญเงินทุนไหลออกสุทธิจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นรวม 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียมีความยืดหยุ่นมากกว่าก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกอย่างมาก

การวิเคราะห์ของ OECD แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีธนาคารกลางเป็นอิสระมากกว่าและมีหนี้สาธารณะต่ำกว่า เผชิญเงินทุนไหลออกน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทั่วโลก สะท้อนว่ากรอบนโยบายที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้

OECD ยังสนับสนุนการทยอยยกเลิกข้อจำกัดด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ตอบสนองต่อความไม่มั่นคงได้ โดยมาตรการต้องโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ได้สัดส่วนกับปัญหา และมีผลบังคับใช้ชั่วคราว

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีพื้นที่ให้เปิดเสรีเพิ่มเติม เนื่องจากข้อจำกัดต่อการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรต่างประเทศของผู้ลงทุนในประเทศยังมากกว่าระดับในประเทศสมาชิก OECD อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การปฏิรูปควรดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน และสถาบันต่าง ๆ

นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นยังหมายถึงการสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรับมือกับแรงกระแทก โดยคอร์แมนน์ระบุว่า การฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังไม่ใช่การใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่เป็นการสร้างหลักประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

5. ทุนเพื่อความมั่นคง กระจายห่วงโซ่อุปทาน ลดจุดเปราะบาง

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่เปลี่ยนแปลงกระแสการค้าและการลงทุนทั่วโลก คอร์แมนน์ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาจุดเปราะบางของประเทศ โดยหลักฐานจาก OECD ชี้ว่า การกระจุกตัวเป็นต้นตอของความเปราะบาง ขณะที่การกระจายความเสี่ยงเป็นเครื่องมือป้องกัน

จำนวนมาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่านับตั้งแต่ปี 2009 ยิ่งแหล่งจัดหากระจุกตัวมากเท่าใด ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

เศรษฐกิจที่มีความมั่นคงมากที่สุดจึงไม่ใช่เศรษฐกิจที่พยายามผลิตทุกอย่างด้วยตนเอง แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีทางเลือกมากที่สุด ทั้งพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ผู้จัดหาที่หลากหลาย และตลาดเปิดที่มีกฎเกณฑ์เข้มแข็ง

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีความสำคัญ เพราะนอกจากนำเงินทุนเข้ามาแล้ว ยังนำเทคโนโลยี ทักษะ ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ และการเข้าถึงตลาดมาด้วย

ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากไม่นับรวมสิงคโปร์ มูลค่าสะสมของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขาเข้าเพิ่มขึ้นจาก 40% ของ GDP เมื่อสิบปีก่อน เป็นประมาณ 60% ในปัจจุบัน ขณะที่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่อการลงทุนจากต่างประเทศในทุกประเทศของภูมิภาคยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง การขนส่ง โทรคมนาคม สื่อ และการเงิน

การกระจายห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของการลงทุน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่นโยบายจะเป็นตัวกำหนดว่าภูมิภาคจะได้รับประโยชน์มากเพียงใด

ด้านการบูรณาการทางการค้า การปฏิรูปเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าช่วยลดต้นทุนการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว 6% แต่ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ทั้งด้านศุลกากร เอกสารดิจิทัล และการบริหารจัดการชายแดน

นอกจากนี้ การบูรณาการระดับภูมิภาคยังครอบคลุมบริการ ข้อมูล และการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น โดย OECD วิเคราะห์ว่า หากมีข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่มีความทะเยอทะยาน การค้าของไทยกับประเทศคู่ค้าในภูมิภาคอาจเพิ่มขึ้น 24% และมูลค่าการค้าสะสมอาจเพิ่มขึ้น 5%

ความมั่นคงที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้นตั้งอยู่บนการเปิดกว้างที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่การสร้างกำแพงปิดกั้น

OECD หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก ชี้ช่วยเร่งปฏิรูปและดึงดูดลงทุน

คอร์แมนน์ระบุว่า ทุนทั้ง 5 ประเภทสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยการแข่งขันสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรม เงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลช่วยให้เกิดการลงทุน การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศนำตลาด เทคโนโลยี และแนวคิดใหม่เข้ามา ขณะที่ทักษะช่วยเปลี่ยนปัจจัยเหล่านี้ให้เป็นผลิตภาพ และสถาบันที่เข้มแข็งช่วยประสานทุกส่วนเข้าด้วยกัน

