ตลาดการเงินและราคาน้ำมันโลกเผชิญแรงกดดันในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบกว่า 300 จุด หลังนักลงทุนกังวลการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยดีเซลอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตรในหลายสถานีบริการ
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 หลังทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เดินหน้าเร่งระบายน้ำมันจากคลังสำรองออกสู่ตลาด โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 88.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 38 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 100.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
IEA ระบุว่า การเร่งระบายน้ำมันสำรองที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อาจทำให้น้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณอุปทานและลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หารือเกี่ยวกับข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังผลักดันให้ประเทศในยุโรปร่วมมือกันเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันเดียวกัน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 341.41 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 51,179.87 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 17.16 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 7,801.77 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 61.20 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 27,538.69 จุด
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นมาจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งแตะระดับ 5.350% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 ส่งผลให้นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ภาระหนี้ และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขยับขึ้นแตะ 5.724% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.818% สะท้อนความกังวลของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของบอนด์ยีลด์ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยราคาที่รายงานเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน
ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)
แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
เบนซิน ราคา 49.68 บาทต่อลิตร
ราคาน้ำมันบางจาก (Bangchak)
แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาทต่อลิตร
ราคาน้ำมัน PT
ดีเซล ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
เบนซิน ราคา 50.18 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
ราคาน้ำมัน Shell
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาทต่อลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาทต่อลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาทต่อลิตร
เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการเปลี่ยนแปลงราคา โดยราคาหน้าสถานีบริการอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลาที่ประกาศ
ภาพรวมจึงเป็นวันที่ตลาดโลกจับตาทั้งทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้น โดย WTI ปรับลดลงจากความคาดหวังว่าน้ำมันสำรองจะถูกนำเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนต้องติดตามทั้งสถานการณ์อุปทานน้ำมัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟดอย่างใกล้ชิด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/327296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q5CeZzt3SppuTyNoqjTLH
