IMF เตือนรับมือโลก 2 ขั้ว ภูมิรัฐศาสตร์ชนเทคโนโลยี เขย่าเศรษฐกิจรอบใหม่

imf-เตือนรับมือโลก-2-ขั้ว-ภูมิรัฐศาสตร์ชนเทคโนโลยี-เขย่าเศรษฐกิจรอบใหม่

ซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) เปิดเผยรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ในการประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.69 ณ กรุงเทพฯ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาด แต่เป็นความทนทานที่ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ และ ช่องว่างสำหรับการปรับตัวกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว

ซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF

รายงานระบุว่า เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงปะทะ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาพลังงานสูงและผันผวน อีกด้านหนึ่งคือ เทคโนโลยี ที่การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกลายเป็นแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์

IMF เรียกว่า เศรษฐกิจโลกที่แยกออกเป็นสองส่วน ประเทศที่อยู่ในตำแหน่งดีที่สุดคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจำกัดและเกาะอยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี ไม่ว่าในฐานะผู้ผลิตหรือผู้ซื้อฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ส่วนผู้ส่งออกพลังงานนอกเขตความขัดแย้งได้ประโยชน์จากเงื่อนไขการค้าที่ดีขึ้น

ในทางกลับกัน ประเทศที่นำเข้าพลังงานและแทบไม่มีส่วนในห่วงโซ่เทคโนโลยีเจอความท้าทายมากที่สุด คือค่านำเข้าสูงขึ้น แรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน รายได้ที่แท้จริงอ่อนลง พื้นที่การคลังจำกัด และไม่มีแรงหนุนด้านอุปสงค์มาชดเชย โดย IMF เตือนว่าประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้ ทำให้ความเสี่ยงที่ช่องว่างรายได้ระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนจะถ่างออกมีมากขึ้น

การกระจุกตัวของการเติบโตเห็นได้จากตัวเลขที่ชัดเจน รายงานระบุว่าขณะนี้มีเพียง 32 ประเทศที่คิดเป็น 95% ของการเติบโตทั้งโลก เทียบกับ 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่ราว 47% ของประเทศทั้งหมดถูกปรับลดประมาณการลง

คงโลกที่ 3.1% ปรับขึ้นปี 70 เป็น 3.4% แต่เงินเฟ้อกลับหัว

IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอจาก 3.5% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ตัวเลขปี 2569 ไม่เปลี่ยนจากรายงานฉบับเดือนเมษายน ส่วนปี 2570 ถูกปรับขึ้น 0.2 จุด

ด้านราคา IMF ระบุว่าเงินเฟ้อโลกจะหยุดขาลงที่ดำเนินมาต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อทั่วไปจะขยับจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 เมื่อเทียบกับรายงานเดือนเมษายน ถือเป็นการปรับขึ้นสะสม 0.7 จุด โดยมีต้นตอหลักจากราคาพลังงานและอาหาร

รายงานยังชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น คาดว่าภายในสิ้นปี 2570 สำหรับญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร และราวกลางปี 2571 สำหรับยูโรโซนและสหรัฐ ขณะที่เงินเฟ้อจีนคาดว่าจะขยับขึ้นจากระดับต่ำ

ปริมาณการค้าโลกถูกคาดว่าจะชะลอจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 4.6% ในปี 2569 และทรงตัวที่ 4.7% ในปี 2570 สะท้อนแรงฉุดจากภาษีนำเข้าและการปรับห่วงโซ่การผลิต หักล้างบางส่วนด้วยการค้าสินค้าเทคโนโลยีที่ยังโตแรง

ประมาณการเศรษฐกิจโลก (% การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริง)

อินเดียเป็นตัวเลขปีงบประมาณ หากคิดเป็นปีปฏิทินจะอยู่ที่ 7.4% ในปี 2569 และ 7.0% ในปี 2570 อาเซียน-5 ประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ช่องการปรับประมาณการเงินเฟ้อโลกในตารางเป็นตัวเลขเฉพาะปี 2569 (+0.3 จุด) ส่วนตัวเลข 0.7 จุดในเนื้อข่าวเป็นผลรวมสองปี 2569 และ 2570

ไทยโต 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

สำหรับประเทศไทย IMF ประเมินการขยายตัวของจีดีพีที่ 2.1% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 ซึ่งทั้งกลุ่มถูกคาดว่าจะโต 4.4% ในปีนี้

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อไทยถูกคาดว่าจะพลิกจากติดลบ 0.1% ในปี 2568 เป็นบวก 2.1% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570 ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกจากเกินดุล 3.0% ของจีดีพีในปี 2568 เป็นขาดดุล 1.2% ในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2570

ดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 4 จุดภายในปีเดียว สอดคล้องกับกลไกที่ IMF อธิบายไว้สำหรับประเทศนำเข้าพลังงานโดยรวม คือ บิลค่านำเข้าที่สูงขึ้นกินส่วนเกินการค้าที่เคยมี และเป็นจุดที่แรงกดดันจะส่งผ่านไปยังค่าเงินและฐานะต่างประเทศ ทั้งนี้รายงานไม่ได้ระบุชัดว่า ไทยอยู่ในช่องใดของกรอบวิเคราะห์สองแกน และยังจัดไทยอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกภาคการผลิตและบริการที่ได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจากการส่งออกเทคโนโลยีของเกาหลีใต้และไต้หวัน

นอกจากนี้ IMF ระบุในภาพรวมภูมิภาคว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้ประโยชน์จากกิจกรรมศูนย์ข้อมูลและวัฏจักรเทคโนโลยีโลก รวมถึงมาตรการการคลังฉุกเฉินในบางกรณี ส่วนรัฐหมู่เกาะขนาดเล็กจะโตช้าลงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและรายได้ท่องเที่ยวกับเงินโอนที่อ่อนลง

สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ไต้หวันถูกประเมินให้โต 10.7% ในปี 2569 ส่วนเกาหลีใต้เร่งขึ้นเป็น 3.3% จาก 1.1% ในปีก่อน ซึ่งรายงานระบุว่ามาจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์จากต่างประเทศที่แรงพอจะกลบผลลบจากสงคราม

เอเชีย: จีดีพี เงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด

อัตราว่างงานของไทยถูกคาดไว้ที่ 1.0% ตลอดช่วงประมาณการ

ฮอร์มุซปิด น้ำมันพุ่ง 41% IMF วางสมมติฐานเปิดเส้นทางมีนาคม 70

สมมติฐานเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ IMF ตั้งสมมติฐานว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดในเดือนมีนาคม 2570 และกลับสู่สภาพก่อนสงครามในวงกว้างราวเดือนตุลาคม 2570 ซึ่งหมายถึงการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของการผลิต การขนส่ง การประกันภัย และระบบชำระเงิน มากกว่าการกลับสู่ปกติทันที

การปิดช่องแคบกระทบเส้นทางขนส่งที่มีน้ำมันผ่านราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราวหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลกก่อนสงคราม ราคาน้ำมันพุ่งแตะจุดสูงสุดปลายเดือนมีนาคมที่ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนทรงตัวราว 100 ดอลลาร์ในต้นเดือนมิถุนายน จากนั้นการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐกลางเดือนมิถุนายน ทำให้ช่องแคบเปิดชั่วคราวและมีน้ำมันที่ค้างอยู่ในอ่าวราว 90 ล้านบาร์เรลไหลออกมา เกิดภาวะล้นตลาดและราคาดิ่งลงเหลือ 68 ดอลลาร์ ก่อนที่การหยุดยิงระยะสั้นจะถูกแทนที่ด้วยความขัดแย้งความเข้มข้นต่ำซึ่งลามไปถึงทะเลแดง

โดย IMF ประเมินราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2569 ที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานในรายงานเดือนเมษายน 16% คิดเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 41% และก๊าซธรรมชาติ 48% เทียบปี 2568 ส่วนราคาปุ๋ยคาดว่าจะเพิ่ม 10% และราคาอาหารเพิ่ม 5%

ขณะที่แบบจำลองของ IMF ชี้ว่าหากไม่มีความยืดหยุ่นด้านอุปทาน การปิดช่องแคบจะดันราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีขึ้นไปราว 110 ดอลลาร์ และฉุดการเติบโตโลกปี 2569 ลง 0.9 จุด แต่การเปลี่ยนเส้นทางส่งออกในอ่าว การเพิ่มกำลังผลิตนอกอ่าวอีก 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และการระบายสต็อกอีก 4 ล้านบาร์เรล ช่วยลดผลกระทบลง 0.5 จุด เหลือ 0.4 จุด และการที่โลกใช้น้ำมันต่อหน่วยจีดีพีลดลง 20% นับจากกลางทศวรรษ 2010 หรือราวปี 2558 ช่วยลดอีก 0.1 จุด เหลือความเสียหายสุทธิเพียง 0.3 จุด

จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกมีบทบาทสำคัญ โดยลดปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบลง 23% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งจากการดึงสต็อกในประเทศและการลดการใช้น้ำมันสำเร็จรูป

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่ากันชนเหล่านี้กำลังร่อยหรอ สต็อกน้ำมันโลกยังถูกดึงลงราว 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวันและใกล้ระดับตึงตัวที่อาจทำให้ราคาปรับแบบไม่เป็นเส้นตรง ขณะที่สต็อกก๊าซในยุโรปอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปี ก่อนเข้าฤดูหนาว

เอไอคือแรงหนุน แต่เป็นแรงหนุนที่กระจุกตัวสุดขั้ว

IMF ชี้ว่าการลงทุนเอไอเป็นแรงถ่วงดุลสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ โดยในระยะสั้นมาในรูปการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนที่ทำให้ทุนต่อแรงงานสูงขึ้น ส่วนระยะยาวอาจเปลี่ยนโครงสร้างผลิตภาพได้ แต่รายงานย้ำว่าอานิสงส์นี้ไม่ได้กระจายไปทุกประเทศ

ด้านต้นน้ำ ไต้หวันและเกาหลีใต้รวมกันเป็นแหล่งที่มาของ 62% ของการค้าสุทธิในฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับเอไอ ส่วนด้านปลายน้ำ จีนและสหรัฐรวมกันคิดเป็นกว่า 75% ของการนำเข้าสุทธิฮาร์ดแวร์เอไอในปี 2568 และ 57% ของศูนย์ข้อมูลที่สร้างใหม่นับตั้งแต่ปี 2567

การค้าสุทธิฮาร์ดแวร์เอไอเทียบกับจีดีพีโลกเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ แต่รายงานตั้งข้อสังเกตสำคัญว่าการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากผลด้านราคามากกว่าปริมาณ

ด้านผลิตภาพ

IMF ยอมรับว่า ยังมีช่องว่างระหว่างงานวิจัยที่พบว่าเอไอเพิ่มประสิทธิภาพในงานเฉพาะอย่างมาก กับข้อมูลระดับเศรษฐกิจมหภาคที่ยังเห็นผลจำกัด ตัวอย่างฝั่งบวกคือผลิตภาพงานบริการลูกค้าเพิ่มขึ้น 14–15% และสูงถึง 30–35% ในกลุ่มพนักงานที่มีประสบการณ์น้อย ส่วนผลผลิตงานพัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่ม 26% แต่อีกด้าน นักพัฒนาโอเพนซอร์สที่มีประสบการณ์กลับทำงานช้าลง 19% เมื่อใช้เอไอ และมีหลักฐานว่าเอไออาจบั่นทอนการเรียนรู้และการสั่งสมทักษะ

ขณะเดียวกัน การลงทุนเอไอกำลังสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและความเปราะบางทางการเงิน รายงานอธิบายว่า คือแรงกระแทกด้านอุปสงค์ขนาดใหญ่ที่มากระจุกช่วงต้น ดันความต้องการสินค้าทุน บริการก่อสร้าง ที่ดิน พลังงาน และแรงงานทักษะสูงพร้อมกัน ก่อนที่ผลิตภาพจะปรากฏ ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีที่ปรับขึ้นช่วยหนุนอุปสงค์ผ่านผลความมั่งคั่ง แต่แลกมาด้วยมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวและการกระจุกตัวของตลาดที่สูงขึ้น

ความเสี่ยงเอียงขาลง เปิดโอกาสตลาดเอไอปรับฐานหนัก

IMF ระบุเช่นเดียวกับรายงานเดือนเมษายนว่า ความเสี่ยงต่อประมาณการเอียงไปทางขาลง โดยมีสามกลุ่มหลัก

  1. ความขัดแย้งยืดเยื้อ ภัยไซเบอร์ และสภาพอากาศสุดขั้ว หากสถานการณ์ตะวันออกกลางหรือยูเครนตึงเครียดขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสูงและผันผวนนานขึ้น ซ้ำเติมเงินเฟ้อและดัน term premium รายงานยังเตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นอาจซ้ำเติมตลาดสินค้าเกษตร โดยในอดีตเอลนีโญมักดันราคาอาหารขึ้นและฉุดกิจกรรมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศที่อาหารมีน้ำหนักสูงในตะกร้าผู้บริโภค
  2. การประเมินความคาดหวังเรื่องเอไอใหม่ หากความคาดหวังเรื่องกำไรและผลิตภาพจากเอไอพิสูจน์ว่าสูงเกินจริง การลงทุนอาจชะลอแรง ตลาดหุ้นที่กระจุกตัวในบริษัทกลุ่มเอไออาจถูก repricing ในวงกว้าง และลามผ่านอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยี กระแสเงินทุน และการถือครองพอร์ตข้ามพรมแดน
  3. ความตึงเครียดในตลาดการเงินและความเปราะบางทางการคลัง ต้นทุนกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น บวกกับหนี้สาธารณะระดับสูงและความต้องการ refinance ขนาดใหญ่ ทำให้ภาครัฐเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการเงินแบบฉับพลัน

แบบจำลองของ IMF ประเมินว่าความน่าจะเป็นที่การเติบโตโลกปี 2570 จะต่ำกว่า 2% อยู่ที่ราว 10% ลดลงจาก 20% ในเดือนเมษายน ขณะที่ความน่าจะเป็นที่เงินเฟ้อโลกปี 2570 จะสูงกว่า 5% อยู่ที่ราว 35% เพิ่มขึ้นจาก 30% ส่วนความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะโตต่ำกว่า 1% ในปี 2570 ซึ่งสอดคล้องกับภาวะถดถอยอ่อน ๆ อยู่ที่ราว 30% ลดลงจาก 35% ในเดือนเมษายน

ฉากทัศน์ที่สำคัญ คือกรณีตลาดเอไอปรับฐาน หากผลิตภาพจากการลงทุนเอไอไม่เกิดขึ้นจริง IMF ประเมินว่าราคาหุ้นสหรัฐจะลดลง 20% ในปี 2569 และลดลง 15% ในที่อื่น ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจโลกต่ำกว่ากรณีฐาน 1.1% ภายในปี 2571 โดยสหรัฐเสียหายหนักสุดที่ 1.8% และเอเชียที่ 1.7% ขณะที่ผู้ส่งออกเทคโนโลยีระดับสูงในเอเชียจะเจอราคาส่งออกลดลงถึง 20%

เเนวโน้มความเสี่ยง หากการลงทุนเอไอแรงกว่าคาด IMF ประเมินว่าจะเพิ่มจีดีพีโลก 0.6% ภายในปี 2572 และหากเทคโนโลยีเอไอกระจายตัวเร็วขึ้นพร้อมการลงทุนเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจเพิ่มการเติบโตโลกได้ถึง 0.3 จุดในระยะสั้น และ 0.1–0.8 จุดในระยะกลาง ขณะที่ความคืบหน้าของข้อตกลงการค้าใหม่ รวมถึงข้อตกลงของสหภาพยุโรปกับอินเดียและเมอร์โคซูร์ อาจช่วยลดต้นทุนการค้าและเพิ่มความแน่นอนเชิงนโยบาย

ข้อเสนอนโยบาย เลิกอุดหนุนน้ำมันแบบหว่าน เร่งสร้างพื้นที่การคลัง

IMF เรียกร้องให้การสร้างพื้นที่การคลังกลับมาเป็นวาระเร่งด่วน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่สูง ต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้น และความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายทาง รายงานประเมินว่าหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มจาก 108% ของจีดีพีในปี 2568 เป็น 115% ในปี 2574 ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาจะเพิ่มจาก 74% เป็น 84%

สำหรับบริบทไทย คือข้อเสนอเรื่องมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน IMF ระบุชัดว่าควรหลีกเลี่ยงการอุดหนุนเชื้อเพลิงแบบวงกว้าง การลดภาษีแบบเหมารวม และการควบคุมราคา เพราะมาตรการเหล่านี้มักพุ่งเป้าไม่แม่น มีต้นทุนการคลังสูง บิดเบือนกลไกราคา และถอนออกยากเมื่อใช้ไปแล้ว ทั้งยังบั่นทอนสัญญาณราคาที่กระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานและการลงทุนด้านประสิทธิภาพ

หากจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อป้องกันความเดือดร้อนรุนแรง รายงานเสนอให้ใช้มาตรการชั่วคราว เจาะจงเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และส่งผ่านเงินโอนหรือระบบคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่ พร้อมกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติ วันสิ้นสุด และแหล่งเงินชดเชยไว้ล่วงหน้า รายงานยังเตือนว่า หลายประเทศที่ออกมาตรการรับมือสงครามรอบนี้ไม่ได้ยึดหลักเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว 

ด้านนโยบายการเงิน IMF เสนอให้ปรับตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเทศ กรณีที่มีเหตุผลรองรับการคงท่าทีระมัดระวังมากที่สุดคือประเทศนำเข้าพลังงานที่อยู่นอกห่วงโซ่เทคโนโลยีและมีเงินเฟ้อที่หรือต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับไทย แม้รายงานจะไม่ได้ระบุชื่อไทยไว้ในข้อเสนอส่วนนี้โดยตรง ส่วนกรณีที่ควรคุมเข้มคือประเทศที่เชื่อมอยู่กับห่วงโซ่เทคโนโลยีและมีเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายอยู่แล้วก่อนเกิดแรงกระแทกสองทาง

สำหรับประเทศที่ได้ออานิสงค์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์หรือวัฏจักรเทคโนโลยี IMF เตือนให้ต้านแรงกดดันการใช้จ่ายตามวัฏจักร โดยควรเก็บรายได้พิเศษไว้สร้างกันชนหรือนำไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

ระดับโครงสร้าง รายงานจัดลำดับความสำคัญไว้ที่การเพิ่มพลวัตภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคการเข้าออกตลาด ปรับปรุงการแข่งขัน และเสริมกรอบกฎหมายล้มละลาย ควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการเร่งติดตั้งพลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า และระบบกักเก็บ ซึ่ง IMF ระบุว่าสำคัญทั้งกับประเทศนำเข้าพลังงาน และกับประเทศที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนเอไอ เพราะศูนย์ข้อมูลต้องการไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และราคาเหมาะสม

รายงานมีบทวิเคราะห์พิเศษด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเสนอเครื่องมือใหม่ชื่อ Commodity Price Tracker สำหรับแยกแยะแบบเรียลไทม์ว่า ราคาพลังงานที่ขยับมาจากอุปสงค์ อุปทานที่หายไปจริง หรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยพบว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ด้านน้ำมันมักมีผลต่อราคาเพียงระยะสั้นและไม่มีผลที่วัดได้ต่ออัตราว่างงาน ขณะที่การขาดแคลนอุปทานจริงให้ผลกระทบที่ใหญ่และยืดเยื้อกว่า ซึ่งหมายความว่าการตีความราคาพลังงานที่สูงขึ้นว่าเป็นภาวะขาดแคลนทางกายภาพล้วน ๆ อาจนำไปสู่การตอบสนองเชิงนโยบายที่ผิดพลาด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hI_R1tLJeY1UVN3Xj–3S