ในส่วนของบทบาท OECD องค์กรจัดหาข้อมูลและผลการวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนหลักฐาน พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านการแข่งขัน การกำกับดูแลกิจการ การลงทุน ภาษี การต่อต้านการทุจริต นโยบายดิจิทัล และข้อมูล รวมถึงเป็นเวทีให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านโครงการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยเป็นสมาชิกโครงการระดับภูมิภาคดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น และร่วมเป็นประธานโครงการกับเกาหลีใต้ระหว่างปี 2018-2022 ปัจจุบันไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือที่เข้มข้นระหว่างประเทศกับองค์กร

ในเดือนมิถุนายน 2024 คณะมนตรี OECD ได้เชิญประเทศไทยให้เริ่มการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก และในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้ยื่นบันทึกเบื้องต้นของประเทศไทยด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเอกสารประเมินตนเองตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีทั้งหมดของ OECD และเป็นพื้นฐานทางเทคนิคสำหรับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก

โดยในปีนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ามาเป็นประธานกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกด้วยตนเอง พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่รวบรวมรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานสำคัญทุกแห่งไว้ด้วยกัน โดยคอร์แมนน์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวแสดงถึงภาวะผู้นำที่จริงจังและมีเป้าหมายชัดเจน

ขณะนี้คณะกรรมการ OECD จำนวน 25 คณะกำลังทำงานร่วมกับประเทศไทย เพื่อทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติอย่างละเอียด ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีระดับสากล ตั้งแต่ด้านการแข่งขัน การลงทุน การกำกับดูแลกิจการ นโยบายดิจิทัล การศึกษา การค้า สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการบริหารภาครัฐ

กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นการเดินทางที่สร้างประโยชน์ได้ตลอดเส้นทาง เพราะช่วยยึดโยงการปฏิรูปให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบตามลำดับความสำคัญของประเทศ และปรับแนวทางให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีระดับสากล

ประสบการณ์ของประเทศที่ผ่านกระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า การเข้าเป็นสมาชิกช่วยเร่งการปฏิรูป เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน รักษาแรงส่งของการปฏิรูป และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทก ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยยกระดับรายได้ มาตรฐานการครองชีพ และโอกาสของประชาชน

สำหรับประเทศไทย กระบวนการนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะสามารถช่วยยึดโยงวาระการปฏิรูปของประเทศเข้ากับการเพิ่มผลิตภาพ การแข่งขัน และทักษะ รวมถึงช่วยให้ไทยบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ได้ลึกซึ้งขึ้น และเพิ่มความน่าดึงดูดใจต่อการลงทุนคุณภาพสูง

OECD ย้ำพร้อมเดินเคียงข้างไทย สร้างเศรษฐกิจรับมืออนาคต

คอร์แมนน์กล่าวในช่วงท้ายว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีส่วนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกมาแล้วเป็นจำนวนมาก และจะยังเป็นแหล่งสำคัญของการเติบโตต่อไปในระยะยาว OECD จึงต้องการให้เสียงของภูมิภาคมีส่วนร่วมในเวทีที่กำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ

เขาระบุว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีการผลิตและการทำงาน โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงกำลังแรงงาน และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแผนที่การค้าและการลงทุน ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดภายใต้พื้นที่ทางการคลังที่น้อยกว่าในอดีต

แม้ไม่สามารถหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ แต่ประเทศต่าง ๆ สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเตรียมพร้อมรับมือมากเพียงใด โดยความพร้อมรับมืออนาคตไม่ได้หมายถึงการพยากรณ์ แต่เป็นขีดความสามารถที่ต้องสร้างขึ้นผ่านการแข่งขัน เงินทุนที่จัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานที่มั่นคงและราคาไม่แพง พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง ห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรที่หลากหลาย ตลอดจนประชาชนที่มีทักษะในการเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ให้เป็นโอกาส

คอร์แมนน์ทิ้งท้ายว่า OECD ก่อตั้งขึ้นบนแนวคิดที่ว่าประเทศต่าง ๆ จะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และใช้ข้อมูลกับหลักฐานเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ พร้อมยืนยันว่า OECD จะเดินเคียงข้างประเทศไทยในทุกขั้นตอน และความสำเร็จของประเทศไทยก็คือความสำเร็จของ OECD เช่นกัน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/671376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yrGUCbVHkmNOPIeLP07lg