“วิทัย” ขึ้นเวทีโลก ห่วงเศรษฐกิจไทยติดหล่มเชิงโครงสร้าง สินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ติดลบยาว

“วิทัย”-ขึ้นเวทีโลก-ห่วงเศรษฐกิจไทยติดหล่มเชิงโครงสร้าง-สินเชื่อ-‘เอสเอ็มอี’ติดลบยาว

“วิทัย” ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง โตต่ำเหลือ 2.1-2.3% เร่งปลดล็อกสินเชื่อ SME หลังยอดสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส ล่าสุดติดลบ 4.4% สวนทางสินเชื่อบริษัทใหญ่ขยายตัว 6% เผย SME กลุ่มผลงานดี 30% แรก เข้าถึงสินเชื่อเพียง 21% ย้ำแก้ปัญหาไม่ใช่แค่อัดฉีดเงิน แต่ต้องยกระดับประสิทธิภาพและผลิตภาพธุรกิจ

  • ‘วิทัย’ ห่วงเศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้าง ชี้เป็นข้อจำกัดหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาส สวนทางกับสินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัว
  • ชี้แม้แต่ SME ที่มีผลประกอบการดีที่สุด 30% ก็ได้รับสินเชื่อจากระบบเพียง 21%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวในช่วง Thailand Special Seminar: Bangkok 1991 – 2026 Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth บนเวที การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ว่า ปัจจุบันระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตการเงินปี 2540 

ซึ่งจากวิกฤตการเงินปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธปท.และระบบการเงินไทย โดยหลังวิกฤต ประเทศไทยได้ปฏิรูปภาคการเงินอย่างจริงจัง ทั้งการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น และการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ

ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้ปัจจุบันสถาบันการเงินและระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และมั่นคงกว่าช่วง 30 ปีก่อนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้การรักษาเสถียรภาพระบบการเงินจะทำได้ค่อนข้างดี แต่ประเทศไทยยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในภาคเศรษฐกิจจริง

โดยปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยคืออัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 7% ต่อปี ก่อนลดลงเหลือประมาณ 5.3% หลังวิกฤตการเงินปี 2540 และชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.5% หลังวิกฤตการเงินโลก ขณะที่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.4%

สำหรับปีปัจจุบัน คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 2.1-2.3% โดยปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดหลักต่อศักยภาพของประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการแก้ไขข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง โดยทั้งสองนโยบายต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและสนับสนุนประสิทธิผลซึ่งกันและกัน

นโยบายการคลังควรมุ่งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ส่วนนโยบายการเงินต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพด้านราคา พร้อมสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับฐานะการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับการรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินงานของธนาคารกลาง รวมถึงรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และพื้นที่สำหรับดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy Space) เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอสำหรับรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับการดำเนินงานของ ธปท. ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อของ SME การปรับปรุงกลไกการจัดหาเงินทุนและสินเชื่อให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการกระแสเงินผิดกฎหมายผ่านช่องทางและบริการทางการเงินต่าง ๆ

แต่ปัญหาของSME การช่วยเหลือผู้ประกอบการไม่สามารถทำได้ด้วยการอัดฉีดสินเชื่อจากระบบธนาคารเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัญหาของ SME เป็นเรื่องของภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงการขาดสภาพคล่องหรือเงินทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ประสิทธิภาพ และผลิตภาพของผู้ประกอบการ

ซึ่งประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับและปรับเปลี่ยนภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและผลิตภาพสูงขึ้น โดยภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเลือกให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนธุรกิจประเภทใด โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ยังมีความสามารถในการแข่งขันและมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพ

อุตสาหกรรมที่ยกเป็นตัวอย่าง ได้แก่ ธุรกิจแปรรูปอาหาร เกษตรกรรมและเกษตรอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และธุรกิจบริการด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness)

ทั้งนี้ ข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับภาคธุรกิจสะท้อนว่า SME ที่มีผลประกอบการดีที่สุด 30% แรก ได้รับสินเชื่อจากระบบเพียงประมาณ 21% เท่านั้น สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจที่มีผลประกอบการดี ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

นอกจากนี้ ยอดสินเชื่อคงค้างของ SME ยังหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส โดยในไตรมาสล่าสุดสินเชื่อ SME ลดลง 4.4% ขณะที่สินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 6% สถานการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่ ธปท. ให้ความกังวลและต้องเร่งขจัดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

  • ถอดบทเรียน 35 ปีเศรษฐกิจไทย 

วิทัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า  เพื่อถอดบทเรียนจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตลอด 35 ปี นับตั้งแต่การประชุมประจำปีฯ ครั้งก่อนที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2534 

โดยใช้ประสบการณ์ของไทยเป็นกรณีศึกษาถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม งานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากนานาประเทศ

ผู้ร่วมเสวนาเห็นว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ตลอดจนกรอบนโยบายและสถาบันที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาคการเงินภายหลังวิกฤตการเงินเอเชีย เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น 

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังเผชิญความท้าทายระยะยาวจากสังคมสูงวัย ผลิตภาพที่ชะลอลง หนี้ครัวเรือนสูง การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและ AI ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจที่แตกต่างกันตามข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี 

และทักษะนอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวยังเกิดถี่ขึ้น เชื่อมโยงกันมากขึ้น และส่งผลยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยจึงต้องก้าวจากการรับมือวิกฤตในระดับมหภาคไปสู่การเสริมศักยภาพให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ต่อเนื่อง 

โดยอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่ทำงานประสานกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพ การเร่งยกระดับผลิตภาพและทักษะตลอดจนการเปิดทางให้ SMEs และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงเงินทุนและโอกาสใหม่อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ เน้นย้ำว่าการสร้างความยืดหยุ่นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านมหภาค นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายภาคการเงิน ไปจนถึงระดับครัวเรือนและธุรกิจที่ต้องมีฐานะการเงินและศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัว 

ดังนั้น นอกจากกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็งแล้วธปท. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงิน 4 ด้าน

 ได้แก่ (1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้และการออกหลักเกณฑ์ดูแลการสร้างหนี้ผ่านสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ (2) การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ผ่านกลไกแบ่งปันความเสี่ยงด้านเครดิตและตลาดกลางสินเชื่อเพื่อ SME (SME Credit Portal) เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากรไปถึงกิจกรรมที่สร้างรายได้และเพิ่มผลิตภาพได้มากขึ้น (3) การส่งเสริมความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้บริการ ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและโครงสร้างค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การเงินที่โปร่งใสและชัดเจน 

และ (4) การรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ผ่านการยกระดับการกำกับดูแล non-bank และธุรกรรมเสี่ยง

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา PromptPay ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนกว่า 83 ล้านบัญชี และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีมาอย่างต่อเนื่อง 

สะท้อนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ต้องมาพร้อมความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน เพื่อป้องกันภัยการเงินที่มีความซับซ้อนและเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 43 พันล้านบาทในปี 2568 

ธปท. จึงร่วมกับ IMF และธนาคารโลกผลักดันBangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศน์การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง บนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1256177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wif7iJGz8Hl5R8VMwI3jK