IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.1% เตือนคุมวินัยการคลังเข้ม รับมือแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

imf-ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต-2.1%-เตือนคุมวินัยการคลังเข้ม-รับมือแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: Resilience Under Strain, Urgent Choices) ฉบับล่าสุด ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) 

นางซิลวาน่า เทนเรย์โร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงหน่วงจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ตัวเลขสำคัญปรับเปลี่ยน โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2026 คาดว่าจะขยายตัว 2.1% ชะลอตัวลงจาก 2.4% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 4.4% อยู่กว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในปี 2026 เวียดนาม 8.4% มาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% ขณะที่กลุ่มเอเชียเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวมขยายตัว 5.1%

โดยการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ ได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่ฟื้นตัว และวัฏจักรการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเข้ามาช่วยพยุงภาคการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ  

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.1% เตือนคุมวินัยการคลังเข้ม รับมือแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์  

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% จากระดับติดลบในปีก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 1.0%  

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจพลิกกลับมาติดลบชั่วคราวที่ -1.2% ของ GDP จากที่เคยเกินดุล 3.0% ในปี 2025 ก่อนจะฟื้นกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2027 

ด้านตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราว่างงานทรงตัวในระดับต่ำมากที่ 1.0% ตลอดช่วงปี 2025 ถึง 2027

ทั้งนี้ IMF แนะภาครัฐเร่งปรับลดระดับหนี้สาธารณะ นำนโยบายการคลังที่รัดกุมมาใช้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไว้รองรับความผันผวนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ด้านเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น แต่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง โดย IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ในปี 2569 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% ในปีนี้ ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปีหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ราว 3.9% ในปี 2569 และ 3.7% ในปี 2570

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยสงครามที่ดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น กำลังเพิ่มต้นทุนและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองปัจจัยต่างเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ IMF ยังเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้แก่

1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติม

2. การกระจุกตัวของห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งพึ่งพาประเทศ ภาคธุรกิจ และบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เสี่ยงเกิดปัญหาคอขวดและภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

3. ข้อจำกัดด้านการคลังของรัฐบาล จากต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับรายจ่ายจำเป็นด้านอื่นลดลง และจำกัดความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคต

สำหรับแนวทางรับมือ IMF เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สูง ควรเร่งลดการขาดดุลเพื่อให้หนี้สาธารณะกลับเข้าสู่ทิศทางที่ลดลง ส่วนมาตรการช่วยเหลือประชาชนควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางที่สุด

ขณะที่ธนาคารกลางควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา ควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลุกลาม พร้อมรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378984754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36WHAGirOjt51S5rqLjyce