นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 2.4%

เมื่อจำแนกตามประเภทพลังงาน พบว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ส่วนการใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลง 52.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะหยุดเดินเครื่องบางส่วน

สำหรับภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 2.4% โดย GDP ไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.6% การลงทุนรวมขยายตัว 9.5% และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6%

ด้านการใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยการใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันดีเซลลดลง 2.4% เหลือ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่ปรับสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ส่วนการใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 5.9% มาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 1.1% อยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น 1.49% และปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 5.39%

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ 17,900 ตันต่อวัน ลดลง 0.7% โดยภาคปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 43% เพิ่มขึ้น 0.5% และภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วน 32% เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ภาคขนส่งลดลง 0.1% และภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.6%

ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดย 63% ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า ส่วนการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 4.5% และ 5.1% ตามลำดับ ขณะที่การใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (NGV) ลดลง 12.5% ตามจำนวนรถยนต์ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง

การใช้ถ่านหินและลิกไนต์รวมอยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 16.5% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 6% จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลง 52.5% จากการหยุดเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

สำหรับการใช้ไฟฟ้าช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6% โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด 40.4% ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3.1% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4%

ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% จากความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน

ส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5% โดยก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุด 61% รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้าและแลกเปลี่ยน 15% พลังงานหมุนเวียน 11% ถ่านหินนำเข้าและลิกไนต์ 9% พลังน้ำ 4% และน้ำมัน 0.05%

ด้านภาคขนส่งทางบกมีการใช้พลังงาน 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 1.4% สวนทางกับการใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 87.1% สอดคล้องกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) จดทะเบียนสะสม ณ เดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66% จากเดือนมิถุนายน 2568 ที่มีจำนวน 296,813 คัน

ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 121 ล้านตัน โดยภาคผลิตไฟฟ้าลดลง 3.2% อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน และภาคขนส่งลดลง 1.4% อยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 30.5 ล้านตัน และภาคอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 1.2% เป็น 6.8 ล้านตัน

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ในตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นตลอดปี 2569 จะอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2568 ที่ลดลง 1.6% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.0-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ คาดว่าการใช้น้ำมันตลอดปีจะเพิ่มขึ้น 0.1% ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 8% และไฟฟ้าพลังน้ำกับไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่การใช้ถ่านหินและลิกไนต์จะลดลง 15.6% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ และสภาพอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี